ไทยจัดจ์

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Facebook Page thaijudge

ข่าว:

ไทยจัดจ์ดอทคอม กระดาน ถาม ตอบ กระทู้ ปัญหา กฎหมาย ชุมชน กฎหมาย เนติบัณฑิต นิติศาสตร์ นิติกร ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ติว เตรียมสอบ เนติบัณฑิต ตั๋วทนาย อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ปรึกษากฎหมายฟรี สมัครสมาชิกจึงมองเห็นไฟล์แนบ วิธีสมัครสมาชิก ค้นกฎหมาย ค้นฎีกา  

Cafe l กฎหมาย เนติบัณฑิต l ฎีกา l สมัครงานกฎหมาย l ทนายความ l นิติกร l อัยการ l ผู้พิพากษา l ธงคำตอบ ผลสอบ l กลุ่มวิชากฎหมายอาญา l กฎหมายอาญา l กฎหมายภาษีอากร l กฎหมายแรงงาน l กฎหมายรัฐธรรมนูญ l กฎหมายปกครอง l กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ l กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ l กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ l กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา l กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา l กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา l สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม l กฎหมายลักษณะพยาน l วิชาว่าความและการถามพยาน l การจัดทำเอกสารทางกฎหมาย l กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง l กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง l กฎหมายล้มละลาย l ระบบศาลและพระธรรมนูญศาลยุติธรรม l ภาษาอังกฤษนักกฎหมาย l ศึกษาต่อกฎหมาย l spam l พนักงานสอบสวน

ผู้เขียน หัวข้อ: สรุปคำบรรยาย วิแพ่ง 2 สามัญศาลชั้นต้น ภาคสอง สมัย 63 ครั้งที่1,2,3  (อ่าน 3732 ครั้ง)

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
ครั้งที่ 1 วันอังคาร 23 พฤศจิกายน 2553

     สวัสดีครับสำหรับช่วงแรก ห้าโมงเย็นถึงหกโมงเย็นก็เป็นกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาคสอง ภาคที่ว่าด้วยวิธีพิจารณาความในศาลชั้นต้น การดำเนินคดีแบบทั่วไปของศาลชั้นต้นซึ่งในหัวข้อส่วนนี้ถ้าเราได้เรียนกลางวันก็มีผู้บรรยายสองท่าน ในภาคค่ำมีอาจารย์รับผิดชอบคนเดียว ใช้ออกข้อสอบหนึ่งข้อ คือ ข้อ สาม ส่วนใหญ่แต่ละวิชาก็มีโควต้าแน่นอน

     วิแพ่งภาคหนึ่ง สองข้อ คือข้อหนึ่งกับข้อสอง แต่ก็จะแบ่งแยกภาคหนึ่งส่วนแรก มาตราหนึ่งจนจบก่อนขึ้นพยานก็เป็นข้อหนึ่ง และภาคหนึ่งส่วนที่เป็นกฎหมายพยานหลักฐาน หลังจากนั้นไปจบจนค่าฤชาธรรมเนียมก็เป็นข้อสอง

     ข้อสามก็คือที่เรารับผิดชอบ 170 -188

     ข้อสี่คือ คดีมโนสาเร่ แต่ส่วนใหญ่ก็ออกคดีขาดนัด แต่ขอบเขตวิชาก็รวม อนุญาโตด้วย

     ข้อห้าก็คืออุทธรณ์ฏีกา

     ข้อหกก็เป็นวิธีการชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา

     ข้อเจ็ด ก็เป็นข้อที่มีขอบข่ายกว้างสุดคือ 271 เป็นต้นไป

     วิแพ่งเป็นวิชาที่เก็งข้อสอบง่ายที่สุดก็คงผ่านได้ง่ายไม่น่าจะเจ็ดร้อยกว่าคนเหมือนแพ่งแล้ว น่าจะสักเจ็ดพันคนที่จะผ่าน อาจารย์รับหน้าที่มาติว ก็คือ รับผิดชอบให้ทำอย่างไรให้ผ่านเจ็ดพันคน นอกจากอาจารย์จะสอนโดยบอกข้อสอบแล้ว ยังสอนให้ทำข้อสอบคนอื่นให้ได้ด้วย

     แม้ว่าวิแพ่งเป็นวิชาที่เก็งข้อสอบได้ง่ายสุด ซึ่งข้อสอบแพ่งที่แล้ว ไม่มีสำนักไหนเก็งถูกสักเจ้าพวกเราอย่าไปเชื่อ ที่เสียแพงๆเป็นหมื่น พวกเราต้องเชื่อตัวเอง แม้กระทั่งอาจารย์ก็อย่าเชื่อทั้งๆที่ไม่เคยโกหกบอกว่าจะออก ก็ออกจริงๆอยู่ที่ว่าจะได้รับเลือกหรือไม่เท่านั้นเอง ก็ปีที่แล้วอาจารย์ก็ตกรอบตามระเบียบปีนี้ก็สู้กันใหม่ ในส่วนที่อาจารย์รับผิดชอบ พวกเราที่มาเรียนภาคค่ำอุส่าห์ นั่งฟัง นั่งรถนั่งเรือก็อยากให้พวกเราสอบได้ อาจารย์ก็ขออนุญาตพูดที่มีแนวโน้มออกสอบเท่านั้นนะครับ

     เรื่องที่เขาไม่ออก ก็จะข้ามไปนะครับ ทุกท่านก็ผ่านการสำเร็จปริญญาตรีแล้ว ส่วนที่อาจารย์รับผิดชอบข้อสาม วิธีพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นคดีสามัญเรื่องที่ออกสอบไม่เกินห้าเรื่อง  คือ ฟ้องซ้อน ฟ้องแย้ง แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ทิ้งฟ้อง ถอนฟ้อง  ยืนยันได้เลยนะครับไม่เคยเกินห้าเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่าข้อสอบปีที่ผ่านมาในข้อสามได้นำเรื่องการขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การมาสอบ อาจารย์จำได้ว่ามีข้อสอบนำเสนอแค่สองเรื่อง เรื่องแรกคือฟ้องซ้อน อีกข้อคือขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ก็ดูให้ครบห้าเรื่องนี้ข้อสามก็เป็นข้อที่เก็บคะแนนได้ไม่ยาก ข้อที่จำนวนเรื่องน้อยกว่า ก็คือ ข้อสี่เท่านั้น คือ ออกเรื่องขาดนัดแน่นอน จะขาดนัดพิจารณา หรือ ขาดนัดยื่นคำให้การเท่านั้น ข้อหกก็เก็งแค่สองเรื่งคือ โจทก์ขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา หรือ คู่ความขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณา ก็ให้เตรียมความพร้อมเรื่องเหล่านั้นให้ดี

     วันนี้ก็ทบทวนเรื่องฟ้องซ้อนให้ฟัง แม้ว่าใกล้เคียงฟ้องซ้ำกับดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ แต่ในเบื้องต้นมีข้อแนะนำว่าคำถามที่ท่านกำลังอ่านอยู่อย่างนี้เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ ไม่ต้องไปเทียบกับฟ้องซ้ำ หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรอกครับ มีวิธีแนะนำง่ายกว่านั้นอีกครับ ถ้าเป็นฟ้องซ้ำข้อสอบอยู่กับข้อสองเท่านั้นซ้ำ ถ้าเป็นฟ้องซ้อนอยู่ข้อสามครับ แต่วิธีนี้ใช้ได้กับชั้นเนฯเท่านั้นนะครับ เป็นวิธีการที่ไม่เข้าท่าแต่ไม่มีผิดในชั้นเนฯนะครับ
   
     เรามาพูดถึงเรื่องฟ้องซ้อนนิดหนึ่ง พวกเราจะเห็นว่า ทบทวนตัวบท 173 วรรคสอง อนุมาตรา 1 มาตรา 173(1) เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว ให้ศาลออกหมายส่งสำเนาคำฟ้อง ให้แก่จำเลยเพื่อแก้คดี และภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง ให้โจทก์ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายนั้น นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และผลแห่งการนี้   (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่นและ กฎหมายก็มีสั้นๆอย่างนี้เจตนารมย์เรื่องฟ้องซ้อนก็คือ ผลของการที่มีการยื่นฟ้องแล้ว คือคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ก็เหมือนกับว่าศาลกำลังพิจารณาให้อยู่แหละ ก็ไม่ควรเอาเรื่องเดียวกันมาฟ้องอีกก็เกิดการซ้ำซ้อนสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ มันเป็นผลของการที่คดีนั้นเข้าสู่การพิจารณาแล้ว ก็ไม่ควรฟ้องอีก ก็เหมือนอาจารย์ก่อนมาก็ไปแวะร้านส้มตำหลังเนฯ แม่ค้าก็ตำให้อยู่แล้วก็ไม่ควรสั่งอีกไม่อย่างนั้นจะได้อีกจาน ก็เหมือนกับเรื่องนั้นอยู่ระหว่างพิจารณาแล้ว กำลังตำอยู่แล้วมาสั่งอีกจานทำไม

     ก็ต่างกับฟ้องซ้ำดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เพราะสองเรื่องนี้อยู่ในเรื่องผลแห่งคำพิพากษาก็คือคดีใดมีคำพิพากษาแล้ว คดีนั้นควรมีผลศักดิ์สิทธิไม่ควรไปฟ้องกันอีก ที่ห้ามเพราะต้องการการความศักดิ์สิทธิแห่งคำพิพากษา แต่ฟ้องซ้อนมันยังไม่มีคำพิพากษาอะไร แต่บัญญัติขึ้นมาเพื่อให้ทราบถึงผลที่ยื่นฟ้องมันเกิดผลแล้ว จากการที่ยื่นฟ้องมันเกิดผลคดีเราเข้าสู่กระบวนพิจารณาก็ไม่ควรเอาเรื่องเดียวกันมาฟ้องอีก

     เราทราบถึงความมุ่งหมายแล้วก็มาเรียนทบทวนหลักเกณฑ์พวกเราทราบว่าเวลาออกสอบ ร้อยทั้งร้อยก็ให้ท่านวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ หรือให้วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ ไม่ได้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาอย่างไร ต้องวินิจฉัยว่าฟ้องที่โจทก์มายื่น ปรกติกฎหมายให้สิทธิฟ้องคดี ความจริงอำนาจฟ้อง สิ่งที่กฎหมายให้ทุกคนอยู่แล้วเวลาฟ้อง เราต้องขออนุญาตท่านหรือไม่ เราไม่ต้องขอใครเลยก็ฟ้องได้ การฟ้องเป็นสิทธิ เพราะฉะนั้นถ้ามีเรื่องใด กรณีใดจะไม่เราฟ้องก็ต้องมีกฎหมายห้ามเพราะถ้าไม่มีกฎหมายห้ามก็เป็นสิทธิ

      เรื่องฟ้องซ้อนก็เป็นเรื่องเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ฟ้องโจทก์ต้องห้ามเพราะเป็นฟ้องซ้อน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ถ้าถามว่าโจทก์ฟ้องได้หรือไม่ ก็ตอบไป แต่ถ้าในชั้นที่ศาลวินิจฉํยคดี ก็ในกรณีจะเป็นอย่างนี้ เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ สามารถแยกเป็นหลักเกณฑ์ได้สามประการ

     ข้อที่หนึ่ง กรณีที่จะฟ้องซ้อน จะต้องเป็นเรื่องที่ว่า กล่าวหาว่า โจทก์เป็นคนเดียวกัน ดูที่ตัวคู่ความดูโจทก์ตัวจำเลย

     ข้อที่สอง อย่างที่เรียนว่าเป็นเรื่องการรับรองความมีผลของการยื่นฟ้องเท่ากับว่าคดีของเราอยู่ระหว่างการพิจารณาแล้วคดีของเรามีผลอยู่ก็ห้ามนำเรื่องเดียวกันมาฟ้องการห้ามนี้ห้ามขณะที่คดีเดิมมีผล
ก็ดูว่าเป็นการฟ้องคดีใหม่ในคดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณากฎหมายหรือไม่

     ข้อที่สาม กรณีฟ้องซ้อนต้องเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยใหม่โดยการเอาเรื่องเดียวกันมาฟ้อง คดีหลังกับคดีแรกต้องเป็นเรื่องเดียวกัน

     ก็ขอเริ่มหลักเกณฑ์ข้อแรกเลย  ก็สอนมานานก็สั่งสมมาเรื่อยๆถ้ามีฏีกาเพิ่มเติม ก็เอามาสอนเพิ่มเติม เรื่องแรกกรณีเป็นฟ้องซ้อน เป็นเรื่องที่คดีก่อนโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยแล้วขณะที่อยู่ระหว่างการพิจารณาก็มายื่นฟ้องจำเลย เราก็มักเข้าใจว่า คำฟ้องมีความหมายเหมือนกับคำฟ้องที่เราที่คดีมีข้อพิพาท กับคำฟ้องที่มีการขยายข้อกล่าวหาและคำขอคำอ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหา ก็มักเข้าใจว่าเป็นคำฟ้องในศาลชั้นต้น แต่กรณีคำฟ้องในที่นี้ก็ให้เข้าใจว่าหมายถึง ความหมายคำฟ้องอย่างกว้าง ในวิแพ่งมาตรา 1 อนุสาม คือ หมายถึงคำร้องสอด หมายถึงฟ้องแย้ง หมายถึงคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องฏีกา คำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ เช่นตัวอย่างที่เป็นฟ้องซ้อนในศาลชั้นต้นเช่น คดีแรก ก ฟ้อง ข เป้นจำเลย อีกไม่กี่วัน ก็มา ก ฟ้อง ข อีก

     มาตรา 1(3) “คำฟ้อง” หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาลไม่ว่าจะได้เสนอด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือ ไม่ว่าจะได้เสนอต่อศาลชั้นต้น หรือชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ไม่ว่าจะได้เสนอในขณะที่เริ่มคดีโดยคำฟ้องหรือคำร้องขอหรือเสนอในภายหลังโดยคำฟ้องเพิ่มเติมหรือแก้ไข หรือฟ้องแย้งหรือโดยสอดเข้ามาในคดีไม่ว่าด้วยสมัครใจ หรือถูกบังคับ หรือโดยมีคำขอให้พิจารณาใหม่
 
     แต่ว่าฟ้องซ้อนเกิดในศาลอุทธรณ์ก็ได้นะครับ หรือในศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ก็ไม่เคยเกิด เกิดในศาลฏีกาก็ได้นะครับ เช่นพิพากษาอุทธรณ์ อายุอุทธรณ์ก็ยื่นอุทธรณ์อีกฉบับซึ่งไม่ใช่การแก้ไขเพิ่มเติมฉบับแรกเลย อย่างนี้ต้องถือว่าเป็นฟ้องซ้อนในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ก็ถือว่าคำฟ้องอุทธรณ์อยู่ในระหว่างพิจารณาแล้ว ก็ถือว่าผลแห่งการยื่นอุทธรณ์ก็เท่ากับคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาแล้ว เป็นฟ้องซ้อน เป็นการยื่นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามเพราะฟ้องซ้อนแต่เราก็ไม่เรียกว่าอุทธรณ์ฟ้องนะครับ ในระหว่างอายุฏีกาก็ยื่นฏีกาฉบับที่สอง ไม่ใช่เรื่องการเพิ่เติมฏีกาฉบับที่สอง ก็เป็นฟ้องซ้อนก็ไม่ได้เรียกว่าฏีกาซ้อน แสดงว่า 173 วรรคสอง อนุหนึ่ง แม้บัญญัติในภาคสอง ก็นำไปใช้ในภาคสามได้นะครับ จำเลยเข้าเรือนจำให้ทะแนะ ร่างให้ขณะเดียวกันก็ให้ทนายความที่อยู่ข้างนอกส่งมาด้วย ก็ต้องมีฟ้องซ้อนแล้วแหละ ทางปฏิบัติก็ต้องเรียกมาถามว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ คำฟ้องในที่นี้ก็คือไม่ใช่คำฟ้องเฉพาะในศาลชั้นต้น

     ฎ. 7603/2548

     คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งการฎีกาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ก็อยู่ในบังคับของบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกัน ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่คัดค้านดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว
ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 15, 2010, 12:50:38 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปคำบรรยาย วิแพ่ง 2 สามัญศาลชั้นต้น ครั้งที่ 1
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2010, 17:12:04 »

     คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ถือเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) หลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ กรณีถือว่าคดีเกี่ยวกับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 โดยอ้างเหตุเดิมอีกในระหว่างนั้น จึงเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามมาตรา 173 วรรคสอง (1) มิใช่เรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อน

     เรื่องนี้เปลี่ยนข้อเท็จจริงตามที่อาจารย์พูดนิดหนึ่งว่า เป็นฟ้องซ้อนในอีกรูปแบบหนึ่ง สืบเนื่องมาจากจำเลยขาดนัด แล้วศาลพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้ชนะคดีไปโดยการขาดนัด หลังจากจำเลยแพ้คดีโดยขาดนัด จำเลยมาศาลแล้วยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตเพราะถือว่าจงใจขาดนัด ตามกฎหมายปัจจุบันคำสั่งไม่อนุญาตอุทธรณ์ได้ แต่ถ้าศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาประการใดเป็นที่สุด แต่ในขณะมีคำพิพากษาคดีที่เป็นฏีกานี้ยังไม่มีกฎหมายบัญญัติเช่นนั้น  เรื่องขาดนัดจึงหาอ่านแนวฏีกาไม่ได้แล้วแหละ เพราะว่าอย่างไรเป็นการจงใจหรือไม่จงใจขาดนัดเพราะเรื่องทำนองอย่างนี้ไม่ขึ้นสู่ฏีกาแล้ว เพราะไม่อนุญาตให้ขึ้นสู่ศาลฏีกา

     เกี่ยวกับคดีนี้ ก็มีการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฏีกา ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฏีกา ที่จะฏีกาเกี่ยวกับคำขอพิจารณาคดีใหม่ฉบับนี้ ก็เลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฏีกา เป็นเรื่องเทคนิคในการประวิงคดีเรื่องนี้ ขณะที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ก็มายื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ที่ศาลชั้นต้นอีกฉบับหนึ่งโดยอ้างว่าไม่จงใจขาดนัด ทำไมยังยื่นได้อีก ก็ถือว่ายังไม่เลยเวลา ตราบใดที่ยังไม่มีการออกคำบังคับถึงจำเลย ไม่มีเวลาสิ้นสุดแต่ถ้ามีการออกคำบังคับถึงมีเวลาสิ้นสุด คือ สิบห้าวันนับแต่วันออกคำบังคับ

     ปรากฎว่าศาลชั้นต้นได้รับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ อ้างเหตุขาดนัดเหมือนเดิมเลย ศาลชั้นต้นเลยสั่งว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อน ปรากฎว่า เลยยกคำร้อง ทำไมดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อน เพราะศาลชั้นต้นมองว่าจำเลยเคยดำเนินกระบวนพิจารณาเรื่องนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว เพราะว่าคำร้องนี้ยังอยู่ในเวลาที่กำหนด เพราะเขายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฏีกา เพราะฉะนั้นการยื่นคำร้องอีกฉบับหนึ่ง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อน เรื่องนี้ศาลฏีกาก็วินิจฉัยว่าคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ถือเป็นคำฟ้อง หลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนกรณีถือได้ว่า คดีเกี่ยวกับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อยู่ในกระบวนพิจารณาจึงเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันต่อศาลเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนมิใช่เรื่องดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อน ฏีกาเต็มจะบอกเลยนะครับ แต่ถ้าไปอ่านที่ย่อประโยคนี้จะตัดทิ้งไป กรณีฟ้องซ้อนอาจใช้กับคำฟ้องอย่างอื่นได้ คำร้องสอดก็เป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง

     ฎ.6383/2550

     ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนหรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ก่อนได้ แม้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) แต่สิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์และจำเลยโต้แย้งนี้ ปรากฏว่าก่อนยื่นคำร้องสอดผู้ร้องได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันกับที่อ้างในคำร้องสอดว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกันว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกทำสัญญาเช่าหรือไม่ คำร้องสอดจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) เป็นการร้องสอด ทราบแล้วว่า มีอยู่สามอนุมาตราคือ 57อนุมาตรา 1 2 3 มาตรา 57  บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด

      (1)  ด้วยความสมัครใจเองเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือเมื่อตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้น

     (2) ด้วยความสมัครใจเองเพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้นโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา ขออนุญาตเข้าเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม หรือเข้าแทนที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียทีเดียวโดยได้รับความยินยอมของคู่ความฝ่ายนั้นแต่ว่าแม้ศาลจะได้อนุญาตให้เข้าแทนที่กันได้ก็ตาม คู่ความฝ่ายนั้นจำต้องผูกพันตนโดยคำพิพากษาของศาลทุกประการเสมือนหนึ่งว่ามิได้มีการเข้าแทนที่กันเลย

     (3) ด้วยถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดี (ก) ตามคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำเป็นคำร้องแสดงเหตุว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้  เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดี หรือ (ข) โดยคำสั่งของศาลเมื่อศาลนั้นเห็นสมควร หรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอ ในกรณีที่กฎหมายบังคับให้บุคคลภายนอกเข้ามาในคดี หรือศาลเห็นจำเป็นที่จะเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แต่ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีดังกล่าวแล้วให้เรียกด้วยวิธียื่นคำร้องเพื่อให้หมายเรียกพร้อมกับคำฟ้องหรือคำให้การ หรือในเวลาใด ๆ ต่อมาก่อนมีคำพิพากษาโดยได้รับอนุญาตจากศาล เมื่อศาลเป็นที่พอใจว่าคำร้องนั้นไม่อาจยื่นก่อนนั้นได้

     การส่งหมายเรียกบุคคลภายนอกตามอนุมาตรานี้ต้องมีสำเนาคำขอ หรือคำสั่งของศาล แล้วแต่กรณี และคำฟ้องตั้งต้นคดีนั้นแนบไปด้วย

     บทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ไม่ตัดสิทธิของเจ้าหนี้ ในอันที่จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้และที่จะเรียกลูกหนี้ให้เข้ามาในคดีดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  คดีนี้คือการร้องเพื่อยังให้ได้การรับรองคุ้มครองสิทธิของตนที่มีอยู่ การดำเนินคดีของคู่ความเดิมก็เลยจำเป็นที่ต้องได้รับการโต้แย้งสิทธิ ตาม 57 อนุ 1 ถ้าการดำเนินคดีของโจทก์จำเลยที่พิพาทกันอยู่โต้แย้งสิทธิบุคคลภายนอกก็ร้องเข้ามาได้ ก่อนศาลพิพากษา ร้องสอดเข้ามาระหว่างคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา 57 อนุหนึ่งก็มีการร้องสอดเข้ามาในชั้นพิจารณาคดี การฟ้องและการต่อสู้ของจำเลยไม่ได้มีการโต้กระทบสิทธิคนภายนอก การฟ้องการต่อสู้คดีเสร็จสิ้น การบังคับคดีนี้แหละเพิ่งมาโต้แย้งสิทธิบุคคลภายนอก ก็เป็นการร้องสอดได้ในชั้นบังคับคดี
 
     การร้องสอดจึงมีได้ 2 ชั้นคือ คดีโจทก์จำเลยอยู่ระหว่างการพิจารณา หรือระหว่างที่โจทก์จำเลยอยู่ระหว่างการบังคับดคี เรื่องนี้เป็นอย่างนี้เป็นเรื่องที่ โจทก์ นาย ก ดีกว่า คดีหนึ่งเป็นโจทก์คดีหนึ่งเป็นผู้ร้องสอด นาย ก มาฟ้อง นาย ข กับนาย ค อ้างว่า นาย ข เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่ากับนาย ค เพื่อให้ที่ดินมาปลูกสร้างสถานประกอบการค้า มีระยะเวลาห้าปี แม้สัญญาเช่าจะทำในนาม ข ผู้เช่า แต่จริงๆเป็นตัวแทนที่แสดงออกนอกหน้าว่าเป็นตัวแทน แล้วบัดนี้ตัวเขาแสดงตัวให้ปรากฎว่าเป็นผู้เช่าที่แท้จริง ขอให้ศาลบังคับให้เปลี่ยนแปลงตัวผู้เช่าเป็นตัวเขา

     เพราะฉะนั้นคดีนี้เลยมีประเด็นว่า ข จำเลยที่หนึ่งเป็นตัวแทนทำสัญญาเช่าให้ ก ผู้เป็นโจทก์จริงหรือไม่ ระหว่างคดีนี้อยู่ระหว่างพิจารณา ปรากฎว่า มีคดีแพ่งอยู่เรื่องหนึ่งเป็นเรื่อง ค นี่แหละไปฟ้องขับไล่ให้ ข ผู้เช่า แล้วสองคนนี้ก็มาประนีประนอมยอมความ ว่า ข ผู้เช่ายอมรื้อถอน เสร็จการพิจารณาเพราะตกลงได้ โดยพิพากษาตามยอมว่าให้ ข ยินดีรื้อ สถานที่ประกอบการค้าในที่เช่าของ ค. ถ้าไม่ดำเนินการให้ คดำเนินการโดย ข ยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ในชั้นบังคับคดี ค ก็รื้อตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ก รีบร้องสอดมาเลย ว่าอาคารที่เช่าเป็นอาคารเขาทั้งนั้น ข ไป ทำสัญญาเช่ากับ ค แทน ก เขานี่แหละผู้เช่าตัวจริงและได้ฟ้องสองคนนี้ไว้เป็นจำเลยในศาล สองคนนี้ก็ไปเตี๊ยมกัน ทำสัญญาประนีประนอมเพื่อรีบรื้อ ขอให้ศาลที่ดำเนินการบังคับคดี ที่จะรื้อสถานประกอบการค้า ให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่าสถานที่ทั้งหมด ไม่ใช่ของ ข ตัวผู้เช่าแต่เป็นของ ก ผู้เช่าที่แท้จริง ข เป็นเพียงผู้ทำสัญญาแทน ก ซึ่งทำได้เป็นการร้องสอดในชั้นบังคับคดี

     กรณีเรื่องนี้ที่สุดก็ลงเอยว่าศาลก็ยกคำร้องสอด ที่เป็นฟ้องซ้อน ก็เป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง เมื่อ ก ได้ฟ้องเรื่องเดียวกันแล้วคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ก็เป็นฟ้องซ้อน พวกเราดูเหตุผลที่ว่า แม้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องเข้ามาในคดี แต่สิทธิที่อ้างว่าถูกโจทก์และจำเลยโต้แย้งนี้ ปรากฎว่าเคยยื่นคำร้องแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยยกข้ออ้างอย่างเดียวกัน จึงมีประเด็นที่ได้วินิจฉัยอย่างเดียวกัน คำร้องสอดจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม 173 วรรคสอง อนุหนึ่ง

     เมื่อครั้งที่แล้วอาจารย์นี่แหละออกเรื่องฟ้องซ้อนโดยเอาเรื่องร้องสอดตาม 57 อนุหนึ่งผูกเป็นปัญหาถามอีกข้อก็เป็นฟ้องซ้อนเกี่ยวพันกับความรับผิดทางอาญา ออกไปอีกข้อด้วย เท่ากับว่าส่งไปสองข้อ ข้อร้องสอดตกรอบแรก ส่วนฟ้องซ้อนคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญาตกรอบสอง ปีนี้อาจารย์กะว่าจะไม่ส่งสองข้อ ส่งมันสักยี่สิบข้อดูสิว่าจะตกอีกหรือไม่

     ดูฏีกาต่อไปนะครับ 869/2533  ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้วหมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43,157ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จำคุก 1 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบว่าประสงค์จะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 66,65)  ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โดยตีราคาประกัน 20,000 บาท (อันดับ  8 )
คำสั่ง คดีนี้ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกาในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุที่จะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง

     เรื่องนี้เป็นเรื่องที่โจทก์มาฟ้องขับไล่ อ ก็คือคดีแรกเกิดจากโจทก์ฟ้องขับไล่ อ จากตึกแถวพิพาท ทำไม ไม่เรียก อ ว่าเป็นจำเลยเพราะคดีแรกไม่ใช่คดีที่มีปัญหาขึ้นสู่ศาลฏีกา คดีที่ขึ้นสู่ศาลฏีกาที่เป็นปัญหาเรื่องฟ้องซ้อน คือคดีที่สอง คดีแรก โจทก์ฟ้องขับไล่ อ เป็นจำเลยออกจากตึกแถวพิพาทศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี

                                                            ------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 07, 2010, 10:33:53 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

Genius

  • บุคคลทั่วไป

ครั้งที่ 2 วันอังคาร 30 พฤศจิกายน 2553

     วิแพ่งภาคสอง ครั้งที่สอง ก็ขอเล่าเรื่องราวที่ค้างไว้ครั้งแรกสักนิด ก็เริ่มรายละเอียดเรื่องฟ้องซ้อน เหตุที่ข้ามเรื่องคำฟ้อง คำให้การมาเพราะว่า ออกสอบน้อยมากก็เลยเน้นเรื่องที่เขานิยมออกสอบเอามาพูดในรายละเอียดให้ฟังก่อน เรื่องฟ้องซ้อน แม้จะไม่ออกคราวที่แล้วแต่ก็เกือบออก คราวนี้อาจารย์ก็จะพยายามกันจุดอ่อนทุกวิถีทาง ก็จะสอนเรื่องที่อาจารย์จะออกสอบก่อน
      
     ฟ้องซ้อน ในการวินิจฉัย คำว่าคดีก่อน อย่างที่เรียนให้ฟังว่าคำว่าคดีก่อน อาจจะหมายถึงเพียงแค่การยื่นคำฟ้อง ก็คือคำฟ้องในความหมายอย่างกว้าง ที่จำเลยมายื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่โดยอ้างว่าไม่ขาดนัด ก็ถือเป็นฟ้องซ้อน คำว่าคดีก่อน อาจไม่ได้หมายถึงมีคดีอีกคดีหนึ่งจริงๆ แต่เป็นคำฟ้องในเรื่องเดียวกัน เช่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ก็ได้ชื่อว่าเป็นคำฟ้อง โดยผู้ยื่นมีฐานะเช่นเดียวกับโจทก์ คนที่มายื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ก็คือจำเลย คำว่าโจทก์เราก็ต้องไปดูคำว่าโจทก์อาจหมายถึงผู้ที่ยื่นฟ้องในศาลชั้นต้นหรือ ผู้ที่ยื่นอุทธรณ์ เพราะฉะนั้น จำเลยในชั้นต้นที่ยื่นอุทธรณ์ก็เป็นความหมายอย่างกว้างให้สอดคล้องด้วย
        
     นอกเหนือจากนี้แล้ว คำฟ้องในที่นี้ ก็คือการตั้งข้อกล่าวหาที่ไม่เรียกว่าคำฟ้องแต่เป็นคำฟ้อง เช่นตั้งข้อกล่าวหามาในคดีในฐานะผู้ร้องสอด ดังนั้นถ้าเรื่องเดียวกันนั้นไปฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีใหม่ก็เป็นฟ้องซ้อนได้ นอกเหนือจากนี้ยังรวมถึงฟ้องแย้งด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเรื่องที่มีฟ้องแย้งก็ต้องดูว่าที่ฟ้องซ้อน ต้องฟ้องเป็นคดีหลังไปซ้อนกับฟ้องเดิมในคดีหลัง หรือ ซ้อนกับฟ้องแย้งในคดีก่อนหรือไม่ ก็คือคดีแรกมีคำฟ้อง เดียวกัน ซึ่งจำเลยฟ้องแย้งมาในคดีเดิม ในคดีนั้นก็มีฟ้องเดิมกับฟ้องแย้งมาด้วยกัน เราจะเรียกว่าฟ้องซ้อนหรือคำร้องขอที่ซ้อนก็ได้ ก็รวมถึงชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฏีกาซ้อนก็ได้ เช่นยื่นอุทธรณ์ฉบับหนึ่งแล้ว และมายื่นอีกในระยะเวลาโดยไม่ได้ยื่นมาเพื่อขอแก้ไข ยื่นมาอีกฉบับหนึ่งก็เป็นการยื่นอุทธรณ์ซ้อนก็ต้องห้ามเราดูก็เห็นว่าคำฟ้องหมายถึงอย่างนี้ หลักข้อแรกก็คือคดีก่อนต้องมีการยื่นคำฟ้องแล้วคดีหลังโจทก์หรือผู้ที่เป็นโจทก์มายื่นอีกคดีหนึ่ง

     ข้อสังเกตว่าการมายื่นต้องมายื่นในระหว่างที่คดีแรกยังอยู่ระหว่างการพิจารณา อันนี้เป็นฟ้องซ้อนเพราะว่าเมื่อคดีแรกอยู่ระหว่างการพิจารณา โจทก์เอาเรื่องเดียวกันมายื่นอีกก็เป็นการซ้อนอีก ก็คือว่ามันเหมือนกับ เรามีแฟนสองคนแล้วมาเจอกันที่เนฯ ถ้าไม่อยากให้เจอกัน ก็ต้องให้คนแรก เสร็จธุระกลับไปก่อนได้หรือไม่ ก็เช่นเดียวกัน ถ้าคดีแรกเราก็ทำให้เสร็จอาจจะถอนฟ้องหรือทิ้งฟ้องให้ศาลจำหน่ายคดีเลยก็ได้ อย่างนี้ทำได้โดยหลักการจะไม่ซ้อน เราก็ต้องให้แฟนคนแรกกลับไปก่อน แล้วเราก็รีบโทรเรียกคนใหม่มาทันที ที่เนฯ ฟ้องซ้อนก็เหมือนกัน

     กรณีจะไม่เป็นฟ้องซ้อนทางเดียวคือต้องรอให้คดีก่อนเสร็จไปก่อน คือเราผิดหวัง อย่างนี้เรามาฟ้องใหม่ก็ทำได้ เช่นเสร็จโดยศาลไม่รับฟ้อง ศาลจำหน่ายคดีไปแล้ว เรามาฟ้องหลังจากศาลจำหน่ายคดีก็ไม่เป็นฟ้องซ้อนเพราะที่เรามาฟ้องคดีหลัง คดีแรกไม่อยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ต้องแน่ใจว่าการจำหน่ายคดี ชั่วคราว อย่างเช่นในคดีแพ่งจะพบบ่อยเช่นในคดีละเมิด สั่งจำหน่ายคดีเพื่อรอฟังผลในการกระทำความผิดในคดีอาญา ก็ดูประเด็นเสร็จการจำหน่ายชั่วคราวไม่ถือว่าเสร็จจริงๆ ก็คือเมื่อ มีประโยชน์ที่จะนำคดีนั้นกลับมาใหม่ ศาลก็จะยกคดีนั้นขึ้นมาพิจารณาคดีต่อไป ก็ยังไม่ออกเลขแดง สั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว ก็ยังไม่นัดคราวต่อไป ยังไม่แน่

     เพราะฉะนั้นอีกกรณีหนึ่งก็คือเสร็จไปโดยศาลมีคำพิพากษาตัดสินคดี แต่ถ้าเสร็จไปโดยเรามาฟ้องใหม่ ก็อาจจะไม่เป็นฟ้องซ้อน แต่จะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหลังจากที่คดีแรกมีคำพิพากษา หรืออาจต้องห้ามเพราะเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตาม 144 แทนแต่ก็ไม่แน่ แต่ศาลไม่ได้พิพากษาในเนื้อหาคดี เช่น เสร็จไปโดยศาลยกฟ้องเพราะฟ้องผิดศาลหรือศาลยกฟ้องเพราะฟ้องโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมหลังจากฟ้องซ้อนเป็นฟ้องใหม่ แม้มันเคยอยู่แต่ตอนนี้มันไม่อยู่แล้ว และไม่เป็นดำเนินกระบวนพิจาณาซ้ำและไม่เป็นฟ้องซ้ำด้วย

     เพราะแม้คดีแรกมีคำพิพากษาแต่ก็ไม่ได้พิพากษาในเนื้อหาแห่งคดี ทั้งสามเรื่องไม่ต้องห้าม เพราะฉะนั้นจะมาฟ้องคดีใหม่นั้น คดีแรกต้องไม่อยู่ระหว่างการพิจารณา คำว่าต้องไม่อยู่ระหว่างการพิจารณานี้คือต้องไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลใดศาลหนึ่ง มาฟ้องใหม่เป็นฟ้องซ้อนทั้งสิ้น คือเสร็จไปจากศาลชั้นต้นแต่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ก็คือคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฏีกา ถ้าอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลสูง เพราะมีการอุทธรณ์เนื้อหาปรกติ หรือมีการขึ้นสู่ศาลสูงทั้งที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์แต่ก็ยังดันทุรังขึ้นสู่ศาลสูงได้แหละ ยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่ยอมรับอุทธรณ์ศาลชั้นต้นก็ต้องรับคำร้องขึ้นสู่ศาลสูงเหมือนกัน

     ก็ถือว่าคดีแรกอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลสูงแล้ว มาฟ้องใหม่เป็นฟ้องซ้อน ประการต่อไป แล้วท่า มันจะมีทางที่จะทำให้คดียังพอสู้ต่อไปโดยการอุทธรณ์แต่มันก็ไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไปบางที ไม่ได้อุทธรณ์ คดียังอยู่ระหว่างพิจารณาได้ทั้งๆที่ไม่ได้อุทธรณ์เช่นหลังจากศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้อง ถ้าไม่มีการอุทธรณ์ภายในแปดวัน ผู้ที่ได้รับผลกระทบเห็นว่าศาลสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเราก็ทำได้โดยการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียนไว้เพื่อพิจารณาไต่สวนก็ถือว่าคำสั่งไม่รับฟ้องก็ไม่จบเกมก็โต้แย้งโดยการยื่นคำร้องอยู่เพียงแต่มาตรา 27 เราไม่อาจใช้คำสั่งโต้แย้งคดี หรือกรณีศาลมีคำพิพากษา ก็ไม่อุทธรณ์ก็ได้ คนแพ้ถ้าแพ้โดยขาดนัดก็มีทางเลือก ทางที่จะอุทธรณ์ก็เลือกที่จะมาขอพิจารณาคดีใหม่อ้างว่าไม่จงใจขาดนัด ถ้าศาลพิจารณาต่สวน ว่าอาจมีการพิจารณาคดีใหม่ได้ ก็ทำให้ คำสั่งขาดนัดไม่ได้เสร็จจริง ก็อยู่ในขั้นตอนที่มีสิทธิมีทางที่จะเปลี่ยนแปลงเหมือนกับเขาใช้สิทธิอุทธรณ์ เพียงแต่เขามาใช้อีกทางคือการขอพิจารณาคดีใหม่ เราก็ต้องถือว่านัดนี้ คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา เป็นฟ้องซ้อน เพราะฉะนั้น ถ้ากรณีไม่น่าเป็นฟ้องซ้อน ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เสร็จไปจากศาลฏีกา ก็ไม่น่าเป็นฟ้องซ้อน เพราะมันฏีแก ไม่ได้นิ อย่างนี้ไม่น่าเป็นฟ้องซ้อน เพราะคดีก่อน ถึงที่สุดโดยศาลฏีกาพิพากษา เรามาฟ้องใหม่ อย่างนี้ไม่น่าเป็นฟ้องซ้อนเท่ากับคดีเก่าถึงที่สุดมาฟ้องใหม่ในระหว่างคดีเก่า ถึงที่สุดเป็นฟ้องซ้ำ ถ้าศาลฏีกาพิพากษาถึงที่สุดแต่ยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหา มันก็ มาฟ้องได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ นอกจากไม่เป็นฟ้องซ้อนแล้วยังไม่เป็นฟ้องซ้ำด้วย แต่ก็ไม่แน่

     มีบางเรื่องศาลฏีกามีคำพิพากษาแล้ว แต่ฟ้องใหม่ก็ยังเป็นฟ้องซ้อนจนได้ เพราะศษลฏีกา พิพากษาให้เพิกถอนการพิจรณาของศาลล่างแล้วย้อนสำนวนให้ศาลล่างพิจารณาพิพากษาใหม่ คำพิพากษาที่ถึงที่สุดก็ถึงที่สุดแต่ประเด็นที่ว่าให้ย้อนสำนวนไป คุณจะมาโต้แย้งไม่ได้ ความเห็นตรงนี้เท่านั้นที่ถึงที่สุด ย้อนสำนวนให้ทำใหม่ก็เท่ากับคดีนั้นกลับสู่การพิจารณาของศาลล่าง ถ้ามาฟ้องใหม่เป็นฟ้องซ้อน

     คดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณา เสร็จไปจริงหรือไม่ หรืออยู่ระหว่างพิจารณา ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าถ้าคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแล้ว ปรกติ ถ้ามีการอุทธรณ์ ก็ต้องถือว่าคดีเก่าอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เมื่อสักครู่ก็มีการยื่นคำร้องที่สามารถดำเนินการเปลี่ยนแปลงเพิกถอนได้ เช่น ยื่นคำร้องตามมาตรา 27 คำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาคู่ความฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยยื่นอุทธรณ์ถ้าโจทก์มาฟ้องในระหว่างนี้ฟ้องคดีใหม่ก็เป็นฟ้องซ้อนเพราะคดีเก่ายังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์แต่เราก็ต้องดู เพราะบางทีอุทธรณ์ไม่หมดก็มีนะครับ อุทธรณ์แค่บางส่วนอุทธรณ์แค่บางคดีก็ได้นะครับ ดังนั้นเวลาอุทธรณ์ท่านก็อย่าไปเหมาว่าคดีที่มีการอุทธรณ์คดีนั้นทั้งคดีต้องอยู่ในระหว่างการพิจารณา ถ้าเป็นการอุทธรณ์บางส่วน แต่ส่วนไม่อุทธรณ์ไม่ยุติ ถ้ามาฟ้องใหม่ โดยเลือกฟ้องในส่วนที่ยุติแล้ว ส่วนนั้นยุติในศาลชั้นต้นส่วนนี้ไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หรือถ้าเอาทั้งหมดมาฟ้องใหม่ แต่เฉพาะส่วนนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อน ยกตัวอย่างที่มักมาออกสอบ ก็คือ คดีที่มีทั้งฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง
          
     ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีก็แล้วแต่ หรือมีคำพิพากษาก็แล้วแต่ มีอุทธรณ์แต่อุทธรณ์ไม่หมดก็คือบางคดีอุทธรณ์เฉพาะฟ้องเดิม ส่วนฟ้องแย้งไม่มีการอุทธรณ์ ก็ยุติแล้วครับ ย่อมไม่เป็นฟ้องซ้อน เพราะส่วนที่ฟ้องแย้งไม่ได้อุทธรณ์ไปด้วย อันนี้อุทธรณ์ไม่หมด หรืออุทธรณ์ไม่หมดอาจเป็นเรื่องที่ คนแพ้มีหลายคน แต่บางคนอุทธรณ์บางคนไม่อุทธรณ์ เพราะฉะนั้นคนที่ยังติดใจอุทธรณ์ต่อไป คดีของคนนั้นกับฝ่ายตรงข้ามก็อยู่ระหว่างการพิจารณา สำหรับคนที่แพ้แล้วไม่อุทธรณ์ คดีส่วนของคนนี้ก็ยุติ เพราะฉะนั้นส่วนของคนนี้ยุติ หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษา แม้เป็นการอุทธรณ์ก็เป็นการอุทธรณ์ของอีกคน อย่างนี้ไม่เหมือนฟ้องซ้อนนะครับ โจทก์คนเดียวอุทธรณ์โจทก์ที่สองไม่อุทธรณ์ ถ้าโจทก์ทั้งสองมาฟ้องอุทธรณ์ใหม่ คดีของโจทก์ที่สองไม่ซ้อน กลับกัน โจทก์มีวิธีคิดอย่างไร จำเลยก็มีวิธีคิดอย่างนั้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 07, 2010, 10:36:40 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

Genius

  • บุคคลทั่วไป
     
     ติดใจอุทธรณ์เพียงเพื่อให้จำเลยที่หนึ่งรับผิดเพราะฉะนั้นโจทก์ไม่ติดใจคดีระหว่างโจทก์และจำเลยที่สองก็ยุติ โจทก์กับจำเลยที่สองไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ต่อไป เฉพาะโจทก์กับจำเลยที่หนึ่งเท่านั้นเพราะฉะนั้นในกรณีมีการอุทธรณ์และฏีกาถ้าเป็นกรณีที่ข้อสอบแต่งมาก็มักจะออกให้แยกวินิจฉัย ก็แยกวินิจฉัยต่อเป็นส่วนๆ จะซ้อนบางคนหรือซ้อนเฉพาะฟ้องเดิมส่วนไหนต้องห้าม ก็ไม่มีอำนาจฟ้องเฉพาะส่วนนั้น ศาลอาจจะไม่รับฟ้อง ก็แยกเป็นส่วนๆได้ มาอีกจุดหนึ่ง ก็เป็นที่น่าสนใจคือ จุดนี้ก็เคยออกสอบมาแล้ว ข้อสอบศาลก็เป็นปี 36 ถ้าเป็นข้อสอบผู้ช่วยก็ไม่น่าจะจำผิดเพราะว่าเป็นข้อสอบที่โชคดีได้รับเลือก ข้อสอบเราได้รับเลือกก็ไม่ได้ตังค์นะครับ เพียงแต่เราช่วยให้ลูกศิษย์เราทำได้เพราะก่อนปิดคอร์สบอกว่าจะออกฟ้องซ้อนนะ แล้วพอเราไม่ได้รับเลือกก็เหมือนเราโกหกลูกศิษย์ แต่เราไม่ได้ตั้งใจโกหก

     ประเด็นที่น่าสนใจก็เพราะว่าเรามักจะเข้าใจว่า เหมือนกับเรื่องฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำว่าฟ้องซ้อนเป็นเรื่องฟ้องคดีใหม่ ในขณะที่คดีเดิมอยู่ระหว่างพิจารณา ส่วนดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำก็คือให้คดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ขอให้วันที่ฟ้องใหม่ คดีก่อนได้วินิจฉัยแล้ว เราก็ให้จำว่าการมาฟ้องใหม่จะต้องห้ามให้ดูวันยื่นฟ้องคดี

     คดีแรกอยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างนี้เป็นฟ้องซ้อน คดีแรกอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล อย่างนี้ฟ้องเลย แม้ว่ามันฟ้องแค่วันเดียวก็ตาม ถ้าคดีแรกออกแดงตั้งแต่เมื่อวาน ก็คงไม่ซ้อน เพราะคดีแรกมันเสร็จไปแล้วแต่เราก็ถือว่าซ้อนครับ ซ้อนวันเดียวก็ซ้อน เพราะฉะนั้นเราก็เลยจำกันเป็นหลัก เพราะแม้คดีแรกใกล้เสร็จแต่ก็ยังไม่เสร็จอยู่ดีเราด่วนมาฟ้องเกินไป เพราะฉะนั้นทางที่ดี ก็อย่าเพิ่งใจร้อนรีบไปฟ้อง เราก็ค่อยไปฟ้องคดีหลัง อย่างนี้ก็จะไม่ซ้อนเนื้องจากเสร็จไปจากศาลชั้นต้นแล้ว อย่างนี้ไม่ซ้อน เสร็จไปจากศาลชั้นต้นด้วยการไม่รับฟ้องก็ดี อย่างนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อน ก็มีปัญหาว่า ถ้าเราถือ วันที่ยื่นฟ้องเป็นหลักอย่างเดียว ก็ไม่ถูกเสมอไป เพราะมันจะมีกรณีที่เป็นเรื่อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งหรือคำพิพากษออกเลขแดงมาแล้ว หรือศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง หรือจำหน่ายคดีเพราะโจทก์มาถอนฟ้อง โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในประเด็นแห่งคดี โดยไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีก็ออกเลขแดง แต่ว่ามันเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นที่มันมีกำหนดอายุอุทธรณ์ ที่คนไม่เห็นด้วยเขาอาจอุทธรณ์ได้ คนที่ไม่เห็นด้วย กับที่ศาลจำหน่ายคดีก็อาจอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดี ไปกับศาลอุทธรณ์

     เพราะฉะนั้นก็มีปัญหาว่าศาลชั้นต้นพิพากษาหรือสั่งจนเสร็จไปแต่อยู่ในอายุอุทธรณ์ไม่มีใครมาอุทธรณ์คดีเก่า โจทก์นำเรื่องเดียวกันมาฟ้องเป็นคดีใหม่ วันที่โจทก์มายื่นฟ้องคดีใหม่ มันก็ไม่เป็นการฟ้องซ้อน เพราะว่าคดีเก่าทำให้เสร็จไปไม่ว่าจำหน่ายคดีหรือพิพากษา และขณะเดียวกัน คนที่อุทธรณ์ก็นิ่งนอนใจไม่มายื่นอุทธรณ์คดีเลยไม่มีการยื่นอุทธรณ์ก็เท่ากับคดีเก่าไม่อยู่ศาลชั้นต้น และยังไม่มาขึ้นอุทธรณ์ อยู่บนบันได กำลังตัดสินใจ ถ้าขึ้นก็ต้องรีบขึ้นภายในหนึ่งเดือนนะ คดีเหยียบแค่บันได มาฟ้องในคดีนี้ คดีไม่อยู่ในศาลชั้นต้นมันก็ไม่เป็นฟ้องซ้อนสิ แต่พอมายื่นคดีหลัง ในขณะที่คดีก่อนแค่เหยียบอยู่ขั้นบันใด วันยื่นฟ้องคดีก่อนไม่เป็นฟ้องซ้อนก็จริง ศาลคดีหลังรับฟ้องได้ไม่เป็นฟ้องซ้อน แต่พอมาครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ เขาตัดสินใจว่าอุทธรณ์ดีกว่าอย่างนี้ผลของการที่มันซ้อนแม้ไม่ซ้อนแต่วันแรกที่ยื่นฟ้อง แต่มันมาซ้อน วันหลัง ก็เป็นฟ้องซ้อนครับ

     คดีแรกย่อยอยู่ในศาลวันที่ยื่นฟ้องก็ซ้อนแต่แรก ไม่มีอำนาจแต่แรกแม้ซ้อนแค่วันเดียว วันถัดไปไม่ซ้อน เมื่อไม่ชอบแต่วันแรกก็ไม่มีทางที่จะดีขึ้นเพราะฉะนั้นแม้ภายหลังไม่ซ้อนแต่ไม่ชอบแต่แรกก็เป็นฟ้องซ้อนตลอดไป เพราะฉะนั้นถ้าเป็นซ้อนแต่วันแรกวันหลังเราไม่ต้องดู ลองมันไม่ชอบแล้วมันไม่มีทางดีได้ แต่ถ้าวันแรกไม่ซ้อน เพราะคดีแรกเสร็จไปจากศาลล่างแต่ว่า ยังอยู่ในระยะเวลาอุทธรณ์เราก็รีบมาฟ้อง เพราะไม่ซ้อนเหมือนคดีแรกอยู่ในขั้นบรรไดขึ้นศาลแต่กรณีอย่างนี้เราต้องดูว่าพอครบอายุอุทธรณ์แล้ว ในคดีแรกก็ไม่มีการอุทธรณ์อย่างนี้ไม่มีทางเป็นฟ้องซ้อนได้เลย นอกจากวันแรกไม่ซ้อนแล้ว พอครบอายุอุทธรณ์ยังไม่ซ้อนอยู่ด้วย ตอบเลยว่าไม่ซ้อน แสดงว่าเราอาจจะดูวันแรกไม่ได้ก็เป็นเฉพาะการมาฟ้องใหม่ในกรณีที่วันแรกไม่ซ้อนแต่เป็นการฟ้องในระยะเวลาที่เปลี่ยนแปลงได้ เราต้องดูต่อในวันหลังอย่างเช่นเขามาอุทธรณ์ใหม่เราถึงฟันธงว่าไม่ซ้อน กรณีอย่างนี้ ในคำพิพากษาศาลฏีกาก็ใช้คำพูดว่าแม้ตอนยื่นฟ้องยังอยู่ในอายุอุทธรณ์ฏีกาก็ใช้คำว่า ถือว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา

     จริงๆ ตอนฟ้องใหม่ไม่อยู่ระหว่างพิจารณาหรอก ฏีกาก็ใช้คำว่าถือว่า คดีแรกยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล เพราะมีการมาอุทธรณ์ภายหลังถือว่าเป็นการมาฟ้องใหม่ในขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณาจึงเป็นฟ้องซ้อน  ก็อาจจะไม่ใช้คำว่าถือว่าคดีแรกอยู่ระหว่างการพิจารณา อาจใช้คำว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีแรกจึงยังไม่ยุติ  คนเป็นจำเลยก็อาจใช้วิธีการอุทธรณ์มาช่วยได้เช่นโจทก์มาสู้คดีกับเราแล้วไปไม่รอด ก็ชิงถอนฟ้อง เราเป็นจำเลยก็คัดค้าน แต่ศาลอนุญาต เรารู้ว่าจะต้องมาฟ้องใหม่แน่ เพราะรู้ว่าคดีเก่ายื้อไปก็สู้เราไม่ได้    เพราะฉะนั้นโจทก์มาฟ้องใหม่เมื่อไหร่ เราก็อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีทันทีเลย เพราะฉะนั้นถ้าถอนฟ้องไปเพื่อมาฟ้องใหม่ เราก็มีวิธีมาเล่นงาน เราก็อุทธรณ์คดีเก่าเลย เพื่อเป็นการถอนฟ้องที่ไม่เสร็จเด็ดขาด เขาถอนฟ้องไปแม้ศาลชั้นต้นจะอนุญาตก็ฟ้องเราไม่ได้ เป็นฟ้องซ้อน แต่ถ้าเราไม่อุทธรณ์ โจทก์มาฟ้องใหม่ก็ไม่เป็นฟ้องซ้อน


     โจทก์บางคนก็ทันเกมโดยรอให้กำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ผ่านไปก่อน ค่อยมาฟ้อง สั่งจำหน่ายวันไหน รอให้ครบหนึ่งเดือนก่อน หลอกให้ตายใจ พอเลยหนึ่งเดือน อุทธรณ์คดีเก่าไม่ได้แล้วหละ คดีเก่าที่ให้ถอนฟ้องย่อมยุติเด็ดขาดโจทก์ก็มาฟ้องใหม่ได้ โดยให้คดีเก่ายังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อให้ฟ้องเก่าเป็นฟ้องซ้อน ทำไม่ได้เสียแล้วก็มีฏีกาอยู่ จำเลยก็เลยอาศัยทางแก้ทางอื่นก็เลยยื่นคำร้องตามมาตรา 27 ว่าศาลสั่งจำหน่ายคดีไม่ชอบขอให้ศาลเพิกถอน แต่ศาลก็ยกคำร้อง ว่าไม่มีกระบวนพิจาณาใดไม่ผิดระเบียบ ก็อุทธรณ์คำสั่งให้ยกคำร้องขึ้นศาลอุทธรณ์ ก็ตัดสินว่า แม้อุทธรณ์ก็ไม่ช่วยให้คดีนั้นกลับมาอยู่ระหว่างการพิจารณา ก็ถือว่าเป็นการร้องขอเพิกถอนเกินกำหนด 8 วันไม่ช่วยให้คำสั่งจำหน่ายคดี เปลี่ยนแปลงได้เพราะว่าอุทธรณ์ก็อุทธรณ์ไม่ได้ จะมาเพิกถอนตามมาตรา 27 ก็ต้องมาเพิกถอนไม่เกินแปดวันก็ทำไม่ได้ คำสั่งจำหน่ายคดีถึงที่สุดแล้ว   ก็ต้องเล่นเกมด้วยวิธีนี้แหละ เอาหละ อาจารย์ก็วันนี้ พูดฏีกาแค่สามเรื่องหมดเวลา วันนี้ไม่ได้พูดฏ๊กาเลย แม้ไม่ได้พูดฏีกา ก็คิดว่ามาเล่านิทานสู่กันฟังนะครับ

                                                      ------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 07, 2010, 10:39:43 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป

สู้ๆนะคะ..ค่อยๆอ่านไปเรื่อยๆ...ไม่เยอะเลย..และก็ขอขอบคุณพี่ Genius ด้วยนะคะ สำหรับข้อมูลดีๆที่นำมาแบ่งปันขอบคุณค่ะ....
บันทึกการเข้า

Genius

  • บุคคลทั่วไป
ยินดี และขอบคุณน้องหมอมากๆๆ เช่นกันครับ ที่ยังคอยเป็นห่วงเป็นใยเพื่อนๆ สมาชิกอยู่ตลอดเวลา แม้มีภารกิจมากมาย ก็ยังอุตส่าห์สรรหาข้อมูลมาให้ชาวไทยจัดจ์ทุกครั้งโดยไม่กลัวเหนื่อย  ขอบคุณจริงๆๆ ครับ   :-[ :-[ :-* :-* :-* :P :P
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป

ครั้งที่ 3 วันอังคาร 7 ธันวาคม 2553

     คดีอยู่ระหว่างพิจารณาเราถือวันที่โจทก์ฟ้องในคดีหลังเป็นเกณฑ์ว่า คดีแรกอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาล เสร็จการพิจารณาหรือยัง ดูวันที่โจทก์ยื่นคำฟ้องในคดีหลังเผื่อว่าคดีของโจทก์ได้เสร็จจากการพิจารณากรณีก็ไม่เป็นฟ้องซ้อน เช่นคดีแรกศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องคดีแรก คดีแรกไม่ประทับรับฟ้อง ก็ไม่มีคดียื่นพิจารณา การไม่รับฟ้อง คดีแรกมีการถอนฟ้องโดยศาลคดีแรกสั่งไม่รับฟ้องไปแล้วก็ตาม แต่มันยังไม่ยุติเนื่องจากจากว่าอยู่ในช่วงเวลาที่อีกฝ่ายหนึ่งอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องได้อยู่ หรือว่าอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีที่โจทก์ถอนฟ้องได้อยู่ และก็ถ้าโจทก์รีบร้อนไปฟ้องเป็นคดีใหม่ แล้วจำเลยมายื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลไม่รับฟ้องก็ดี หรืออุทธรณ์คำสั่งที่โจทก์อนุญาตถอนฟ้องไป ก็ถือว่าคดีแรกอยู่ระหว่างการพิจารณา ถือว่าคดีแรกยังไม่เป็นที่ยุติ
       
     คราวที่แล้วลืมให้เลขฏีกาไป ก็ก่อนที่จะคุยหลักเกณฑ์อื่นต่อ ขออนุญาตให้ฏีกาสักสองเรื่อง ฏีกาแรก เป็นฏีกาที่ 8068/2547  เป็นเรื่องซึ่ง ในคดีแรกศาลได้ตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วศาลเห็นว่าคดีของโจทก์ไม่อยู่ในอำนาจศาล ศาลก็เลยสั่งไม่รับฟ้องเท่ากับคดีแรกถึงโจทก์มารับฟ้องก็ไม่มีคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ในคดีแรกไม่รับฟ้องเพราะนำคดีโจทก์ไป โจทก์ก็นำคดีมาฟ้องอีกศาลหนึ่งปรากฎว่าศาลในคดีที่สองรับฟ้อง หลังจากที่โจทก์ได้ฟ้องคดีใหม่ในศาลที่สอง คดีแรก ไม่รับฟ้องจำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ฏีกาเรื่องนี้ก็เลยวินิจฉัยว่าคดีหลักของโจทก์เลยเป็นฟ้องซ้อน แม้ว่าวันที่ยื่นฟ้องคดีแรกยังไม่มีการยื่นอุทธรณ์ก็ตาม แต่หลังจากนั้นไม่นานก็มีการยื่นอุทธรณ์  ก็วินิจฉัยใช้คำว่า ถือว่าศาลในคดีแรก หรือคดีเดิม ยังไม่ยุติ ในฏีกานี้ใช้คำว่าถือว่าคดีเดิมยังไม่ยุติในการฟ้องคดีใหม่ จึงเป็นฟ้องซ้อน
       
     อีกเรื่องหนึ่งก็เกี่ยวกับประเด็นในการถอนฟ้อง ก็คล้ายๆกันโจทก์ฟ้องจำเลยศาลก็รับคดีไว้พิจารณา ระหว่างที่คดีแรกอยู่ระหว่างการพิจารณา โจทก์ก็มายื่นคำร้องถอนฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ก็มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์อนฟ้องไป โจทก์นำคดีนั้นมาฟ้องใหม่ วันที่โจทก์รับคดีก็ในระหว่างอายุอุทธรณ์จำเลยได้มายื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ก็ทำให้ กลายเป็นว่าคดีแรกแทนที่จะมีการถอนฟ้องแล้วคดีจะยุติ แต่การถอนฟ้องก็ยังไม่ยุติ ก็มีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง 1429/2526 ก็วินิจฉัยไว้

     ฏีกาเรื่องนี้ก็ใช้คำว่าถือว่าคดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณา มีผลให้คดีหลังเป็นฟ้องซ้อน เมื่อสักครู่เป็นเรื่องไม่รับฟ้อง ส่วนฏีกาสุดท้ายต่างกับสองเรื่องแรกคือ 2555/2538 เป็นเรื่องโจทก์ขาดนัด ก็คล้ายๆกันหมดเป็นเรื่องที่ในคดีแรกโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแล้วต่อมาโจทก์ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์ขาดนัดพิจารณา ถ้าโจทก์ประสงค์ดำเนินคดีกับจำเลยอีก ก็ได้แต่เพียงไปฟ้องเป็นคดีใหม่ หรือโจทก์จะขอพิจาณาคดีใหม่ไม่ได้ จึงไม่มีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว โจทก์ผู้ขาดนัดพิจารณา ก็ไม่มีสิทธิขอพิจารณาคดีใหม่ สิทธิของโจทก์มีเพียงนำเรื่องเดียวกันนั้นไปฟ้องคดีใหม่ ก็คิดว่าไม่น่าฟ้องซ้อน เพราะคดีเดิมถูกจำหน่ายไปพร้อมโจทก์ขาดนัดไปแล้ว แต่ไม่เป็นฟ้องซ้อนเฉพาะตอนแรกๆ เพราะในเวลาต่อมาในคดีเก่าที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ขาดนัด จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งได้ จำเลยก็อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดี ฏีกานี้ก็บอกว่า ต้องถือว่าขณะยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ คดีก่อนยังอยู่ระหว่างการพิจารา ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้อน

     อันนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ศาลคดีแรกจำหน่ายคดีไปแล้ว 1429/2536 จำหน่ายคดีไปแล้วเพราะถอนฟ้องกับฏีกาล่าสุดเป็นฏีกาที่ 8068/2547  อันนี้ไม่ใช่เรื่องจำหน่ายคดีไปแล้วแต่เป็นเรื่องศาลสั่งไม่รับฟ้องไปแล้วซึ่งกรณีเหล่านี้น่าจะถือว่าคดีเสร็จไปแล้ว แต่เป็นการเสร็จไปแบบไม่จริงเพราะว่า ก็พูดง่ายๆคือเสร็จไปชั่วคราว ต่อมาคดีกลับมาสู่การพิจารณาของศาลอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าจำหน่ายคดีเพราะถอนฟ้อง ขาดนัด ก็อุทธรณ์ได้ ทุกเรื่องของโจทก์จำเลยก็อุทธรณ์ได้ พอโจทก์ไปฟ้องคดีใหม่ มันก็กลายเป็นฟ้องซ้อนไปทั้งหมด   เพราะไปดูใน Thai justice มีท่านหนึ่งมาตั้งว่าฟังอาจารย์พูดไม่ทัน เพราะมัวแต่หัวเราะจากการฟังอาจารย์ 
               
     วันนี้อาจารย์ก็จะมาขึ้นประเด็นใหม่ในเรื่องฟ้องซ้อน อันนี้ก็เป็นตอนที่สามแล้วหล่ะ ถ้าเป็นหนังทไวไลท์ ก็เป็นตอนที่นางเอกเริ่มรักมนุษย์หมาป่าแล้วแหละ วันนี้จะพูดประเด็นคดีหลังจะเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแรกโจทก์ต้องเป็นคนเดียวกัน จำเลยต้องเป็นคนเดียวกัน สัปดาห์หน้าก็จะมาพูดประเด็นสุดท้ายที่ว่าจะเป็นฟ้องซ้อนต้องเป็นประเด็นเดียวกัน สำหรับคดีฟ้องโจทก์จะเป็นฟ้องซ้อน เทคนิคของอาจารย์ตอนทำข้อสอบเรื่องนี้ ก็จะไล่หลักเกณฑ์ว่า อันที่หนึ่งขณะที่โจทก์นำคดีมาฟ้องนี่ มีการฟ้องอยู่หรือไม่
       
     ถ้าเป็นฟ้องซ้อนต้องเข้าหลักเกณฑ์จนครบ ดูจากการดูเงื่อนเวลา ก็มาดูเรื่องบุคคลเนื่องจากบทบัญญัติกฎหมายบัญญัติว่า เมื่อคดีโจทก์อยู่ระหว่างการพิจารณา ห่ามโจทก์นำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องเรื่องเดียวกัน ก็คือ ห้ามโจทก์คนเดิม มาฟ้องจำเลยคนเดิม ถ้าแม้มีคดีอยู่ระหว่างการพิจาณา แต่โจทก์ที่มาฟ้องเป็นคนใหม่ ก็ไม่เป็นฟ้องซ้อน หรือโจทก์คนเก่ามาฟ้องจำเลยคนใหม่ก็ไม่เป็นฟ้องซ้อน
       
     เราก็ต้องดูแบบเทียบคดีแรกกับคดีหลัง โจทก์ก็ต้องเป็นคนเดียวกัน จำเลยก็ต้องเป็นคนเดียวกันจึงเป็นฟ้องซ้อน เป็นคู่เดียวกัน แต่ถ้าเกิดสลับโจทก์สลับจำเลยก็ไม่เป็นฟ้องซ้อน  คดีหลังนาย ข มาฟ้อง นาย ก บ้าง โดยการฟ้องแย้งก็ดี หรือแยกมาฟ้องเป็นคดีใหม่ก็ดี ก็ไม่เป็นฟ้องซ้อน แม้คดีหลังกับคดีแรก จะเป็น นาย ก กับนาย ข เหมือนกัน แต่สลับฐานะกันในคดีหลังก็ไม่เป็นฟ้องซ้อน ซึ่งต่างจากเรื่องฟ้องซ้ำหรือ ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ที่แม้คดีหลังจะมีการสลับโจทก์สลับจำเลยก็เป็น ฟ้องซ้ำ หรือ ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามทั้งสิ้น  ต้องห้ามทั้งสิ้น แต่ฟ้องซ้อน ถ้าสลับไม่ต้องห้าม เหตุที่เป็นอย่างที่เพราะตัวบท 173 เปิดตัวบท

     ห้ามโจทก์ที่ได้ฟ้องจำเลยแล้ว ห้ามโจทก์มาฟ้องอีก แต่ถ้าสลับเป็นว่าจำเลยมาฟ้องโจทก์บ้าง จำเลยยังไม่เคยฟ้องโจทก์นิ อย่างนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะฉะนั้นในกรณีฟ้องซ้อน ก็ไม่เป็นแต่ถ้าฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามหมด เป็นเรื่องของผลในคำพิพากษาหรือคดีถึงที่สุดกฎหมายไม่ต้องการให้มารื้อร้องฟ้องกันอีก ไม่ว่าเป็นตัวโจทก์มาฟ้องใหม่ หรือตัวจำเลยสลับมาป็นโจทก์ฟ้องใหม่ ก็เท่ากับสลับที่ได้ชี้ขาดนั้นมารื้อร้องฟ้องกันอีก ในแง่ของจำเลยคดีแรก ฟ้องจำเลยที่เป็นลูกจ้างด้วย คดีหลังฟ้องนายจ้างด้วย หรือทำนองเดียวกันฟ้องผู้ทำละเมิดกับบริษัทผู้รับประกัน
       
     กรณีจำเลยที่หนึ่งเป็นคนเดียวกันกับจำเลยในคดีก่อนกรณีอย่างนี้คำฟ้องของโจทก์ หรือคดีของโจทก์ในส่วนจำเลยที่หนึ่งเป็นฟ้องซ้อน ส่วนจำเลยที่สองไม่ใช่คนเดียวกันกับจำเลยในคดีก่อน ที่วินิจฉัยว่าคดีของโจทก์ในส่วนจำเลยที่สอง ไม่ฟ้องซ้อนอันนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งคู่ความมีหลายคน ถ้าเราดูว่าซ้อนหรือไม่ซ้อน ก็แยกเทียบทีละคนไป
       
     แต่ถ้าเกิดคดีแรกนี่โจทก์ฟ้องผู้ทำละเมิด กับคดีที่สองโจทก์ฟ้องผู้ประกันภัยค้ำจุน เทียบแล้วจำเลยคดีหลังไม่เป็นจำเลยเดียวกับคดีแรก เป็นระหว่างพิจารณา ถ้าศาลได้หมายเรียกบังคับในคดีหลังนี่ ฟ้องนายจ้างแต่เพียงลำพัง คนเหล่านี้รับผิดแทน คดีหลังจะมีปัญหานะ ฟ้องแต่คนแทนไม่ฟ้องคนหลัก ก็เกิดปัญหาว่าคดีหลังโจทก์จะมีอำนาจฟ้องหรือไม่ มีปัญหาว่าคดีหลังฟ้องนายจ้างลำพัง หรือผู้รับประกันลำพังจะรอดหรือ ไม่ได้มาฟ้องตัวการที่ทำละเมิดด้วย เพื่อให้คดีหลังไม่เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง ศาลก็เลยหมายเรียก เป็นจำเลยร่วม กลายเป็นว่าแม้โจทก์ฟ้องผู้รับจ้างก็ดี หรือฟ้องผู้รับประกันภัยก็ดี แต่ผู้ทำละเมิดก็ถูกเรียกมาเป็นจำเลยร่วมก็เลยซ้อนกันเป็นบ้างคน ที่เรียกเข้ามาก็เป็นจำเลยในคดีเดียวกันกับจำเลยในคดีนี้จริงอยู่ ที่ให้เราแยกพิจารณาเป็นคนๆไป แม้ว่าในคดีหลัง ก็คือ ในส่วนของผู้ทำละเมิดที่เป็นจำเลยแต่ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ทำละเมิดต้องไม่ซ้อนเพราะว่าจำเลยที่ทำละเมิดเข้ามาในคดีไม่ได้เกิดจากการที่โจทก์ฟ้องแต่เข้ามาเพราะศาลหมายเรียกให้เข้ามาเอง จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน เวลาดำเนินการจำเลยหลายคนก็ดูว่าแยกดูเป็นคนๆไป ถ้ามีบางคนซ้อนกันกับจำเลยในคดีก่อนแต่เกิดจากถูกศาลหมายเรียกให้เข้ามาเพื่อทำให้คดีในคดีหลังโจทก์จะได้มีอำนาจว่ากล่าวกับจำเลยอื่นได้จึงเรียกเอาจากลูกหนี้ชั้นต้นมาด้วย ไม่ถือว่าเป็นโจทก์ฟ้องย่อมไม่เป็นฟ้องซ้อน
       
     เพราะฉะน้นฟ้องซ้อนเราดูว่าเป็นคนเดียวกัน แต่ก็ไม่แน่หรอก การที่เราให้เป็นตัวแทน บางทีคดีแรก แต่ก็มีบางคนก็เข้ามาดำเนินคดีไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเลย ทำเพื่อคนอื่นโดยแท้ เช่น กรณีพวกเราดูว่า กรณีถ้าเกิดคดีแรก โจทก์มาฟ้องในนามส่วนตัวแต่คดีหลังโจทก์มาฟ้องในนามคนอื่น อย่างนี้แม้โจทก์เป็นคนเดียวกัน แต่ในทางกฎหมายเราถือว่าไม่ใช่คนเดียวกัน เขาฟ้องเพื่อใคร แต่เราถือว่าตัวการต่างหาก  คนเราเรามาดำเนินคดี ไม่ได้เพื่อตัวเรา เท่าที่อาจารย์สังเกต มันก็น่าที่จะมีกรณีที่หนึ่ง เป็นเรื่องซึ่งเกิดเพราะสัญญา ก็คือ เราได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนฟ้องแทนคนอื่น การที่เรามาฟ้องเราไม่ได้ฟ้องเพื่อตัวเราเลย ในคดีนั้นเราต้องถือว่าตัวการเป็นโจทก์โดยมีผู้รับมอบอำนาจเป็นคนดำเนินคดีแทน ถ้าเราอ้างวิแพ่ง ก็อ้างมาตรา 60 เพราะฉะนั้น ตัวโจทก์ต้องถือว่าตัวการเป็นโจทก์คนฟ้องไม่ได้เป็นโจทก์
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป

     เรื่องที่สองคนเราจะมาฟ้อง ฟ้องในลักษณะที่ไม่ทำเพื่อตัวเองแม้แต่นิดเดียวอันที่สองคือ แทนคนอื่นทั้งนั้นเลย พวกเราก็คิดถึงเจ้าของร่วม เจ้าหนี้ร่วม อาจารย์คิดว่าไม่ใช่ เพราะเจ้าของร่วมก็ทำเพื่อตนเองด้วย เพราะฉะนั้นเจ้าของร่วมมาฟ้องเรียกกรรมสิทธิรวม ก็ถือว่าคนมาฟ้องทำเพื่อตนเองด้วย แต่มันมีกรณีที่ทำเพื่อคนอื่นด้วยตามกรณีมาตรา 56 คือผู้แทนโดยชอบธรรมฟ้องแทนผู้เยาว์
       
      พวกเหล่านี้ เราต้องถือว่าทำหน้าที่เป็นโจทก์แต่ตัวเขาไม่ใช่โจทก์เราต้องถือว่าคนบกพร่องในเรื่องความสามารถต่างหาก ให้ดูผู้บกพร่องในเรื่องความสามารถ อันสุดท้ายที่ฟ้องแทนคนอื่น ไม่ได้เพื่อตัวเองเลยก็คือกรณี มาตรา 42 วิแพ่งก็คือกรณีมาดำเนินคดีแทนผู้มรณะก็ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง เพราะฉะนั้นจึงมีฏีกาวินิจฉัยเยอะแยะเลยครับ ว่าไม่เป็นฟ้องซ้อน
       
     มีฏีกาอยู่เรื่องหนึ่งเป็นเรื่องซึ่งข้อหาพรากผู้เยาว์แล้วจำเลยไปประนีประนอมยอมความอย่างที่เราทราบว่ามีการพรากผู้เยาวก็อาจเป็นผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับเพศต่างหากในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความก็ยินยอมชดใช้ให้ เพราะฉะนั้นในคดีแรกบิดามารดาก็มาฟ้องแต่ปรากฎว่าคดีแรกฟ้องค่าเสียหาย เป็นการเรียกร้องในส่วนของผู้เยาว์เป็นการฟ้องตามวิแพ่งมาตรา 56
       
     เป็นกรณีซึ่งบทบัญญัติของกฎหมายในบางเรื่องแม้มาฟ้องโดยลำพัง แต่ว่า สถานะก็ดีหรือสิทธิที่มาฟ้องก็ดี อย่างเช่น ฟ้องโจทก์ เจ้าของร่วมคนเดียวมาฟ้องผู้ที่ละเมิดกรรมสิทธิได้  กฎหมายถือว่าคนเดียวฟ้องแทนก็ได้ เพราะเป็นประโยชน์เจ้าของรวมทุกคน หลักที่ว่านี้มาจาก หลักกรมสิทธิรวม มาตรา 1359 1356 เกี่ยวกับทรัพย์สิน เราใช้กับเรื่องอื่นๆ คล้ายๆกัน เช่น สามีฟ้องเกี่ยวกับสินสมรส ได้รับการยินยอมจากภริยา แม้ภริยาจะไม่มาเป็นโจทก์ร่วมกัน ก็ถือว่าฟ้องแทนพภริยาด้วย หุ้นส่วนก็เหมือนกันเราก็ถือว่า เป็นห้างฯ ไม่จดทะเบียน ทรัพย์สินของห้างฯ ก็ถือเป็นกรรมสิทธิรวมผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมด ก็ ถือว่าเป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์แก่ตัวผู้ฟ้องเอง และเพื่อประโยชน์แก่หุ้นส่วนทุกคน รวมทั้งกรณีผู้จัดการมรดก ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกบุคคลภายนอก ก็มี 1736 บัญญัติว่าฟ้องแทนทายาททุกคน แต่ถ้าผู้จัดการมรดก เป็นทายาทด้วย ก็ถือว่าเป็นการฟ้องแทนตัวเองด้วย
       
     ข้อกฎหมายเหล่านี้นำมาใช้ได้กรณี ฟ้องคนเดียว แต่ไม่ใช่เพื่อตนเองคนเดียว กฎหมายถือว่าเป็นการฟ้องแทนทุกๆคน แม้คนเหล่านั้นไมได้มอบหมายมา เกิดผลก็คือ คนฟ้องเองก็ไปฟ้องใหม่ไม่ได้ คนถูกแทนก็ไปฟ้องใหม่ไม่ได้เป็นฟ้องซ้อนทั้งสิ้น ทำไมหล่ะ ก็คุณฟ้องเพื่อประโยชน์คุณเอง แล้วคุณก็มาฟ้องใหม่ก็เป็นฟ้องซ้อน
       
      เพราะอะไรเพราะว่าคดีแรกกับคดีหลังแม้เจ้าของร่วมจะเป็นคนละคนแต่ก็เป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์สินเดียวกัน เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นการฟ้องโดยใช้สิทธิอันเดียวกัน เป็นโจทก์คนเดียวกันย่อมเป็นฟ้องซ้อน ก็มีตัวอย่างฏีกาวินิจฉัยไว้เยอะแยะ แต่นอกเหนือจากทรัพย์สิน ถ้ามีการฟ้องเกี่ยวกับหนี้ มันก็มีกรณี ถ้าเป็นเจ้าหนี้ร่วม อาจารย์ก็ขอเปลี่ยนเป็นว่า เมื่อสักครู่เป็นการฟ้องบังคับเรียกร้องทรัพย์สิน เจ้าของรวม ในฐานะเป็นสามีภริยา คนอื่นๆมาฟ้องก็เป็นคนเดียวกัน แต่ถ้าเราเปลี่ยนเรื่องราว เป็นการฟ้องหนี้สิน ก็มีโอกาสทื่นอกจากทำเพื่อตนเองแล้ว ทำเพื่อคนอื่นด้วย เช่นเรื่องเจ้าหนี้ร่วม เป็นการมาเรียกร้องให้ลูกหนี้มาฟ้องเพื่อประโยชน์ของหนี้คนนั้น และเรียกแทนเจ้าหนี้คนอื่นทุกคนด้วยลูกหนี้ร่วมเราถือว่าคนนั้นชำระหนี้ไมได้ทำให้แค่ลูกหนี้นั้นหลุดพ้น แต่ทำให้หลุดพ้นทุกคน เจ้าหนี้ร่วมก็เช่นกัน เรียกก็เรียกแทนทุกคน ถ้าเป็นหนี้ร่วม เช่น ทายาทคนหนึ่งมาเรียกค่าปลงศพ จากผู้ทำละเมิด เราจะเห็นได้ว่า ค่าปลงศพนี้บทบัญญัติเรื่องละเมิด ก็คือบรรดาคนทุกคนที่เป็นทายาท ผู้ทำละเมิดต้องรับผิดต่อทายาท ถ้าทายาทมีหลายคน แสดงว่า ทายาทต้องรับผิดต่อทายาททุกคนอย่างเจ้าหนี้ร่วม ทายาทคนใดคนหนึ่งมาฟ้องเรียกค่าปลงศพ เราถือว่าฟ้องแทนทายาททุกคนเพราะค่าปลงศพ

     ทายาทที่มาเรียกร้อง ถือว่าใช้สิทธิอย่างเจ้าหนี้ร่วม ถ้าเป็นเรื่อง ถ้าหนี้นั้นเป็นเจ้าหนี้ร่วม ถือว่าเป็นฟ้องแทนเจ้าหนี้ร่วมหมดทุกคน ทายาทที่เป็นพี่คนโต มาฟ้องจากผู้ทำละเมิด น้องเล็กไปฟ้องอีกคนหนึ่ง เราก็ถือว่าเป็นกรณีที่ ละเมิดต่อสิทธิของบรรดาเจ้าหนี้ แต่เป็นเจ้าหนี้ร่วมกัน เมื่อคนแรกฟ้องถือว่าฟ้องแทนทุกคน ทายาทอื่นๆมาฟ้องย่อมเป็นฟ้องซ้อน แต่ถ้ามีบางกรณีไม่ใช่เรื่องของหนี้สิน แต่ในเรื่องที่ กรรมสิทธิรวมก็ไม่ใช่หนี้ร่วมก็ไม่ใช่ อย่างนี้เราไม่ถือว่าฟ้องแทน อย่างเช่นทายาทคนหนึ่งมาฟ้องผู้รับพินัยกรรมเพื่อให้ศาลแสดงว่าพินัยกรรมของจำเลยเป็นโมฆะ แล้วถ้าทายาทอีกคนหนึ่งมาฟ้องศาลให้แสดงว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะเช่นกัน แม้ว่าสองคดีนี้มีข้อหาอย่างเดียวกันว่าพินัยกรรมที่อ้างสมบูรณ์หรือเป็นโมฆะกันแน่ แม้มีสภาพข้อหาอย่างเดียวกันแล้ว แต่เป็นการพิพาทเรื่องกรรมสิทธิรวมก็ไม่ใช่ เป็นการเรียกร้องหนี้ร่วมก็ไม่ใช่ เป็นเรื่องของการโต้แย้งสิทธิในระหว่างโจทก์ในคดีแรกและจำเลยมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกโดยการอ้างความสมบูรณ์ของพินัยกรรมที่เป็นโจทก์ในคดีแรก และพิพาทกันในเรื่องความสมบูรณ์ของพินัยกรรมที่สมบูรณ์เรื่องการตัดสิทธิหรือไม่ ก็มีข้อหาเหมือนกันคือพินัยกรรมที่อ้างสมบูรณ์หรือไม่ เมื่อทายาททั้งคู่ต่างเป็นทายาท  เป็นเรื่องการพิพาทว่าด้วยเรื่อง ที่เราถือว่าเป็นเรื่องแยกต่างหากจากกันได้

     เพราะฉะนั้นคดีแรก ทายาทคนหนึ่งเป็นโจทก์คดีที่สอง ทายาทอีกคนหนึ่ง ฟ้องโจทก์ไม่ฟ้องซ้อน อันสุดท้าย ที่ยกตัวอย่าง ชาวบ้านฟ้องแทนชาวบ้าน มีอีกกรณีหนึ่งคือพนักงานอัยการ ไม่ว่าจะไปว่าความในคดีอาญา หรือว่าความในคดีแพ่ง คดีแพ่งเขาทำหน้าที่เป็นทนายของแผ่นดิน พนักงานอัยการเป็นทนาย แต่เราจะเห็นได้ว่ามีบทบัญญัติในกฎหมายแพ่ง พนักงานอัยการมาว่าความในคดีแพ่งไม่ได้มาในฐานะทนายนะครับ แต่มาในฐานะตัวความเองเลยแหละ เขาเป็นตัวความเอง แต่ทำแทนชาวบ้าน
       
     เช่นมาตรา 28 ก็ระบุให้พนักงานอัยการทำแทน ญาติสนิท ร้องขอให้เป็นคนไร้ความสามารถได้นะครับ การขอตั้งผู้ปกครอง มาตรา 1556 รวมกระทั้งตั้งผู้จัดการมรดก อัยการก็ร้องขอให้ตั้งทายาทคนใดคนหนึ่งได้ตาม 1713 คดีเหล่านี้อัยการมาเป็นผู้ร้อง มาเป็นโจทก์เลย ไม่ได้เป็นทนายแผ่นดิน เพราะฉะนั้นถ้าทนายความทำแทน อยู่ระหว่างการพิจารณา อัยการทำแทนใคร ถ้าคนเหล่านั้นมาฟ้องอีก ก็เป็นฟ้องซ้อนครับ  ในคดีแพ่งประมวลแพ่งเรามีเยอะแยะ แล้วยังมีกฎหมายพิเศษอีก คือ พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค ก็ให้อัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคนะครับ เป็นโจทก์เองมาฟ้องแทนผู้บริโภคทั้งหลาย

     แต่ในคดีอาญาที่เข้าหลักเกณฑ์ วิอาญามาตรา 43 อัยการฟ้องต้องมีคำขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่สูญเสียไปในแปดเก้าฐาน กฎหมายบังคับอัยการต้องมีคำขอ จะใช้ดุลพินิจไม่ได้นะครับ เป็นหน้าที่เลย ว่าอัยการต้องมีคำขอทางแพ่ง ในคดีอาญา ถ้ามีคำขอทางแพ่งอยู่ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายคิดว่าชักช้า ผู้เสียหายไปฟ้องคดีแพ่งเอง ก็เป็นฟ้องซ้อน เพราะถือว่าอัยการทำแทนผู้เสียหายในทางแพ่งด้วย ตามวิอาญามาตรา 43 เรื่องเหล่านี้ก็มีฏีกาวินิจฉัยไว้เยอะเลยครับ ก็มีฏีกาที่น่าสนใจ เกี่ยวกับคดี คำขอในคดีอาญาให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษา ให้จำเลย คืนเงินหรือชดใช้ราคา อันเป็นทรัพย์สินของผู้เสียหายที่เสียไป คำขออยู่ระหว่างการพิจารณา เลยไปฟ้องเรียกร้องให้คืนตัวทรัพย์ ผู้เสียหายเลยขอดอกเบี้ยละเมิดด้วย

                                                  - - - - -- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
บันทึกการเข้า

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
 

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.213 วินาที กับ 21 คำสั่ง