หมวดกฎหมาย > กฎหมาย เนติบัณฑิต

สรุปคำบรรยาย วิ.แพ่ง ภาค 3 สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4

<< < (2/4) > >>

หมอเค้ก:

ครั้งที่ 2 วันพุธ 2 ธันวาคม 2553
     
     คราวที่แล้วเราคุยกรอบหลักของอุทธรณ์ฏีกาก็มีแค่แปดข้อแค่นั้นเอง มาดูส่วนแรกคือมาตรา 223 เป็นกรอบใหญ่ของคดีอุทธรณ์หรือไม่อุทธรณ์คล้ายๆกับ247 เราจะตัดอุทธรณ์ไปก่อน ข้อหนึ่ง ก็คือภายใต้ข้อบังคับหมายความว่า ถ้าเป็นมาตรา ต่างๆเหล่านี้บอกว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ ก็เป็นไปตามนั้น แต่ถ้าไม่ต้องห้ามตามกฎหมายลักษณะนี้คือ 224 -226 ก็อุทธรณ์ได้ โดยวิธีการอุทธรณ์ก็เป็นไปตาม 227 -229 เราก็จะคุยกันอีกทีว่า 227 -228 ไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาอย่างไร
           
     อุทธรณ์อาจต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม 224 หรือ ข้อกฎหมายตาม 225หรือคำสั่งระหว่างพิจารณา ในมาตรา 226 คือคำว่าตาม ต้องห้าม ตาม และในลักษณะนี้นอกจากคำว่าและในลักษณะนี้คือ 224 -226 ก็ต้องดู เราตัดในส่วนแรกก่อน เด๋วค่อยมาอธิบายกัน อุทธรณ์จะอุทธรณ์ ได้อย่างไร ก็คือ ข้อที่หนึ่ง ก็คือต้องโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น ถ้าไม่โต้แย้งถือว่าเป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้ง
           
     ศาลฏีกาก่อนปี 2539 จะไปอ้างมาตรา 172 แต่หลังจากนั้น ได้เปลี่ยนนามในการประชุม ของท่านรองประธานศาลฏีกา และหัวหน้าองค์คณะ ซึ่ง คือท่านอาจาย์อุดม เฟืองฟุ้ง ก็มีการบอกว่าจะไปอ้างมาตรา 172 ไม่ถูกต้อง เพราะอุทธรณ์แจ้งชัดนั้นมีอยู่ในมาตรา 225 อยู่แล้ว สมัยก่อน ศาลฏีกาไปอ้างมาตรา 172 มาใส่ หลังปี 39 ก็บอกว่าอุทธรณ์ต้องเป็นหนังสือเพราะฉะนั้นก็ได้หลักแล้วนะ ว่าฟ้องอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือตามมาตรา 229 และในหนังสือจะต้องแจ้งชัดตามมาตรา 225 วรรคหนึ่ง เพราะฉะนั้นใน 225 วรรคหนึ่งคำว่าชัดแจ้งคือต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น อันต่อไปอุทธรณ์เป็นคำฟ้อง มาตรา 1 อนุมาตรา สาม  ในมาตรานี้บอกว่า คำฟ้องหมายรวมถึงอะไร โจทก์ในที่นี้คือคนฟ้อง ถ้าในศาลอุทธรณ์ก็คือ คนยื่นอุทธรณ์ แต่ศาลเขียนคำว่าจำเลยอุทธรณ์ไว้ในมาตรา 229 เปิดตัวบท
           
     หนึ่ง การอุทธรณ์ต้องเป็นการทำคำฟ้อง คำฟ้อง อ้างมาตรา 1 อนุสาม คู่ความตาม 1 อนุห้า คือเอกสารที่ก่อให้เกิดประเด็น และในคำฟ้องต้องชัดแจ้งตามมาตรา 225 วรรคหนึ่ง และทำเป็นหนังสือตา 229 ปัญหาต่อไปอุทธรณ์ต้องยื่นต่อศาลอุทธรณ์เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนการยื่นจะไปยื่นต่อศาลอุทธรณ์โดยตรงไม่ได้ ต้องยื่นตาม 229 คือยื่นต่อศาลชั้นต้นที่พิพากษา หรือคำสั่งนั้น
           
     เราจะคุยในประเด็นเหล่านี้ย้ำไปย้ำมาเรื่อยๆเพราะเชื่อว่าพอถึงวันสุดท้ายท่านจะจำได้หมด แต่มีข้อยกเว้นที่ผู้อุทธรณ์สามารถยื่นต่อศาลฏีกาในวิแพ่งมีสองมาตรา คือ 223 ทวิ กับ 252นอกนั้นจะอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งไม่อยู่ในเนื้อหาของเรา นั่นอยู่นอกเหนือจากพวกเราทั้งหมด ข้อยกเว้นของ 223 ในการอุทธรณ์ไปยังศาลฏีกา มีเฉพาะสองมาตรา และก็ไม่ได้ยากด้วย กรรมการส่วนใหญ่ก็เห็นว่า ต้องหาข้อที่มันยากไปนิดหน่อย เราดู 223 กรอบสุดท้ายคือ เว้นแต่คำพิพากษานั้นเป็นที่สุด เราขอยกมาก่อนให้ดูมาตราที่เกี่ยวข้อง คำว่าเป็นที่สุดจะอยู่ที่มาตรา147 จะว่าด้วยการถึงที่สุดไว้สองที่

     มาตรา 147 วรรคหนึ่งบอกว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งใด จะเป็นที่สุดคือเมื่อกฎหมายกำหนดว่าอุทธรณ์ฏีกาต่อไม่ได้ แล้วจะไปดูตรงไหน ก็ดูที่ตัวบทที่เขียนว่าเป็นที่สุด เราจะเห็นอยู่เยอะ เช่นมาตรา 14 การคัดค้านคำพิพากษา การรวมคดี ก็อุทธรณ์ฏีกาไม่ได้ ในมาตรา 136 หรือแม้แต่ 223 ทวิ ที่มีคำสั่งบางอย่างให้เป็นที่สุด 293 การบังคับคดีให้เป็นที่สุด การขายทอดตลาดนี่ก็คือตัวอย่างของกฎหมายที่อาจมีเยอะกว่านี้เยอะ ตามมาตรา 147 ก็ไปดูตัวกฎหมายเขียนไว้ เมื่อเป็นที่สุดเป็นการจำกัดสิทธิต้องตีความให้เคร่งครัด ก็เป็นไปได้ใน 2กรณีถ้ากฎหมายไม่ได้เขียนบัญญัติไว้เป็นที่สุด ก็ไม่เป็นที่สุด แต่ก็ยังติดว่าอุทธรณ์ไม่ได้ ใน
           
     กรณีที่หนึ่ง 147 วรรคสอง ถ้าไม่ได้อุทธรณ์หรือฏีกาภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเป็นที่สุด คือ ถ้าไม่กำหนดไว้ว่าเป็นที่สุด อุทธรณ์ได้ แต่ต้องอุทธรณ์ในระยะเวลาที่อุทธรณ์แม่บทใหญ่ก็คือ มาตรา 229 มีข้อที่ต้องจดจำอย่างยิ่งใหญ่ อย่าเขียนผิดเด็ดขาด คืออุทธรณ์ต้องทำภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้มีการจากการอ่านคำพิพากาษ คำว่าอ่านคืออะไร 140 ส่วนความหนักเบา เราจะไปคุยในมาตรา 229 ว่าอ่านคืออะไร เพราะฉะนั้นถ้าเราจะมีการอุทธรณ์ระยะเวลาก็คือหนึ่งเดือน ภายหลังจากที่อ่าน อย่าไปตอบว่าสามสิบวันเด็ดขาดเพราะ หนึ่งเดือน นั้นมี ได้หลายวัน และต้องไปดู ปพพ.193,3 ,5 ,7 ,8  คดีเสียหายก็เพราะนับวันคลาดเคลือนมาก เมื่อคดีเป็นที่สุดคือมีสิทธิอุทธรณ์แล้วไม่ยื่นก็ถือว่าคดีเป็นที่สุดนับแต่วันที่ครบระยะอุทธรณ์ ขนาดศาลรัฐธรรมนูญยังยกเพราะครบระยะเวลาเลย เมื่อเป็นที่สุดก็ต้องตอบตาม 223 คือไม่ยื่นอุทธรณ์ตาม 229 ก็ต้องห้ามตามมาตรา 223
           
     ในมาตรา 229 มีปัญหาต่อไปอีกในเรื่องการนับระยะเวลา แต่มีปัญหาคือ การยื่นอุทธรณ์ในมาตรา 226 -228 เป็นข้อสังเกตไว้ มันจะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจะพูดคร่าวๆคือ การแตกต่าง 226 กับ 227 อยู่ที่ระยะเวลายื่นอุทธรณ์ 226 เป็นเรื่องคำสั่งระหว่างพิจารณา คือ ศาลมีคำสั่งแล้ว อนุมาตรา 2 จะอุทธรณ์ต้องโต้แย้งและยื่นภายในหนึ่งเดือนนับแต่ศาลมีคำพิพากษา นั่นคือหลักในมาตรา 226 ส่วน 227 กฎหมายเขียนไว้ชัดเลยว่าไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา แล้วสิ่งที่เราเจอมาตลอดคือ ไปจำกันว่าคำสั่งระหว่างพิจารณาคือ 226 – 228 มันก็ผิดแต่แรกแล้ว สิ่งที่ต่างกันเยอะคือ ระยะเวลาในการอุทธรณ์
           
     แปลว่าต้องยื่นอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือนตามมาตรา 229 ถ้าไปนอนรอ อีกสองปี ถือว่าพ้นเวลา ถือว่าถึงที่สุดตามวรรคสอง อุทธรณ์ไม่ได้ตามมาตรา 223 ส่วน 228 เป็นตัวแทรกมาว่าให้มีระยะเวลาสองคราว เลือกระยะเวลามา เพราะฉะนั้นนี่คือความแตกต่างก็คือระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ สำคัญอย่างไร คือถ้าไม่ยื่นในกำหนดเป็นที่สุดตาม 147 วรรคสอง ในมาตรา 223 ในเรื่องถึงที่สุด ข้อหนึ่งเรารู้แล้ว กฎหมายเขียนว่าถึงที่สุดตาม 147 วรรคหนึ่ง   
           
     อันที่สอง ก็ดูจาก 147 วรรคสองคือต้องยื่นภายในกำหนด 229 ภายในหนึ่งเดือน 226 228 ในระยะเวลาที่กำหนด ห้ามพูดว่าสามสิบวัน ต้องพูดว่าหนึ่งเดือน ( 28 29 30 31 ) และข้อที่สามกฎหมายไมได้เขียนว่าเป็นที่สุด แต่มันเป็นที่สุดโดยสภาพของตัวมันเอง
           
     ก็ดูจากพฤติการณ์ว่าข้อที่หนึ่งโดยสภาพของมันเอง มันอุทธรณ์ไม่ได้ เช่นคำสั่งคำร้องของศาลฏีกาที่ 617/2515 โจทก์แพ้คดีโจทก์อุทธรณ์ จำเลยก็เลยยื่นอุทธรณ์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นไม่ชอบ โดยสภาพคัดค้านไม่ได้ เพราะการรับชอบหรือไม่ มีทางออกอยู่แล้วคือการแก้อุทธรณ์ตาม 237 คือยื่นอุทธรณ์แล้วศาลชั้นต้นไม่ควรรับ ทางแก้ของการชนะคดีคือ ตาม 237 คือยื่นคำแก้อุทธรณ์ เพราะเป็นคำคู่ความด้วยเหตุนี้เองโดยสภาพ คำสั่งของศาลชั้นต้นแต่ถ้าลชั้นต้นไม่รับก็อุทธรณ์ได้ตาม 234 และเป็นการอุทธรณ์ตาม 234 เปิดทาง เราจะคุยกันละเอียดตาม 232 และ234 เพราะอาจารย์เคยคิดออกแต่ได้รับการท้วงว่ายากไป และเป็นประเด็นเมื่อสองปีที่แล้ว ที่ท่านองค์มนตรีออก 224 และ 226   เราจะคุยกันอีกทีว่าทำไมมันต่างกันอย่างไร ในข้อต่อไปก็คือถ้าคู่กรณีสละสิทธิก็อุทธรณ์ไม่ได้
       
     ฎ. 2488/2516
       
     การที่คู่ความตกลงกันให้ศาลไปตรวจดูที่พิพาท แล้วให้ศาลชี้ขาดตามที่เห็นสมควรโดยคู่ความยินยอมตามที่ศาลชี้ขาดนั้นหาใช่เป็นการตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ไม่ เพราะศาลยังต้องชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีอีกว่าที่พิพาทควรจะเป็นของใครเพียงใด คดีจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 แต่เมื่อศาลตรวจดูที่พิพาทแล้ว เห็นว่า ไม่อาจชี้ชัดลงไปได้ว่าเป็นของฝ่ายใด จึงพิพากษาให้แบ่งที่พิพาทออกเป็นสองส่วน ให้โจทก์จำเลยได้ฝ่ายละส่วน โจทก์จะอุทธรณ์ว่าที่พิพาทมีลักษณะเหมือนของโจทก์ ควรให้โจทก์ชนะคดีตามฟ้อง ดังนี้หาได้ไม่ เพราะเท่ากับไม่ยอมปฏิบัติตามคำชี้ขาดของศาลตามที่ตกลงไว้นั่นเอง เมื่อไม่ปรากฏว่าคำชี้ขาดของศาลชั้นต้นเป็นไปโดยมิชอบ ศาลสูงก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่น
       
     คู่กรณีแถลงรับข้อเท็จจริงในศาล ว่าให้ศาลวินิจฉัยเถอะครับ จะไม่อุทธรณ์ ศาลฏีกาบอกว่าสละประเด็นแล้วโดยสภาพอุทธรณ์ไม่ได้

หมอเค้ก:

     ฎ. 4310/2531

     ระหว่างระยะเวลาที่คู่ความอาจอุทธรณ์คดีแพ่งได้ โจทก์กับจำเลยตกลงกันในการพิจารณาคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาโกงเจ้าหนี้ และเบิกความเท็จว่าโจทก์ยอมถอนฟ้องคดีดังกล่าวแลกกับการที่จำเลยงดเว้นการใช้สิทธิอุทธรณ์คดีแพ่ง จำเลยยืนยันรับข้อตกลงดังกล่าว เมื่อโจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาตามข้อตกลงแล้ว ก็ถือได้ว่าจำเลยสละสิทธิอุทธรณ์คดีนี้ไปแล้วตามข้อตกลงดังกล่าว จำเลยจะกลับมาใช้สิทธิอุทธรณ์คดีแพ่งไม่ได้ ศาลฎีการับฟังสำเนารายงานกระบวนพิจารณาของศาลในอีกคดีหนึ่งซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ได้ เพราะโจทก์ย่อมไม่อาจนำสืบถึงรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวในศาลชั้นต้นได้
             
     คู่ความไปทำสัญญายอมนอกศาลและถือสัญญานั้นมาเสนอต่อศาลขอให้พิพากษาตามยอมและยอกว่าจะไม่อุทธรณ์ฏีกาอีก พอศาลพิพากษาก็มาขออุทธรณ์ กรณีเป็นการสละสิทธิแล้ว เราได้หลักว่าเมื่อเป็นคำสั่งถึงที่สุดก็แปลว่าเมื่อกฎหมายเขียนไว้ หรือพ้นระยะเวลาอุทธรณ์  และเมื่อสภาพของคำสั่งนั้นอุทธรณ์ไม่ได้ คือตัวกฎหมายเขียนหรือคู่กรณีสละ  ย้อนกลับมาเราจะพ้นคำว่าถึงที่สุดหรือไม่แล้ว
           
     ต่อไปคือเริ่มอุทธรณ์ได้ ในการอุทธรณ์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นคำฟ้อง เมื่อทำเป็นคำฟ้องก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลในมาตรา 150 วรรคสอง มีเงื่อนไข หนึ่งขอ คือเวลายื่นคำฟ้องต้องเสียค่าขึ้นศาล เว้นแต่จะขออนาถา ในชั้นอุทธรณ์ก็เหมือนกัน จะไม่เสียค่าขึ้นศาลได้ก็คือขออนาถา แต่ให้ถือหลักอย่างนี้ครับคือค่าขึ้นศาลเกี่ยวกับอุทธรณ์ สองสามกรณี
           
     หนึ่ง ยื่นฟ้องค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ หรือไม่มีทุนทรัพย์ก็ตามอัตราที่ศาลกำหนดไว้ และมีค่าขึ้นศาลในอนาคต และเดียวจะมีเงินตาม 229 ซึ่งเงินสองก้อนนี้ผลต่างกัน เงินค่าขึ้นศาลเป็นไปตามมาตรา18 ถ้าไม่เสียก็เรียกให้มาเสีย ส่วน 229 ถ้าไม่วางศาลยกได้ทันที เพราะไม่เสียค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน เงินค่าขึ้นศาลถ้าเสียไม่ครบ แต่ถ้าจะมีการให้ดอกเบี้ยต้องมีการวางเงินหรือต่อมาทราบว่าทุนทรัพย์เพิ่มขึ้นศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้วเพิ่มเกินจากที่วางเงินไว้ ค่าขึ้นศาลเสียเพิ่มก็เป็นตาม233 ถ้าเงินค่าขึ้นศาลเสียไม่ครบศาลต้องเรียกเพิ่ม ถ้าไม่วาง ก็มีบทบังคับได้ ต่างจาก 229 ถ้าไม่วาง ก็ยก วางเกือบครบ ก็ยก วางเกินศาลก็คืนให้นี่คือเงินส่วนที่สอง

     อันต่อไปคำฟ้องอุทธรณ์เป็นคำฟ้องตามมาตรา 1 อนุสาม และเป็นคำคู่ความตาม 1 อนุห้า และเป็นไปตามมาตรา 67 เปิดตัวบท ในมาตรา 67 วรรคท้าย ก็คือในการยื่นหรือส่งคำคู่ความก็คือ ทำตามมาตรา 1 อนุห้า คือคำฟ้อง สรุปคือเป็นคำคู่ความ ในการยื่นหรือส่งต้องทำตามแบบ ที่สำนักงานศาลกำหนด ก็มีแบบคำฟ้องฟ้องอุทธรณ์ สมัยก่อนก็ถือเคร่งครัดต้องมาหยิบเอาแบบศาล ต่อมาก็มีคอมพิวเตอร์ แม้ในยุคแรกไม่แพร่หลาย ตัวกระโดดไปมา มันมีหลักอยู่คือ ใน2243/2523 คอมพิวเตอร์มีแต่ตัวใหญ่ ก็เกิดหลักจากฏีกานี้ ว่า รูปแบบทำให้เหมือนศาลกำหนดมากที่สุด แต่เน้นเนื้อหาว่าต้องเป็นหนังสือ และต้องชัดแจ้ง นั่นคือหลักสำคัญ ต่อมาก็มีเรื่องเข้าสู่ศาล

     ฏีกา  887/2542 สังเกตตอนทำอุทธรณ์ข้อหนึ่งคือลอกคำพิพากษามาเป๊ะเลย ข้อสองด้วยความเคารพ โจทก์ไม่เห็นด้วยตาม นี้ๆๆ ก็ว่าไป ก็มีคนหนึ่งไม่ลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นขึ้นมาก็ฟังธงไปเลยครับ ศาลชั้นต้นไม่รับ ก็มีฏีกาประชุมใหญ่เลยครับ ก็ได้สรุปว่า ไม่จำเป็นต้องลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นก่อน ก็เกิดเป็นแนวว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ต้องลอก ขณะนี้ก็ยังลอกกันอยู่ก็มีโผล่เป็นระยะ ฟันธงไปเลย ไม่ต้องตั้งหลักกันเลยครับ นั่นก็คือประเด็นหลักในเรื่องอุทธรณ์
           
