หมวดกฎหมาย > กฎหมาย เนติบัณฑิต

ฎีกา..การอุทธรณ์!!

(1/3) > >>

หมอเค้ก:

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  686/2553

ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 198, 200, 201
   
      พนักงานเดินหมายส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลย 2 ครั้ง โดยไม่สามารถ     ส่งได้เนื่องจากไม่พบบ้านของจำเลย แต่เมื่อส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 กลับพบบ้านของจำเลยตามภูมิลำเนาที่ปรากฏในฟ้อง เพียงแต่บ้านปิดใส่กุญแจ จึงส่งหมายนัดได้โดยวิธีปิดหมาย       ถือไม่ได้ว่า การส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยไม่ได้ด้วยเหตุดังกล่าวเป็นเพราะหาตัวจำเลยไม่พบ หรือหลบหนี หรือจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 201 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาคดีโดยมิได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยเพื่อแก้จึงไม่ชอบด้วยมาตรา 200
         
     
     โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 364, 365
         
     จำเลยให้การปฏิเสธ
         
     ระหว่างพิจารณานางประแนม ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
         
     ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) ประกอบมาตรา 364, 391, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
         
     โจทก์ร่วมอุทธรณ์
         
     ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
         
     จำเลยฎีกา
           
     ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในเบื้องต้นคดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า กระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่เคยได้รับสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมการที่ศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยไม่ได้มิใช่เพราะหาตัวจำเลยไม่พบหรือจำเลยหลบหนี หรือจำเลยจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์แต่ประการใด กระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงมิได้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง อันมีมาตรา 198 บัญญัติว่า การยื่นอุทธรณ์ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น มาตรา 200 บัญญัติว่า ให้ศาลส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์ และมาตรา 201 บัญญัติว่า เมื่อศาลส่งสำเนาอุทธรณ์แก่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้เพราะหาตัวไม่พบ หรือหลบหนี หรือจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์ หรือได้รับแก้อุทธรณ์แล้ว หรือพ้นกำหนดแก้อุทธรณ์แล้ว ให้ศาลรีบส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อทำการพิจารณาพิพากษาต่อไป และข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่าการส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมให้แก่จำเลยนั้น พนักงานเดินหมายได้นำสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมไปส่งให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยซึ่งตรงตามภูมิลำเนาของจำเลยในคำฟ้องรวม 2 ครั้ง แต่ปรากฏจากรายงานการเดินหมายครั้งแรกว่าไม่สามารถส่งหมายให้แก่จำเลยได้เนื่องจากไม่พบบ้านของจำเลย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ส่งหมายแก่จำเลยอีกครั้ง โดยระบุในหมายเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยให้ชัดเจน แต่ปรากฏจากรายงานการเดินหมายครั้งที่สองว่า ไม่สามารถส่งหมายให้แก่จำเลยได้เนื่องจากไม่พบบ้านของจำเลยเช่นเดิม ต่อมาเมื่อพนักงานเดินหมายนำหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไปส่งให้แก่จำเลยกลับปรากฏจากรายงานเจ้าหน้าที่ว่า พบบ้านของจำเลยตามภูมิลำเนาที่ปรากฏในฟ้อง เพียงแต่บ้านปิดใส่กุญแจ จึงส่งหมายนัดโดยวิธีปิดหมาย ดังนั้น การส่งสำนวนอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมให้แก่จำเลยไม่ได้เนื่องจากหาบ้านของจำเลยไม่พบดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเพราะหาตัวจำเลยไม่พบ หรือหลบหนี หรือจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 201 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาคดีโดยมิได้มีการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยเพื่อแก้นั้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 200 ไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นต่อไป
         
     พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการในเรื่องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแล้วส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.......
 

หมอเค้ก:

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5748/2551

ป.วิ.พ. มาตรา 18, 27, 243, 247
           
     คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มี ส. ทนายความลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์โดย ส. มิได้ยื่นใบแต่งทนายความไว้ด้วย เท่ากับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ให้อำนาจดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์แก่ ส. กรณีจึงถือว่าเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งในชั้นตรวจรับคำคู่ความศาลชั้นต้นผู้ตรวจรับชอบที่จะสั่งแก้ไขเสียให้ถูกต้อง หรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 แต่ศาลชั้นต้นหาได้ดำเนินการดังกล่าวไม่ กลับรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้ดำเนินการต่อมาจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการเขียนและยื่นคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะถือว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบและไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาได้ไม่ ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแก้ไขได้ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้แต่งตั้งให้ ส. เป็นทนายความของตนให้มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ในชั้นฎีกาแล้วจึงไม่จำต้องดำเนินการแก้ไขในเรื่องนี้อีก แต่เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีนี้ใหม่เพื่อเป็นไปตามลำดับชั้นศาล
     
     คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 632,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้ตกเป็นพับ
         
     จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์
         
     ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ
         
     จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา
         
     ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า กรณีมีเหตุสมควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีนี้ใหม่หรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า คดีนี้ตามคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีนายสมชาย ทนายความลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ แต่ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้แต่งตั้งให้นายสมชายเป็นทนายความ ทั้งนายสมชายมิได้ทำหน้าที่ทนายความของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาก่อนที่จะมีการยื่นอุทธรณ์ คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เห็นว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีนายสมชายทนายความลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์โดยที่นายสมชายมิได้ยื่นใบแต่งทนายความไว้ด้วย เท่ากับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ให้อำนาจดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์แก่นายสมชาย กรณีจึงถือว่าเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในชั้นตรวจรับคำคู่ความศาลชั้นต้นผู้ตรวจรับชอบที่จะสั่งแก้ไขเสียให้ถูกต้อง หรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 แต่ศาลชั้นต้นหาได้ดำเนินการดังกล่าวไม่ กลับรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้ดำเนินการต่อมา จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการเขียนและยื่นคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะถือว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบและไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 หาได้ไม่ ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแก้ไขตามที่กล่าวได้ แต่อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้แต่งตั้งให้นายสมชายเป็นทนายความของตนให้มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ในชั้นฎีกานี้แล้ว จึงไม่จำต้องดำเนินการในเรื่องนี้อีกแต่เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีนี้ใหม่เพื่อเป็นไปตามลำดับชั้นศาล”
         
     พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่..........

หมอเค้ก:

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5387/2551

ป.วิ.พ. มาตรา 234
         
     เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น จำเลยต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 234 โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง เมื่อปรากฏว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์โดยเพียงแต่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์มาวางศาลเท่านั้น แต่มิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยครบถ้วน คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
         
     จำเลยแต่งทนายความเพื่อช่วยในการพิจารณามาโดยตลอดรวมทั้งในการยื่นอุทธรณ์และการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง  จึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าตนไม่ทราบข้อที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวได้  การที่จำเลยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลนับเป็นความบกพร่องของฝ่ายจำเลยเอง
         
     คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 36,949.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันที่ 6 มีนาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท
         
     จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคแรก จึงไม่รับอุทธรณ์
         
     จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดถือว่าทิ้งอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาล แต่มิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณาสั่งต่อไป
         
     ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งว่า จำเลยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้น อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ
         
     จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา (ที่ถูกต้องทำเป็นฎีกาคำสั่ง)
         
     ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง เมื่อปรากฏว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์โดยเพียงแต่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน แต่มิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยครบถ้วน คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนั้นจำเลยก็ได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาล ส่วนเงินชำระตามคำพิพากษานั้นเจ้าหน้าที่ศาลแจ้งว่าให้นำมาชำระเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาแล้วจำเลยมิได้จงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า จำเลยแต่งทนายความเพื่อช่วยในการพิจารณามาโดยตลอด รวมทั้งการยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง จึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าตนไม่ทราบข้อที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายได้ การที่จำเลยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล นับเป็นความบกพร่องของฝ่ายจำเลยเอง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น”
         
     พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ......


หมอเค้ก:

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3798/2551
 
ป.วิ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง
         
     เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 306 กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่แจ้งคำสั่งของศาลที่อนุญาตให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดและวันขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดซึ่งทราบได้ตามทะเบียนซึ่งก็คือจำเลยที่ 3 เท่านั้น จำเลยที่ 1 มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่จำต้องแจ้งวันขายทอดตลาดแก่จำเลยที่ 1 การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินตามวันเวลาและสถานที่ที่กำหนดไว้ในประกาศที่ได้แจ้งแก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการขายทอดตลาดโดยชอบแล้ว
   
     คดืสืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสามผิดนัดชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ขอให้บังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนอง คือ ที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด นายคีรีวัฒน์เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 54309 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ได้ในราคา 2,430,000 บาท
         
     จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์ไว้เป็นเงิน 3,349,000 บาท แต่ได้ขายทรัพย์ไปในราคา 2,430,000 บาท อันเป็นราคาต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันในท้องตลาด และเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งการประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ทราบ การขายทอดตลาดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด
         
     ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 มิได้อ้างว่าไม่ทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดวันใด เมื่อการขายครั้งนี้เป็นการขายครั้งที่ 7 เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ทราบการขายทอดตลาด ประกอบกับราคาที่ขายไม่ต่ำเกินสมควรและตามวิธีการขายทอดตลาด จึงเป็นการขายโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุให้เพิกถอนการขาย ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ
         
     จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
         
     ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
         
     จำเลยที่ 1 ฎีกา
         
     ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันในท้องตลาด ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด เป็นการยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง (เดิม) เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่มีการยื่นอุทธรณ์ ทั้งมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่ก็บัญญัติว่าคำสั่งศาลชั้นต้นในกรณีเช่นนี้ให้เป็นที่สุด มิได้ให้สิทธิจำเลยที่ 1 อุทธรณ์หรือฎีกาได้อีก ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งการประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ทราบ การขายทอดตลาดจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีจารณาความแพ่ง มาตรา 306 กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่แจ้งคำสั่งของศาลที่อนุญาตให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดและวันขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดซึ่งทราบได้ตามทะเบียนซึ่งก็คือจำเลยที่ 3 เท่านั้น จำเลยที่ 1 มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่จำต้องแจ้งวันขายทอดตลาดแก่จำเลยที่ 1 การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินตามวันเวลาและสถานที่ที่กำหนดไว้ในประกาศที่ได้แจ้งแก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการขายทอดตลาดโดยชอบแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น”
         
     พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ......
 

หมอเค้ก:

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1851/2551
 
ป.วิ.พ. มาตรา 234, 292
           
     จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีอันเป็นกระบวนการในชั้นบังคับคดี แต่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อมานั้น แม้การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทำขึ้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว แต่การอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไม่มีผลกระทบถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้นอันทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกกลับ แก้หรือถูกยกไปด้วย อีกทั้งกรณีดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความกระทบกระเทือนจากการยื่นอุทธรณ์เพราะหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดียังคงดำเนินการบังคับคดีกับจำเลยได้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยคดีนี้จึงไม่จำต้องนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางไว้ต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางไว้ต่อศาลและศาลอุทธรณ์อาศัยเหตุที่จำเลยไม่นำเงินส่วนที่ขาดหรือหาประกันมาวางเพิ่มต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดแล้วมีคำสั่งว่าจำเลยทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงเป็นกระบวนพิจารณาและคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
       
     คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารพาณิชย์ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 20279, 2036, 20527, 20528 และ 20529 แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยส่งมอบให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยชำระเงิน 276,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารและที่ดินเสร็จ และให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท และศาลได้ออกคำบังคับแล้ว
         
     จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว
         
     ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
         
     จำเลยอุทธรณ์
         
     ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง
           
     จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์และได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง พร้อมส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา
         
     ศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินส่วนที่ขาดหรือหาประกันมาวางเพิ่ม ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติ ถือได้ว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 อันเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เป็นการทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ให้จำหน่ายคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ
         
     จำเลยฎีกา
         
     ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีอันเป็นกระบวนการในชั้นบังคับคดี ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง และจำเลยได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อมานั้น แม้การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยกระทำขึ้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว แต่ผลของการอุทธรณ์ไม่มีผลกระทบถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้น อันจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกกลับ แก้ หรือถูกยกไปด้วย อีกทั้งกรณีดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความกระทบกระเทือนจากการยื่นอุทธรณ์ เพราะหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีก็ยังคงดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยต่อไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ตามกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่า การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยในกรณีนี้จึงไม่จำต้องนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางไว้ต่อศาล เนื่องจากเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ มีผลทำให้กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่การสั่งให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางเพิ่มในส่วนที่ขาดและนำเงินตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล กับคำสั่งให้จำเลยนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาส่วนที่ขาดหรือหาหลักประกันมาวางเพิ่ม รวมไปถึงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่อาศัยเหตุที่จำเลยไม่นำเงินส่วนที่ขาดหรือหาประกันมาวางเพิ่มต่อศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาลกำหนดแล้วมีคำสั่งว่าจำเลยทิ้งคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย ปัญหาที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบดังกล่าวมานั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง แต่เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247
         
     พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ลงวันที่ 16 มกราคม 2550 ที่ให้จำหน่ายคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ยกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 21 สิงหาคม 2549 ที่ให้จำเลยนำเงินส่วนที่ยังขาดหรือหาหลักประกันมาวางเพิ่ม และให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 28 มิถุนายน 2549 ที่ให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.......


นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป