หมวดกฎหมาย > กฎหมาย เนติบัณฑิต

สรุปคำบรรยาย วิชาสัมมนา วิ.อาญา ภาคสอง สมัย 63 (ปกติ) ครั้งที่1.

(1/1)

หมอเค้ก:
ครั้งที่ 1  วันจันทร์ 22 พฤศจิกายน 2553

     ก็ยินดีนะครับที่ได้มาบรรยายให้พวกเราฟัง ก็อวยพรล่วงหน้าให้ผ่านทุกคน อัยการอีกไม่นานจะเปิดสนามใหญ่แล้ว สนามเล็กสอบไปแล้วห้าสิบคนอั้นมานานแล้ว ส่วนของพวกเราถ้ามีโอกาสก็ไปเรียนปริญญาโทด้วย เอกชนก็มีหลายที่ศรีปทุมก็มี เป็นความรู้ติดตัว สิ่งที่จะส่งเสริมความก้าวหน้าก็อย่าปล่อยไป บางคนสอบเนฯผ่านแล้วก็มานั่งฟังให้ความรู้แน่น
           
     หัวข้อที่บรรยายคือสัมนาวิอาญา คือพูดได้ทุกจุดก็ถือว่าทุกคนเก่งมากอยู่แล้ว คงไม่เอาเรื่องเก่ามาพูดใหม่ทั้งหมด บางคนตอบได้ถูกธงแต่เขียนสำนวนไม่เป็นข้อกฎหมายไม่ถูกเรียงหัวข้อไม่ดี ก็ควรอ่านไปแต่แรกโดยเฉพาะคำนิยามอย่าทิ้ง เป็นผู้เสียหายหรือไม่ ก็ต้องตอบมาตรา 1 อนุเท่าไหร่ก็ว่าไป
           
     การสอบสวนก็เหมือนกัน ต้องร้องทุกข์กล่าวโทษหรือไม่
           
     ส่วนมากก็วนเวียนอยู่แค่สามประเด็น คือ ผู้เสียหาย การร้องทุกข์ การสอบสวน ข้อสอบก็วนอยู่แค่นี้เพราะฉะนั้นเวลาจะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ ก็ควรที่จะเน้นหนักในสามประเด็นนี้ การอ้างตัวบทก็เป็นเรื่องที่สามารถสื่อให้ผู้ตรวจเห็นว่าเราเข้าใจได้อย่างง่ายที่สุด
           
     เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ตาม ป.วิ.อ. มาตราอะไร การร้องทุกข์เป็นการร้องทุกข์ที่ชอบ ตาม 121 ก็กลายเป็นการสอบสวนที่ชอบตาม 120 ก็ไล่ไปอย่างนี้
มาตรา 120  ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน
 
     มาตรา 121 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาทั้งปวง
แต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ
 
           
     อาจารย์เคยสอบปากเปล่า ที่ 1 เนฯ แล้วไปสอบเป็นพนักงานอัยการ เพราะฉะนั้นการแม่นข้อกฎหมายสำคัญ เข้าใจแค่ไหน แต่ข้อกฎหมายไม่แม่น ก็ได้คะแนนไม่เยอะ บางครั้งตั้งใจจะให้คะแนนไว้แล้วไปตอบออกนอกเรื่อง ไปเพิ่มข้อเท็จจริงให้กับข้อสอบ ก็ให้คะแนนไม่ได้
           
     วิธีที่อาจารย์เรียนสมัยก่อน การสอบเนฯให้ได้ ก็คือเอาข้อสอบเนฯนั่นแหละมาดู ให้นึกเฉลยข้อสอบในใจก่อนค่อยมาเปิดดูธงคำตอบ เหมือนมวย ซ้อมแต่กระสอบทรายไมได้ลองนวมก็ไม่ทำให้เก่ง
           
     เรื่องที่มักออกสอบ และเป็นคดีบ่อยคือ คำว่าผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. 2 อนุ 4 2 อนุ 7 2อนุ 11 ก็

     มาตรา 2(4) “ผู้เสียหาย”  หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง  รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา 4,5 และ 6

      มาตรา 2(7)  “คำร้องทุกข์” หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตามซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ

     มาตรา 2(11) “การสอบสวน” หมายความถึงการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้  ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา  เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ วนเวียนอยู่แถวนี้ทั้งนั้น  ตามมาตรา 28 หลายประเทศก็ไม่นิยมให้ผู้เสียหายฟ้องคดีได้เอง แต่ประเทศไทยอนุญาต มาตรา 28 บุคคลเหล่านี้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล

(1) พนักงานอัยการ

(2) ผู้เสียหาย

     มันก็เลยเกิดปัญหาเพราะผู้เสียหายนอกจากเริ่มด้วยการร้องทุกข์แล้ว มีอำนาจฟ้องคดี และ เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ยอมความ ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง ถอนอุทธรณ์ บางทีเผลอลืมวินิจฉัยว่าเขาเป็นผู้เสียหายหรือเปล่า  บางทีไปตรวจเจอในชั้นฏีกา จึงต้องกลับเป็นคดีเกี่ยวกับความสงบ ศาลฏีกายกวินิจฉัยได้เอง

     ผู้เสียหายตามมาตรา 2 อนุ 4 ก็มีผู้เสียหายโดยตรง กับ ผู้จัดการแทนผู้เสียหาย ผู้เสียหายโดยตรงคือต้องได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่ง เพราะฉะนั้นต้องเกิดการกระทำความผิดเสียก่อน การเตรียมการโดยปรกติไม่เป็น ยกเว้นความผิดบางประเภท

     ความผิดหนึ่งที่ชัดแจ้ง คือ ตระเตรียมการไปเผาบ้าน วางเพลิงที่ตระเตรียมการ อีกอันที่อาจารย์ค้านสมาคมสตรี คือ ตระเตรียมการข่มขืนก็น่าจะเอาด้วย
           
     อาจารย์ก็นึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไร ขนาด ฟ้องข่มขืนยังยกฟ้องมาเยอะเลย มันไกลเกินไปหรือไม่
           
     มาดูว่าการตระเตรียมการแม้ว่าตัวผู้กระทำความผิดยังไม่ได้กระทำความผิดเช่นตระเตรียมการไปยิงคน ผู้ใช้ผิดหรือไม่ ไปดูให้ดีนะครับ เมื่อตกลงรับว่าจะทำ แม้ตัวผู้ถูกใช้ยังไม่กระทำ ความผิดของผู้ใช้ก็เกิดขึ้นแล้วนะ ขณะที่นาย ข ซุ้มไปยิง ความผิดเกิดขึ้น
             
     ผู้เสียหายในคดีนี้คือ คนธรรมดาก็นำมาตรา 15 ปพพ มาพิจารณา เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก คลอดเมื่อไหร่ เป็นคนหรือยัง ทีเด็กทำแท้งเยอะแยะนี่ ได้พ้นจากช่องคลอดทั้งหมดหรือยัง หรือ ครึ่งตัวแล้วโดนหักคอตรงช่องคลอดเป็นการฆ่า หรือ ทำแท้ง ของไทยต้องคลอดมาทั้งตัว เริ่มแต่เมื่อคลอด แล้วอยู่รอดเป็นทารก ไม่ว่าจะกี่วินาที การคลอดมากับตอนร้องไม่เหมือนกัน คลอดมาตอนนี้ เกิดมาแล้วสิบนาทีค่อยร้อง ก็คือเริ่มเมื่อคลอด คือ ตอนที่หลุดจากครรภ์มารดา
           
     สมองตาย ถือว่าตายหรือยัง ครูจูลิง ตายหรือยัง ทางแพทย์ถือว่าสมองตายคือตายแล้ว แต่ตามกฎหมายนั้น ถ้าหาก มีใครไปยิงครูจูลิงขณะนั้น จะถือว่าเป็นการฆ่าคนตายแล้ว ครูจูลิงสมองตายยังถือว่ามีสภาพบุคคลอยู่นะ เรื่องนี้จะต้องเจาะ เรื่องตาย เรื่องคลอด เรื่องยาวนะครับ
           
     นิติบุคคล ปรกติก็มีอยู่ตามกฎหมายแพ่ง เช่นพวก สมาคม มูลนิธิ ห้างฯ บริษัท ส่วนนิติบุคคลตามกฎหมาย การไฟฟ้าฝ่ายผลิต พวกนี้ ส่วนกระทรวงทบวงกรม แต่เดิมอยู่ในกฎหมายแพ่ง ปัจจุบันอยู่ในพรบ.ระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 7
       
     มาตรา 7 ให้จัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง ดังนี้ (1)สำนักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง (3) ทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง สำนักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเป็นกระทรวง ส่วนราชการตาม (1) (2) (3) และ (4) มีฐานะเป็นนิติบุคคล
           
     ส่วนของทางทหาร ก็เป็นตาม พรบ.บริหารระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2543 แก้ไข 2536 ในขณะนี้มีห้าหน่วยงานเท่านั้น
           
     คือสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม , กรมราชองค์รักษ์ กรมบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ นอกจากนี้ กรมนั่นกรมนี่นั่นไม่ใช่ เวลาส่งเรื่องมาฟ้อง ส่งมาในนามกรมกิจการพลเรือน นี้ ส่งมาโดยตรงไมได้ เพราะเขาไม่ใช่นิติบุคคล คนที่ลงนามในใบมอบอำนาจ ก็ต้องเป็นผู้แทนนิติบุคคล ก็คือ ผู้บัญชาการนั้นๆ เวลาเป็นทนายความก็ต้องดูให้ดี ถ้าทำพลาดก็จะยกฟ้อง
           
      ส่วนสงฆ์ กิจการของสงฆ์ก็ต้องดูให้ดี เพราะถ้าเป็นวัดต้องได้พระราชทาน ตามพรบ.คณะสงฆ์ เป็นนิติบุคคล ส่วนสำนักสงฆ์ไม่ใช่นิติบุคคล
           
     ฎ.2386/2541 ฏีกายักยอกเงิน

     สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดจะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ตามแต่เงินผ้าป่า150,000 บาท เป็นเงินที่ชาวบ้านนำไปทอดให้สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งพระภิกษุ ป. เป็นเจ้าคณะสงฆ์อยู่ในขณะนั้น พระภิกษุ ป. จึงมีหน้าที่ดูแลเงินผ้าป่าดังกล่าว เมื่อพระภิกษุ ป. มอบให้พระภิกษุ ข.เป็นผู้เลือกชาวบ้านเป็นกรรมการดูแลรับผิดชอบจำนวนเงินนั้นส.ง.ร. และจำเลยได้รับเลือกเป็นกรรมการและร่วมกันรับมอบเงินจำนวนดังกล่าวไปเก็บรักษา หากจำนวนเงินดังกล่าวสูญหาย กรรมการทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดต่อสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด แม้กรรมการแต่ละคนจะได้รับเงินเพียงบางส่วนไปเก็บรักษาก็เป็นการแบ่งความรับผิดชอบกันเองภายหลังจากรับเงินทั้งจำนวนมาแล้ว การที่จำเลยรับมอบเงินจำนวน40,000 บาท ไปเก็บรักษาแล้วยักยอกเงินจำนวนนั้นไปส.ง.ร. จึงเป็นผู้เสียหายในอันที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ โดยถือว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งอยู่ในความครอบครองของส.ง.ร. และจำเลย แม้หนังสือมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์จะไม่ได้ปิดแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้เนื่องจาก ประมวลรัษฎากรฯมาตรา 118 ห้ามมิให้รับฟังหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ปิดแสตมป์เป็นพยานหลักฐานเฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น มิได้ห้ามมิให้รับฟังในคดีอาญาด้วย ทั้งการมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์ก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือแต่อย่างใด

     วัดนั้นมีฐานะเป็นสำนักสงฆ์มิใช่นิติบุคคล แต่เงินนั้นเป็นของสำนักสงฆ์ ผู้ครอบครองแทนก็ย่อยเป็นผู้เสียหาย คดีนี้เงินทอดผ้าป่า กรรมการคนหนึ่งยักยอกเงิน เพราะว่าทุกคนต้องรับผิดชอบนำเงินมาคืนวัด รับผิดชอบร่วมกัน เมื่อกรรมกรคนหนึ่งยักยอกเงิน ไป กรรมการจึงมีฐานะเป็นผู้เสียหาย เวลาตอบก็ต้องดูว่าใครเป็นผู้เสียหาย เพราะฉะนั้นผู้ครอบครองทรัพย์ของบุคคลอื่น มีบุคคลที่สามมายักยอกก็เป็นผู้เสียหายได้
วัดนั้นก็มีสองประเภทคือวัดที่มี พระอยู่ เป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสก็เป็นผู้แทน และเป็นพนักงานที่มีหน้าที่ครอบครองด้วย
     
     อีกวัดประเภทหนึ่งคือวัดร้าง ซึ่งยังไม่ยุบเลิกวัด อยู่ตามความดูแลของกรมการศาสนา เพราะฉะนั้นกรมการศาสนาจึงเป็นผู้เสียหาย ดูตัวอย่างคำพิพากษาฏีกา

     6965-6966/2546-ค้นหาไม่พบ ฏีกานี้มีประเด็นทางกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเยอะ จำเลยเป็นลูกจ้างของกรมการศาสนา เป็นผู้ติดต่อกับผู้เช่าที่ดิน การที่จำเลยนำใบเสร็จรับเงินค่าเช่าที่จำเลยทำปลอมขึ้นไปเก็บเงินจากผู้เช่าต้องถือว่าจำเลยรับเงินแทนกรมการศาสนามิให้รับไว้จากผู้เช่า แต่เป็นการรับเงินแทนกรมการศาสนา เมื่อจำเลยนำเงินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวย่อมเป็นการยักยอกเงินจากกรมการศาสนา เรื่องนี้เป็นประเด็นว่า ยักยอกเงินใครกันแน่ คือ เป็นลูกจ้างปลอมใบเสร็จไปรับเงินจากผู้เช่า กรมการศาสนาเป็นผู้เสียหาย เรื่องนี้ถ้าตีความผิดไปว่าจำเลยเป็นผู้แทนของผู้เช่านี่ผิดธงเลย จะกลายว่ากรมการศาสนาไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ มีผล 120 ทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องเลยนะครับ

      ถ้าเป็นคดียอมความได้ แต่ไม่มีการร้องทุกข์ ก็สอบสวนไม่ได้ เวลาตอบให้ตอบเป็นระบบจะได้คะแนนดี คดีนี้มีข้อพิจารณาว่าจะมีความผิดฐานฉ้อโกงผู้เช่าหรือไม่  ออกใบเสร็จปลอมไปหลอก ความจริงก็น่าคิด ถ้าเกิดผู้เช่าเกิดมาร้องทุกข์ในคดีฉ้อโกงก็น่าจะเป็นประเด็น ว่ามันก็น่าจะเป็นประเด็น แต่เรื่องนี้มีประเด็นขึ้นสู่ศาลแค่ประเด็นยักยอกหรือไม่เท่านั้น แล้วผู้เช่ายังต้องจ่ายเงินให้กรมการศาสนาอีกหรือไม่ เงินชำระหรือยัง เป็นคดีในคดีแพ่งอยู่นะ อีกคดีคือมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมหรือไม่ ต้องดูด้วยว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารสิทธิใบเสร็จรับเงินหรือไม่ ก็ต้องดูว่าใบเสร็จรับเงินเป็นเอกสารสิทธิ

     ส่วนวัดโรมันแคทอริคก็เป็นนิติบุคคลได้ เป็นไปตามพรบ.ฐานะวัดบาทหลวงแคทอริค มีศักดิ์เป็นบริษัท ถ้าเป็นวัดของคริสต์เตรียล โบทส์ ก็ไม่เยอะ

หมอเค้ก:
     แล้วมาดูว่าบุคคลหรือนิติบุคคลต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหาย นี่เป็นไปตามคำนิยาม จะดูว่าเขาเป็นผู้เสียหายหรือไม่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะจะร้องทุกข์ได้หรือไม่ เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้หรือไม่ เพราะการเข้าร่วมเป็นโจทก์ก็มีประเด็นแล้ว ว่าเป็นผู้เสียหายด้วยหรือไม่ เฉพาะบางความผิดเท่านั้นอาจเป็นผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นเวลาสั่งก็ลืมสั่งว่าเฉพาะบางความผิดที่เป็นโจทก์ร่วมได้ แต่ก็น่าเห็นใจศาลชั้นต้นเพราะคดีเยอะเหลือเกิน ศาลชั้นต้น อัยการก็ลืมได้
     
     เพราะมีบางคดี โจทก์คือพนักงานอัยการไม่อุทธรณ์ แต่โจทก์ร่วมที่เป็นผู้เสียหายนี่อุทธรณ์ เรื่องบางทีไปตรวจเจอชั้นศาลฏีกาว่าไม่ใช่ผู้เสียหาย โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายที่หนึ่งเพราะความผิดฐานความผิดบุกรุกไม่ใช่เป็นผู้เสียหายในฐานความผิดหน่วงเหนี่ยวกักขัง ก็ปรากฎว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้เป็นโจทก์ร่วมทั้งสองข้อหา ศาลชั้นต้นยกฟ้องทั้งสองข้อหา ความผิดยุติไปแล้ว โจทก์ร่วมมีอำนาจอุทธรณ์ ก็เฉพาะที่ตนเองเป็นผู้เสียหาย ปรากฎว่าศาลชั้นต้นก็รับไว้วินิจฉัย เป็นการพิพากษาที่ขัดต่อกฎหมาย ไม่มีคำร้องคำขอจากโจทก์เลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ คือ

ฏีกาที่ 680/2545

     โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายที่ 1 เฉพาะข้อหาความผิดฐานบุกรุกมิได้เป็นผู้เสียหายในข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยมิได้ระบุว่าให้เข้าร่วมในความผิดใดก็ต้องถือว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดฐานบุกรุกเท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งสองข้อหาและโจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ร่วมไม่มีอำนาจอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อหาความผิดดังกล่าว และพิพากษาลงโทษจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา22

     โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหาย มิได้เป็นผู้เสียหาย คือผู้เสียหายที่หนึ่งที่สอง แล้วไปฉุดผู้เสียหาย ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายที่หนึ่งเป็นผู้เสียหาย เพราะฉะน้นความผิดยุติไปแล้วโจทก์ร่วมที่หนึ่งเจ้าของบ้านมีอำนาจแค่หน่วงเหนี่ยวกักขังเท่านั้น แล้วก็ลงโทษจำเลยซะด้วย ศาลฏีกาบอกว่าการที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลย ไม่มีอำนาจลงโทษได้ เป็นการพิพากษาที่ขัดต่อกฎหมายเหมือนไม่มีคำร้องคำขอจากโจทก์เลย

     มาตรา 2 จำให้ดีเลย ศาลฏีกามีอำนาจพิพากษาได้ จำตัวบทไว้ด้วยนะครับ จะได้คะแนนเยอะ หนึ่งคะแนนก็มีความสำคัญนะครับ มาดูความผิดอะไรบ้างที่เอกชน ก็ดี รัฐก็ดีเป็นผู้เสียหายได้หมด เพราะมีความผิดบางประเภท ที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย มาตรา 28 ก็ไม่มีเขียนบอกไว้ แต่เป็นการตีความตามแนวกฎหมายอังกฤษ
ศาลฏีกาก็จำกัด ในส่วนของคำว่าผู้เสียหายน้อยลง ความผิดที่รัฐกำหนดให้เป็นความผิด เช่นความผิดต่อป่าไม้ พรบแร่ อย่างนี้ปรกติขุดแร่ก็ขุดกัน ต่อมารัฐบอกว่าไม่ได้ ต้องจ่ายค่าสัมปทาน พรบ.รถยนต์ ยาเสพติด รัฐตรากฏหมายมามาก แล้วประชาชนพวกเราเองจะตามได้เหรอความผิดอีกอันคือความผิดที่ราษฏร์กระทำต่อเจ้าพนักงาน หรือ เจ้าพนักงานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ซึ่งความจริง รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย แต่ก็ไปเขียนว่าซึ่งอาจทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชนเสียหาย อันนี้ประชาชนเป็นผู้เสียหายด้วย ถ้ามีถ้อยคำพวกนี้ ศาลฏีกาไทยตีความว่าราษฏร์เป็นผู้เสียหาย แต่ต้องพิสูจน์ได้ด้วยนะว่าตัวเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง

4881/2541

      ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นบทบัญญัติที่ต้องการเอาโทษแก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ แต่กลับปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใดตอนหนึ่งและเอาโทษแก่เจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตอีกตอนหนึ่ง ในตอนแรก คำว่าเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดนั้น หมายความรวมถึง เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล หรือเอกชนผู้หนึ่งผู้ใดด้วย ดังนั้น หากการปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยมิชอบเป็นการกระทำ ต่อเอกชนผู้หนึ่งผู้ใดโดยตรง และเป็นการกระทำให้บุคคลดังกล่าว ได้รับความเสียหาย เอกชนผู้นั้นย่อมเป็นผู้เสียหายตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) ได้ คำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายถึงหน้าที่ตลอดจนการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติงานในหน้าที่ของจำเลยที่ 3มาในคำฟ้องคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ของจำเลยที่ 3 จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) ดังนั้นปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นอกจากจะเป็นตำแหน่งทางฝ่ายตุลาการแล้วยังเป็นตำแหน่งทางฝ่ายบริหารมีอำนาจให้คุณให้โทษแก่ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ธุรการผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาได้ด้วย ถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ และศักดิ์ศรีสูงกว่าตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ซึ่งเป็นตำแหน่งทางฝ่ายตุลาการเพียงอย่างเดียว ฉะนั้น การแต่งตั้งโจทก์จากผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค1 จึงเป็นการปูนบำเหน็จความดีความชอบให้แก่โจทก์เป็นการขัดกับ การที่โจทก์ยังมีโทษงดบำเหน็จอยู่ การที่จำเลยที่ 2ดำเนินการหาข้อยุติความเห็นขัดแย้งเกี่ยวกับมติ ก.ต. ที่เห็นชอบในการแต่งตั้งโจทก์ดังกล่าวแล้ว จึงเป็นการใช้ดุลพินิจพิจารณา สั่งการไปตามอำนาจหน้าที่ในทางบริหารราชการแผ่นดิน และที่สำคัญยิ่งก็คือการจะนำเรื่องใดเสนอให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งนั้นเรื่องนั้นจะต้องมีข้อยุติว่าเป็นเรื่องที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการแล้ว การที่จำเลยที่ 2 พยายามหาข้อยุติความเห็นที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับมติ ก.ต. ที่แต่งตั้งโจทก์และยังไม่อาจนำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไปนั้นหาใช่จำเลยที่ 2มีเจตนาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้โจทก์เสียหายอย่างใดไม่ จำเลยที่ 2จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาและเป็นประธาน ก.ต.โดยตำแหน่งในการประชุมก.ต.ประธานก.ต. เป็นประธานที่ประชุม โดยทั่วไปแล้วในการประชุมประธานที่ประชุมเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ จัดการประชุมและรับผิดชอบดำเนินการประชุมให้เป็นไปด้วย ความเรียบร้อยและเป็นผลดีแก่ทางราชการ หากไม่มีข้อบังคับ กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นกรณีมีเหตุจำเป็นและสมควรประธานที่ประชุม จะสั่งเลื่อนหรือปิดประชุมก็ย่อมทำได้ ได้ความว่า ในตอนเช้าจำเลยที่ 4 มีคำสั่งให้ดำเนินการประชุม ก.ต. ไป ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องต่าง ๆ จนกระทั่งถึงวาระการ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ จำเลยที่ 3แถลงขอให้ที่ประชุม เลื่อนวาระนี้ไปก่อนโดยชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นว่า มีเรื่องที่จะต้องปรึกษาหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อยู่อีกและเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง ส่วนจำเลยที่ 4ก็ได้พยายาม ชี้แจงและขอร้องให้ที่ประชุมเลื่อนวาระดังกล่าวออกไป โดยแจ้งว่าการเลื่อนออกไปจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่ในที่สุดส่วนใหญ่ของที่ประชุมเห็นว่าไม่สมควร ให้มีการเลื่อนจำเลยที่ 4 จึงอาศัยอำนาจของประธาน ที่ประชุมสั่งให้เลื่อนและปิดประชุมทั้งนี้โดยมีมูลเหตุมาจาก การขอร้องของพลเอก ส. นายกรัฐมนตรีผู้ซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เกิดผลดี ต่อบ้านเมืองในทุก ๆ ด้านตามรัฐประศาสโนบาย โดยเฉพาะ เป็นผู้มีหน้าที่นำมติ ก.ต. ที่เห็นชอบในการแต่งตั้งโจทก์ ขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เมื่อพลเอก ส. เห็นว่าโจทก์ยังมีโทษทางวินัยอยู่และการแต่งตั้งโจทก์เป็นการขัดต่อพระราชกระแส เช่นนี้การที่จำเลยที่ 4 ขอให้ที่ประชุมเลื่อนการพิจารณาออกไปก่อนโดยแจ้งว่าการเลื่อนจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 4 ได้พิจารณาถึงเหตุผลและความเหมาะสมในหลาย ๆ ด้านแล้ว จึงได้สั่งให้เลื่อนและปิดประชุมหากจำเลยที่ 4 มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ จำเลยที่ 4 จะไม่นำเรื่องการแต่งตั้งโจทก์บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมก็ย่อมได้ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 4 ก็รู้อยู่ว่าโจทก์มีโทษ ทางวินัยอยู่ การที่ภายหลังต่อมามีเหตุจำเป็นต้องเลื่อน การประชุมดังกล่าวแล้ว กรณีจึงไม่เชื่อว่าจำเลยที่ 4 สั่งเลื่อนและปิดประชุมโดยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์

     ป.อาญา 157 ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้เป็นโทษแก่เจ้าพนักงาน เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตรงนี้แหละถ้ามีใครได้รับความเสียหาย ก็เป็นผู้เสียหายด้วย ศาลฏีกาตีความอย่างกว้างว่าประชาชนธรรมดาก็มีสิทธิฟ้อง

2294/2527  - ค้นไม่พบ

     บุตรของโจทก์ถูก ส ชนตาย โจทก์จัดการแทนบุตร จำเลยเป็นนายตำรวจ ผู้สืบสวนสอบสวนคดีนั้น ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่คือจดคำพยานไม่ตรงกับคำให้การ โดยไม่ชอบเพื่อช่วยเหลือ ส มิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงถือว่าการกระทำผิดของจำเลยเป็นการกระทำต่อโจทก์ โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยตรง มีอำนาจฟ้องคดีอาญา เรื่องนี้ดูให้ดีมีข้อกฎหมายหลายประเด็น

     ประเด็นแรกจัดการแทนได้ตามมาตรา 5 อนุสอง
     
     ประเด็นที่สองคืออ 157 การกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่นั้นปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบนั้น แสดงว่าพ่อคนนี้เก่ง เอาเทปไปอัดหรือเปล่าก็ไม่รู้ เดียวนี้ไม่ต้องนะครับใช้คลิปฉาว เจ้าพนักงานต้องระวังตัวนะ อย่าคิดว่าเขาไม่รู้นะ ก็โดนสอบสวนยุ่งตายนะ การที่เจ้าพนักงานจดถ้อยคำไม่ตรง เพราะโจทก์เป็นพ่อ จำเลยไม่ผิดเขาเสียหายมาก จากนาย ส ไม่ได้เลย ปัญหาว่าการกระทำผิดของจำเลยกระทำต่อผู้ตายหรือต่อโจทก์ ตอบข้อนี้ต้องระวังให้ดีเพราะ การที่ให้จดก่อนให้เกิดความเสียหายแก่บุตรหรือต่อตัวโจทก์เอง เรื่องนี้จะเห็นว่า ศาลฏีกาพิพากษาว่ากระทำผิดต่อพ่อผู้ตายไม่ใช่กระทำกับลูกโดยตรง เวลาตอบอย่าพลาดไปนะ เรื่งอนี้ผู้ได้ความเสียหายคือพ่อที่จัดการแทนลูก ความผิดต่างๆที่เกี่ยวกับเจ้าพนักงานที่อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ก็ต้องดูว่าความเสียหายนี้เขาได้รับเป็นพิเศษหรือไม่ ถ้าผู้เสียหายโดยตรงก็มีสิทธิดำเนินคดีได้ ศาลฏีกาก็ตีความอย่างเรื่องการแจ้ง
     
2614/2518

     การที่ไปแจ้งความเท็จกับพนักงานอำเภอ เพื่อจดทะเบียนซ้อนนั้น เนื่องจากระบบตรวจสอบทะเบียนสมรสในไทยนี้ยังไม่สมบูรณ์ เรื่องนี้ศาลฏีกาก็ตีความว่าภริยาหลวงเป็นผู้เสียหาย มมีฏีกาออกมาอีกว่าตัวภริยาที่ถูกหลอกให้จดซ้อน ก็กลายเป็นผู้เสียหายด้วยนะ แต่มีอีกหลายฏีกาว่าที่มาฟ้องไม่ใช่ผู้เสียหายเป็นพิเศษ อย่างเช่นการมอบเอกสารเป็นประกัน เช่นสมุดฝาก
 
4628/2541 – ค้นไม่พบ 

     ยึดโฉนดไว้แล้วอย่าไปดีใจก็ไปแจ้งออกใบใหม่ให้

1761/2517 – ค้นไม่พบ

     ทะเบียนเรือน ไปแจ้งว่าต้นฉบับหายเพื่อไปออกใบใหม่พนักงานก็ให้ มีปัญหาว่าตัวเจ้าหนี้เป็นผู้เสียหายด้วยหรือ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิใดๆในต้นฉบับที่จะบังคับเอาแก่ลูกหนี้ในฐานะที่เป็นผู้ค้ำประกันจำนอง ตามหลักกฎหมายแพ่งแต่อย่างใด เมื่อตัวคุณไม่มีสิทธิตามเอกสารที่ยึดไว้ คุณไม่เสียหาย รัฐเท่านั้นที่เสียหาย ไอ้ที่ไปติดหน้ารถว่า รับจำนำทะเบียนรถ พวกนี้ถ้าไปแจ้งความเท็จก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย

     ส่วนความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หลายเรื่อง ผู้เสียหายที่เกี่ยวข้อง อ้างว่าเสียหาย เช่น บุกรุก ลักทรัพย์ ยักยอก ตอนที่มาร้องทุกข๋รู้ว่าเขาเป็นผู้เสียหาย แต่เข้าใจว่าตัวเองมีสิทธิ ก็เสมือนไม่มีคำร้องทุกข์ สอบสวนความผิดยอมความได้เช่นที่ดิน ภาระจำยอม ก็มีปัญหาว่าที่ตกอยู่ภาระจำยอมนี้ เราเป็นผู้เสียหายเรามีสิทธิผ่านที่ดิน ที่อยู่ภายใต้ภาระจำยอม ต่อมามีนาย ค ไปทำให้เสียหาย นาย ก เจ้าของสามยทรัพย์ วินิจฉัยว่าเจ้าของ สามยทรัพย์ ไม่เป็นผู้เสียหาย ต้องเป็นเจ้าของที่ดินเอง จริงๆก็เป็นผู้เสียหายได้ ศาลฏีกาก็ตีความ

     กรณีของต้นไม้ล้มลุกก็ต้องระวังว่าต้นใดบ้างที่เป็นส่วนควบ ถ้าเป็นต้นไม้ยืนต้นก็ตกแก่เจ้าของที่ดินแต่ถ้าต้นไม้ล้มลุกไม่ตกยกเว้นสัญญาซื้อขายบอกว่า ไม่ล้มลุกเป็นเจ้าของเสียหาย

1355/2508

     ต้นพลูเป็นต้นไม้ยืนต้น จึงเป็นส่วนควบของที่ดิน  โจทก์เป็นผู้ปลูกต้นพลู แต่ต้นพลูได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่โจทก์ปลูกต้นพลูเสียแล้ว แม้จำเลยจะร่วมกันตัดต้นพลู ก็ย่อมไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง

     ต้นเป็นส่วนควบที่ดินจำเลย จำเลยจะทำอะไรก็ได้ เพราะเป็นเจ้าของ มันเคยมีฏีกาอยู่เรื่องคือต้นอ้อยเป็นไม้ล้มลุก คือนาย ก ที่ดินนั้น สัญญาซื้อขายเมื่อต้นอ้อยเป็นไม้ล้มลุกก็ไม่เป็นส่วนควบที่ดิน เมื่อนาย ก ไปเอาต้นอ้อยมาก็ผิดฐานลักทรัพย์ไม่ได้
     
     หรือกรณีของทรัพย์เฉพาะสิ่งตามมาตรา 1610 มีการชั่งตวงวัดนับหมายก่อน เช่นซื้อวัวหนึ่งตัวจากฝูง ซื้อวัวมาตัวหนึ่ง แต่ในมาตรา 460 วรรคสอง บอกว่าทรัพย์เฉพาะสิ่งจะเป็นจนกว่าจะได้ทำการชั่งตวงวัดจนรู้ราคาแล้ว ตราบใดที่ยังไม่ได้ชั่งน้ำหนัก มันก็ยังไม่ใช่ทรัพย์เฉพาะสิ่ง กรรมสิทธิยังตกอยู่กับเจ้าของเดิมอยู่

1468/2496

     เจ้าของสุกรต่างจังหวัดเคยให้พ่อตาคุมสุกรมาขายให้โจทก์ที่กรุงเทพฯ ในคราวเกิดเหตุก็ให้พ่อตาควบคุมสุกรมากรุงเทพฯอีก ในใบอินวอยส่งในนามชื่อยี่ห้อโจทก์เป็นผู้รับ แต่เมื่อถึงกรุงเทพฯแล้ว พ่อตากลับเอาสุกรไปขายผู้อื่นเสีย ดังนี้ วินิจฉัยว่ากรรมสิทธิ์ในสุกรยังไม่โอนไปยังโจทก์ โจทก์จึงยังไม่ใช่ผู้เสียหาย และยังไม่เป็นกรณีฉ้อโกงโจทก์ตามกฎหมายลักษณะอาญา

     อันนี้ก็เป็นเรื่องคลาดเคลือนออกมา กรรมสิทธิยังไม่โอน กรรมสิทธิยังอยู่กับผู้ขาย แต่ถ้าเอาหมูออกมาแล้ว วัดฏีกาอีกเรื่องหนึ่ง ในคดีอาญา คือหมูหนึ่งตัวคัดเลือกเรียบร้อยแต่บอกว่ายังไม่เอาไป พรุ่งนี้จะมาเอา แต่ได้ขายไป ก็ผิดฐานยักยอกทรัพย์ จึงเป็นยักยอกทรัพย์

299/2516

     โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลอมและใช้พินัยกรรมปลอมของ ป.เจ้ามรดก ขอให้ลงโทษแต่โจทก์เองก็ถูกฟ้องว่าปลอมพินัยกรรมของ ป. เหมือนกัน และศาลได้พิพากษาลงโทษโจทก์ฐานปลอมพินัยกรรม คดีถึงที่สุด ดังนี้ โจทก์จึงตกเป็นบุคคลต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของ ป. ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1606(5) โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยอันจะมีสิทธิฟ้องจำเลยได้ ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ โดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้องคือตัวทายาทคนหนึ่งถูกจำกัดไม่ให้ได้รับมรดก โดยไม่มีสิทธิเป็นผู้เสียหาย

1205/2505  - ค้นไม่พบ

1908/2494

     คนร้ายขึ้นเรือนลักทรัพย์ได้แล้ว วิ่งหนี เจ้าทรัพย์วิ่งไล่ไปทัน จึงใช้มีดแทงคนร้าย 1 ทีคนร้ายถึงแก่ความตาย ดังนี้วินิจฉัยว่าเจ้าทรัพย์แทงคนร้ายในเวลากระชั้นชิดที่วิ่งไล่กันมา อาจไม่ตั้งใจฆ่าให้ตายเพราะแทงเพียงทีเดียว และเป็นเรื่องป้องกันทรัพย์เกินสมควรกว่าเหตุคงมีความผิดตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 251 ประกอบด้วยมาตรา 53…..

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