     คราวนี้อุทธรณ์ต้องชัดแจ้ง คือต้องโต้แย้งสิทธิ คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ว่าโต้แย้งสิทธิผู้อุทธรณ์และไม่ถูกที่ถูกต้องเป็นอย่างไร การยื่นอุทธรณ์ต้องชัดแจ้งตาม 225 วรรคหนึ่ง ก็คือโต้แย้งสิทธิผู้อุทธรณ์และให้ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้เองเมื่อหลักเป็นอย่างนี้ ก็โต้แย้งสิทธิ มีกรอบคิดคนที่ยื่นอุทธรณ์ไม่ต้องเป็นคู่ความเท่านั้น แต่ขอให้เป็นคนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโต้แย้งสิทธิเช่นคู่ความชนะคดี แต่สิทธิโดนกระทบ

     ฎ.4641/2540 
       
     ผู้รับโอนเป็นบุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลด้วย การที่ศาลชั้นต้นก้าวล่วงไปมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ผู้รับโอนซื้อมาจากจำเลย แทนที่จะสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านไปดำเนินการสั่งเพิกถอนการโอนตาม พ.ร.บ.ล้มละลายพ.ศ.2483 มาตรา 113, 114 คำสั่งนั้นย่อมไม่ผูกพันผู้รับโอนตาม ป.วิ.พ.มาตรา 145 เมื่อคำสั่งนั้นไม่ผูกพันผู้รับโอน ผู้รับโอนจึงไม่ถูกโต้แย้งสิทธิในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ซื้อมาจากจำเลยตาม ป.วิ.พ.มาตรา 55 ผู้รับโอนจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น
           
     ฎ. 4004/2520 – ค้นไม่พบ
           
     เช่นโจทก์ฟ้องว่าที่เป็นของโจทก์จำเลยบอกว่าเป็นของจำเลย ศาลพิพากษาว่าที่ดินเป็นของโจทก์แต่เป็นฟ้องซ้อนยกฟ้อง จำเลยรับไม่ได้เพราะเดียวจะไปผูกผันคดีอื่น ชนะคดีครับแต่ถูกโต้แย้งสิทธิจำเลยอุทธรณ์ได้
           
     ฎ.4597/2531
       
     โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนขายบ้านให้โจทก์จำเลยให้การว่าจำเลยไม่เคยขายบ้านให้โจทก์ สัญญาซื้อขายบ้านที่โจทก์อ้างเป็นเอกสารปลอมและเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดโดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยทำสัญญาขายบ้านให้โจทก์แล้วจำเลยทำสัญญาเช่าบ้านด้วย แสดงเจตนาซื้อขายบ้านเสร็จเด็ดขาด เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ ดังนี้แม้จำเลยจะเป็นฝ่ายชนะคดีในศาลชั้นต้น แต่ที่ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยทำสัญญาขายบ้านให้แก่โจทก์แล้วทำสัญญาเช่าบ้านนั้นอาจทำให้จำเลยเสียสิทธิเป็นที่เสียหายหรือเป็นโทษแก่จำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในประเด็นดังกล่าวได้
           
     โจทก์ฟ้องว่าขายบ้าน จำเลยบอกไม่ได้ขาย ศาลยกฟ้อง แต่บอกว่าขายแต่สัญญาเป็นโมฆะ อุทธรณ์ได้เพราะมีผลกระทบเยอะอย่างน้อยก็ภาษี แล้วแหละ คู่ความแม้ว่าเป็นฝ่ายชนะคดีฏีกาแนวหลังๆ เช่นมีการยื่นอุทธรณ์ฟ้องเช่นฟ้องขอให้โจทก์ใช้คืนรถถ้าคืนไม่ได้ให้ใช้เงินถ้าศษลพิพากษาว่าให้คืนรถก็ถือว่าชนะคดีตามคำขอแล้ว โจทก์บอกจะขอเงินไม่ได้เพราะถือว่าชนะไปแล้วตามสิ่งที่ตัวเองได้ขอไว้ เช่นขอหลายทางศาลให้แล้วหนึ่งทางก็เป็นไปตามนั้น ส่วนจะชอบใจหรือไม่
           
     ฎ.1198/2538
         
     ตามฟ้องและคำให้การมีประเด็นข้อพิพาทว่าทางพิพาททั้งหกสายเป็นทางสาธารณะหรือไม่และในชั้นอุทธรณ์โจทก์อุทธรณ์แต่เพียงว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะไม่มีประเด็นวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นสมประโยชน์แก่จำเลยแล้วจำเลยจึงไม่อาจยกประเด็นนี้ขึ้นอุทธรณ์ฎีกาได้อีก
             
     ฎ.2682/2540
       
     คำฟ้องและคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ระบุว่า ขอให้จำเลยทั้งห้าเปิดทางให้โจทก์ 1 ทาง ใน 3 ทาง ตามแผนที่เอกสารท้ายฟ้องแสดงว่าโจทก์พอใจในเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งใน 3 เส้นทางนั้นแล้วฉะนั้น เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1ที่ 2 เปิดทางที่ 1 ให้โจทก์ซึ่งตรงตามคำขอของโจทก์แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฎีกาอ้างว่าทางที่ 1 ไม่สะดวกเพราะเป็นทางคดหักมุมไม่สะดวกในการใช้อีกได้เพราะเป็นการขัดกับคำฟ้องและคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์นั้นเอง ฟ้องของโจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันเปิดทางเดินให้โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขาย เป็นคำขอหลักแห่งคดี คำขอที่เรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งห้าอันเนื่องจากการไม่เปิดทางเดินให้โจทก์นั้นเป็นคำขอต่อเนื่อง

หมอเค้ก:

     เมื่อคำขอหลักเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง คำขอต่อเนื่องแม้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย โจทก์ไม่อยู่ในฐานะที่จะฟ้องหรือถูก จ.และ ส.ผู้รับโอนที่ดินโฉนดที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อจากโจทก์ฟ้องเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือใช้ค่าทดแทนแต่อย่างใด คงเป็นสิทธิของ จ. และ ส.ที่จะร้องสอดเข้าในคดี หากเห็นว่าตนมีส่วนตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนี้ จึงยังไม่มีเหตุที่จะเรียกคนทั้งสองเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องของโจทก์ ถ้าไม่ใช่คู่ความแต่ถูกกระทบสิทธิก็ฟ้องได้ เช่นเจ้าหน้าที่ดิน ลูกหนี้ถูกเฉลี่ยทรัพย์ ฎ.462/2507
         
     จำเลยไม่ใช้เงินตามคำพิพากษาตามยอมจนต้องมีการบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่จำนองโจทก์ไว้ออกขายทอดตลาดขายได้แล้ว จำเลยร้องคัดค้านว่าขายราคาต่ำไปเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยความเห็นชอบของศาลจึงได้รอการจ่ายเงินไว้จนกว่าคดีที่จำเลยร้องคัดค้านนั้นถึงที่สุดดังนี้ ถือว่าจำเลยโต้แย้งการชำระหนี้ให้โจทก์ตลอดมาจำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ตลอดระยะเวลาที่โต้แย้งนั้นเพราะโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ด้วยความผิดของจำเลยที่ทำการโต้แย้งเอง  ระเบียบการของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่คิดดอกเบี้ยให้เพียงถึงวันขายทอดตลาดจะนำมาใช้บังคับแก่กรณีดังกล่าวข้างต้นหาได้ไม่
           
     คดีที่เจ้าหนี้ขอชำระหนี้ คดีล้มละลาย หรือ เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ ฟ้องขอค่ารักษาทรัพย์ ถ้าศาลไม่ให้หรือให้น้อยไป
 
     ฎ.193/2502
         
     ค่ารักษาทรัพย์ เป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งศาลอาจจะพิจารณาสั่งให้ได้ตามที่เห็นสมควรตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161

     ละเมิดอำนาจศาลบางทีอาจไม่ใช่คู่ความ เช่นทนายความโดนด่าคู่ความก็ไม่เป็นแต่มาทำละเมิดอำนาจศาลถือหลักว่าใครก็ตามที่ศาลลงโทษละเมิดอำนาจศาลมีสิทธิอุทธรณ์
           
     ฎ. 4600/2531
         
     ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้น เป็นความผิดต่อศาลและการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลย่อมเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ การที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลว่าโจทก์ฝ่าฝืนคำพิพากษาศาลฎีกา และเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่ามิใช่กรณีละเมิดอำนาจศาลให้ยกคำร้อง ของ จำเลย จำเลยย่อมมิใช่ผู้เสียหายอันจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลดังกล่าวได้
           
     ฎ.1142/2536
       
     คำสั่งให้งดการไต่สวนพยานจำเลยที่ 1 ในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา หากคู่ความฝ่ายใดไม่เห็นด้วยและประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นในภายหลัง จะต้องโต้แย้งคำสั่งให้ศาลจดลงไว้ในรายงาน คู่ความฝ่ายที่โต้แย้งจึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตามความใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226

     แต่ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นสั่งงดไต่สวนเมื่อวันที่ 21กุมภาพันธ์ 2534 และนัดฟังคำสั่งในวันรุ่งขึ้นเวลา 9 นาฬิกาทนายโจทก์ได้ทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว ดังนั้น ในช่วงเวลาก่อนที่ศาลชั้นต้นจะอ่านคำสั่ง ย่อมมีเวลาเพียงพอที่โจทก์จะโต้แย้งคัดค้านได้ แต่ก็หาได้มีการโต้แย้งคัดค้านไม่ โจทก์จึงหมดสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว อีกทั้งไม่อาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นเป็นข้อฎีกาได้ เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์จึงต้องห้ามฎีกาตามความใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249วรรคแรก (เดิม) แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาข้อนี้ของโจทก์ขึ้นมาด้วย ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย โจทก์ฟ้องคดีพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ศาลนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ โดยยื่นคำร้องขอในกรณีมีเหตุฉุกเฉินรวมเข้ามาด้วยกรณีจึงเป็นไปตามความใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 267

     ปรากฏว่าหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำวิธีการชั่วคราวในกรณีมีเหตุฉุกเฉินมาใช้บังคับตามคำขอของโจทก์แล้วจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอโดยพลันให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคำสั่งดังกล่าวเสีย ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมตามคำขอของจำเลยที่ 1 คำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นที่สุด ทั้งนี้โดยมิพักต้องคำนึงถึงว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำขอของจำเลยที่ 1ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือพิจารณาฝ่ายเดียวหรือสองฝ่ายหรือไม่เพราะแม้จะได้ความว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำขอของจำเลยที่ 1 ในกรณีธรรมดาเพราะไม่มีเหตุฉุกเฉิน หรือพิจารณาคำขอของจำเลยที่ 1ชนิดสองฝ่ายก็ตาม คำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมของศาลชั้นต้นก็เป็นการสั่งตามความใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267วรรคสอง ที่บัญญัติว่า คำสั่งดังกล่าวให้เป็นที่สุดอยู่นั่นเอง
     
     แต่ถ้าเป็นเรื่องคนมีการอ้างว่าละเมิดอำนาจศาล เช่น ทนายความโดนด่าแต่ศาลไม่ลง โทษละเมิดอำนาจศาล อย่างนี้อุทธรณ์ไม่ได้เพราะคดีละเมิดอำนาจเป็นเรื่องระหว่างศาลกับคนถูกลงโทษ
           
     ฎ. 22/2497
       
    ฟ้องเดิมระบุมาตราที่ขอให้ลงโทษจำเลยเพียงมาตรา 314 ครั้นศาลตรวจฟ้องมีคำสั่งให้ยกฟ้องเสียโจทก์อุทธรณ์และได้มีการบังอาจเติมมาตรา 304 ลงในคำขอท้ายฟ้องในสำนวนที่อยู่ในความดูแลรักษาของศาลศาลเรียกทนายโจทก์และผู้เขียนฟ้องเดิมมาสอบถาม คนทั้ง 2 ยังยืนยันแถลงเท็จต่อศาลว่ามีมาตรา 304 ในฟ้องเดิมก่อนแล้วโดยไม่มีความเคารพยำเกรง ศาลทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการศาลดังนี้ ต้องถือว่าได้ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลได้แล้ว แม้ไม่ได้กระทำลงต่อหน้าศาลก็เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้
           
     ฎ.1316/2509 – ค้นไม่พบ  วางหลักเหมือนกันหมดคือถ้าเป็นเรื่องละเมิดอำนาจศาลลงใครก็ตามคนนั้นอุทธรณ์ได้ แต่ถ้าไม่ลงโทษคนกล่าวหา ก็ลงโทษไม่ได้ หากศาลพิพากษากลับให้ยกฟ้องอัยการฏีกาได้

                                         -----------------------------------------------------------------

หมอเค้ก:

ครั้งที่ 3 วันพุธ 8 ธันวาคม 2553
       
     มาตรา 223 มีเงื่อนไขในวรรคท้ายการอุทธรณ์อยู่ภายใต้บังคับ ต่างๆ( ดูตัวบท ) คือ จะเป็นสาระหรือไม่ ต้องดู 225 คำสั่งระหว่างพิจารณาดู 226 ถ้าต้องห้ามตาม 224 -226 ก็อุทธรณ์ไม่ได้  คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นและเป็นกรณีที่คนที่ถูกกระทบสิทธิไม่เห็นด้วย ก็อุทธรณ์ได้ตาม 223 การอุทธรณ์คือการอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คือให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่ตอนยื่นต้องยื่นที่ศาลชั้นต้นที่พิพากษาคดี ก็คือ 229 อุทธรณ์ทำเป็นหนังสือตาม 229 มีข้อความแจ้งชัดตาม 225 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์เป็นคำฟ้องตามมาตรา 1 อนุสาม เป็นคำคู่ความตาม หนึ่งอนุห้า ต้องทำตามแบบมาตรา 67 และยื่นหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษา ถ้าไม่มีการอ่าน ก็มี เช่นยื่นเอกสารไป กรณีดูมาตรา 229 หรือกรณีที่งดการอ่าน ก็เด๋วไปว่ากัน
       
    เรื่องอุทธรณ์ยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ต้องการโต้แย้งเพื่อให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย การอุทธรณ์ที่เป็นตามลำดับชั้นมีข้อยกเว้น 2 มาตรา สุดท้ายการอุทธรณ์ได้ต้องไม่ถึงทีสุดตาม 147 มีการอุทธรณ์  มีตัวบทให้เห็นไม่ว่าอยู่ในวิแพ่งเองหรือกฎหมายอื่น ถ้ากฎหมายเขียนที่สุดก็อุทธรณ์ไม่ได้ และ สอง ต้องอุทธรณ์ภายในระยะเวลา 1 เดือน ไม่ใช่สามสิบวัน คือ 193/3 /5 /7 /8 ก็เลยมีกรณีอุทธรณ์หนึ่งเดือนได้ทั้ง 28 29 30 31 เป็นเรื่องละเอียดอ่อนไม่ยาก แต่คงเป็นข้อสอบวิชาเราไม่ได้ เพราะหัวใจหลักภาคหนึ่ง แต่การใช้ทางปฏิบัติ มีปัญหาในชั้นปฏิบัติแทบทุกวัน เฉพาะในการสอบของเรา ใครตอบว่าอุทธรณ์ยื่นสามสิบวันอาจารย์จะหักคะแนน ปัญหาต่อไปก็คือ ภายใต้บังคับ เอาแค่นี้ก่อน ส่วนภายในบังคับบทบัญญัติมาตรานี้เอาไว้ก่อน

     หลักข้อแรกถ้ากฎหมายไมได้กำหนดเงื่อนไขไว้ก็อุทธรณ์ได้ยกเว้น 138 ต้องดู แต่ละมาตรา ก็กลายเป็นข้อยกเว้นของหลักที่เราต้องดูอย่างเคร่งครัด ศาลฏีกาจะระมัดระวังไม่ตีความขยาย 138 เป็นเรื่องที่มีการทำยอม ถ้าเราจะดูว่า จะรอให้ถึงมาตรานั้นก็ได้เปิดมาตรา 19 วิแพ่ง ในมาตรา 20 ทวิก็มีให้มาไกล่เกลี่ยมาตรา 139 ให้มาประนีประนอมยอมความกรณีอย่างนี้การอุทธรณ์ได้หรือไม่ดู 138 ไม่ได้ดู 223 ในมาตรา 138 เป็นเรื่องการทำคำพิพากษาตามยอม มีการทำสัญญายอมในศาล ก็คือ 138 ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าไม่ใช่เรื่องการทำคำพิพากษาตามยอมเป็นเรื่องอื่นเช่นขอให้ศาลชี้ขาดจะว่าอย่างไร ก็ไม่ติดใจ นั่นไม่ใช่คำพิพากษาตามยอม เพราะผลของคำพิพากษาต้องให้ศาลวินิจฉัย ข้อกฎหมายหรือวินิจฉัยข้อเท็จจริงอะไรก็แล้วแต่ ในกรณีดังกล่าวจะไม่อยู่ใน 228 ก็ศึกษาได้ตาม 223 คือ 742/2490 ประชุมใหญ่ มีสัญญายอม จะอุทธรณ์คัดค้านเช่นนี้อยู่ในจำกัด 138 แต่ถ้าทำยอมเสร็จไม่มีการเถียงกันแล้ว แต่เถียงเพียงสัญญายอมจะบังคับคดีอย่างไร ก็เกิดขึ้นประจำ เช่น บอกว่าภาษีและค่าโอนให้แบ่งกันคนละครึ่งระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย ห้าปีต่อมาสรรพากรไปเรียกภาษีธุรกิจเฉพาะ
       
     ศาลอุทธรณ์บอกว่าเป็นเรื่องการตีความคำพิพากษา ไม่อยู่บังคับ 138 475/2499 1838/2534 1719/2538 มีการเสียค่าขึ้นศาล คือ กรณีของเรื่องการตีความ คำท้าไม่ใช่การทำสัญญาประนีประนอมยอมความหลัก 742/2490 คือเรื่องอื่นที่ไม่ใช่การทำยอม แล้วพิพากษาตามยอมก็อุทธรณ์ได้ตาม 223 แต่ถ้าเป็นการพิพากาษตามยอมก็คือดูตาม 138 คือห้ามอุทธรณ์ยกเว้นเข้าเหตุตาม 138 ดูตัวบท
       
     แนวฏีกาที่เราจำเป็นหลักง่ายๆก็คือสามเรื่อง หนึ่งไม่ขัดกฎหมาย 138 อนุสอง สอง ไม่ก่อปัญหาใหม่ สาม ปฏิบัติได้ตามเจตนารมย์  ก็คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในการสอบเนฯ ก็แจ้งเพื่อทราบเท่านั้น
       
     ประการที่สอง 168 เรื่องค่าฤชาธรรมเนียมคือค่าธรรมเนียมของศาล ซึ่งรวมถึงค่าขึ้นศาล เงินต่างๆ เงินค่าฤชาธรรมเนียม นั้นศาลไม่ถือเคร่งครัดในการเขียนเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นเรื่องคดีแพ่งมีค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวข้อง จะไม่มีเกี่ยวข้อง ก็คือ กรณียื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตาม 156
       
     เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราถือเป็นหลักคือทุกครั้งที่ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาในคดีแพ่งจะต้องมีการสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเสมอ มีการฟ้องคดีมีอะไรก็แล้วแต่ที่มีค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวข้อง มากน้อยแค่ไหน อยู่จำนวนทุนทรัพย์ และศาลต้องสั่งเสมอ ไม่เช่นนั้นไม่ชอบตาม 167 ดูตัวบท ไม่สั่งผิดก็เป็นประเด็นข้อที่หนึ่ง คู่ความจะอุทธรณ์เฉพาะปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียมอย่างเดียวไม่ได้เว้นแต่คำนวนผิด
       
      มีฏีกาที่อ้างเรื่องนี้คือ 314/2542 ถ้าเป็นเรื่องที่ศาลกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมเช่นค่าขึ้นศาล หรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้าเป็นเรื่องของดุลพินิจของผู้พิพากษา อุทธรณ์ไม่ได้ จะอุทธรณ์ได้ก็แค่กำหนดผิดเท่านั้นเอง ในมาตรา 188 เป็นเรื่องคดีไม่มีข้อพิพาทในกรณีคดีไม่มีข้อพิพาทในการอุทธรณ์ฏีกา มีการกำหนดเงื่อนไขแน่นอน ไม่ออกภาคอุทธรณ์ฏีกา ที่มีการบรรยายก็ผ่านไปหนึ่งข้อ
       
     ข้อสุดท้าย 222 ก็คล้ายกับเรื่องประนีประนอมยอมความ อาจมีได้นอกศาล ถ้านอกศาลก็เป็นตาม ปพพ 850 ถ้าทำยอมแล้วไม่ปฏิบัติตามสัญญายอม ก็ฟ้องคดีใหม่ เสียค่าขึ้นศาลตามปรกติ ไม่เกี่ยวกับ 138 ที่ทำยอมในศาล ไม่ใช่ก่อนฟ้องคดีเหมือน 850 ในมาตรา 222 ก็เช่นกัน เป็นเรื่องศาลตั้งตาม 210 ในทางปฏิบัติ มีการทำหนึ่งครั้งโดยอาจารย์เท่านั้นเอง นอกนั้นไม่มีการตั้งเลยเพราะเวลาการสืบพยานศาลนิยมสืบพยานมากกว่าไปตั้งอนุญาโตตุลาการแล้วส่งประเด็นด้วยเหตุนี้ 222 เป็นหมันในทางปฏิบัติ
       
     ข้อสุดท้ายของ 223 คืออุทธรณ์ต้องอุทธรณ์ไปศาลอุทธรณ์ ยกเว้นเพียงสองข้อคือ 223 ทวิกับ 252  มาตรา 252 เปิดดูตัวบท 232 ก่อน การยื่นอุทธรณ์ศาลก็มีคำสั่งรับหรือไม่รับคือสั่งตาม 232 เช่นเวลาที่ศาลตัดสินเสร็จคู่ความยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แต่บางทีอุทธรณ์ดังกล่าวก็อุทธรณ์ต้องห้ามตาท 225 226 ก็มี การสั่งรับดังกล่าว อาจถูกเพิกถอนก็ได้ เพราะมันขัดกับ 224 -226 ก็ได้ แต่เป็นการสั่งตาม 232 เท่านั้นเอง ผลคือตาม 235 คือส่งสำเนาให้แก่จำเลยอุทธรณ์เพื่อแก้ตาม 237 เท่านั้นเอง ผลคือผู้อุทธรณ์มีช่องทางตาม 230 หรือ 234
       
      เรากลับมาใช้ข้อที่เราเข้าใจตาม 232 เทียบกับ 252 ที่เป็นมาตราสุดท้ายของเราเป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ตัดสิน ส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่านคู่ความก็ยื่นคำพิพากษาฏีกา ขัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งใน 227 นำบทบัญญัติชั้นอุทธรณ์ไปใช้คือฏีกาที่ต้นเรื่อง เป็นการฏีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งรับหรือไม่รับ ถ้ารับผลก็เป็นไปตาม 235 ที่นำไปใช้ในศาลฏีกา ก็ส่งให้จำเลยฏีกาในการแก้ ถ้าไม่รับผลไปตาม 252 ต่างจาก 232 ถ้าศาลชั้นต้นไม่รับคู่ความมีทางออก ในขณะที่ถ้า เป็นเรื่องการยื่นฏีกาแล้วศาลชั้นต้นสั่งไม่รับผลเป็นไปตาม 252 คือคู่ความยื่นอุทธรณ์ไม่รับ นี่คืออุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเป็นคนสั่งแล้วเขาต้องการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น 252 ให้ส่งสำเนานั้นไปยังศาลฏีกา

หมอเค้ก:

      สรุปในมาตรา 252 เป็นข้อยกเว้น 223 คืออุทธรณ์ต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์หลัก ข้อยกเว้นคือศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฏีกา ก็อุทธรณ์ไปยังศาลฏีกา ตาม 252 ตีความเคร่งครัด ด้วยเหตุนี้เองอะไรก็แล้วแต่ไม่ใช่เรื่องการยื่นฏีกา จะไม่เข้า 252 เลย เมื่อไม่เข้า 252 ผลก็คือต้องยื่นอุทธรณ์ตาม 223 เคยออกสอบไปแล้วเมื่อหลายปี เกินสิบปีแล้วครับ

     ย้ำอีกครั้ง หลัก 223 ก็คือการอุทธรณ์ต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์มีข้อยกเว้นสองข้อ หนึ่ง มาตรา 252 คือยื่นฏีกาแล้วศาลชั้นต้นไม่รับฏีกาไม่ว่าเหตุผลใด ผลคือ อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฏีกาไปยังศาลฏีกาได้ แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องอื่นๆ ศาลชั้นต้น ศาลฏีกาตัดสิน จะปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฏีกา ก็ให้ศาลชั้นต้นตีความคำพิพากษาฏีกา ในชั้นบังคับคดี ให้ศาลชั้นต้นตีความ คู่ความไม่พอใจสิ่งที่ศาลชั้นต้นตีความก็เลยอุทธรณ์คำสั่ง 499/2507 เรื่องนี้ต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์เท่านั้น 4360/2531 โจทก์ฏีกาไม่ได้ส่งสำเนาฏีกาให้จำเลยฏีกา ศาลจำหน่ายคดี โจทก์ขอไต่สวนว่าไม่มีเจตนาทิ้งฏีกา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่ง ยกคำขอที่ขอให้พิจารณาคดีใหม่ คู่ความไม่พอใจก็ฏีกาอุทธรณ์ไม่ใช่เรื่อง 252 เพราะไม่ใช่เรื่องอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่อ้างว่าการทิ้งฏีกาเป็นการทิ้งที่ไม่มีเหตุผล
       
      360/2531
       
     5389/2536 คู่ความยื่นฏีกา ระหว่างยื่นฏีกาก็ต้องตรวจ 229 ก่อนก็ได้ เวลาเรายื่นฏีกา สมมุติศาลชั้นต้นตัดสินให้จำเลยแพ้คดี ให้วางค่าฤชาธรรมเนียมหากว่าในชั้นอุทธรณ์จำเลยชนะ จำเลยมีสิทธิคืนหลักทรัพย์ได้ ปรากฎว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาชั้นศาลฏีกา คู่ความมาขอคืนโดยอาศัยอำนาจตาม 251 แต่คดีขณะนั้นอยู่ชั้นฏีกา คู่ความต้องการคัดค้านก็อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ 5389/2536 เรื่องสุดท้าย มีฏีกา เป็นตับเลยครับ 1404/2509 2580/2551 คำสั่งคำร้อง 688/2516 1540/2530 คือเวลายื่นฏีกาก็ต้องปฏิบัติตาม 229 คือยื่นภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษา ผู้ที่เป็นทนายส่วนใหญ่ ก็มักจะคิดออกใกล้ๆ ก็ไปขอขยายระยะเวลาตาม 23 ถ้าศาลชั้นต้นไม่อนุญาตก็ยื่นฏีกาไม่ได้ ก็ต้องขออุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลา ไม่ใช่เรื่องไม่สั่งรับ ไม่ใช่เรื่องมาตรา 252 แม้ทำให้การยื่นฏีกายื่นไม่ได้เพราะมันพ้นระยะเวลาก็ตามแต่สิ่งที่คัดค้านไม่ใช่ประเด็นไม่ให้ฏีกา แต่เป็นมาตรา 23 เมื่อเป็นการคัดค้าน 23 ไม่ใช่มาตรา 252 ผลคือต้องอุทธรณ์ยังศาลอุทธรณ์ตาม 223
       
     ข้อยกเว้นประการที่สองคือ 223 ทวิ มีหลักง่ายๆคือ อุทธณณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ไม่มีการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง  สอง ต้องทำคำร้องขออนุญาตไปยังศาลฏีกาอีกหนึ่งฉบับแยกต่างหาก และต่อไปก็คือ สามต้องส่งสำเนาให้แก่อีกฝ่าย คือจำเลยอุทธรณ์ คือ มาตรา 229 จำเลยอุทธรณ์ตาม 229 คือโจทก์หรือจำเลยเดิม ที่ไม่ได้อุทธรณ์นี้
       
     และไม่ว่าศาลชั้นต้น จำเลยจะเกี่ยวหรือไม่ก็ตาม ในการยื่นอุทธรณ์และประสงค์จะอุทธรณ์ตาม 223 ทวิต้องทำสำเนา  ก็มีฏีกา ยกตัวอย่างในการฟ้องพอฟ้องเสร็จยังไม่ทันส่งสำเนา ศาลพิพากษายกฟ้อง ยังไม่ทันรับฟ้องยกฟ้องได้ตาม 172 วรรคท้าย ก็ถ้าเป็นกรณีที่ไม่มีโอกาสชนะได้เลยก็ยกฟ้องได้ พอโจทก์ฟ้องปุ๊ปศาลยกฟ้องปั๊ป พอโจทก์ต้องการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ต้องทำสำเนาให้จำเลยอุทธรณ์ด้วยไม่ว่าจะได้เข้ามาเกี่ยวข้องในชั้นแรกหรือไม่ ก็ตาม
       
     4111/2548 ก็คือสิ่งที่เราคุยกันว่าเมื่อ 223 ทวิบอกว่าเวลาขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ก็ต้องทำสำเนาให้ผู้อุทธรณ์ถ้าจะขอ 223ทวิต้องส่งสำเนาขออื่นยังพออนุโลมแต่การส่งสำเนาอุทธรณ์ต้องปฏิบัติเสมอ   อยากไรก็ดี ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องเป็นที่สุด
       
     เป็นเรื่องที่หากจะดูเปรียบเทียบคือ 232 ห้ามยื่นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับเพราะเป็นข้อเท็จจริงถ้าเป็นตัวอุทธรณ์ต้องห้ามตาม 234 ทางออกคือ 230 คดีตาม 224 ถ้าคู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ถ้าเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ตามข้อเท็จจริง ไม่มีข้อยกเว้น การสั่งไม่รับคู่ความอาจขออนุญาตให้อุทธรณ์ ทางออกตาม 232 ถ้าศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ก็ไป 234 เราต้องจัดสายให้ดีนะครับจะเปลี่ยนสายไม่ได้ ถ้าเป็นคำสั่งไม่รับเพราะต้องห้ามตามปัญหาข้อเท็จจริงต้องเลือกทางใดทางหนึ่งในที่สุดก็ต้องเลือกว่าใช้ 230 หรือ 234 แต่ถ้าเป็นเรื่องมาตรา 223 ทวิ ขออนุญาตต่อศาลฏีกา ถ้าอุทธรณ์ไปยังศาลฏีกาได้ เป็นการใช้สิทธิตาม 223 ทวิ และผลทางกฎหมายต่างกันสิ้นเชิง เพราะผล 223 ทวิ ถ้าท่านอุทธรณ์ท่านสามารถอุทธรณ์ไป 15 วันเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ถ้าเป็นเรื่อง 234 มีเรื่องเยอะแยะ ย้อน 223 ทวิ มีหลักอะไรบ้าง หนึ่ง ถือหลักเมื่อมีการขออนุญาตยื่นต่อศาลฏีกา ต้องไม่มีผู้ใดคัดค้าน
       
      4885 /2538 ตอนท้ายของ 223 ทวิ ให้ศาลฏีกาส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ชี้ขาด ถ้าไม่เข้า 223 ทวิผลก็คือ เป็นการอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์คำร้องทั่วไปนั่นเอง ผลก็คือมีสิทธิอุทธรณ์ในศาลอุทธรณ์เท่านั้น

     4483/2546 ใช้เฉพาะในดคีแพ่ง คดีอาญาเอาไปใช้ไมได้เด็ดขาด อุทธรณ์ต้องมีเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายถ้ามีข้อเท็จจริงปนไปด้วย ผลคือ ต้องส่งไปยังศาลอุทธรณ์ มีคดีอยู่คดีหนึ่งยื่นอุทธรณ์ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขออนุญาตยื่นไปยังศาลฏีกา ศาลชั้นต้นก็อนุญาต และคู่ความก็ไม่คัดค้านเสียด้วย หลักต้อง 223 ทวิวรรคท้าย ให้สาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริง อุทธรณ์นี้ 1007/2537 ฏีกานี้มีคนพยายามจะออกข้ออสบหลายครั้ง
       
     5722/2546
       
     เมื่อใดจะอุทธรณ์ไปยังศาลฏีกา ต้องเป็นอุทธรณ์ที่ชอบ คือ ไม่ถูดจำกัด ถ้าหากมีข้อจำกัด 223 ทวิตกไปด้วย เพราะหลักคือต้องมีอุทธรณ์ที่ชอบก่อน นั่นคือ คร. 187/2537 คดีเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจรณาต้องห้าม
       
     6552/2528
       
     เมื่ออุทธรณ์ไม่ชอบตาม 225 วรรคหนึ่งหรือ อะไรก็แล้วแต่ 228/2550 ที่วางหลักว่าถ้าตัวอุทธรณ์มันเสียผลคือ ขอตรงไปศาลฏีกาก็ไม่ได้ ต้องไม่มีคู่ความอีกฝ่ายยื่นอุทธรณ์ด้วย แต่หากโจทก์หรือจำเลยที่ขออนุญาตมันก็ทำให้ผล 223ทวิเกิดขึ้นไม่ได้ฎ.1657/2547

                                        - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว