ไทยจัดจ์

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Facebook Page thaijudge

ข่าว:

ไทยจัดจ์ ปรึกษากฎหมายฟรี กระดาน ถาม ตอบ กระทู้ ปัญหา กฎหมาย ชุมชน กฎหมาย เนติบัณฑิต นิติศาสตร์ นิติกร ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ติว เตรียมสอบ เนติบัณฑิต ตั๋วทนาย อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ปรึกษากฎหมายฟรี สมัครสมาชิกจึงมองเห็นไฟล์แนบ วิธีสมัครสมาชิก ตั้งกระทู้ ค้นกฎหมาย ค้นฎีกา  

ผู้เขียน หัวข้อ: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6  (อ่าน 13229 ครั้ง)

Genius

  • บุคคลทั่วไป
ครั้งที่ 1 วันจันทร์ 22 พฤศจิกายน 2553
   
     ก็ยินดีนะครับที่ได้มาบรรยายให้พวกเราฟัง ก็อวยพรล่วงหน้าให้ผ่านทุกคน อัยการอีกไม่นานจะเปิดสนามใหญ่แล้ว สนามเล็กสอบไปแล้วห้าสิบคนอั้นมานานแล้ว ส่วนของพวกเราถ้ามีโอกาสก็ไปเรียนปริญญาโทด้วย เอกชนก็มีหลายที่ศรีปทุมก็มี เป็นความรู้ติดตัว สิ่งที่จะส่งเสริมความก้าวหน้าก็อย่าปล่อยไป บางคนสอบเนฯผ่านแล้วก็มานั่งฟังให้ความรู้แน่น
   
     หัวข้อที่บรรยายคือสัมนาวิอาญา คือพูดได้ทุกจุดก็ถือว่าทุกคนเก่งมากอยู่แล้ว คงไม่เอาเรื่องเก่ามาพูดใหม่ทั้งหมด บางคนตอบได้ถูกธงแต่เขียนสำนวนไม่เป็นข้อกฎหมายไม่ถูกเรียงหัวข้อไม่ดี ก็ควรอ่านไปแต่แรกโดยเฉพาะคำนิยามอย่าทิ้ง เป็นผู้เสียหายหรือไม่ ก็ต้องตอบมาตรา 1 อนุเท่าไหร่ก็ว่าไป การสอบสวนก็เหมือนกัน ต้องร้องทุกข์กล่าวโทษหรือไม่  ส่วนมากก็วนเวียนอยู่แค่สามประเด็น คือ ผู้เสียหาย การร้องทุกข์ การสอบสวน ข้อสอบก็วนอยู่แค่นี้เพราะฉะนั้นเวลาจะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ ก็ควรที่จะเน้นหนักในสามประเด็นนี้ การอ้างตัวบทก็เป็นเรื่องที่สามารถสื่อให้ผู้ตรวจเห็นว่าเราเข้าใจได้อย่างง่ายที่สุด  เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ตาม ป.วิ.อ. มาตราอะไร การร้องทุกข์เป็นการร้องทุกข์ที่ชอบ ตาม 121 ก็กลายเป็นการสอบสวนที่ชอบตาม 120 ก็ไล่ไปอย่างนี้

     มาตรา 120 ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน
   
     มาตรา 121 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาทั้งปวง
 
     แต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ห้ามมิให้ทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ อาจารย์เคยสอบปากเปล่า ที่ 1 เนฯ แล้วไปสอบเป็นพนักงานอัยการเพราะฉะนั้นการแม่นข้อกฎหมายสำคัญ เข้าใจแค่ไหน แต่ข้อกฎหมายไม่แม่น ก็ได้คะแนนไม่เยอะ บางครั้งตั้งใจจะให้คะแนนไว้แล้วไปตอบออกนอกเรื่อง ไปเพิ่มข้อเท็จจริงให้กับข้อสอบ ก็ให้คะแนนไม่ได้
   
     วิธีที่อาจารย์เรียนสมัยก่อน การสอบเนฯให้ได้ ก็คือเอาข้อสอบเนฯนั่นแหละมาดู ให้นึกเฉลยข้อสอบในใจก่อนค่อยมาเปิดดูธงคำตอบ   เหมือนมวย ซ้อมแต่กระสอบทรายไมได้ลองนวมก็ไม่ทำให้เก่ง เรื่องที่มักออกสอบ และเป็นคดีบ่อยคือ คำว่าผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. 2 อนุ 4 2 อนุ 7 2อนุ 11 ก็
   
     มาตรา 2(4) “ผู้เสียหาย” หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา 4,5 และ 6
   
     มาตรา 2(7) “คำร้องทุกข์” หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตามซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ
   
     มาตรา 2(11) “การสอบสวน” หมายความถึงการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ
   
     วนเวียนอยู่แถวนี้ทั้งนั้น ตามมาตรา 28 หลายประเทศก็ไม่นิยมให้ผู้เสียหายฟ้องคดีได้เอง แต่ประเทศไทยอนุญาต

     มาตรา 28 บุคคลเหล่านี้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล

     (1) พนักงานอัยการ

     (2) ผู้เสียหาย
   
     มันก็เลยเกิดปัญหาเพราะผู้เสียหายนอกจากเริ่มด้วยการร้องทุกข์แล้ว มีอำนาจฟ้องคดี และ เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ยอมความ ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง ถอนอุทธรณ์ บางทีเผลอลืมวินิจฉัยว่าเขาเป็นผู้เสียหายหรือเปล่า บางทีไปตรวจเจอในชั้นฏีกา จึงต้องกลับเป็นคดีเกี่ยวกับความสงบ ศาลฏีกายกวินิจฉัยได้เอง  ผู้เสียหายตามมาตรา 2 อนุ 4 ก็มีผู้เสียหายโดยตรง กับ ผู้จัดการแทนผู้เสียหาย ผู้เสียหายโดยตรงคือต้องได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่ง เพราะฉะนั้นต้องเกิดการกระทำความผิดเสียก่อน การเตรียมการโดยปรกติไม่เป็น ยกเว้นความผิดบางประเภท  ความผิดหนึ่งที่ชัดแจ้ง คือ ตระเตรียมการไปเผาบ้าน วางเพลิงที่ตระเตรียมการ อีกอันที่อาจารย์ค้านสมาคมสตรี คือ ตระเตรียมการข่มขืนก็น่าจะเอาด้วย  อาจารย์ก็นึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไร ขนาด ฟ้องข่มขืนยังยกฟ้องมาเยอะเลย มันไกลเกินไปหรือไม่

     มาดูว่าการตระเตรียมการแม้ว่าตัวผู้กระทำความผิดยังไม่ได้กระทำความผิดเช่นตระเตรียมการไปยิงคน ผู้ใช้ผิดหรือไม่ ไปดูให้ดีนะครับ เมื่อตกลงรับว่าจะทำ แม้ตัวผู้ถูกใช้ยังไม่กระทำ ความผิดของผู้ใช้ก็เกิดขึ้นแล้วนะ ขณะที่นาย ข ซุ้มไปยิง ความผิดเกิดขึ้น ผู้เสียหายในคดีนี้คือ คนธรรมดาก็นำมาตรา 15 ปพพ มาพิจารณา เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก คลอดเมื่อไหร่ เป็นคนหรือยัง ทีเด็กทำแท้งเยอะแยะนี่ ได้พ้นจากช่องคลอดทั้งหมดหรือยัง หรือ ครึ่งตัวแล้วโดนหักคอตรงช่องคลอดเป็นการฆ่า หรือ ทำแท้ง ของไทยต้องคลอดมาทั้งตัว เริ่มแต่เมื่อคลอด แล้วอยู่รอดเป็นทารก ไม่ว่าจะกี่วินาที การคลอดมากับตอนร้องไม่เหมือนกัน คลอดมาตอนนี้ เกิดมาแล้วสิบนาทีค่อยร้อง ก็คือเริ่มเมื่อคลอด คือ ตอนที่หลุดจากครรภ์มารดา
   
     สมองตาย ถือว่าตายหรือยัง ครูจูลิง ตายหรือยัง ทางแพทย์ถือว่าสมองตายคือตายแล้ว แต่ตามกฎหมายนั้น ถ้าหาก มีใครไปยิงครูจูลิงขณะนั้น จะถือว่าเป็นการฆ่าคนตายแล้ว ครูจูลิงสมองตายยังถือว่ามีสภาพบุคคลอยู่นะ เรื่องนี้จะต้องเจาะ เรื่องตาย เรื่องคลอด เรื่องยาวนะครับ  นิติบุคคล ปรกติก็มีอยู่ตามกฎหมายแพ่ง เช่นพวก สมาคม มูลนิธิ ห้างฯ บริษัท ส่วนนิติบุคคลตามกฎหมาย การไฟฟ้าฝ่ายผลิต พวกนี้ ส่วนกระทรวงทบวงกรม แต่เดิมอยู่ในกฎหมายแพ่ง ปัจจุบันอยู่ในพรบ.ระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 7

     มาตรา 7 ให้จัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง ดังนี้ (1) สำนักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง (3) ทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง สำนักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเป็นกระทรวง ส่วนราชการตาม (1) (2) (3) และ (4) มีฐานะเป็นนิติบุคคล
 
     ส่วนของทางทหาร ก็เป็นตาม พรบ.บริหารระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2543 แก้ไข 2536 ในขณะนี้มีห้าหน่วยงานเท่านั้น

   คือสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม , กรมราชองค์รักษ์ กรมบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ นอกจากนี้ กรมนั่นกรมนี่นั่นไม่ใช่ เวลาส่งเรื่องมาฟ้อง ส่งมาในนามกรมกิจการพลเรือน นี้ ส่งมาโดยตรงไมได้ เพราะเขาไม่ใช่นิติบุคคล คนที่ลงนามในใบมอบอำนาจ ก็ต้องเป็นผู้แทนนิติบุคคล ก็คือ ผู้บัญชาการนั้นๆ เวลาเป็นทนายความก็ต้องดูให้ดี ถ้าทำพลาดก็จะยกฟ้อง

     ส่วนสงฆ์ กิจการของสงฆ์ก็ต้องดูให้ดี เพราะถ้าเป็นวัดต้องได้พระราชทาน ตามพรบ.คณะสงฆ์ เป็นนิติบุคคล ส่วนสำนักสงฆ์ไม่ใช่นิติบุคคล

ฎ.2386/2541 ฏีกายักยอกเงิน

     สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดจะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ตามแต่เงินผ้าป่า 150,000 บาท เป็นเงินที่ชาวบ้านนำไปทอดให้สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งพระภิกษุ ป. เป็นเจ้าคณะสงฆ์อยู่ในขณะนั้น พระภิกษุ ป. จึงมีหน้าที่ดูแลเงินผ้าป่าดังกล่าว เมื่อพระภิกษุ ป. มอบให้พระภิกษุ ข.เป็นผู้เลือกชาวบ้านเป็นกรรมการดูแลรับผิดชอบจำนวนเงินนั้นส.ง.ร. และจำเลยได้รับเลือกเป็นกรรมการและร่วมกันรับมอบเงินจำนวนดังกล่าวไปเก็บรักษา หากจำนวนเงินดังกล่าวสูญหาย กรรมการทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดต่อสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด แม้กรรมการแต่ละคนจะได้รับเงินเพียงบางส่วนไปเก็บรักษาก็เป็นการแบ่งความรับผิดชอบกันเองภายหลังจากรับเงินทั้งจำนวนมาแล้ว การที่จำเลยรับมอบเงินจำนวน40,000 บาท ไปเก็บรักษาแล้วยักยอกเงินจำนวนนั้นไปส.ง.ร. จึงเป็นผู้เสียหายในอันที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้ โดยถือว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งอยู่ในความครอบครองของส.ง.ร. และจำเลย แม้หนังสือมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์จะไม่ได้ปิดแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้เนื่องจาก ประมวลรัษฎากรฯมาตรา 118 ห้ามมิให้รับฟังหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ปิดแสตมป์เป็นพยานหลักฐานเฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น มิได้ห้ามมิให้รับฟังในคดีอาญาด้วย ทั้งการมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์ก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือแต่อย่างใด
   
     วัดนั้นมีฐานะเป็นสำนักสงฆ์มิใช่นิติบุคคล แต่เงินนั้นเป็นของสำนักสงฆ์ ผู้ครอบครองแทนก็ย่อยเป็นผู้เสียหาย คดีนี้เงินทอดผ้าป่า กรรมการคนหนึ่งยักยอกเงิน เพราะว่าทุกคนต้องรับผิดชอบนำเงินมาคืนวัด รับผิดชอบร่วมกัน เมื่อกรรมกรคนหนึ่งยักยอกเงิน ไป กรรมการจึงมีฐานะเป็นผู้เสียหาย  เวลาตอบก็ต้องดูว่าใครเป็นผู้เสียหาย เพราะฉะนั้นผู้ครอบครองทรัพย์ของบุคคลอื่น มีบุคคลที่สามมายักยอกก็เป็นผู้เสียหายได้ วัดนั้นก็มีสองประเภทคือวัดที่มี พระอยู่ เป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสก็เป็นผู้แทน และเป็นพนักงานที่มีหน้าที่ครอบครองด้วย  อีกวัดประเภทหนึ่งคือวัดร้าง ซึ่งยังไม่ยุบเลิกวัด อยู่ตามความดูแลของกรมการศาสนา เพราะฉะนั้นกรมการศาสนาจึงเป็นผู้เสียหาย ดูตัวอย่างคำพิพากษาฏีกา
   
ฎ.  6965-6966/2546-ค้นหาไม่พบ
     
     ฏีกานี้มีประเด็นทางกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเยอะ จำเลยเป็นลูกจ้างของกรมการศาสนา เป็นผู้ติดต่อกับผู้เช่าที่ดิน การที่จำเลยนำใบเสร็จรับเงินค่าเช่าที่จำเลยทำปลอมขึ้นไปเก็บเงินจากผู้เช่าต้องถือว่าจำเลยรับเงินแทนกรมการศาสนามิให้รับไว้จากผู้เช่า แต่เป็นการรับเงินแทนกรมการศาสนา เมื่อจำเลยนำเงินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวย่อมเป็นการยักยอกเงินจากกรมการศาสนา เรื่องนี้เป็นประเด็นว่า ยักยอกเงินใครกันแน่ คือ เป็นลูกจ้างปลอมใบเสร็จไปรับเงินจากผู้เช่า กรมการศาสนาเป็นผู้เสียหาย เรื่องนี้ถ้าตีความผิดไปว่าจำเลยเป็นผู้แทนของผู้เช่านี่ผิดธงเลย จะกลายว่ากรมการศาสนาไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ มีผล 120 ทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องเลยนะครับ  ถ้าเป็นคดียอมความได้ แต่ไม่มีการร้องทุกข์ ก็สอบสวนไม่ได้ เวลาตอบให้ตอบเป็นระบบจะได้คะแนนดี

     คดีนี้มีข้อพิจารณาว่าจะมีความผิดฐานฉ้อโกงผู้เช่าหรือไม่ ออกใบเสร็จปลอมไปหลอก ความจริงก็น่าคิด ถ้าเกิดผู้เช่าเกิดมาร้องทุกข์ในคดีฉ้อโกงก็น่าจะเป็นประเด็น ว่ามันก็น่าจะเป็นประเด็น แต่เรื่องนี้มีประเด็นขึ้นสู่ศาลแค่ประเด็นยักยอกหรือไม่เท่านั้น แล้วผู้เช่ายังต้องจ่ายเงินให้กรมการศาสนาอีกหรือไม่ เงินชำระหรือยัง เป็นคดีในคดีแพ่งอยู่นะ อีกคดีคือมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมหรือไม่ ต้องดูด้วยว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารสิทธิใบเสร็จรับเงินหรือไม่ ก็ต้องดูว่าใบเสร็จรับเงินเป็นเอกสารสิทธิ 

     ส่วนวัดโรมันแคทอริคก็เป็นนิติบุคคลได้ เป็นไปตามพรบ.ฐานะวัดบาทหลวงแคทอริค มีศักดิ์เป็นบริษัท ถ้าเป็นวัดของคริสต์เตรียล โบทส์ ก็ไม่เยอะ แล้วมาดูว่าบุคคลหรือนิติบุคคลต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหาย นี่เป็นไปตามคำนิยาม จะดูว่าเขาเป็นผู้เสียหายหรือไม่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะจะร้องทุกข์ได้หรือไม่ เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้หรือไม่ เพราะการเข้าร่วมเป็นโจทก์ก็มีประเด็นแล้ว ว่าเป็นผู้เสียหายด้วยหรือไม่ เฉพาะบางความผิดเท่านั้นอาจเป็นผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นเวลาสั่งก็ลืมสั่งว่าเฉพาะบางความผิดที่เป็นโจทก์ร่วมได้ แต่ก็น่าเห็นใจศาลชั้นต้นเพราะคดีเยอะเหลือเกิน ศาลชั้นต้น อัยการก็ลืมได้ เพราะมีบางคดี โจทก์คือพนักงานอัยการไม่อุทธรณ์ แต่โจทก์ร่วมที่เป็นผู้เสียหายนี่อุทธรณ์ เรื่องบางทีไปตรวจเจอชั้นศาลฏีกาว่าไม่ใช่ผู้เสียหาย โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายที่หนึ่งเพราะความผิดฐานความผิดบุกรุกไม่ใช่เป็นผู้เสียหายในฐานความผิดหน่วงเหนี่ยวกักขัง ก็ปรากฎว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้เป็นโจทก์ร่วมทั้งสองข้อหา ศาลชั้นต้นยกฟ้องทั้งสองข้อหา ความผิดยุติไปแล้ว โจทก์ร่วมมีอำนาจอุทธรณ์ ก็เฉพาะที่ตนเองเป็นผู้เสียหาย ปรากฎว่าศาลชั้นต้นก็รับไว้วินิจฉัย เป็นการพิพากษาที่ขัดต่อกฎหมาย ไม่มีคำร้องคำขอจากโจทก์เลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ

คือฏีกาที่ 680/2545
   
     โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายที่ 1 เฉพาะข้อหาความผิดฐานบุกรุกมิได้เป็นผู้เสียหายในข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยมิได้ระบุว่าให้เข้าร่วมในความผิดใดก็ต้องถือว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดฐานบุกรุกเท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งสองข้อหาและโจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ร่วมไม่มีอำนาจอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อหาความผิดดังกล่าว และพิพากษาลงโทษจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225
   
     โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหาย มิได้เป็นผู้เสียหาย คือผู้เสียหายที่หนึ่งที่สอง แล้วไปฉุดผู้เสียหาย ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายที่หนึ่งเป็นผู้เสียหาย เพราะฉะน้นความผิดยุติไปแล้วโจทก์ร่วมที่หนึ่งเจ้าของบ้านมีอำนาจแค่หน่วงเหนี่ยวกักขังเท่านั้น แล้วก็ลงโทษจำเลยซะด้วย ศาลฏีกาบอกว่าการที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลย ไม่มีอำนาจลงโทษได้ เป็นการพิพากษาที่ขัดต่อกฎหมายเหมือนไม่มีคำร้องคำขอจากโจทก์เลย
   
     มาตรา 2 จำให้ดีเลย ศาลฏีกามีอำนาจพิพากษาได้ จำตัวบทไว้ด้วยนะครับ จะได้คะแนนเยอะ หนึ่งคะแนนก็มีความสำคัญนะครับ มาดูความผิดอะไรบ้างที่เอกชน ก็ดี รัฐก็ดีเป็นผู้เสียหายได้หมด เพราะมีความผิดบางประเภท ที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย มาตรา 28 ก็ไม่มีเขียนบอกไว้ แต่เป็นการตีความตามแนวกฎหมายอังกฤษ  ศาลฏีกาก็จำกัด ในส่วนของคำว่าผู้เสียหายน้อยลง ความผิดที่รัฐกำหนดให้เป็นความผิด เช่นความผิดต่อป่าไม้ พรบแร่ อย่างนี้ปรกติขุดแร่ก็ขุดกัน ต่อมารัฐบอกว่าไม่ได้ ต้องจ่ายค่าสัมปทาน พรบ.รถยนต์ ยาเสพติด รัฐตรากฏหมายมามาก แล้วประชาชนพวกเราเองจะตามได้เหรอความผิดอีกอันคือความผิดที่ราษฏร์กระทำต่อเจ้าพนักงาน หรือ เจ้าพนักงานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ซึ่งความจริง รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย แต่ก็ไปเขียนว่าซึ่งอาจทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชนเสียหาย อันนี้ประชาชนเป็นผู้เสียหายด้วย ถ้ามีถ้อยคำพวกนี้ ศาลฏีกาไทยตีความว่าราษฏร์เป็นผู้เสียหาย แต่ต้องพิสูจน์ได้ด้วยนะว่าตัวเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 31, 2010, 19:15:47 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

Genius

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1.
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2010, 12:04:22 »

ฎ. 4881/2541
   
     ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นบทบัญญัติที่ต้องการเอาโทษแก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ แต่กลับปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใดตอนหนึ่งและเอาโทษแก่เจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตอีกตอนหนึ่ง ในตอนแรก คำว่าเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดนั้น หมายความรวมถึง เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล หรือเอกชนผู้หนึ่งผู้ใดด้วย ดังนั้น หากการปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยมิชอบเป็นการกระทำ ต่อเอกชนผู้หนึ่งผู้ใดโดยตรง และเป็นการกระทำให้บุคคลดังกล่าว ได้รับความเสียหาย เอกชนผู้นั้นย่อมเป็นผู้เสียหายตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) ได้ คำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายถึงหน้าที่ตลอดจนการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติงานในหน้าที่ของจำเลยที่ 3 มาในคำฟ้องคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ของจำเลยที่ 3 จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)

     ดังนั้นปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นอกจากจะเป็นตำแหน่งทางฝ่ายตุลาการแล้วยังเป็นตำแหน่งทางฝ่ายบริหารมีอำนาจให้คุณให้โทษแก่ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ธุรการผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาได้ด้วย ถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ และศักดิ์ศรีสูงกว่าตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ซึ่งเป็นตำแหน่งทางฝ่ายตุลาการเพียงอย่างเดียว ฉะนั้น การแต่งตั้งโจทก์จากผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นการปูนบำเหน็จความดีความชอบให้แก่โจทก์เป็นการขัดกับ การที่โจทก์ยังมีโทษงดบำเหน็จอยู่ การที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการหาข้อยุติความเห็นขัดแย้งเกี่ยวกับมติ ก.ต. ที่เห็นชอบในการแต่งตั้งโจทก์ดังกล่าวแล้ว จึงเป็นการใช้ดุลพินิจพิจารณา สั่งการไปตามอำนาจหน้าที่ในทางบริหารราชการแผ่นดิน และที่สำคัญยิ่งก็คือการจะนำเรื่องใดเสนอให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งนั้นเรื่องนั้นจะต้องมีข้อยุติว่าเป็นเรื่องที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการแล้ว

     การที่จำเลยที่ 2 พยายามหาข้อยุติความเห็นที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับมติ ก.ต. ที่แต่งตั้งโจทก์และยังไม่อาจนำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไปนั้นหาใช่จำเลยที่ 2 มีเจตนาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้โจทก์เสียหายอย่างใดไม่ จำเลยที่ 2จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาและเป็นประธาน ก.ต.โดยตำแหน่งในการประชุมก.ต.ประธานก.ต. เป็นประธานที่ประชุม โดยทั่วไปแล้วในการประชุมประธานที่ประชุมเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ จัดการประชุมและรับผิดชอบดำเนินการประชุมให้เป็นไปด้วย ความเรียบร้อยและเป็นผลดีแก่ทางราชการ หากไม่มีข้อบังคับ กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นกรณีมีเหตุจำเป็นและสมควรประธานที่ประชุม จะสั่งเลื่อนหรือปิดประชุมก็ย่อมทำได้ ได้ความว่า ในตอนเช้าจำเลยที่ 4 มีคำสั่งให้ดำเนินการประชุม ก.ต. ไป ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องต่าง ๆ จนกระทั่งถึงวาระการ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ จำเลยที่ 3 แถลงขอให้ที่ประชุม เลื่อนวาระนี้ไปก่อนโดยชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นว่า มีเรื่องที่จะต้องปรึกษาหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อยู่อีกและเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง

     ส่วนจำเลยที่ 4 ก็ได้พยายาม ชี้แจงและขอร้องให้ที่ประชุมเลื่อนวาระดังกล่าวออกไป โดยแจ้งว่าการเลื่อนออกไปจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่ในที่สุดส่วนใหญ่ของที่ประชุมเห็นว่าไม่สมควร ให้มีการเลื่อนจำเลยที่ 4 จึงอาศัยอำนาจของประธาน ที่ประชุมสั่งให้เลื่อนและปิดประชุมทั้งนี้โดยมีมูลเหตุมาจาก การขอร้องของพลเอก ส. นายกรัฐมนตรีผู้ซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เกิดผลดี ต่อบ้านเมืองในทุก ๆ ด้านตามรัฐประศาสโนบาย โดยเฉพาะ เป็นผู้มีหน้าที่นำมติ ก.ต. ที่เห็นชอบในการแต่งตั้งโจทก์ ขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เมื่อพลเอก ส. เห็นว่าโจทก์ยังมีโทษทางวินัยอยู่และการแต่งตั้งโจทก์เป็นการขัดต่อพระราชกระแส เช่นนี้การที่จำเลยที่ 4 ขอให้ที่ประชุมเลื่อนการพิจารณาออกไปก่อนโดยแจ้งว่าการเลื่อนจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 4 ได้พิจารณาถึงเหตุผลและความเหมาะสมในหลาย ๆ ด้านแล้ว จึงได้สั่งให้เลื่อนและปิดประชุมหากจำเลยที่ 4 มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ จำเลยที่ 4 จะไม่นำเรื่องการแต่งตั้งโจทก์บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมก็ย่อมได้ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 4 ก็รู้อยู่ว่าโจทก์มีโทษ ทางวินัยอยู่ การที่ภายหลังต่อมามีเหตุจำเป็นต้องเลื่อน การประชุมดังกล่าวแล้ว กรณีจึงไม่เชื่อว่าจำเลยที่ 4 สั่งเลื่อนและปิดประชุมโดยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์

     ป.อาญา 157 ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้เป็นโทษแก่เจ้าพนักงาน เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตรงนี้แหละถ้ามีใครได้รับความเสียหาย ก็เป็นผู้เสียหายด้วย ศาลฏีกาตีความอย่างกว้างว่าประชาชนธรรมดาก็มีสิทธิฟ้อง

ฎ. 2294/2527 – ค้นไม่พบ

     บุตรของโจทก์ถูก ส ชนตาย โจทก์จัดการแทนบุตร จำเลยเป็นนายตำรวจ ผู้สืบสวนสอบสวนคดีนั้น ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่คือจดคำพยานไม่ตรงกับคำให้การ โดยไม่ชอบเพื่อช่วยเหลือ ส มิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงถือว่าการกระทำผิดของจำเลยเป็นการกระทำต่อโจทก์ โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยตรง มีอำนาจฟ้องคดีอาญา เรื่องนี้ดูให้ดีมีข้อกฎหมายหลายประเด็น

     ประเด็นแรกจัดการแทนได้ตามมาตรา 5 อนุสอง
   
     ประเด็นที่สองคืออ 157 การกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่นั้นปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบนั้น แสดงว่าพ่อคนนี้เก่ง เอาเทปไปอัดหรือเปล่าก็ไม่รู้ เดียวนี้ไม่ต้องนะครับใช้คลิปฉาว เจ้าพนักงานต้องระวังตัวนะ อย่าคิดว่าเขาไม่รู้นะ ก็โดนสอบสวนยุ่งตายนะ การที่เจ้าพนักงานจดถ้อยคำไม่ตรง เพราะโจทก์เป็นพ่อ จำเลยไม่ผิดเขาเสียหายมาก จากนาย ส ไม่ได้เลย ปัญหาว่าการกระทำผิดของจำเลยกระทำต่อผู้ตายหรือต่อโจทก์ ตอบข้อนี้ต้องระวังให้ดีเพราะ การที่ให้จดก่อนให้เกิดความเสียหายแก่บุตรหรือต่อตัวโจทก์เอง เรื่องนี้จะเห็นว่า ศาลฏีกาพิพากษาว่ากระทำผิดต่อพ่อผู้ตายไม่ใช่กระทำกับลูกโดยตรง เวลาตอบอย่าพลาดไปนะ เรื่งอนี้ผู้ได้ความเสียหายคือพ่อที่จัดการแทนลูก ความผิดต่างๆที่เกี่ยวกับเจ้าพนักงานที่อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ก็ต้องดูว่าความเสียหายนี้เขาได้รับเป็นพิเศษหรือไม่ ถ้าผู้เสียหายโดยตรงก็มีสิทธิดำเนินคดีได้ ศาลฏีกาก็ตีความอย่างเรื่องการแจ้ง 2614/2518 การที่ไปแจ้งความเท็จกับพนักงานอำเภอ เพื่อจดทะเบียนซ้อนนั้น เนื่องจากระบบตรวจสอบทะเบียนสมรสในไทยนี้ยังไม่สมบูรณ์ เรื่องนี้ศาลฏีกาก็ตีความว่าภริยาหลวงเป็นผู้เสียหาย มมีฏีกาออกมาอีกว่าตัวภริยาที่ถูกหลอกให้จดซ้อน ก็กลายเป็นผู้เสียหายด้วยนะ
   
     แต่มีอีกหลายฏีกาว่าที่มาฟ้องไม่ใช่ผู้เสียหายเป็นพิเศษ อย่างเช่นการมอบเอกสารเป็นประกัน เช่นสมุดฝาก

ฎ. 4628/2541 – ค้นไม่พบ

     ยึดโฉนดไว้แล้วอย่าไปดีใจก็ไปแจ้งออกใบใหม่ให้

ฎ. 1761/2517 – ค้นไม่พบ
   
     ทะเบียนเรือน ไปแจ้งว่าต้นฉบับหายเพื่อไปออกใบใหม่พนักงานก็ให้ มีปัญหาว่าตัวเจ้าหนี้เป็นผู้เสียหายด้วยหรือ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิใดๆในต้นฉบับที่จะบังคับเอาแก่ลูกหนี้ในฐานะที่เป็นผู้ค้ำประกันจำนอง ตามหลักกฎหมายแพ่งแต่อย่างใด เมื่อตัวคุณไม่มีสิทธิตามเอกสารที่ยึดไว้ คุณไม่เสียหาย รัฐเท่านั้นที่เสียหาย
ไอ้ที่ไปติดหน้ารถว่า รับจำนำทะเบียนรถ พวกนี้ถ้าไปแจ้งความเท็จก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย

     ส่วนความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หลายเรื่อง ผู้เสียหายที่เกี่ยวข้อง อ้างว่าเสียหาย เช่น บุกรุก ลักทรัพย์ ยักยอก ตอนที่มาร้องทุกข๋รู้ว่าเขาเป็นผู้เสียหาย แต่เข้าใจว่าตัวเองมีสิทธิ ก็เสมือนไม่มีคำร้องทุกข์ สอบสวนความผิดยอมความได้เช่นที่ดิน ภาระจำยอม ก็มีปัญหาว่าที่ตกอยู่ภาระจำยอมนี้ เราเป็นผู้เสียหายเรามีสิทธิผ่านที่ดิน ที่อยู่ภายใต้ภาระจำยอม ต่อมามีนาย ค ไปทำให้เสียหาย นาย ก เจ้าของสามยทรัพย์ วินิจฉัยว่าเจ้าของ สามยทรัพย์ ไม่เป็นผู้เสียหาย ต้องเป็นเจ้าของที่ดินเอง จริงๆก็เป็นผู้เสียหายได้ ศาลฏีกาก็ตีความ

     กรณีของต้นไม้ล้มลุกก็ต้องระวังว่าต้นใดบ้างที่เป็นส่วนควบ ถ้าเป็นต้นไม้ยืนต้นก็ตกแก่เจ้าของที่ดินแต่ถ้าต้นไม้ล้มลุกไม่ตกยกเว้นสัญญาซื้อขายบอกว่า ไม่ล้มลุกเป็นเจ้าของเสียหาย

ฎ. 1355/2508   ต้นพลูเป็นต้นไม้ยืนต้น จึงเป็นส่วนควบของที่ดิน
     
     โจทก์เป็นผู้ปลูกต้นพลู แต่ต้นพลูได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่โจทก์ปลูกต้นพลูเสียแล้ว แม้จำเลยจะร่วมกันตัดต้นพลู ก็ย่อมไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง  ต้นเป็นส่วนควบที่ดินจำเลย จำเลยจะทำอะไรก็ได้ เพราะเป็นเจ้าของ มันเคยมีฏีกาอยู่เรื่องคือต้นอ้อยเป็นไม้ล้มลุก คือนาย ก ที่ดินนั้น สัญญาซื้อขายเมื่อต้นอ้อยเป็นไม้ล้มลุกก็ไม่เป็นส่วนควบที่ดิน เมื่อนาย ก ไปเอาต้นอ้อยมาก็ผิดฐานลักทรัพย์ไม่ได้
 
     หรือกรณีของทรัพย์เฉพาะสิ่งตามมาตรา 1610 มีการชั่งตวงวัดนับหมายก่อน เช่นซื้อวัวหนึ่งตัวจากฝูง ซื้อวัวมาตัวหนึ่ง แต่ในมาตรา 460 วรรคสอง บอกว่าทรัพย์เฉพาะสิ่งจะเป็นจนกว่าจะได้ทำการชั่งตวงวัดจนรู้ราคาแล้ว ตราบใดที่ยังไม่ได้ชั่งน้ำหนัก มันก็ยังไม่ใช่ทรัพย์เฉพาะสิ่ง กรรมสิทธิยังตกอยู่กับเจ้าของเดิมอยู่
 
ฎ. 1468/2496
   
     เจ้าของสุกรต่างจังหวัดเคยให้พ่อตาคุมสุกรมาขายให้โจทก์ที่กรุงเทพฯ ในคราวเกิดเหตุก็ให้พ่อตาควบคุมสุกรมากรุงเทพฯอีก ในใบอินวอยส่งในนามชื่อยี่ห้อโจทก์เป็นผู้รับ แต่เมื่อถึงกรุงเทพฯแล้ว พ่อตากลับเอาสุกรไปขายผู้อื่นเสีย ดังนี้ วินิจฉัยว่ากรรมสิทธิ์ในสุกรยังไม่โอนไปยังโจทก์ โจทก์จึงยังไม่ใช่ผู้เสียหาย และยังไม่เป็นกรณีฉ้อโกงโจทก์ตามกฎหมายลักษณะอาญา อันนี้ก็เป็นเรื่องคลาดเคลือนออกมา กรรมสิทธิยังไม่โอน กรรมสิทธิยังอยู่กับผู้ขาย แต่ถ้าเอาหมูออกมาแล้ว วัดฏีกาอีกเรื่องหนึ่ง ในคดีอาญา คือหมูหนึ่งตัวคัดเลือกเรียบร้อยแต่บอกว่ายังไม่เอาไป พรุ่งนี้จะมาเอา แต่ได้ขายไป ก็ผิดฐานยักยอกทรัพย์ จึงเป็นยักยอกทรัพย์
   
ฎ. 299/2516
   
     โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลอมและใช้พินัยกรรมปลอมของ ป.เจ้ามรดก ขอให้ลงโทษแต่โจทก์เองก็ถูกฟ้องว่าปลอมพินัยกรรมของ ป. เหมือนกัน และศาลได้พิพากษาลงโทษโจทก์ฐานปลอมพินัยกรรม คดีถึงที่สุด ดังนี้ โจทก์จึงตกเป็นบุคคลต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของ ป. ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1606(5) โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยอันจะมีสิทธิฟ้องจำเลยได้ ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ โดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง
คือตัวทายาทคนหนึ่งถูกจำกัดไม่ให้ได้รับมรดก โดยไม่มีสิทธิเป็นผู้เสียหาย
   
ฎ. 1205/2505 - ค้นไม่พบ
   
ฎ. 1908/2494
   
     คนร้ายขึ้นเรือนลักทรัพย์ได้แล้ว วิ่งหนี เจ้าทรัพย์วิ่งไล่ไปทัน จึงใช้มีดแทงคนร้าย 1 ทีคนร้ายถึงแก่ความตาย ดังนี้วินิจฉัยว่าเจ้าทรัพย์แทงคนร้ายในเวลากระชั้นชิดที่วิ่งไล่กันมา อาจไม่ตั้งใจฆ่าให้ตายเพราะแทงเพียงทีเดียว และเป็นเรื่องป้องกันทรัพย์เกินสมควรกว่าเหตุคงมีความผิดตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 251 ประกอบด้วยมาตรา 53  หญิงมีสามีตกรถยนต์ตาย สามีรับมรดกตามกฎหมาย มีสิทธิฟ้องผู้ที่เก็บทรัพย์และยักยอกทรัพย์นั้นได้

     สามีมาทราบที่หลังก็ย่อมเป็นผู้เสียหายที่ยักยอกของหาย สิทธินี้เกิดทันทีที่ถึงแก่ความตาย ก็มีสิทธิฟ้องคนที่ยักยอกทรัพย์ได้ คดีนี้ดูดีๆก็คือยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ลักทรัพย์ แต่คดีนี้ เป็นทรัพย์ที่มาก็มีฏีกาบางเรื่องบอกว่าเป็นทรัพย์ที่ติดตามอยู่จึงเป็นลักทรัพย์ เมื่อดูความผิดเกี่ยวกับเช็คใครเป็นผู้เสียหายกันแน่ จะมีปัญหาเรื่องอำนาจสอบสวน เพราะเช็คเป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่งผู้ทรงเช็คก็คือมีเช็คในครอบครอง หลายฐานะ เช่นรับเงิน หรือผู้รับสลักหลัง แต่ต้องเป็นผู้รับสลักหลังไม่ขาดสาย และกำหนดว่าจ่ายแก่ผู้ถือ ผู้ถือก็เป็นผู้ทรงด้วย แต่สมัยนี้แทบไม่มีฉบับไหนที่จะไม่ขัดคล่อม ก็ปลอดภัยดี
   
     ฉะนั้นถ้าหากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ผู้ทรงเช็คก็ฟ้องไล่เบี้ยได้เลย ตาม 959 ประกอบ 989 อันนี้เป็นคดีแพ่งที่พูดมาทั้งหมดนี่คือคดีแพ่ง แต่ถ้ามาคดีอาญาไม่ได้แล้ว คดีอาญาความผิดตามพรบ.จากการใช้เช็ค เอาผิดเฉพาะผู้ออกเช็ค หรือ ผู้สั่งจ่ายเช็คเท่าน้น ประการที่สองความผิดตามพรบเช็ค เกิดเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเท่านั้น ใครเป็นผู้ทรงผู้นั้นเป็นผู้เสียหาย
   
ฎ. 957/2530 – ค้นไม่พบ

     หลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินปั๊ปความผิดเกิดแล้ว ผู้เสียหายจะมอบเงินจากเช็คให้ใคร ก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย ตามเช็คแล้ว ไม่ใช่ผู้เสียหายแล้ว ก็ไปฟ้องเรียกเงินตามกฎหมายแพ่ง แต่ไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายอาญา อาญาเฉพาะผู้ทรงขณะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเท่านั้น
   
ฎ. 5407/2546 - ค้นไม่พบ

     จำเลยออกเช็คสองฉบับ สั่งจ่ายเงินให้แก่โจทก์ โดยระบุว่าจ่ายสดหรือผู้ถือเป็นผู้รับเงิน โจทก์นำเช็คสองฉบับไปชำระหนี้ให้แก่ นาย จ นำเช็คสองฉบับไปเข้าบัญชีของตนเพื่อเรียกเก็บเงินธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ขณะนี้นาย จ เป็นทรง ต้องถือว่าวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน นาย จ เป็นผู้ทรง มิใช่นาย ย เป็นตัวแทนของโจทก์ที่เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่  ในขณะที่ความผิดเกิดขึ้นนั้น นาย จ จึงเป็นผู้เสียหายที่ดำเนินคดีแก่จำเลย ตาม พรบ.เช็ค โจทก์ไม่ใช่เจ้าของเช็คทั้งสองฉบับในขณะความผิดเกิดขึ้นจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย และเกิดอำนาจฟ้อง แล้วอ้างว่าที่นาย จ ไปขึ้นเงินกระทำการแทนตน คือจะไปอ้างไม่ได้หรอก ไม่เกี่ยวข้องกับคดี ก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย จะเห็นนะครับความผิดเกี่ยวกับการใช้เช็คดูว่าใครเป็นผู้ทรงเท่านั้น ถ้าเราไปวินิจฉัยผิดนิดเดียวก็ตอบข้อสอบผิดเลยนะครับ
   
     ปัญหาเรื่องเช็ค มีปัญหาว่าเช็คนี้เกิดเด้งที่ผู้ทรงเช็คตายหรือไม่ก็มีปัญหากับคดีอื่นๆที่เกี่ยวกับผู้เสียหาย ศาลก็ตีความตรงกันตลอดว่าความเสียหายเป็นเรื่องเฉพาะตัวไม่ตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาท ถ้ายังไม่ฟ้องไม่ตกเป็นมรดก ศาลก็ตีความว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว กรณีเช็คมีปัญหาว่า ผู้เสียหายรับเช็คมาแล้วเกิดตายไป แต่พอเดือนที่หนึ่งที่สอง ตายเสียก่อนเช็คถึงกำหนด แล้วมีปัญหาว่าเช็คนั้นเป็นมรดกหรือไม่ สิทธิในการเป็นผู้ทรงเช็คไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัวเป็นมรดกตกทอดไปแก่ทายาท ฉะนั้นเมื่อธนาคารปฏิเธการจ่ายเงิน แล้วถึงกำหนดเมื่อถึงแก่ความตาย เมื่อเอาเช็คไปขึ้นเงิน มันก็เลยกลายเป็นว่า ทายาทเป็นผู้เสียหายตายเข็ค ถึงกำหนดภายหลังจากที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย แต่ยังไม่ถึงกำหนดเมื่อตายแล้วก็ตกทอดแก่ทายาทได้ ทายาทมีสามคน เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ย่อมถือว่าทายาททั้งสองได้รับความเสียหายโดยตรงและมมีอำนาจฟ้องคดี ทายาททั้งสองย่อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ ดังนั้น ทายาทคนใดคนหนึ่ง สามารถที่จะฟ้องได้ตามลำพัง คือเขามีข้อต่อสู้ว่าไม่ได้ลงชื่อร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิรวมกันก็ได้ แต่ถ้าเป็นกรณีที่ความผิดเกิดขึ้น ก่อนเจ้ามรดกจะตาย แต่เจ้ามรดกยังไม่ดำเนินคดีเลย อันนี้อำนาจในการร้องทุกข์ยังไม่เกิดแก่ทายาท ก็ดูโจทก์ให้ดี ว่าเช็คนี้ถึงกำหนดก่อนหรือหลังจากมรดกตาย แต่เรื่องนี้เจ้ามรดกไม่ได้ทำอะไรเลย ฏีกาเรื่องนี้เช็คถึงกำหนด หลังจากที่เจ้ามรดกตาย เป็นกรรมสิทธิร่วมแล้ว การที่โจทก์ร่วมคนใดคนหนึ่ง
   
ฎ. 478/2549 - ค้นไม่พบ
   
     จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จกับเจ้าพนักงานเกี่ยวกับที่ดิน ขณะที่โจทก์ยังมีชีวิตอยู่ บรรดาโจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย เมื่อบรรดาโจทก์ถึงแก่ความตาย วิอาญามาตรา 4 5 6 ไม่ได้ให้อำนาจฟ้องคดีแทนมารดา แม้โจทก์จะเป็นบุตรและเป็นทายาทผู้รับมรดกที่ดินนั้น ทั้งพึ่งทราบการกระทำของจำเลย หลังจากมารดาตาย แต่สิทธิฟ้องคดีอาญาก็ไม่ตกทอดมายังโจทก์ จึงไม่เป็นผู้เสียหาย และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ในฐานแจ้งความเท็จ เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังเจ้ามรดกตาย ฏีกาสองเรื่องนี้ต่างกัน คือ คดีหลังเจ้ามรดกดำเนินคดีอาญาไว้แล้ว ก็มารับมรดกความได้ ทายาทที่ได้รับมรดกความ ศาลฏีกามีความเคร่งครัด
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 26, 2010, 12:43:17 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1.
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2010, 18:56:20 »

ฎ. 2219/2521
   
     จำเลยกระทำความผิดต่อ ช.เจ้ามรดกในขณะที่ช.ยังมีชีวิตอยู่ ช.จึงเป็นผู้เสียหาย เมื่อช.ถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของช.ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนช. เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 4,5 และ 6 ไม่ได้ให้อำนาจโจทก์ไว้ ทั้งสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ตกทอดมายังโจทก์ แม้จะพิจารณาได้ความตามฟ้องว่าทรัพย์มรดกของ ช.ตกได้แก่โจทก์ก็ตามแต่ทรัพย์มรดกนั้นก็เพิ่งตกมาเป็นของโจทก์ภายหลังวันที่จำเลยกระทำความผิด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

     การฟ้องคดีอาญามาตรา 4 5 6 ไม่ได้ให้อำนาจฟ้องแทนผู้เสียหาย ทายาทและผู้จัดการมรดก ฐานยักยอกและฉ้อโกง ทรัพย์ของผู้ตายที่ความผิดเกิดก่อนการตายไม่ได้ เนื่องจากสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ตกทอดมายังทายาท อันนี้ก็ย้ำถึงหลัก การจ่ายเช็คก็ต้องระมัดระวัง เช่นผู้รับโอนเช็คที่ปราศจากมูลหนี้มาฟ้อง เช็คต้องชำระหนี้ หนี้เป็นข้อกฎหมายแต่ถ้าไม่มีมูลหนี้ที่อ้าง เคยมีคดีที่มูลหนี้มาจากค่าเลี้ยงดูลูก ถ้าเกิดเช็คมาเด้งขึ้นมา ก็ฟ้องไม่ได้ เพราะพระมีลูกไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นมูลหนี้ที่ฟ้องกันไม่ได้ กรณีจ่ายเงินค่าหวย มีที่ไหน ซื้อหวยใต้ดินจ่ายเป็นเช็ค ไม่จับก็บุญแล้ว  คำว่าผู้เสียหายโดยนิตินัยเป็นปัญหาจากการตั้งจากศาล ที่มาจากหลักกฎหมายลาติน ที่ว่าผู้มาศาลต้องมาด้วยมือสะอาด ความผิดที่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไม่มีที่ไหน ก็เลยกลายเป็นว่าผู้เสียหายที่มือไม่สะอาด มาพึ่งบารมีศาลไม่ได้
   
     ท่านบอกว่าที่ศาลฏีกานำมานั้นเป็นการนำหลักกฎหมายแพ่งมาใช้ คือ มาตรา 4 คือใช้สิทธิโดยชอบ เอามาใช้ในเรื่องอาญา ก็มีผู้ไม่เห็นด้วยแต่ศาลไทยยังตีความว่า ถ้ามาฟ้องเอง ต้องมือสะอาดศาลจะไม่รับฟ้องผู้มีส่วนร่วมกระทำความผิดทั้งหลายทั้งปวง ถ้าเกิดผู้เสียหายในคดีทำแท้งมาปรากฎตัว บาดเจ็บสาหัสขอฟ้อง เจ้าของคลีนิคที่ทำแท้ง จนสูญเสียความสามารถในการสืบพันธ์ก็ฟ้องไม่ได้ เพราะว่ามีความผิดฐานยอมให้ผู้อื่นทำแท้งก็มีความผิดทั้งคู่ ตัวหญิงเองจะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยไม่ได้ อาจารย์เองก็เห็นคล้ายๆกับท่านอาจารย์อมรที่ว่าโดยหลักกฎหมายก็ไม่มีบัญญัติชัด เป็นทางวิชาการก็ติดใจ

ฎ. 954/2542 – ค้นไม่พบ

     หญิงยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ไม่ใช่ผู้เสียหายตามมาตรา 2 วิอาญา
ดูคำพิพากษาฏีกานี้ ไม่ใช่เป็นความผิดตามมาตรา 2 อนุมาตรา 4 ต้องตอบเลขมาตราด้วยเพื่อให้ได้คะแนน แม่นยำในข้อกฎหมายซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญ โดยเฉพาะกฎหมายอาญา นั้น ตัวบทกฎหมายนั้นเป็นสิ่งสำคัญ จะแต่งกฎหมายเองไม่ได้นะครับ ถ้าไม่แน่ใจอย่าไปเขียนนะครับ อย่าลืมว่ากรรมการมีตัวบทอยู่ตรงหน้า ไม่แน่ใจอย่าเขียน ยกเว้นมาตรา ที่แน่นอน เช่น 2 อนุมาตรา 4 แน่นอนอยู่แล้ว หลักกฎหมายต่างๆนี้ ถ้าผิดจะหักคะแนน มาตรา 2 อนุสี่ต้องแม่น
   
ฎ. 4461/2539
   
     การที่ผู้ตายและจำเลยต่างขับรถด้วยความเร็วและต่างขับรถเข้าไปในช่องเดินรถของอีกฝ่ายหนึ่งฟังได้ว่าขับรถโดยประมาททั้งสองฝ่ายเมื่อผู้ตายมีส่วนกระทำผิดด้วยผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา2(4)โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบิดาผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามมาตรา5(2)ไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามมาตรา30
   
     ผู้ตายและจำเลยต่างขับรถด้วยความเร็วและเข้าไปในช่องเดินรถของอีกฝ่ายหนึ่ง ฟังได้ว่าทั้งสองขับรถโดยประมาท เมื่อผู้ตายมีส่วนกระทำผิดด้วย ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป วิ อ มาตรา2 อนุมาตรา 4 โจทก์ร่วม ย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนได้ตาม 5 อนุ 2 และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา และต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง ในคดีปล้น เราฟ้องว่าจำเลยฐานปล้นทรัพย์มีอาวุธปืน ผู้เสียหายเข้าร่วมได้คดีเดียวคือ คดีปล้น มีคำพิพากษาที่ยกเฉพาะคำร้อง ส่วนคดีพกพาอาวุธปืน ศาลฏีกายก อันนี้ก็ต้องดูให้ดีด้วย คดีที่บุคคลมีส่วนพัวพันในการกระทำความผิดศาลฏีกาก็ตีความว่าไม่ใช่ความเสียหายโดยนิตินัย เข่น ฐานเป็นผู้ใช้ ผู้สนับสนุนก็ไม่ใช่ผู้มีความรับผิดโดยตรง
   
ฎ. 1472/2522
   
     โจทก์จ้างจำเลยถางป่าผิด ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 แม้จำเลยหลอกลวงเอาเงินค่าจ้างโจทก์ โจทก์ก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย เพราะร่วมกระทำผิดกับจำเลยโจทก์จ้างจำเลยถางป่า ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 จำเลยหลอกลวงเอาเงินค่าจ้างจากโจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ศาลฏีกาบอกไม่รู้ไปจ้างถางทำไม ถ้าไม่จ้างก็ไม่หลอกเอาเงิน
   
ฎ. 340/2522 - ค้นไม่พบ
   
     จำเลยหลอกลวงโจทก์ว่าเป็นผู้ใกล้ชิดกับอัยการโจทก์และผู้พิพากษา เรียกร้องเอา เงิน โจทก์หลงเชื่อมอบเงินไป การกระทำของโจทก์เป็นการร่วมกับจำเลยนำสินบนไปให้แก่พนักงานอัยการ โจทก์ไม่อาจนำคดีมาฟ้องได้ โจทก์หลงเชื่อพวกตีนโรง ตีนศาล ก็เสียเงินฟรีเลย เป็นคดียอมความ ฉ้อโกงจะดำเนินคดีกับจำเลยได้อย่างไร ไหนลองคิดข้อกฎหมาย ใครมีตัวบทเปิด 143 รับหรือเรียกรับทรัพย์เพื่อจะนำไปให้แก่เจ้าพนักงาน ผู้พิพากษาอัยการก็เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ก็เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ถ้าผู้เสียหายจะดำเนินคดีกับจำเลย ต้องแจ้งให้พนักงานตำรวจทราบ ผู้เสียหายจะฟ้องเองก็ไม่ได้ ร้องทุกข์ก็ไม่ได้ 143 เป็นอำนาจของพนักงานอัยการเอง มีทางเดียวที่จะเล่นงาน ก็คือ ความผิดอาญาแผ่นดิน แล้วค่อยนำโจทก์ในคดีนี้เป็นพยาน

     คดีเรียกรับสินบน ผู้ให้ก็เป็นผู้ผิดฐานให้สินบน ตัวเจ้าพนักงานเองก็ผิด ฐานเจ้าพนักงานเรียกรับสินบน วิธีดำเนินคดี จะเอาตัวราษฏร์ ผู้ให้กับเจ้าพนักงานผู้รับใครควรโดนลงโทษมากกว่ากัน ก็เจ้าพนักงานควรจะเป็นผู้โดนลงโทษ แน่นอนถ้าฟ้องทั้งคู่ ปฏิเสธแน่แล้วจะกลายว่าเป็นไม่มีพยานเลย กรณีเช่นนี้เราสมัครใจที่จะดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานผู้รับสินบน แต่เราจะสอบพยานผู้นี้มาเป็นพยานตั้งแต่ต้นไม่ใช่กันเป็นพยานภายหลัง คือไม่ได้แจ้งข้อหาตั้งแต่ต้น เพราะผู้ให้ย่อมรู้ดีว่าเรียกรับหรือไม่ กรณีนี้จะสอบพยานแต่ต้นเพื่อดำเนินคดีแก่เจ้าพนักงาน ผู้มีความเลวร้ายมากกว่า ราษฏร์ผู้ให้ก็ผิดแต่เลวร้ายน้อยกว่า ในอดีตเคยมีคดี ก็คือ อดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ตอนนี้เสียชีวิตแล้ว ถูกพ่อค้า ร้องเรียนว่ารับเงินสัมปทาน ให้ไม่ได้ก็เลยไปขอเงินคืนก็ไม่คืน ดังมากสมัยนั้น ก็เลยเปิดไฟเขียวให้พ่อค้าแจ้งดำเนินคดีกับกองปราบ ก็สอบเสี่ยเป็นพยานแต่ต้น ในข้อหาที่แจ้งจับเจ้าพนักงาน เราก็ฟ้องโดยเอาตัวเสี่ยผู้นี้เป็นพยานปากเอก ในที่สุดศาลฏีกาพิพากษาลงโทษ รัฐมนตรีผู้นี้และผู้เกี่ยวข้อง สิบห้าปี คดีนี้ก็น่าสงสารเหมือนกันแล้วกองปราบก็หวนมาจับเสี่ยในข้อหาให้สินบน เจ้าพนักงานงาน ก็ดูไม่ค่อยถูกสักเท่าไหร่ ในการจับพยานปากเอกเพราะจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายของคดีความผิดต่อเจ้าพนักงานเป็นหมัน และในทางจรรยาบรรณด้วย ใครสนใจก็ไปอ่านในหนังสืออัยการนิเทศที่ใช้หลักนี้อยู่นะครับ เรื่องนี้ไม่ใช่กันผู้ต้องหาเป็นพยาน แต่ได้นำมาเป็นพยานแต่ต้น เรื่องนี้ไม่ใช่ทำผิดร่วมกันแต่ต้น คนหนึ่งเป็นข้อหาให้สินบน อีกคนคือเจ้าพนักงานรับสินบน จะทำผิดคนเดียวไม่ได้

     แต่ถ้ากรณีกันผู้ต้องหาเป็นพยาน คือร่วมกันทำความผิดทั้งคู่แล้วค่อยกันผู้ต้องหามาเป็นพยาน แล้วต่อมาขออนุมัติตามระเบียบกันไว้เป็นพยาน ปรกติเราใช้บ่อยคือ มือปืนกับผู้ว่าจ้าง เวลาไปตอบก็ต้องระวังให้ดี เพราะผู้ต้องหากันพยาน ต้องเป็นการกันไว้เป็นพยาน เป็นเรื่องสอบเป็นพยานแต่ต้น
   
ฎ. 1167-1168/2530
   
     ก็เป็นเรื่องการวินิจฉัยในเรื่องประมาทร่วม บิดาของผู้ตายเลยไม่มีอำนาจเป็นโจทก์ร่วม เรื่องนี้นำไปใช้กับพวกเด็กแว๊นท์ได้ ขับรถแข่งกันก็เฉี่ยวชนกัน พ่อแม่ ก็มาฟ้องไม่ได้  ความจริงอาจารย์จะลงโทษ ในข้อหา ฆ่าคนตายโดยเจตนา มันเล็งเห็นผลแล้ว ว่าจะไปชนคนตายได้ง่ายๆ   เช่นที่เราฟ้องคนปาหิน คือ พยายามฆ่าโดยเล็งเห็นผล ไม่ใช่การกระทำผิดโดยประมาทนะครับ มีฏีกาปี 45 ซึ่งมีฏีกาปีเดียวกันนี้ คือ

4085/2545
   
     เมื่อเกิดกรณีละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินคดีแก่ผู้ทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งมีวิธีพิจารณาคดีและการชั่งน้ำหนักรับฟังพยานหลักฐานที่แตกต่างกัน เมื่อโจทก์เลือกดำเนินคดีอาญา จึงต้องนำ ป.วิ.อ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้นนอกจากโจทก์จะต้องสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นโดยปราศจากเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำความผิดจริงตามคำฟ้อง ยังต้องได้ความว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้อีกด้วย เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่าฝ่ายจำเลยมีเจตนากระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว และโจทก์เป็นผู้ว่าจ้างนาย ฟ. ไปทำการล่อซื้อ จึงเท่ากับว่าโจทก์มีส่วนเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามคำฟ้องขึ้นเอง โจทก์ย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะกล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้
เป็นกรณีที่ละเมิด ศาลฏีกาฟังว่า พยานหลักฐานที่โจทก์มาสืบยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดเรียบร้อยแล้ว และคดีได้ฟังว่าโจทก์เป็นผู้ว่าจ้างไปล่อซื้อ จึงเท่ากับว่า โจทก์เป็นผู้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดเอง โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย สังเกตว่าคดีนี้ ศาลฟังว่าจำเลยไม่มีเจตนาก่อนเลย ก็มีฏีกาเก่าแก่ คือตำรวจอยากทำผลงานในเรื่องสลากกินรวบ จำเลยไม่มีความคิดค้าขายมาก่อนเลย แต่เจ้าพนักงานไปยั่วยุหรือไปก่อให้กระทำผิดมาก่อน เจ้าพนักงานเป็นผู้ก่อ เป็นคดีอาญาแผ่นดิน แต่เรื่องฏีกานี้ ตำรวจเป็นผู้ก่อ  แต่พอฏีกาที่
   
ฎ. 6523/2545
   
     บริษัทจำเลยที่ 1 มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และพร้อมที่จะคัดลอกหรือทำซ้ำติดตั้งลงในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์และส่งมอบให้ในวันที่ ฟ.ไปสุ่มซื้อได้ทันทีแม้การกระทำของฟ. จะเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีแก่ผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ แต่ก็ไม่เป็นการชักจูงใจหรือก่อให้ฝ่ายจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ขึ้นมา เพราะจำเลยมีเจตนากระทำการอันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่ก่อนแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) และมาตรา 28(2)  จำเลยที่ 1 เพียงแต่ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ ฟ. ไป ซึ่งเป็นการให้เปล่าโดยไม่คิดมูลค่า แต่คิดราคาเฉพาะตัวเครื่อง โดยพนักงานของจำเลยที่ 1 มิได้ขายหรือเสนอขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ที่ไม่มีใบอนุญาตให้แก่ ฟ. แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 และกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 31(1) คงมีความผิดตามมาตรา 31(3) ซึ่งเป็นการแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์เพื่อการค้าเท่านั้น
   
     เป็นเรื่องเหมือนกันหมดคือโปรแกรมคอมพวิเตอร์เหมือนกันหมด การที่จำเลยมีเจตนากระทำความผิด โจทก์จึงเป็นความเสียหายโดยนิตินัย จึงฟ้องจำเลยได้ตาม พรบ คอมพิวเตอร์ เรื่องนี้จะเห็นว่าศาลฏีกาฟังว่า จำเลยเจตนากระทำความผิด แต่เจ้าพนักงานเป็นตัวล่อซื้อ ยอ่างนี้ได้ ใช้บ่อย คดียาเสพติด ก็ล่อซื้อทั้งนั้น ตั้งแต่วิ่งขายในซอยมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ล่อซื้อนี่ เจ้าพนักงานที่ล่อซื้ออันตรายนะครับ ที่มีปัญหาสำหรับเจ้าพนักงานล่อซื้อ ตามมาตรา 84 วรรคท้าย มีปัญหามากใน ถ้าถ้อยคำเป็นที่ถูกจับ ต่อเมื่อได้แจ้งสิทธิตาม 83 วรรคสองแล้ว ตรงนี้เป็นปัญหาสำหรับการล่อซื้อเพราะ จับได้ปั๊ป ก็มักจะรับสารภาพกัน ก็จะถือว่ารับในชั้นจับกุม แต่ถ้าไปอยู่ที่เรือนจำจะมีผู้ชำนาญการจะแนะนำให้ อย่าลืมนะครับ นักโทษเรือนจำเรียน   มศธ. เยอะแยะแล้ว ก็มีปัญหาว่า ถ้าถ้อยคำที่เราไปล่อซื้อ แล้วจับกุมนั้นมาตรา 84 วรรคท้าย ให้รับฟังไม่ได้ แต่ถ้อยคำอื่นฟังได้ถ้าแจ้งสิทธิแล้ว นาย ก พนักงานสอบสอนได้รับแจ้งความว่ามีการฆ่ากันตาย ก็ไปสอบสวน แล้วก็มี นาย ก นอนตาย มีดาบในมือนาย ก ก็เลยแจ้งเจ้าของบ้านยอมรับว่ายิงจริง พนักงานสวนก็ถามก็ยอมรับ ก็เลยแจ้งสิทธิ ก็รับว่ายิงเนื่องจากว่า คนตายไล่เอามีดดาบฟัน หนีเขาบ้านก็ยังตามมา ถามว่าคำให้การใช้ยันในชั้นศาลได้หรือไม่ เขารับว่าเขายิง ถามว่าใช้ยันได้หรือไม่ เรื่องนี้มีคำพิพากษา ว่าเขาไม่ได้รับสารภาพนะ เขาอ้างป้องกันนะ จริงๆคือเขาให้การปฏิเสธนะ เวลาวันชี้สองสถาน เจอแบบนี้นี่คือคำปฏิเสธนะ ปัญหาว่าคำปฏิเสธนี้ใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ตอบว่าได้ เพราะพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิเรียบร้อยหมดแล้ว
   
     อีกฏีกาเรื่องการทำร้ายร่างกาย ซึ่งกันและกัน ก็ไม่ใชผู้เสียหายอยู่แล้ว ก็ระวังนะครับจะสอบผู้พิพากษาอัยการอย่าไปตีกัน ทำร้ายกัน โดยเฉพาะเรื่องล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงาน น่ากลัวนะครับ มองด้วยสายตาก็เป็นการล่วงละเมิดทางเพศเหมือนกันนะ  การเล่านิทานลามก ถ้าอีกฝ่ายไม่อยากฟังก็เป็นการล่วงละเมิดทางเพศนะครับ ก็จะเป็นการบกพร่องในทางศีลธรรม ที่ห้ามเด็ดขาดคือการพนันอย่าได้เล่นเลยนะ พรบการพนันรุนแรงนะครับ ผู้ใดอยู่ในวงการพนันสันนิฐานว่าเป็นผู้เล่นนะครับ ช่วงนี้ต้องทำตัวให้เรียบร้อย กินเหล้าเมายาไปโดนเป่าไม่ได้เป็นอันขาด………………
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 26, 2010, 12:45:45 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

Genius

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: ธันวาคม 16, 2010, 12:18:29 »

ครั้งที่ 2-4  วันจันทร์ 13 ธันวาคม 2553

      ความจริงก็คราวที่แล้วก็จะไม่เบรคนะครับ คราวที่แล้วอาจารย์สอนเรื่องว่าผู้เสียหายคือใคร ต้องดูให้ดีนะครับ ออกประจำ คือ จะสามารถฟ้องคดีได้เอง และจะร้องทุกข์ในคดีอาญาที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว คราวนี้เราจะมาพูดถึงการจัดการแทนผู้เสียหาย ก็ดูให้ดีด้วย ตัวบทมาตรา 4 จริงๆ ก็ไม่ได้ใช้ในทางปฏิบัติแล้ว เมื่อได้มีการแก้ไข กฎหมายให้ผู้หญิงมีสิทธิมากขึ้น ความก้าวหน้าของประเทศไทย มาตราสี่วรรคแรกเกือบไม่ต้องใช้แล้ว และความจริงมันก็ไม่ต้องใช้อยู่แล้ว จะมีขออนุญาตก็เฉพาะในคดีส่วนแพ่งในการจัดการสินสมรส การฟ้องคดีอาญาไม่ใช่การทำนิติกรรมเกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน

        ก็เขียนไว้เพื่อความมั่นใจว่าไม่ต้องขอก็น่าจะมีการแก้ไขตัดทิ้งไปได้แล้ว หมายความว่า สามีจะฟ้องคดีได้ต้องได้รับการอนุญาตโดยชัดแจ้งจากภริยา และไม่ได้ใช้คำว่ามอบอำนาจ เพราะมอบอำนาจเป็นการทั่วไปอยู่แล้ว มีปัญหาว่าถ้าเกิดสามีอนุญาตให้ภริยาฟ้องแทนได้ สามีที่ดีย่อมเชื่อฟังภริยาเป็นหลัก ทำไม่ได้นะครับ ต้องทำเป็นการมอบอำนาจให้บุคคลทั่วไปฟ้องแทน แต่จะใช้คำว่าอนุญาตอย่างภริยาไม่ได้ ก็อย่างที่ทราบนักเขียนกฎหมายก็เป็นผู้ชาย ปัญหาว่า วรรคสองต้องเป็นคดีที่เกิดขึ้น ตอนที่ตัวเป็นสามีภริยากัน ถ้าเป็นคดีที่เกิดขึ้นก่อนไม่ได้ ก็พิพากษาว่าสามีมีอำนาจฟ้องความผิดทางอาญาของผู้เสียหายในเมื่อมีมูลความผิดอาญา หรือหลังจากเลิกกันแล้วมีความผิดเกิดขึ้นก็ไม่ได้ ไม่ใช่อนุญาตตามมาตรา 4 ไม่ได้ ยกเว้น กรณีสามีเป็นผู้เสียหายเสียเอง เช่น

     ฎ.1998 /2494  ภริยาตกรถยนต์ถึงแก่ความตาย จำเลยเก็บทรัพย์ได้แล้วยักยอกทรัพย์นั้นไป เพราะว่าเมื่อภริยาตาย แล้วทรัพย์ตกแก่สามีทันที ก็เป็นการประทุษร้ายแก่สามีโดยตรง ฉะนั้นเวลาตอบก็ไปอ้างตัวบทมาสืบ ก็มาฟ้องเอง ไม่ใช่การจัดการแทนภริยานตามมาตรา 4 ส่วนคำว่าภายใต้มาตรา ห้าอนุสอง นั้น สามีก็มีอำนาจจัดการได้หรือไม่ดูมาตราห้าประกอบด้วย ว่ามันเกี่ยวกันด้วยหรือไม่

     มาถึงมาตราห้า อันนี้แหละครับที่ยุ่งมากประเด็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ในแง่ศาลฏีกาที่พิจารณาหลักมาก่อนมีสามกรณีคืออันแรกมาตราห้าคือ ผู้เยาว์ และก็ผู้ที่ทำการแทนผู้เยาว์เป็นใคร กฎหมายเขียนว่าผู้แทนโดยชอบธรรมไม่เหมือนกับฏีกา สมัยอาจารย์เรียนเนฯ ก็งง ผู้แทนโดยชอบธรรม มีอำนาจจัดการได้ตามมาตรา 1571 ได้รับการยินยอมในการทำนิติกรรมใดๆตามมาตรา 26 ถึง 27 ฉะนั้นวิอาญามาตรา 5 จึงนำมาใช้ด้วยกรณีผู้เยาว์มีบิดามารดา ผู้ใช้อำนาจปกครองกับผู้ปกครองก็ไม่เหมือนกัน ผู้ปกครองศาลแต่งตั้งให้กรณีผู้เยาว์ไม่มีบิดามารดาก็ตั้งผู้ปกครองตามมาตรา 1585  อันนี้เป็นผู้ปกครองที่ศาลตั้งมันมีผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมกฎหมายแพ่งมาตรา 1598/28 บุตรบุญธรรมมีฐานะเป็นและกฎหมายกำหนดว่าบิดาโดยกำเนิดหมดอำนาจแล้วตั้งแต่วันจดทะเบียนบุตรบุญธรรม เอากฎหมายแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม
   
     มีปัญหาต้องพิจารณาต่อไปว่าเขาต้องกระทำการแทนบิดาที่รับบุตรบุญธรรมหรือไม่ ก็ระมัดระวังตน ก็มีฏีกาเรื่องหนึ่งยกฟ้องแล้วคือ ฎ.405/2512 บิดามารดาที่ไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตรไว้ ก็ไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ตามมาตรา 5 ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ตอนที่ฟ้องแทนผู้อื่นยังไม่จดทะเบียนรับรอง ต่อมาถึงไปจดเข้า เลยไม่มีผลย้อนหลังปัจจุบันก็มีปัญหาที่แก้ไขกฎหมายแพ่ง ปัจจุบันก็ใช้ไม่ได้ แต่จำหลักว่า ตอนยื่นฟ้องต้องเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายแค่นั้นเอง กฎหมายแพ่งนั้น จะแก้ไขอย่างไรก็ตาม ก็ต้องดูว่ามีผลแต่เมื่อไหร่
     
     ตอนที่ยื่นฟ้องนั้นมันมีผลหรือยัง คิดล่วงหน้า ว่าถ้าเผื่ออาจารย์ออกสอบแล้วจะทำอย่างไร คิดล่วงหน้าว่าถ้าเกิดอาจารย์ออกสอบ ก็จะเตรียมสอบได้ล่วงหน้า ถ้าบิดายังไม่มีอำนาจฟ้อง มันไม่สามารถแก้ไขได้โดยการจดทะเบียนรับรองบุตร แต่ถ้าวิธีการขออนุญาตนั้นผิดเพี้ยนไปอย่างนั้นแก้ไขได้ ถ้าเป็นเรื่องเขามีอำนาจทำได้นั้น มันไม่ถูกต้องตามกฎหมาย อันนั้นศาลฏีกาวินิจฉัยว่ามันแก้ไขข้อบกพร่องอันนี้ได้ มันตัดเหตุ ก็ดูให้ดีนะครับว่าเรื่องที่ออกสอบนั้นเป็นเรื่องข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถ หรือไม่มีอำนาจ เช่นผู้เยาว์ได้รับความยินยอมจากบิดาให้ฟ้องคดีอาญาเอง ผู้เยาว์ก็ไปฟ้องโดยอ้างว่าได้รับความยินยอม เรื่องนี้เห็นว่าแม้บิดาให้ความยินยอมก็ฟ้องไม่ได้ จึงเป็นฟ้องไม่ได้ เพราะกฎหมายให้ผู้ปกครองเป็นผู้ฟ้องคดี แต่ถ้าผู้เยาว์กระทำอย่างนี้ศาลฏีกาพิพากษาว่าศาลสามารถแก้ไขได้ เป็นความสามารถบกพร่องไม่ใช่ไม่มีอำนาจ เพียงแต่กฎหมายเห็นว่าเขายังอ่อนเยาว์ยังเป็นเด็กอยู่ เพราะฉะนั้นการจะทำอะไรก็ ต้องให้พ่อแม่เขาดูแล อันนี้ใช้เฉพาะกรณีที่จะฟ้องเอง แต่ถ้าร้องทุกข์ผู้เยาว์ทำเอง เพราะการร้องทุกข์ไม่ใช่การทำนิติกรรม

     กรณีร้องทุกข์แทนต้องเป็นกรณีที่ผู้แทนโดยชอบธรรมไปร้องทุกข์แทนผู้เยาว์ ถ้าไม่ใช่ก็มีปัญหา แต่ก็ไม่ใช่กรณีที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีนี้ไม่มีการร้องทุกข์ตาม ป.อ. ก็สอบสวนไม่ได้ตาม 121 อัยการก็ฟ้องไม่ได้ตาม 120 เวลาตอบข้อสอบก็ต้องตอบโยงกันเสมอ ตั้งแต่นิยามคำว่าผู้เสียหาย และก็นิยามการร้องทุกข์ ถ้าไม่มาให้ใครร้องทุกข์แทนหรือไม่ อันนี้โยงไปหมดเลย จากนั้นเข้าสู่มาตรา 120 ดูฏีกา ทุกเรื่องก็จะโยงมาหมด เวลาตอบตอบอย่างนี้จะได้คะแนนดี ขาดคะแนนเดียวทุกสนามทำให้น้ำตาล่วงได้ทั้งนั้น

     ผู้ไร้ความสามารถ จะมีความหมายกว้างกว่าคนไร้ความสามารถนั้นอยู่ในกฎหมายแพ่ง แต่ผู้ไร้ความสามารถนั้นโยงไปถึงบุคคลวิกลจริตที่ศาลยังไม่ได้สั่ง พูดไม่รู้เรื่องไปฟ้องคดีก็ไม่ได้ แต่คนวิกลจริตก็มีสิทธิของเขา ดูมาตรา 6 จะมีคำว่าคนวิกลจริตด้วย ก็จะเห็นว่าวิอาญาก็คุ้มครองให้ดำเนินคดีอาญาได้ เพราะรัฐธรรมนูญบอกว่า พิพากษาขัดรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นขณะนี้รัฐธรรมนูญต้องอ่าน ถ้าไม่ให้สิทธิเขาก็จะขัดมาตรา 4 ฉะนั้นมาตรา 6 จึงให้การคุ้มครองไว้ เปิดตัวบท

     มาตรา 29 วรรคสอง จะเห็นว่าคดีที่คนวิกลจริตได้ฟ้องแล้วตายไปนั้น ผู้อนุบาลก็รับมรดกความได้ ผู้เสมือนไร้ความสามารถนักศึกษาต้องระวัง ผู้เสมือนไร้ความสามารถถูกจำกัดสิทธิในการทำนิติกรรม นอกจากนั้นเขาทำได้เองตลอด ไม่เหมือนคนไร้ความสามารถ โดยขอความยินยอมจากผู้พิทักษ์เท่านั้น แล้วก็มาตรา 34 อนุสี่บอกว่า กิจการที่ต้องขออนุญาตจากศาล อย่างไรก็ดี กฎหมายจำกัดแค่ฟ้องคดี แต่ไม่ห้ามในการร้องทุกข์ ที่คือการแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแทนเขา ห้ามฟ้องแต่ไม่ได้ห้ามร้องทุกข์ ฎ.5720/2546 แต่ไม่มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งฟ้องคดีแทนคนเสมือนไร้ความสามารถ ศาลบอกว่าทำไม่ได้ คุณทำได้เพียงแค่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาต ถ้าอยากฟ้องคดีแทนนักก็ไปให้มอบอำนาจมา แต่ไม่ใช่ว่าไปฟ้องแทนเขา

     สำหรับผู้เยาว์ที่ฟ้องคดีเองโดยผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาต คดีนี้เป็นเพียงความสามารถบกพร่อง ศาลฏีกาไม่เห็นด้วยคือ ฏีกาที่ 563/2517  ผู้เสียหายที่เป็นผู้เยาว์เข้าร่วมกับพนักงานอัยการก็ต้องเป็นโจทก์ร่วมแทน มิได้เป็นไปตามบทบัญญัติอันว่าด้วยความสามารถของผู้เยาว์ แต่ว่าศาลจะยกฟ้องหรือไม่รับ พิจารณาเพียงคนเดียวไม่ได้ ศาลชอบที่จะสั่งแก้ไขความบกพร่องไปก่อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 วรรคสี่ กฎหมายหลักคือ วิ.แพ่งมาตรา 56 วรรคสี่ คือการนำวิ.แพ่ง มาใช้โดยอนุโลม ก็แก้ไขได้ พูดง่ายคือ มันผิดขั้นตอนเฉยๆ  ปัญหาผู้พิทักษ์ฟ้องแทนบุคคลไร้ความสามารถ อันนี้ต้องยกฟ้องเลยไม่สามารถแก้ไขได้ เพียงแต่จะอนุญาตหรือไม่เท่านั้นไม่ได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 16, 2010, 16:13:55 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

Genius

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2-4
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: ธันวาคม 16, 2010, 12:22:16 »

     คำว่าผู้อนุบาลคือผู้อนุบาลตามความเป็นจริง เพราะกฎหมายให้การคุ้มครองอย่างกว้าง ก็ศึกษามาเป็นอย่างดี การจัดการแทนผู้อื่นคือผู้บุพการี ใช้ตามความเป็นจริง ไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็ทำแทนได้ ฎ.1384/2516 บุพการีก็บุพการีตามความเป็นจริง ผู้สืบสันดานก็ต้องเป็นผู้สืบสันดานตามความเป็นจริง เรื่องนี้ก็เป็นปัญหาว่าบุตรบุญธรรมโดยสภาพความเป็นจริงคือบุตรโดยแท้ เรื่องนี้ยังมีฏีกายืนยันโดยตรง

       ฎ. 9625/2519   

     คำว่าผู้สืบสันดาน ตามกฎหมายแพ่ง ต้องมีฐานะแตกต่างจากผู้รับบุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรมจึงมิใช่ผู้สืบสันดานดังนั้นในการลักทรัพย์กฎหมายอาญายอมความไม่ได้ ถ้าเป็นผู้สืบสันดานตามความเป็นจริงก็เลยใช้สิทธิบุตรบุญธรรมขอยอมความ เพราะว่าผู้สืบสันดานตามความเป็นจริงเท่านั้น ก็เทียบกับ วิ.อาญามาตรา 5 อนุมาตรา 2  ก็ฟ้องแทนกันไม่ได้ ยังไม่เคยเกิดขึ้น แต่อาจารย์เคยออกสอบมาก็ลองเทียบเคียง อันนี้ก็ระวังให้ดีนะครับ ก็ตีความตามคำพิพากษาในคดีอาญาแล้วคงไม่ใช่เมื่อไม่ใช่ก็โยงฏีกาใหม่ ส่วนบุพการีนั้น แม้เป็นพระก็ฟ้องแทนลูกได้คือ ฎ. 67/2494 พ่อเป็นพระฟ้องแทนลูกที่เป็นผู้เยาว์ฉะนั้นพระองค์นี้ก็ฟ้องแทนลูกได้ ถ้าเกิดพระท่านเกิดมีลูกในขณะที่เป็นพระก็เป็นเรื่องปรชิกในทางธรรม

     กรณีมาตรา 5 อนุมาตรา 2 บอกว่าเฉพาะแต่ในความผิดอาญาที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บอันไม่อาจจะจัดการแทนได้ ถ้าไม่ชัดแจ้งหรือเหตุที่เขาถูกทำร้ายไม่ถึงตาย ศาลฏีกาก็ยกเลิก กฎหมายบังคับแค่เรื่องบาดเจ็บหรือตายเนื่องจากจำเลยโดยแท้ บาดแผลมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย จึงไม่ใช่กรณีที่ผู้ตายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่อาจจัดการเองได้ คือเรื่องนี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ตาย ตายเพราะถูกทำร้าย เรื่องนี้เข้าใจว่าไปปรากฎในภายหลัง ก็ตราบใดที่ความตายไม่เกิดแก่จำเลยก็เป็นการบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการแทนเองได้ ตรงบาดเจ็บนี้ก็ยังเป็นถ้อยคำที่เขียนไว้ต้องพิสูจน์ การจัดการแทนนั้นต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยด้วย

     เรื่องนี้เคยออกสอบเมื่อหกเจ็ดปีที่แล้ว กรณีที่แข่งขับรถแล้วเฉี่ยวชนกัน ปรากฎว่า อีกฝ่ายหนึ่งตาย ก็ปรากฎว่าจากการสืบพยานนั้น ต่างฝ่ายต่างซิ่งกันทั้งคู่บิดามารดาก็มีอำนาจจัดการแทนให้ มีปัญหาว่ากรณีที่ต่อยมวยกัน มีฏีกาอยู่เรื่องที่ ไปต่อยมวยเล่นการพนันกันแล้ว มีคนตาย จากการชกมวยที่พนันเอาเงินกัน แต่เป็นการพนันที่ผิดกฎหมาย แล้วอีกฝ่ายหนึ่งตาย บิดาของผู้ตายก็ฟ้องเด็กอีกคนหนึ่งข้อหาทำให้ลูกเขาตาย เรื่องนี้ศาลฏีกาก็ยกว่าไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ฉะนั้นจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ก็น่าคิดว่ากรณีที่เป็นการแข่ง
ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือชกมวย แต่เป็นการแข่งโดยชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาว่าผู้ตายหรือญาตเขาจะฟ้องอีกฝ่ายได้หรือไม่ ในข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา ก็ต้องไปดูในความยินยอมของผู้เสียหายที่ไม่เป็นเหตุให้เป็นความผิดอาญา ฉะนั้นในกรณีที่แข่งกีฬานั้น ตลอดเวลาบางทีถึงกับตายก็มี สังเกตว่าจะไม่มีการดำเนินคดีอาญา เพราะว่าเป็นการยินยอมของผู้เสียหาย และการยินยอมนั้นไม่ขัดต่อความสงบ ถ้าเกิดกรณีชกมวยกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วเกิดบาดเจ็บล้มตาย จะฟ้องได้หรือไม่ แต่ความยินยอมที่ให้หมอลงมือผ่า ที่ไม่ดำเนินคดีกับหมอ เว้นแต่หมอประมาทนั้น ไม่มีการดำเนินคดีเพราะความยินยอมนั้นถือเป็นความยินยอมที่ยอมรับกันได้

     ขณะนี้ก็เรียนให้ทราบ มาตรา 12 ยอมให้บุคคลทำพินัยกรรมชีวิต ถ้าเจ็บป่วยขนาดนี้ ให้แพทย์ยุติการช่วยชีวิตได้ ให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ถ้าแพทย์หรือพยาบาลต่างๆ ทำถูกต้องตามกฎกระทรวงไม่ต้องรับผิดในทางแพ่งทางอาญา ฉะนั้นก็ทราบเรื่องแล้วว่ามีกฎหมายใหม่ออกมา ก็เป็นความยินยอมที่ไม่ขัดต่อความสงบ
 
     ก็มีกฤษฏีกาตีความมาเรื่องหนึ่งคือ เด็กอายุต่ำกว่าสิบแปด ไปตัดถุงอันฑะนั้น มีปัญหาไม่เหมือนการแปลงเพศที่มีกฎ แต่นี่ไม่ถามอะไรขึ้นเตียงก็จัดการไปเลย จึงไม่อาจยอมรับตามกฎหมาย อันนี้เป็นฏีกาที่นักศึกษารุ่นใหม่ต้องพิจารณาด้วย สำหรับผู้กระทำการแทนผู้เสียหาย ตามมาตรา 5 อนุสาม ก็เป็นตาม อนุมาตรา 7 คือ ถ้ามีผู้แทนนิติบุคคล กระทำการแทนนิติบุคคลเท่านั้น ข้อบังคับในการจดทะเบียน เช่น

     ฎ.3831/2532

     ผู้จัดการนิติบุคคลไปร้องทุกข์ยอมความแทนนิติบุคคลโดยระบุชื่อตนเองเท่านั้นเป็นผู้ร้องทุกข์ แล้วก็ลงชื่อตัวเอง แต่เรื่องนี้ด้วยความเคยชินก็ไปร้องทุกข์โดยระบุชื่อตนเอง นิติบุคคลโดยผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ก็ไม่เข้าคำนิยามตามมาตรา 5 อนุสาม  กำหนดว่าการร้องทุกข์ต้องมีกรรมการลงนามกี่คนก็ต้องปฏิบัติตามด้วย

     ฎ.1590/2530

     ให้มีกรรมการสองพวก พวก ก พวก ข แล้วก็ไปร้องทุกข์ ก็ถือว่าไม่มีการร้องทุกข์โดยผู้เสียหาย มาตรา 121 ออกสอบเนฯ ก็ถูกต้องตามวิชา พวกที่เป็นหุ้นส่วนนั้นไม่ใช่ผู้แทน อย่างพวกที่มีผลประโยชน์ผู้มีส่วนได้เสียนั้น คดียักยอกซึ่งผู้จัดการเสียเอง ผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหาย การฟ้องเองก็ต้องอ้างมาตรา 28 แต่ถ้าร้องทุกข์ก็ตอบเอง แต่ถ้านักศึกษาจะตอบในเรื่องการฟ้องก็ต้องตอบตามมาตรา 28 จึงจะได้ความ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 16, 2010, 16:15:48 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

Genius

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2-4
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: ธันวาคม 16, 2010, 12:26:22 »
     
     มีกฎหมายอันใหม่คือ ถ้านิติบุคคลกระทำผิดกรรมการผู้จัดการต้องร่วมรับผิดกับนิติบุคคล พรบ.ต่างๆ เอากรรมการใครมีส่วนบริหารโดนหมด เพราะฉะนั้นก็ต้องระวังนะครับ ใครมาจดทะเบียนเป็นกรรมการบริษัทกับกระทรวงพาณิชย์ มันไปทำกิจการล่อลวงประชาชน เช่น พรบ.กู้ยืมเงิน จับทั้งชุดนะครับ ที่เตือนเพราะอาจารย์เคยเข้าไปดูเรื่องที่มีลุงหนึ่ง อายุเจ็ดสิบปีไปลงชื่อ แล้วมีบริษัท ทำแชร์ลูกโซ่ ก็สืบพยาน คุณลุงถูกขังมาสิบกว่าปี ยังไม่เสร็จเลย ผู้เสียหายต้องระบุชื่อ จะไปร้องทุกข์ว่าเป็นกรรมการทั้งชุดไม่ได้ เพราะเวลาวินิจฉัยความผิดแต่ละคนก็แยกวินิจฉัย เพราะฉะนั้น จะใช้คำว่าคณะกรรมการทุกคนไม่ได้

     คราวนี้เรามาพูดถึงมาตรา 6 ผู้แทนเฉพาะคดี เป็นกรณีที่ผู้เยาว์ไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรม สังเกตว่า ผู้วิกลจริต หรือคนไร้ความสามารถใช้ชื่อเดียวกัน อันนี้ต้องเป็นกรณีที่ผู้เยาว์หรือบุคคลไร้ความสามารถเขามีชีวิตอยู่นะ ไม่ใช่ตายนะ เพียงแต่ว่าเขาไม่มีผู้แทนเท่านั้นเอง และหากเขาตายแล้วไม่สามารถตั้งผู้แทนเฉพาะคดีได้ ถ้าหากจะมีคนมาดำเนินคดีแทนเขาต้องใช้มาตรา 5 อนุมาตรา 2 แต่ไม่ใช่ ใช้มาตรา 6 ก็ต้องระวังนะครับ ใช้เฉพาะกรณีที่บุคคลนั้นมีชีวิตอยู่ ถ้าเขาตายแล้วจะไปตั้งผู้แทนเฉพาะคดีไม่ได้ ถ้าจะทำก็ต้องไปอาศัยมาตรา 5 อนุมาตรา 2 ก็ต้องสืบว่าเขาเกี่ยวข้องอย่างไร จะไปใช้มาตรา 6 ไม่ได้ กรณีที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายนั้น แม้คนที่มาตรา 5 อนุสองกำหนดไว้ ไม่มีชีวิตอยู่ก็ดี คู่เขยของผู้ตายจะมาร้องขอเป็นผู้เสียหายไม่ได้

     มาตรา 5 อนุมาตรา 2 ก็จัดการไมได้ ตั้งผู้แทนเฉพาะคดีก็ไม่ได้ ก็ให้อัยการฟ้อง รัฐก็มีอยู่ เรื่องนี้ใช้กับกรณีที่ต้องการฟ้องเอง ฎ.1625/2532 การร้องขอตั้งผู้แทนเฉพาะคดีของผู้วิกลจริต ต้องเป็นกรณีมีชีวิตอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าตายก่อน ศาลสั่งตั้งผู้แทนเฉพาะคดี เนื่องจากคดีนี้ถือว่าเป็นการเฉพาะคดีอาญาไม่ต้องไปใช้ รัฐเป็นโจทก์มีการละเมิด ส่วนมากคดีพวกนี้อายุความมันยาว ก็เลือกใช้วิธีการใช้กลไกของรัฐ วันนี้ก็คงจบในเรื่องผู้เสียหาย มาตรา 4 5 6

     ต่อมาพูดถึงเรื่องอำนาจการสอบสวนกับอำนาจการฟ้องคดีอาญา เนื่องจากความสัมพันธ์ในเรื่องการสอบสวนกับการฟ้องคดีเป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแต่ว่ากฎหมายให้ตำรวจสอบสวนก่อนนั่นเอง นักศึกษาก็ควรทราบว่าแม้อัยการไม่ได้ สวนสวนมาก่อน แต่อำนาจของอัยการ กับพนักงานสอบสวน เปิดดูสารบรรณวิ.อาญา ก็รวมอยู่ในอำนาจการสอบสวน เพราะเขาถือว่าอัยการกับตำรวจได้สอบสวนร่วมกัน เพียงแต่ในวิ.อาญาไทยตำรวจจะสอบสวนก่อน แล้วมาถึงอัยการจึงจะมีการสอบสวนเพิ่มเติม ตามมาตรา 143 ดูให้ดีนะครับ เป็นอำนาจที่สำคัญอย่างยิ่งของอัยการ

     เพราะฉะนั้นวิ.อาญาจึงถือเป็นเรื่องสำคัญถ้าการสอบสวนไม่ชอบ ก็ขัดกับมาตรา 120 ถือว่าไม่มีการสอบสวน การสอบสวนที่ไม่ชอบเช่น การสอบสวนโดยพนักงานที่ไม่ใช่พนักงานสอบสวน คือกฎหมายไม่ได้เขียนให้เป็นพนักงานสอบสวน เช่น รมต.มหาดไทย รับคำร้องทุกข์ไม่ได้นะ เพราะว่าเป็นเพียงผู้ควบคุมดูแลงานบริหารตาม วิ.อาญาเท่านั้น แต่ไม่ใช่พนักงานฝ่ายปกครอง หรือพนักงานตำรวจ การสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ไม่มีเขตอำนาจ หรือการสรุปสำนวนทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง มิได้กระทำโดยพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ฎ.1994/2529  ก็ต้องเป็นพนักงานสอบสวนที่ทำความเห็นสรุปสำนวนถึงพนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวนกระทำผิด หรือการสอบสวนที่ไม่ได้แจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบ

     ฎ.1250/2521  คือไม่ได้ทำตามมาตรา 134 นั่นเอง ตั้งข้อหาเขาเยอะแยะแต่ลืมแจ้ง พนักงานสอบสวนบางคนจบเนฯ ตั้งขอหามาก ลืมแจ้ง ก็มีผลตาม 134 คือเขามีสิทธิให้การต่อสู้ว่าเขาให้การอย่างไร 134 แก้ไขใหม่ มีเงื่อนแง่มาก ที่แก้ไขใหม่เมื่อปี 2547 มีคำหนึ่งที่ควรทราบ คือ ...และทราบให้ทราบถึงข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการกระทำความผิด แล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบคือเพิ่มมาคือ ต้องสรุปเรื่องให้เขาทราบ แล้วก็ในวรรคสี่ที่แก้ไขใหม่ปี 47  ก็คือต้องให้โอกาสผู้ต้องหาในการแก้ข้อหาและแสดงความคิด ประโยคสุดท้ายเพื่อต้องการพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา แต่พอผู้ต้องหาจะให้การ ก็คือมีสิทธิที่จะให้การ ซึ่งมันขัดต่อหลักการสอบสวน คือให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิด เพราะฉะนั้นพยานหลักฐานจะเป็นประโ ยชน์แก่ผู้ต้องหาไม่ได้ เขาจะฟ้องตาม 157 แต่ 134 เราก็ต้องพูดกัน อันนี้เป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบที่เป็นสาระสำคัญในการสอบสวนเสียทั้งหมด แต่มีบางอันที่แก้ไขใหม่คือ การสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็ก โดยไม่ได้แจ้งพนักงานอัยการ แล้วไม่ได้หมายเหตุว่าเหตุใดจึงไม่แจ้งให้บุคคลทั้งสองมาด้วย แล้วเรื่องไปปรากฎในชั้นศาลฏีกา การสอบสวนขาดองค์ประกอบสำคัญที่มาร่วมการสอบสวน แต่จากการแก้ไขเมื่อปี 2547 ก็ได้แก้ไขใหม่ว่าไม่ถึงกับทำให้การสอบสวนเสียไปหมด แต่เพียงทำให้การสอบสวนนี้เสียไปแค่คำให้การเด็ก ช่องต่อมาคือ พนักงานสอบสวนที่ทำให้มีอำนาจและหน้าที่ ต้องอ้างนิยามพนักงานสอบสวน ตามมาตรา 2 ด้วย คือต้องมีอำนาจและหน้าที่ มีอำนาจเฉยๆไม่ได้ ต้องมีหน้าที่ด้วย อำนาจอยู่ในมาตรา 18 ไม่ได้พูดถึงหน้าที่ พูดถึงอำนาจในการสอบสวนหรือฝ่ายปกครองมีอำนาจตามมาตรา 18 เท่านั้นแต่ไม่มีหน้าที่สอบสวน ให้ตำรวจสอบสวนแต่ผู้เดียวในต่างจังหวัด ถ้าหากต่อไปฝ่ายปกครองประสงค์ให้มีหน้าที่ในการสอบสวน ส่วนหน้าที่นั้นอยู่ที่ว่าเป็นนโยบายอย่างไรที่มอบหมาย อำนาจหน้าที่นั้นอาจเกิดตาม ป.วิ.อ. หรือเกิดตามกฎหมายอื่นก็ได้

     แต่ขณะนี้มีอัยการกำหนดตามมาตรา 20 แก้ไขใหม่แล้ว ก็นักศึกษาเปิดดูมาตรา 155 อัยการร่วมด้วย ขณะนี้เริ่มแล้วเราเริ่มสอบสวนคดีวิสามัญ ก็ขอให้ระมัดระวังด้วย ส่วนตามกฎหมายอื่นก็มีเช่น dsi พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นอกจากนั้นพนักงาน ปปช. คือพนักงานสอบสวนได้ด้วย แล้วก็มีกฎหมายอีก เช่น พนักงานสอบสวนว่าด้วยการประมงไทย นี่คือกฎหมายเก่าแก่ แล้วก็มีพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับ พรบ.ผูกขาดการค้า ก็ต้องดูกฎหมายเป็นเรื่องๆ ไป ก็เขียนว่ามีอำนาจและหน้าที่ในการสอบสวน ก็มีมาตราสำคัญคือมาตรา 18 และมาตรา 19 มาตรา 18 เป็นกรณีที่ความผิดเกิดในท้องที่เดียวกัน มาตรา 19 เป็นกรณีที่ความผิดเกิดในท้องที่เดียวกัน ก็เกิดปัญหาโดยตรงที่เราไม่เคยทำ ก็ทำมานานก็ไม่เข้าประการ 18 คือความผิดเกิดขึ้นหลายท้องที่ อันนั้นแล้วแต่ แต่เป็นความผิดเกิดขึ้นท้องที่เดียว สำหรับในประเทศคือมีพนักงานสอบสวนฝ่ายเดียว ต่างจังหวัดก็มีสองฝ่าย

     ส่วนถ้าเป็นความผิดนอกราชอาณาจักรก็เป็นเรื่องพนักงานอัยการจะสอบสวน เกี่ยวกับมาตรา 20 ด้วย สำหรับมาตรา 18 ความผิดเกิดในท้องที่เดียว กฎหมายก็เขียนความรับผิดชอบไว้ในท้องที่เดียว ก็ให้เกิดความผิดเกิด อ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิด แต่ว่า กฎหมายก็ไม่ได้เคร่งครัดถึงกับว่าแล้วที่อื่นทำอย่างไร หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ในท้องที่หนึ่งจับได้ สอบสวนได้ แต่เป็นลำดับรองมา แต่เฉพาะความผิดเกิดขึ้นท้องที่เดียวนะ อาจมีท้องที่อยุ่ในทีเกิดเหตุก็ได้ แต่ตัวความผิดไม่ได้ ฉะนั้นพนักงานสอบสวนอาจมีถึงสามแห่งคือท้องที่ที่เกิด ผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับ คือ ไปอีกมาตรา 19 เดี๋ยวงง ก็ไม่เกี่ยวกับสามที่นี้เลย ถือเป็นพนักงานสอบสวนที่ไม่มีเขตอำนาจเลย คือความผิดที่เกิดขึ้น แต่ที่อื่นไม่เกี่ยวกับสามอันนี้คือไม่เกี่ยวเลย จะกลายเป็นการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ไม่มีเขตอำนาจ

     ฎ.464/2548 จำเลยขายแอมเฟตตามีน ซึ่งเป็นยาเสพติด จำเลยมีที่อยู่และถูกจับในเขตอำเภอหนึ่ง คือความผิดเกิดขึ้น มีที่อยู่และถูกจับในท้องที่นั้น ทั้งที่ความผิดเกิดขึ้นที่นี่ จำเลยถูกจับอีกที่ พนักงานสอบสวนอีกที่หนึ่งนั้น ไปก่อความผิดฉะนั้นจึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง อัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120 ความผิดเกิดขึ้นมีที่อยู่หรือถูกจับ ถ้าไม่ได้ทำไม่ได้ แต่สอบแล้วพนักงานสอบสวนก็ต้องอ้างตามมาตรา 2 ด้วย มีอำนาจและหน้าที่ และอ้างมาตรา 18
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 16, 2010, 16:17:08 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

Genius

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2-4
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: ธันวาคม 16, 2010, 12:31:07 »
       
     ฎ. 337/2543 จำเลยให้ผู้ตายกินยาพิษท้องที่หนึ่ง ผู้ตายถูกนำส่งโรงพยาบาลท้องที่หนึ่ง พนักงานสอบสวน ส.น.ที่ตายก็เลยสอบสวน เลยบอกว่าเป็นเพียงผลความผิดที่เกิดขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่ ส.น.ตามมาตรา18  การทำผิดเกิดขึ้นที่ ส.น.หนึ่ง พนักงานสอบสวนก็คงจะโดนเล่นงาน ก็งงเหมือนกัน ก็มันตายท้องที่ผม เกิดไม่รับคำร้องทุกข์ขึ้นมาไปโดนผู้ใหญ่ผมก็โดนสอบ ก็ออกไม่ค่อยได้กัน กรมอัยการก็เลยเห็นพ้อง ความรู้สึกอาจารย์ก็ว่าน่าจะเป็นโรงพยาบาลที่ผู้ตายๆ

     ฎ.1946/2542 จำเลยมาปรากฎตัว ต่อพนักงานสอบสวน แจ้งข้อหาให้ทราบและควบคุมตัวดำเนินคดี จึงเป็นสถานที่ที่จำเลยถูกจับ มีอำนาจสอบสวนได้ตามมาตรา 18  ส่วนใหญ่มักจะผลักภาระกัน ศาลฏีกาก็มองว่าที่มามอบตัวที่นี่ก็ได้ แต่การควบคุมตัวนั้นก็มองว่าเป็นการจับไม่ชอบ เพราะตามมาตรา 134 วรรคห้า นักศึกษาเปิดตัวบท แล้วเสนอสำนวนให้พนักงานอัยการก็ฟ้อง ก็ถือเป็นการสอบสวนที่ใช้ได้หรือไม่ ศาลก็ถือหลักว่า แม้การจับไม่ชอบ แต่การสอบสวนชอบ ก็ใช้ได้ การแจ้งสิทธิต้องท่องให้ครบสี่อัน ไม่เช่นนั้นจะเป็นการจับที่ไม่ชอบ ศาลถือว่าพยานหลักฐานใช้ไม่ได้ อันนั้นเป็นหลักของสุพรีมคอทของสหรัฐ

     มาตรา 19 ค่อนข้างยุ่งยาก คือ ความผิดเกิดขึ้นหลายท้องที่เป็นความผิดเกี่ยวเนื่องกัน อันนี้พนักงานสอบสวนมีอำนาจหลายคน ตรงนี้แหละครับ ที่ศาลยกเป็นประจำ แต่ที่มีปัญหาคือ ใครเล่าเป็นคนรับผิดชอบ ทำสำนวนเสนอให้พนักงานอัยการ ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นบ่อยๆคือคดีเบิกความเท็จ คือตำรวจท้องที่ที่สอบปากคำ กับท้องที่ที่ศาลตั้งอยู่มันคนละอำเภอ โรงพักก็ส่งมาให้อัยการ ในตอนที่ให้การกับตำรวจนี้ พอขึ้นศาลให้การใหม่ว่าไม่ถึง ก็เป็นปัญหาว่าแจ้งความเท็จหรือเบิกความเท็จ ของจริงอยู่ที่ไหน สิ่งที่เขาพูดในชั้นตำรวจ อาจเป็นเรื่องหนึ่ง พอขึ้นศาลไปความจริงไม่ผิดก็แล้ว แต่ตรงนี้แหละที่มีปัญหาว่าความจริงมันเกิดที่ไหน ฎ. 723/2490  กรณีที่จำเลยแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนท้องที่หนึ่งแล้วไปเบิกความที่อำเภอเมือง ที่เป็นอีกท้องที่หนึ่ง ที่พนักงานสอบสวนก็ไม่ทราบว่า เป็นเบิกความเท็จหรือแจ้งความเท็จ พนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้หมด
 
     กรณีที่สองคือ ความผิดส่วนหนึ่งเกิดท้องที่หนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเกิดอีกท้องที่หนึ่ง ฉะนั้นท้องที่ไหนก็มีอำนาจสอบสวนได้ ประเด็นความผิดกรณีที่สาม พกพาอาวุธปืนคดีเงินตราปลอม พระราชบัญญัติการฟอกเงิน คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองมา ความผิดต่อเนื่องกันเลย ก็สอบได้ทุกโรงพัก

     แต่มีฏีกาที่ 1586/2526  ฏีกาเรื่องนี้คาบเกี่ยวกับมาตรา 20 กับมาตรา 19 ถ้าวินิจฉัยไปอีกเรื่องหนึ่งยกฟ้องเลย ก็เป็นคดีที่ว่าด้วยคนไทยไปบังคับหน่วงเหนี่ยวคนมาเลเซีย ขับรถวิ่งมาชายแดนไทยแล้วมาถูกจับในไทย เรื่องนี้ก็มีปัญหาว่า มันเข้ามาตรา 20 ที่เป็นอำนาจอัยการสูงสุด หรือ อัยการจังหวัดสตูล ศาลฏีกาฟังว่าการที่จำเลยบังคับให้ผู้เสียหายขับรถมาในไทยก็น่าเชื่อว่ามีการควบคุมตลอดแล้ว ถือว่าความผิดเกิดในประเทศไทยด้วย พนักงานสอบสวน สภอ. จึงมีอำนาจสอบสวนได้ ถ้าเรื่องนี้มองว่าเป็นมาตรา 20 แท้ๆ คดีนี้จะยกฟ้อง แต่ต้องทำตามขั้นตอนมาตรา 20 ยังดีที่ศาลฏีกาอนุโลมให้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้คนผิดลอยนวลเลย  แล้วพนักงานสอบสวนมักตีความว่า เกิดไม่ได้ ความผิดเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร กฎหมายอาญาบอกว่าต้องรับโทษ พนักงานสอบสวนหลายคนอนุมัติเลย ก็ต้องเตือน

     อีกอันที่เกิดขึ้นบ่อยที่วินิจฉัย คือ สถานที่สั่งจ่ายเช็คกับสถานที่ปฏิเสธการจ่ายเงิน ฉะนั้นศาลฏีกาจึงตีความว่า เป็นการที่ต่อเนื่องกันกับธนาคารที่จ่ายเงิน คือ ผู้เสียหายเอาเช็คไปขึ้นเงินกับธนาคารนั้น พนักงานสอบสวนที่จำเลยออกเช็ค นั้น เกิดได้ ศาลฏีกาก็ตีความเสมอมาว่าต้องถือว่าธนาคารจ่ายเงินนั้น แต่เพื่อประโยชน์ในการสอบสวน ศาลฏีกาตีความว่าก็ถือเป็นความผิดต่อเนื่อง พนักงานสอบสวนที่จำเลยออกเช็คก็ฟ้องไมได้ ก็ต้องฟ้องศาลที่ธนาคารตั้งอยู่ไม่เหมือนการสอบสวน กว้างกว่า พนักงานสอบสวน สถานที่ออกเช็ค สอบสวนทั้งสองฝ่าย แต่ฟ้องเองไม่ได้ ความผิดเกิดขึ้นได้อย่างเดียวไม่ใช่การสอบสวน สมัยที่อาจารย์สอบเนฯก็งงเหมือนกัน พอรู้แจ้งเห็นจริง แล้ว ก็เห็นว่าท่านมีอำนาจสอบสวน

     ฎ. 2070/2549  ออกเช็คในท้องที่ใดย่อมถือว่าการกระทำความผิดอาญาตาม พรบ.การใช้เช็ค ได้กระทำในท้องที่นั้น ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อท้องที่นั้น คดีถือว่าเป็นการสอบสวนโดยชอบ มันไม่สงบ เช่นเขาอยู่ที่เชียงใหม่ออกเช็คที่เชียงใหม่ มาขึ้นเงินแบงค์ที่กรุงเทพให้ผู้เสียหาย เดินทางกลับมันไม่สะดวก แต่ถ้าฟ้องเองก็ฟ้องที่กรุงเทพ มาฟ้องที่เชียงใหม่ไม่ได้ แต่การโอนสลักหลังเช็คถือว่าไม่ใช่การกระทำของจำเลย จำเลยจะมีความผิดเฉพาะที่ออกเช็คนั้น มันไม่ใช่การกระทำของจำเลย

     ฎ. 650/2528 ถ้าจะฟ้องก็ไปฟ้องที่ธนาคารที่ปฏิเสธการจ่ายเงิน ผู้สลักหลังเช็คไม่ใช่เป็นคดีแพ่งส่วนคดีอาญาเอาเฉพาะการออกเช็ค
     
     ฎ. 781/2543 จำเลยจูนมือถือผู้เสียหายที่บริษัทจำเลย แต่ผลการกระทำของจำเลยเกิดแก่บริษัทผู้เสียหาย เป็นความผิดต่อเนื่อง ระหว่างท้องที่ที่บริษัทจำเลยตั้งอยู่กับท้องที่ที่นำโทรศัพท์ไปใช้แล้ว เกิดขัดข้อง

     อันนี้ด้วยความเคารพอาจารย์ไม่เห็นด้วย การที่จำเลยจูนมือถือไม่ใช่การลักทรัพย์ ที่จะผิดก็พรบ.วิทยุฯ แล้วการที่เอาคลื่นไปใช้นั้น ทำให้องค์การโทรศัพท์เรียกเก็บเงินนั้น เป็นการแย่งการใช้คลื่น ในมาตรา 43 ศาลยื่นได้เฉพาะความผิดเกี่ยวกับทรัพย์เก้าฐาน เป็นการแย่งการใช้คลื่น พูดง่ายๆ คือผู้เสียหายต้องไปฟ้องคดีแพ่ง อัยการยื่นได้เฉพาะความผิดเก้าฐาน ถ้านอกจากนั้น ต้องไปฟ้องคดีแพ่งเอง ตามมาตรา 44/1 แต่ถ้าเป็นการใช้โทรศัพท์ที่เป็นสายถือเป็นการลักทรัพย์นะ ถือว่าได้ผ่านตัวกระแสไฟฟ้าแล้วก็เป็นลักทรัพย์แล้ว ฏีกาปี 39 ที่จูนโทรศัพท์มือถือน่าจะมีมากกว่า เมื่อเป็นความผิดหลายกรรมเกิดในท้องที่ต่างๆ ลักรถยนต์ไปแปลงไปปลอมป้ายทะเบียนปลอมอีกท้องที่หนึ่งแล้วไปขายอีกท้องที่หนึ่ง ต่อกันหลายท้องที่ ความผิดพวกนี้ก็ถือว่าพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องสอบสวนได้ หรือความผิดระหว่างผู้เสียหาย หรือ ผู้ต้องหาเดินทาง สำคัญคือใครมีอำนาจสอบสวน และใครเป็นพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบ ใครสอบสวนไม่ยากเพราะตำรวจท้องที่ทั้งหมดก็สอบสวนได้ อันที่สองนี่แหละที่ยากคือพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบ คือการหาว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ ก็มีอยู่สองสามกรณีคือถ้าจับผู้ต้องหาได้แล้ว จับได้อยู่ในเขตอำนาจ ถ้าจับไม่ได้ มีฏีกาที่แปลกอยู่เรื่องหนึ่งคือ

     ฎ. 1974/2529 ผู้เสียหายถูกฉุดคร่าไปเพื่อการอนาจาร ในท้องที่ แล้วผู้ต้องหาพาผู้เสียหายไปจังหวัดกาญจนบุรี ท่ามะกาจับได้ แทนที่จะสอบสวน ก็ส่งคืนให้บางยี่ขัน ก็สอบจนเสร็จแล้วส่งคืนให้พนักงานอัยการฟ้อง ปรากฎขึ้นศาลฏีกา ศาลฏีกายก บอกว่าบางยี่ขันไม่มีอำนาจสอบสวน เพราะเรื่องนี้ ท่ามะกาเป็นผู้มีอำนาจสอบเต็มที่ ถ้าเพิ่มข้อเท็จจริงว่าเรื่องนี้ญาติมาแจ้งความที่บางยี่ขันก่อน ก็จะทำให้เป็นการสอบสวนที่ชอบ ก็จะเห็นว่าคดีนี้เป็นฏีกาที่น่าสนใจคือ บางยี่ขันไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย บางยี่ขันที่รู้ตัวก็ส่งมาให้ ความจริงโรงพักที่มีอำนาจสอบแท้ๆคือ ท่ามะกา เรื่องนี้ท่ามะกาก็หวังดี บางยี่ขันก็รับไว้ ก็ลำบากใจเพราะการที่อ้างว่าการสอบสวนชอบหรือไม่ ก็ต้องต่อไป คดีนี้แก้ไขลำบาก จะส่งคืนให้ทำใหม่ก็จะเห็นว่าเรื่องนี้พนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบแท้ๆคือ ท่ามะกา

     ก็ระวังในข้อเท็จจริงตรงนี้ว่าใครมีอำนาจ เพราะมาตรา 19 นั้นมองว่าทุกท้องที่มีอำนาจในความผิด ในเรื่องของมาตรา 20 กฎหมายแก้ไขใหม่ และใช้ในการสอบสวนกระบวนพิจารณา คือ หนึ่ง อัยการสูงสุดจะสอบเองก็ได้ และอัยการสูงสุดจะมอบให้อัยการสอบเองก็ได้ สาม มอบให้ตำรวจสอบสวนแต่ผู้เดียวก็ได้ สี่ มอบให้ตำรวจสอบสวนแล้วให้อัยการเข้าร่วมสอบสวนก็ได้  อย่างแรกอัยการสูงสุดสอบสวน และมอบหมายให้ อัยการเป็นผู้สอบสวนด้วย แต่ข้อสำคัญที่ต้องระวังคือ ความผิดนั้นเป็นความผิดที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรหรือไม่ ถ้าเกิดขึ้นนอกอาณาจักรก็เป็นการสอบสวน โดยอัยการสูงสุด ข้อสอบออกมาก็ง่าย เป็นความผิดที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร หรือในราชอาณาจักรโดยแท้ แต่ดีว่าศาลฏีกาหาทางออกให้ ก็เป็นเรื่องที่ดีที่ศาลฏีกาออกให้แต่เวลาเราสอบต้องระวังเช่นความผิดเกิดในเรือหรืออากาศยาน แล้วก็ต้องดูด้วยตามมาตรา 7 ของกฎหมายอาญา
ถ้าความผิดที่ผู้เสียหายเกิดขึ้น ก็เข้ามาตรา 20 ได้เลย อันนี้ก็ต้องไปดูกฎหมายอาญาด้วย มาตรา 7 ทวิต่างๆก็ต้องดูเพราะมันไปโยงกับมาตรา 20 ต่างประเทศแท้ๆ ก็ไม่เกี่ยวกับกฎหมายไทย ถ้าคนไทยทำร้ายเขา หรือเขาทำร้ายคนไทย หรือเครื่องบินต่างประเทศมาจอดในประเทศไทย

                                                         -----------------------------------------------------
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 16, 2010, 16:19:50 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2010, 19:13:03 »

ครั้งที่ 5 - 6 วันจันทร์ 20 ธันวาคม 2553


     วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องการเป็นโจทก์ร่วมกันในคดีอาญาระหว่างพนักงานอัยการกับผู้เสียหาย ซึ่งในทางปฏิบัติ ก็มีคำพิพากษา ฏีกาจำนวนมากพอสมควร ส่วนกรณีที่พนักงานอัยการร่วมเป็นโจทก์กับผู้เสียหาย นั้น ยังไม่เคยมีมาก่อน แต่ข้อสอบได้ออกมาแล้ว การจับกุมในข้อหาฆ่าผู้อื่น พนักงานอัยการพิจารณาแล้ว ไม่พอฟ้องก็เลยสั่งไม่ฟ้อง ปรากฎว่า มาขอภริยาของผู้ตายก็ได้ทำการแทนตามมาตรา 5 อนุมาตรา 2 ก็ได้ฟ้องอัยการอีกครั้ง ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลเอง นาย ก จำเลยก็ไปตกลงกับนาย ข ภริยาผู้ตายตกลงกันว่า ถึงถอนฟ้อง ตามมาตรา 36 อัยการก็ฟ้องใหม่ได้ ตกลงกันแล้ว จ่ายค่าทำขวัญทางเดียวที่จะยกฟ้องได้  เรื่องนี้พนักงานอัยการทราบเรื่อง ก็มีการทราบว่าฮั้ว ก็ให้ศาลยกเพื่อตัดอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นในการพิจารณาคดี จำเลย ก็ค้านเรื่องพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง คำร้องคัดค้านของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่ เรื่องนี้ไม่มีผลในทางคดีมาก่อน ข้อสอบก็ไม่เอาฏีกามาออก ในที่สุดทางข้อสอบ ก็คงคำสั่งเด็ดขาด ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ ไม่มีคำสั่งเด็ดขาดเรื่องนี้ไมได้สอนในเรื่องการสั่งว่ามีผลอย่างไร ก็เลยมักจะไม่คำนึงว่ามาตรา 39 มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง มีแต่คำพิพากษาเด็ดขาด เมื่อสิทธินำคดีอาญาไม่ระงับไปพนักงานอัยการก็มีหน้าที่ขอเป็นโจทก์ได้ คดีนี้ ฝ่ายผู้เสียหาย จงใจ ที่จะไม่ฟ้อง คำร้องคัดค้านฟังไม่ขึ้น กฎหมายออกใหม่แล้ว ประกาศใช้เมื่อ 7 ธันวาคมนี่เอง พวกเราจะสอบเนฯก็รอก่อน คงไม่ออกพรบ.อัยการ
       
     ธงเรื่องนี้อัยการก็เป็นโจทก์ได้ เป็นไปได้อย่างไร การสั่งไม่ฟ้อง เพียงแต่ไม่เคยทำกัน ทางกรรมการก็บอกว่าไม่เคยทำ แต่กฎหมายไม่ห้ามนะ การเข้าร่วมเป็นโจทก์ก็มีสามมาตรา เป็นกรณีที่ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ส่วน 31 เป็นกรณีอัยการเป็นโจทก์กับผู้เสียหาย ยังไม่มีการใช้มาก่อน จึงมีได้สองกรณีเท่านั้น คือ ผู้เสียหาย กับอัยการ อัยการกับผู้เสียหาย เท่านั้นเอง แต่คดีที่เป็นอัยการกับโจทก์ร่วมทำไม่ได้ นะ อันนั้นต้องไปพูดเรื่อง อย่าไปเผลอให้ร่วมเป็นโจทก์ทำไม่ได้ จะอาศัยการร้องสอดทำได้หรือไม่  ก็ไม่ได้ สักครู่จะมีฏีกา เข้าร่วมเป็นโจทก์ก็ไม่ได้ ร้องสอดก็ไม่ได้
       
     ฏีกาที่ 3320/2528 พิพากษา นอกจากสองคดีนี้ไม่อาจทำได้ ฉะนั้น ในคดีอาญาที่ผู้เสียหายคนหนึ่งได้ยื่นฟ้องแล้ว ผู้เสียหายอีกคนหนึ่งไม่อาจยื่นคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมได้
       
   ฏีกาที่  3935/2529 ผู้เสียหายคนหนึ่งฟ้องคดีอาญาไว้แล้ว ผู้เสียหายคนอื่นจะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ไม่ได้ จะอาศัยวิแพ่งมาตรา 57 อนุมาตรา 2 ประกอบกับมาตรา 15 มารวมใช้ก็ไม่ได้ เพราะอำนาจฟ้องดังกล่าวถือว่ากฎหมายได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษแล้ว สองฏีกานี้ก็ยืนยันหลักการเดียวกันว่า ถ้าผู้เสียหายฟ้องคดีเอง อีกฝ่ายขอร่วมไม่ได้ เพราะว่ากฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ ว่าให้ สองกรณีเท่านั้น หรือแม้กระทั่งเจ้าพนักงานเองก็ทำไม่ได้ เช่นเจ้าพนักงานผู้จับที่ให้สินบน
       
     เจ้าพนักงานจะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามมาตรา 30 ก็ไม่ได้ ก็อาจได้รับเงินรางวัลนำจับ หรืออาจฟ้อง ก็ไม่ได้ คือพูดง่ายๆกฎหมายให้สองคนคือ ผู้เสียหายกับพนักงานอัยการ ทำไม่ได้ ศาลฏีกาก็บอกว่า    ฏีกาที่ 3797/2546 กฎหมายเห็นชัดแจ้งว่าไม่ต่างกับผู้เสียหายเท่านั้น เรามาดูข้อแตกต่างระหว่างมาตรา 30 กับมาตรา 31 กรณีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้อง คดีนี้ทำได้ทุกคดี ยกเว้นคดีที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย
       
     แล้วก็ต้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา จะไปยื่นในชั้นอุทธรณ์ไม่ได้ กฎหมายให้เวลาตัดสินใจเร็วหน่อย สืบศาลชั้นต้นปี สองปี จำเลยตายหมดแล้ว คดีที่ขึ้นศาลฏีกาไม่ต่ำกว่า 25 ปี ขึ้นศาลฏีกา จำหน่ายคดีหมด นี่เฉพาะศาลชั้นต้นเอง เจ็ดถึงแปดปี แต่ถ้าในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหาย ต่างกันคือประเภทคดี อัยการเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะคดีความผิดต่อส่วนตัว แต่พนักงานอัยการนั้นจำกัดเฉพาะอาญาแผ่นดิน ถ้าเป็นส่วนตัวแล้วไม่ให้เข้าไป อันที่สอง ระยะเวลาการเข้าร่วมเนื่องจากรัฐต้องการให้อัยการเข้าควบคุมการดำเนินคดีกับราษฏร์ มีข้อสังเกตคือ ในวิอาญาไม่ใช้คำว่าคดีถึงที่สุดนะ แต่ใช้คำว่าเสร็จเด็ดขาด เมื่อมีคำพิพากษา เสร็จเด็ดขาดในความผิดนั้นๆ กรณีที่ฟ้องหลายคดี อีกคดีต้องระงับไป แต่เสร็จเด็ดขาดใช้กับกรณีถึงที่สุดด้วยถึงแม้ว่าในวิอาญาไม่มี เช่น ในคดีศาลอาญาถึงที่สุด แต่ในวิอาญาใช้คำว่าเสร็จเด็ดขาดหมดทุกราย คำว่าถึงที่สุดมีบัญญัติแห่งเดียวคือ ในรัฐธรรมนูญ
       
     ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วก็เสร็จเด็ดขาดในแง่ของฟ้องซ้ำ อัยการเข้าร่วมเป็นโจทก์พวกเราก็ท่องมาอัยการร่วมเป็นโจทก์ได้ ให้สิทธิแก่ผู้เสียหายฟ้องคดีได้อย่างกว้างขวาง เพราะฉะนั้นอาจทำให้คดีอัยการนั้นเสียหาย เช่นจะให้ผู้เสียหายไปฟ้องคดีเพรช ซาอุ หรือคดีทนายสมชาย ซึ่งเป็นคดีใหญ่ ศักยภาพในการพิสูจน์ต่างกัน ถ้าให้ผู้เสียหายฟ้องไปฝ่ายเดียว มีสิทธิยกฟ้องได้ เช่นคดีทำร้ายร่างกาย คดีเช็คดดีหมิ่นประมาทก็ยกได้นี่คือเหตุผลหนึ่ง เหตุผลที่สองเป็นเหตุผลเรื่องความซื่อสัตย์ของพยานเอง เช่น ฟ้องเพื่อช่วยเหลือจำเลย คือ ฟ้องเพื่อให้ยกฟ้อง อัยการไม่ทราบเรื่อง ก็ไปเข้า 39 อนุ 4 สิทธินำคดีอัยการมาฟ้องระงับ มีอย่างเดียวที่อัยการมาช่วยไม่ได้ เอาประจักษ์พยานไปบวช การมาเบิกความในคดีอาญา ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ก็เลยไม่ต้องมา เมื่อศาลตัดพยานศาลยกฟ้อง อ่านคำพิพากษา สองสามวัน สึก ก็จบ นี่คือปัญหาวิแพ่ง วิอาญาไม่มี การให้การร่วมเป็นโจทก์ในคดีผู้เสียหาย ฟ้องเอง แต่ถอนฟ้องแล้ว ฟ้องแล้วถอนไม่ได้
       
     พอศาลไกล่เกลี่ยแล้วถอนฟ้อง เป็นคดีอาญาแผ่นดินนะ จำเลยฟ้องซ้ำอีก ก็สั่งให้คดีอาญา ก็จริงๆ ลืมดูมาตรา 36 เรื่องนี้ต้องใช้คดีตัดฟ้อง ตัดไปเลย ถ้าศาลยกฟ้อง จบฟ้องใหม่ไม่ได้ เรื่องถอนฟ้อง อย่าลืมดูมาตรา 36 ผลของการเข้าร่วมเป็นโจทก์ ฏีกาทั้งหมดคือคดีของมาตรา 30 ทั้งสิ้น ไม่มีฏีกาเกี่ยวกับอัยการเลย เพราะเราไม่เคยเข้าร่วมเป็นโจทก์ เช่นจำเลยขับรถโดยสารแล้ว มีผู้เสียหาย 5 – 6 คนอัยการก็ฟ้อง มีผู้เสียหาย คนหนึ่งเข้าร่วมเป็นโจทก์ต่อมาผู้เสียหายอีกสองคนรู้เรื่องเข้า  โดยผู้เสียหาย เป็นโจทก์ทำได้ การเข้าร่วมเป็นโจทก์ให้ผู้เสียหายคนเดียวเท่านั้น จากการกระทำอันเดียวของจำเลย 769/2535 ในคดีอาญาที่มีผู้เสียหายหลายคน ผู้เสียหายแต่ละคนย่อมมีสิทธิ ฟ้องผู้กระทำควมมผิดได้ วิอาญาก็มีความผิดห้ามผู้กระทำผิดอื่นอีก หลักนี้ก็ฟ้องเรื่องผู้เสียหาย วิแพ่ง 173 วรรคหนึ่ง แม้จะนำมาใช้ในคดีอาญาได้ทั้งหมด ก็ไม่ให้ฟ้องจำเลยซ้อนในเรื่องเดียวกัน เรื่องนี้จำเลย ค้าน วิแพ่งก็ห้าม วิแพ่งใช้คำว่าโจทก์เดียวกันฟ้องซ้อน แม้จำเลยคนเดียวกัน แต่มีผู้เสียหายหลายคน ฉะนั้นเรื่องนี้จึงเข้าร่วมเป็นโจทก์กับอัยการได้ทุกคนไม่ตัดสิทธิ ก็การตอบข้อสอบต้องตอบวิแพ่ง เพราะคดีเรื่องนี้เวลาออกสอบ ก็ต้องตอบ วิแพ่ง ว่าเข้ามาตราอะไร ห้ามเฉพาะคดีอะไร เรื่องนี้เป็นโจทก์คดีอาญา กับคนละคน 2798/2494 คดีนี้ เป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ฐานหนึ่งอยู่แล้ว ผู้เสียหาย จะเป็นโจทก์ฟ้องในคดีความผิดอีกอันไม่ได้ ต่อมาไม่ทันใจ ฟ้องอีกคดีก็เรื่องเดียวกัน สมมุติ การฟ้องนาย ก ต่อมา นาย ข การสืบพยาน ช้า ไม่ทันใจ เลยฟ้องอีกคดีหนึ่งเรื่องนี้ศาลฏีกาพิพากษา ว่าโจทก์ฟ้องคดีเดียวกันนั้นอีกไม่ได้ เพราะเท่ากับว่าผู้เสียหายในเรื่องนี้เป็นโจทก์ฟ้องกล่าวหาในจำเลย เป็นการฟ้องไม่ได้ เพียงแต่ ไม่ได้ยื่นขอ
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2010, 19:14:34 »

     แต่ผู้เสียหายมีสิทธิอุทธรณ์ฏีกาได้ เช่นคดีเช็คเข้าร่วมเป็นโจทก์เยอะมากเพราะว่า อัยการเกี่ยวเนื่องกันด้วย เราเห็นว่าสู้ไม่ได้ ทางผู้เสียหายไม่จบในคดีอาญา อยากได้เงินคืน ศาลฏีกาจึงพิพากษาว่า คุณใช้สิทธิที่จะฟ้องใหม่ได้ แต่การใช้สิทธิฟ้อง คือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ การแยกกันทำเป็นผู้เสียหายทั้งคู่แต่ถ้าทำการแทนคนใดคนหนึ่งแล้วไม่ได้ เช่นผู้จัดการมรดก ฟ้องจำเลยเกี่ยวกับทรัพย์มรดก เช่นความผิดเกี่ยวกับลักทรัพย์ทำให้เสียทรัพย์ยักยอกฉ้อโกง ก็เท่ากับทำแทนทายาททั้งหมด เพราะว่าผู้จัดการมรดกได้ฟ้องแทนไปเสียแล้ว เช่นเดียวกัน กรณีตามมาตรา 5 อนุมาตรา 2 ผู้ตายเป็นบิดาหรือมารดาถูกทำร้ายจนไม่อาจจัดการแทนได้ ก็มีลูกหลายคน ฟ้องแทนบิดาหรือมารดาก็ถือเป็นการฟ้องแทนทายาททุกคนไม่ใช่ฟ้องเป็นผู้เสียหายส่วนตัว 1790/2492 บิดาของผู้ตายได้ฟ้องผู้ฆ่าสามีในฐานะผู้จัดการแทนวิอาญามาตรา 5 อนุมาตรา 2 แม้จะถอนฟ้อง แล้ว ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง แล้ว ถอนฟ้องในคดี เรื่องนี้บิดามารดาของผู้ตายแม้เป็นผู้บุพการีก็ฟ้องใหม่อีกไม่ได้ เพราะภริยาได้ฟ้องแทนทายาท สิบคน แต่คนนี้ฟ้องปั๊ป ถอนคดีฟ้องใหม่ อย่าลืม หลักสากล ว่ากระทำผิดครั้งเดียว
       
     แต่ไม่ตัดสิทธิอัยการนะ เรื่องนี้เป็นคดีอาญาแผ่นดินเพียงแต่ทายาทฟ้องอีกไม่ได้เท่านั้นเอง ว่าการเป็นอัยการฟ้องใหม่ได้หรือไม่ ไม่สามารถใช้ได้อีกเลย ส่วนในภาครัฐดูเงื่อนไข นี่คือกรณีที่มีทายาทหลายคน แล้วก็ฟ้องในฐานะผู้เสียหายแยกจากกัน ไม่ตัดสิทธินะครับ เขาไม่ได้ฟ้องตามมาตรา 5 อนุมาตรา 2 ไม่ได้ทรัพย์ในฐานะทรัพย์มรดกอันนี้เขายื่นฟ้องได้ ฏีกาที่ 3619/2543 เรื่องการใช้สิทธิเป็นผู้เสียหาย เช็คพิพาทคดีนี้ทั้งสองฉบับ ถึงกำหนดภายหลังที่ถึงแก่ความตาย ความผิด เกิดขึ้นหลังจากเจ้ามรดกตาย เจ้ามรดกต้องฟ้องเอง อันนี้เป็นเรื่องที่เช็คถึงกำหนดหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย เป็นตามประมวลกฎหมายแพ่ง โจทก์ทั้งสามจึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คย่อมถือว่าโจทก์ทั้งสามเป็นผู้เสียหายโดยตรงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ต้องฟ้องไว้ก่อนแล้วต่อมาตาย  แต่คดีนี้ไม่เป็นผู้เสียหาย โดยผลของทรัพย์ที่ตกเป็น กองมรดก สำหรับ กรณีที่อัยการเป็นโจทก์ นั้น เป็นความผิดต่อส่วนตัว อัยการหรือศาลจะสั่งโดยพละกาลไม่ได้ และประหยัดเวลาด้วยนอกจากนั้นยังป้องกันผลตามมาตรา 39 อนุมาตราสี่อีก เกิดคดีใดฟ้องไปก่อนแล้ว จะทำให้คดีเสร็จเด็ดขาดเรื่องเดียวกันแต่พิพากษาก่อนเป็นคดีที่ผู้เสียหายฟ้องเองก็ทำได้แต่การสืบพยานต้องระวังเพราะนำสืบไม่พร้อมกัน แล้วคดีปากหนึ่งก็ต้องระวัง เพราะพยานไม่ใช่คอมพิวเตอร์ การเบิกความ อย่าไว้วางใจว่าจะมาเบิกความในคดีที่อัยการฟ้องจะเหมือนกัน ศาลจะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย อย่างนี้ระวังนะจะฟ้องให้ดำเนินคดีฐานเบิกความเท็จ ฉะนั้นคดีสองคดีนี้นักศึกษาระวังนะ เหมือนคดีที่พนักงานสอบสวนมีสิทธิที่จะไม่ดำเนินคดีได้
       
     มาตรา 112 ที่ให้ใช้ดุลพินิจได้ ยกเว้นให้สิทธิพนักงานสอบสวนใช้สิทธิใช้ดุลพินิจได้ นั่นแหละให้ใช้ดุลพินิจได้ เพราะมาสอบสวนคดีนี้ใหม่อย่าไว้ใจว่าให้การในชั้นศาลหรือชั้นสอบสวน มันจะมีผลในชั้นศาลทันที จะเสียคดีเปล่าๆ อันนี้เหมือนกัน ที่ลงมาตรา อย่างนี้ มาดูกรอบเวลา ของผู้เสียหายบังคับเด็ดขาดเลยว่าต้องก่อนศาลพิพากษา ศษลพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นให้ศาลฏีกาพิพากษา แล้วให้สิทธิตัดสินใจได้ ก่อนคดีกฎหมายให้คำว่าก่อนพิพากษาเสร็จเด็ดขาดก็เหมือนกัน ไปยื่นในชั้นศาลชั้นต้นอุทธรณ์ฏีกาได้หมด ในทุกชั้นศาลการให้คดีอาญาเสื่อมเสียได้นั้น จะไว้ใจว่าศาลชั้นต้นสืบพยาน นั้นเสียหายได้ หรือศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องผู้เสียหายอัยการก็อุทธรณ์ฏีกาได้ ปัญหาต่อมาว่า อัยการเข้าร่วมเป็นโจทก์ขณะนั้นสำนวนการสอบสวนยังไม่ถึงพนักงานอัยการเลย
       
     นาย ก พนักงานสอบสวนสอบสวนคดีฆ่านาย ข ระหว่างสอบสวนอยู่นั้น นาย ก ผู้ต้องหาได้ไปตกลงกับนาง ค พยาน ตกลงเรียบร้อยแล้ว นาง ก ได้เงินใช้ ก็ทำให้คดีนี้ติดคุกไป แต่ทำอย่างไร ยอมไม่ได้คดีที่พนักงานสอบสวนกำลังสอบสวนก็มาสู่ชั้นอัยการไม่ได้ มีทางเดียวที่ทำได้ก็คือ ออกเงินให้รีบฟ้องไปก่อน แต่มีข้อแม้ว่าฟ้องแล้วจะทำให้คดียกฟ้อง อาศัยคำพิพากษาตัดฟ้องพนักงานอัยการ พนักงานอัยการเกิดทราบเรื่อง อัยการก็ขอร่วมเป็นโจทก์ในศาลชั้นต้น  มาตรา 120 คือหัวใจในการตอบข้อสอบคือ คดีนี้อัยการยังไม่ได้ผ่านมาตรา 120 เลย พนักงานอัยการเข้าร่วมได้อย่างไร คำร้องคัดค้านของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่ ต้องการ มาตรา 120 เขาต้องการตั้งต้นฟ้องโดยพนักงานอัยการ เรื่องนี้พนักงานอัยการไม่ได้เริ่มฟ้อง แต่เป็นการฟ้องโดยผู้เสียหาย พนักงานเป็นโจทก์ร่วมเพื่อคุ้มครองคดี เท่านั้น เปิดดูมาตรา 171 วรรคแรกให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการสอบสวนและพิจารณา มาใช้กับการไต่สวนมูลฟ้องโดยอนุโลม การไต่สวนมูลฟ้องให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการสอบสวน มาใช้โดยอนุโลม เพียงแต่มาตรา 171 วรรคแรก คนไม่ค่อยคิด การไต่สวนมูลฟ้องก็มาใช้เต็มรูป คำพยาน ผลต่าง อะไรก็แล้ว แต่ก็สั่งมีมูลก็ทำได้ แต่ถ้าทำจริงแล้วต้องสอบให้เต็มรูป ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ทุกชนิดเท่าที่ทำได้ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา เฉพาะถ้อยคำว่าความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหานั้นเป็นถ้อยคำที่เพิ่มเติม มาเมื่อปี 2547 เพราะอยากให้พนักงานสอบสวนเปลี่ยนแปลงการสอบสวน ให้รวบรวมพยานหลักฐานฝ่ายผู้ต้องหาด้วย เพื่อให้สำนวนที่ส่งไปให้อัยการนั้น เป็นสำนวนที่มุ่งแต่จะมีความผิดของผู้ต้องหา กฎหมายก็ต้องการให้มีการสอบพยานฝ่ายผู้ต้องหาด้วย เพราะมาตรา 131 ไม่ได้บอกว่าพยานฝ่ายไหน วิอาญา ก็แก้ไขเมื่อปี 47 เพิ่มคำสุดท้ายว่า หรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา หากพนักสอบสวนคนใดไม่ยอมสอบสวนพยานของผู้ต้องหา ก็อาจจะเจอ ความผิด ดูวรรคสี่ ที่แก้ฟ้อง เมื่อปี 47 ให้สอดคล้อง มาตา 137 ก็ต้องระวังด้วย มาตรา 135 วรรคสอง จำเลยไม่มีอำนาจนำพยานมาใช้สืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง พอมาชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ให้นำมาใช้โดยตรง จะเห็นว่าสิทธิของจำเลยในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง นี้จะน้อยกว่าชั้นสอบสวน ก็ให้รับฟ้องมาก่อน
       
     เรามาดู ในเรื่องของการเข้าร่วมเป็นโจทก์ปัญหาที่แย้งกันคือ 1 อัยการไม่ได้มีการสอบสวนมาก่อน อัยการเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้หรือไม่ ก็ตอบว่าได้ เป็นการร่วมกับคดีที่ผู้เสียหายฟ้องอยู่แล้ว ก็ใช้อำนาจโดยตรง  2 เมื่ออัยการไม่เคยสอบสวน แล้วในชั้นอุทธรณ์ไม่เคยตั้งข้อโต้แย้งในศาลชั้นต้นมาก่อน ศาลอุทธรณ์จะเอาอะไรพิจารณา เรื่องนี้ ไม่น่ามีปัญหาเพราะไม่เหมือนการดำเนินคดีของราษฏร์เอง  คนละเรื่องพนักงานอัยการไม่เคยเข้าร่วมในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ เข้าร่วมในชั้นฏีกาก็ได้
       
     ต้องยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้ว ผู้คุ้มครองการดำเนินคดีอาญาของรัฐ มิให้ต้องเสียหาย  ข้อกฎหมายที่ไม่เคย ต้องการให้คุ้มครองคดีของรัฐให้ไม่ต้องเสียหายโดยการกระทำของราษฏร์ที่เป็นโจทก์ เกิดจากผลเสียของมาตรา 28 ที่ให้ราษฏร์ฟ้องคดีอาญาได้  คดีที่ราษฏร์เข้าร่วมเป็นโจทก์ ต้องเป็นผู้เสียหายทางนิตินัย และทางพฤตินัย ต้องดูว่าเป็นผู้เสียหายโดยพฤตินัยหรือโดยนิตินัยด้วย 2 คดีที่รัฐเท่านั้นเป็นโจทก์เมื่อราษฏร์ฟ้องเอง ไม่ได้ ก็เข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้เหมือนกัน ความผิดตามมาตรา 371 นั้นรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายจึงเป็นโจทก์ร่วมในข้อหาดังกล่าวไม่ได้ พูดง่ายๆ ว่าศาลฏีกาให้เข้าร่วมเฉพาะคดีอาญาที่ผู้เสียหาย เป็นโจทก์ร่วม ปรากฎคดีนี้ผู้เสียหายก็อุทธรณ์ฏีกาต่อไปด้วย อันนี้ก็เหมือนกัน ในทางผู้เสียหายโดยพฤตินัยก็เช่นกัน บางคดี
       
     ฏีกาที่ 680/2545 พูดง่ายๆผู้เสียหายที่หนึ่งเป็นเจ้าของบ้าน ผู้เสียหายที่หก อยู่ในบ้านหลังนี้ก็มีสองข้อหาคือ บุกรุก กับหน่วงเหนี่ยวกักขัง เรื่องนี้อัยการฟ้องไปสองข้อหา ศาลอนุญาตให้ผู้เสียหายที่หนึ่งเข้าร่วมเป็นโจทก์แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นโจทก์ในข้อหาใด เฉพาะข้อหาความผิดฐานบุกรุกเท่านั้นเมื่อยกฟ้องสองข้อหา อัยการโจทก์ไม่อุทธรณ์ ข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จึงยุติไปตามศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษาลงโทษจำเลย คงไม่ถูกหน่วงเหนี่ยวด้วย ศาลอุทธรณ์ก็เผลอรับไป และลงโทษจำเลยด้วยข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขังจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อย ประกอบมาตรา 225 จึงพิพากษาแก้ว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ลงโทษฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่สอง ซึ่งความจริงแล้วผู้เสียหายที่หนึ่ง ฏีกาไม่ได้ ผู้เสียหายที่สอง จบไปแล้ว
       
     ผลก็คือ ทางอัยการมีอำนาจตามมาตรา 32 ต่อไป มาตราการที่ต้องการพูดถึงคือตามมาตรา 32 นี่เอง คืออัยการสามารถสั่งห้ามขอให้ยกเว้นกระทำ และมีผลถึงข้อกฎหมายอื่นๆด้วย แม้ว่าการเป็นผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วม เขาถือว่าต้องไปด้วย กัน ใครดำเนินคดีไม่ดี โจทก์ผู้เป็นเจ้าของด้วยกันเขารับผิดชอบร่วมกันในคดี เพราะมีผลต่อระบบความยุติธรรม การรกระทำอันใดอันหนึ่งมีผลต่อโจทก์สองฝ่าย แน่นอนเขาให้ความสำคัญของอัยการ ฉะนั้นต้องยึดอัยการเป็นหลักนั่นคือมาตรา 36 ก็มีปัญหาว่าอัยการมีอำนาจตามมาตรา 32 หรือไม่ คุ้มครองคดี อัยการ ไม่ดีขอแก้ กฎหมายไม่ให้ทำ แม้ว่าผู้เสียหายจะมีทนายที่เก่งแค่ไหน 3833/2525 ผู้เสียหาย เข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ จึงไม่มีอำนาจขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องแตกต่างจากพนักงานอัยการ
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2010, 19:15:24 »

     ฉะนั้นหากศาลชั้นต้นนัดไต่สวนมูลฟ้องในส่วนที่โจทก์ร่วมอยู่ก็มีอำนาจสั่งงดสืบก็ได้ ถ้าศาลอนุญาตให้แก้ จึงลงโทษตามมาตราที่ประสงค์ให้แก้ไม่ได้ เจ้าตัวแก้ไม่ได้ก็ต้องถือคำฟ้องของอัยการเป็นหลัก จะไปลงโทษตามมาตรา ที่ขอให้แก้เพิ่มเติมไม่ได้
       
     เพิ่มไม่ได้เนื่องจากตัวที่ขอเพิ่มเข้า 132 คือศาลจะลงโทษเกินไม่ได้ มีปัญหาต่อมาว่า แล้วพนักงานอัยการเกิดเห็นว่าการฟ้องของผู้เสียหายนั้นคือคำฟ้องด้วย ถ้าขาดตกบกพร่องหละ มีปัญหาว่าพนักงานอัยการจะขอแก้ไขได้หรือไม่ เรื่องนี้ฏีกายังไม่มีแต่ทางทฤษฏีน่าจะทำได้ ถ้าคำฟ้องของผู้เสียหายทำให้เกิดความเสียหายตามรูปคดี ศาลควรให้ ศาลย่อมเห็นว่าเรื่องนี้อัยการทำตามหน้าที่ ผู้เสียหายฟ้องร่วมกับพนักงายอัยการ มันขัดต่อกฎหมาย
       
     อัยการค่อนข้างแน่นอนไม่ค่อยมีปัญหา ฉะนั้นก็เรียนให้ทราบว่าการที่ศาลยกฟ้อง เพราะเห็นว่าเกิดปัญหาในการสืบพยาน คราวนี้ทางอัยการก็ห้ามเฉพาะกรณีผู้เสียหายกระทำหรืองดเว้นกระทำ แต่ถ้าผู้เสียหาย ทำให้เป็นประโยชน์แก่คดีก็รับไว้ได้
       
     ฏีกาที่ 568/2513 ผู้เสียหายที่เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงายอัยการแล้ว ย่อมมีฐานะเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการด้วย และย่อมเป็นผู้เสียหาย แต่ถ้าสืบคดียก อัยการคงไม่ให้ แต่สืบเป็นประโยชน์คงได้ ภายหลังการสืบพยานโจทก์นัดแรกผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นรับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของโจทก์ร่วมอนุญาต สืบภายหลังพยานโจทก์ พูดง่ายๆว่าอัยการโจทก์สืบไปแล้วนัดหนึ่ง ผู้เสียหายยื่นบัญชีระบุพยานมาเพิ่ม ศาลก็รับฟังได้ ประกอบการพิจารณาของศาลได้ ก็มองเจตนาดีของผู้เสียหาย ที่คงต้องการเพิ่มพยานของโจทก์
       
     การพิจารณาแพ่งเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งวิแพ่งเรื่องนี้ อัยการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ตามมาตรา มีทั้งหมดเก้าคดีที่ทางอัยการจะมีคำขอท้ายฟ้องได้ มาตรา 43 อัยการใช้ดุลพินิจไม่ได้ ต้องขอเสมอ กฎหมายบังคับเลยว่าอัยการต้องมีคำขอท้ายฟ้องเสมอ ถ้าเป็นความผิดอื่นต้องออกเป็นพรบต่างหาก ถ้าไม่อยู่ในมาตรา 43 จะต้องใช้พรบ.อื่นๆ เช่นพรบ.การกู้ยืมเงิน แต่ไม่ใช่ตามมาตรา 43 ขอเสนอแก้ไปก็คือ พรบ. วิทยุคมนาคม การลักคลื่นมือถือผู้เสียหาย ทางอัยการก็ฟ้องอีกข้อหา ก็ฟังว่าเป็นการลักทรัพย์เลย ขอตามมาตรา 43 ด้วย เพราะคดีลักทรัพย์มันยกไปเลยคำขอท้ายฟ้องก็ตกไป ผู้เสียหายก็ต้องไปฟ้องคดีเอง เพื่อการคุ้มครอง อาจารย์จึงเสนอแก้พรบ.วิทยุคมนาคม ให้อัยการมีอำนาจในการฟ้องขอค่าเสียหายได้เลย แต่ว่าก็ยังเงียบอยู่ยังไม่แก้กฎหมาย
       
     ฉะนั้นเรียนให้ทราบว่า มีเก้าความผิดเท่านั้นตามมาตรา 43 ตรงที่ว่า ถ้าอัยการฟ้องคดี แพ่งเกินสามแสน ไม่มีการฟ้องคดี  คดีแพ่งไม่เกินอำนาจศาลแขวง คดีอาญานั้นเป็นส่วนควบ ถ้าคดีอาญา พนักงานอัยการฟ้องซึ่งคดีอาญา  ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ย่อมไม่สามารถนำคำขอส่วนแพ่งเป็นของตนได้ เพราะถ้ายื่นเอง ย่อมไม่อาจฟ้องต่อศาลแขวงได้ หากศาลชั้นต้นยกฟ้องคดีอาญาแล้วพนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ก็คงมีสิทธิอุทธรณ์เฉพาะในคดีอาญา โดยอาศัยมาตรา 43 ถ้าอัยการฟ้องคดีแพ่ง เราก็ฟ้องเองไม่ได้ กรณีที่โจทก์จำเลยส่งเรื่องมาแล้ว จำเลยเริ่มมีการฟ้องคดีอาญาเกี่ยวเนื่องกับคดีแพ่ง แต่คดีแพ่งเกินสามแสนบาทไม่ได้ก็ถูกต้อง
       
     ฏีกาที่ 3667/2542 จำเลยถูกฟ้องคดีฐานฉ้อโกงเรื่องนี้ปรากฎว่าจำเลยคนนี้ นำนาย ก ไปหลอก สมาชิก โดยหลอกว่าบิดาเป็นผู้มีสุขภาพแข็งแรง แต่สมาคมหลงเชื่อก็รับเป็นสมาชิกด้วย เข้ามาไม่นานบิดาก็ถึงแกอสัญกรรม เรื่องนี้บริษัทก็ชุ่ย ต่อมาเมื่อบิดานายนี้ตาย ทางณาปกิจ ก็ต้องจ่ายให้แก่ทายาทแล้วก็ต่อมาก็แจ้งจับฐานฉ้อโกง รับเป็นสมาชิก แล้วต่อมาบิดาตายก็ต้องจ่ายเงิน เรื่องนี้ นาย ก ผิด ตอนที่นำพ่อไป รับสมัครแค่นั้นเอง ขั้นตอนตอนจ่ายเงินไม่ได้ตาย ฉะนั้นการฉ้อโกงไม่ได้เกิด จากฟ้อง มันหลอกให้รับจริงแต่การฉ้อโกงศาลก็ไม่รู้ การหลอกให้เข้าไป เนื่องจากคนนี้ตาย จ่ายเพราะระเบียบ ไม่ได้เกี่ยวกับการกระทำของศาลชั้นต้น การกระทำไม่ได้มีความผิดฐานฉ้อโกง การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ตัวโจทก์ร่วมที่เป็นผู้เยหายนั้น ก็ย่อมหมดสิทธิอุทธรณ์ต่อเพราะคำขอนั้นจบแต่อัยการฟ้องแล้ว ก็ยอมรับความจริง คดีแพ่งเนื่องจากถือว่าทางอัยการมีคำขอท้ายฟ้องคดีฉ้อโกง ก็เหมือนคดีจูนโทรศัพท์ที่อาจารย์เล่าให้ฟัง คำขอท้ายฟ้องก็ตกไป อันนี้ก็คล้ายกับฏีกาแรก ถามว่าการเข้าร่วมเป็นโจทก์มีผลอย่างไรบ้าง อันแรก เมื่อผู้1000/2512 ประชุมใหญ่ เรื่องนี้ผู้เสียหายกับพนักงานอัยการเป็นโจทก์ร่วมกัน ปรากฎว่า ผู้เสียหายอุทธรณ์ต่อ ศาลอุทธรณ์สั่งให้งดสืบ ศาลฏีกาบอกพนักงายอัยการโจทก์ อัยการก็นำสืบต่อไปไม่ได้ จำเลยก็ค้านว่าอัยการไม่มีสิทธิ ศาลฏีกาบอกว่าก็เมื่อให้สืบพยานใหม่ โจทก์ ก็มีฐานะเท่ากัน ก็มีสิทธินำสืบได้เหมือนกัน แล้วก็ฏีกาที่ 1281/2513 เป็นกรณีที่ผู้เสียหายขอเป็นโจทก์ร่วมต่อมาศาลพิพากษา ว่าผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้เพราะไม่ใช่ผู้เสียหาย จากการสืบพยาน ไม่มีสิทธิเป็นโจทก์ร่วมก็มีผลเพียงทำให้โจทก์ร่วมไม่ได้ผลการเป็นโจทก์ร่วมเท่านั้น ต้องเสียเปล่าไป

     ฉะนั้นพยานหลักฐานที่โจทก์ร่วมนำมาอ้างอิง ศาลจึงนำมาใช้ได้ ก็ใช้ได้ก็ฟังกรณีที่ศาลพิพากษาเป็นโจทก์ร่วมแล้ว สิทธิในการอทธรณ์ฏีกาเป็นอย่างไร ตามมาตรา 30 ปัญหาว่าเกิดศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องลงโทษการอุทธรณ์ฏีกาจะทำอย่างไร เรื่องนี้ก็ต้องถือว่าแต่ละฝ่ายมีอิสระในการยื่นอุทธรณ์ฏีกาได้ โจทก์ร่วมยกฟ้อง อัยการมีส่วนได้เสียโดยตรง ก็มีเรื่องคดีแพ่งความรู้สึกด้วย 
       
     ฏีกาที่ 3292/2532 สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 เป็นสิทธิเฉพาะตัว โจทก์ร่วมจะทำเป็นคำร้องขอ ถือเอาฏีกาของโจทก์ เป็นฏีกาของโจทก์ร่วมไม่ได้ ( อันนี้ก็ขี้เกียจไปหน่อยแล้ว )
       
     ฏีกาที่ 3820/2527 ในคดีอาญาที่ผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการนั้นก็หมายถึงยกฟ้องของโจทก์ร่วมด้วย เมื่อโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
       
     ต้องเป็นคดีอาญาเรื่องเดียวกัน เช่นในการฟ้อง จำเลยฐานฆ่าผู้อื่น ผู้เสียหายก็ฟ้อง ขอเป็นโจทก์ร่วม ฟ้องศาลอื่นหรือคนละศาลก็ได้ คดีอาญาเรื่องเดียวกันนั้น อัยการกับผู้เสียหายต่างฝ่ายต่างยื่นฟ้อง ว่าจะทำได้หรือไม่ ไม่ได้ออนไลน์บอกกันก็รับไปก่อน ปรากฎว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันเพียงแต่โจทก์คนละคน สามคือศาลมีอำนาจสั่งรวมพิจารณา เมื่อเห็นโดยพละการหรือโจทก์ร้องขอ
       
     การสั่งรวมพิจารณาก็อาจขอได้ก่อนศาลพิพากษา ก็คงไม่มีใครขัดข้องนะครับ ก็ถือว่าการจ้างบริษัทเอกชน ไม่ถือเป็นคดีแพ่ง แต่ปัจจุบันถือว่าเป็นคดีปกครองหมดนะครับ ด้วยความโล่งใจ ศาลแพ่งก็คงชอบใจเหมือนกัน ประการแรกคือว่าต้องเป็นคดีอาญาเรื่องเดียวกัน แต่คู่ความฟ้องกันคนละที
       
     เป็นโจทก์รายเดียวกัน การไม่มีผลวิแพ่งประกอบวิอาญา ฉะนั้นการรวมการพิจาณา มิใช่การรวมพิจารณาระหว่างผู้เสียหายด้วยกัน ( มาตรา 33 ) แต่ถ้าตามมาตรา 28 เป็นผู้เสียหาย คดีรถชน ผู้เสียหายต่างฝ่ายต่างฟ้อง มีสิทธิ ผู้ต้องหาคนเดียวจำเลยชุดเดียวกัน กระทำความผิดพร้อมกัน เพียงแต่ผู้เสียหายคนละคน จึงต้องนำมาตรา 28 รวมกับมาตรา 15 สำหรับการรวมการพิจารณานั้นเป็นการรวมพิจารณาคดีในเรื่องเดียวกัน การรับฟังจึงต้องฟังเป็นคดีเดียวกัน จะยกก็ยกทั้งหมด จะลงก็ลงทั้งหมดเพราะเป็นเรื่องเดียวกัน ศาลสั่งตามมาตรา 33 ฏีกาที่ 145/2483 เมื่อศาลสั่งให้รวมการพิจารณา ทั้งระบุพยานผู้เสียหาย ก็เป็นคนๆ เดียวกันกับคนส่วนใหญ่ ดังนี้ พยานของพนักงานอัยการย่อมเป็นพยานของผู้เสียหายด้วย
       
     ในคดีที่อัยการและผู้เสียหายต่างเป็นโจทก์ ถ้าศาลสั่งให้รวมการพิจาณาเป็นคดีเดียวกันแล้ว การรวมก็ต้องเป็นคดีเดียวกัน สำหรับการรวมคดีเป็นฏีกาประชุมใหญ่ ก็ถือเป็นหลัก ไม่ว่า เสียหายได้หรือไม่ ของกลางรวมการพิจารณาเกี่ยวเนื่องตามวิแพ่ง บวก ป.วิ.อ.มาตรา 15 คู่ความสะดวกในการพิจารณาต่างคนต่างยื่นฟ้อง ฉ้อโกงประชาชน คดีรวมฟ้องเป็นห้าหกคนร่วมกัน ต่างฝ่ายต่างรวม ต่างฝ่ายต่างแยกฟ้อง ฉะนั้นการรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจะรับฟังลงโทษได้หรือไม่ ถ้ามาตรา 33 ไม่ต้องนำสืบ แต่มาตรา 28 ต้องแยกกันสืบ
       
     ฏีกาที่ 3003-4/2515
     ต้องเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ฏีกา ยกฟ้องจำเลยคนหนึ่ง เป็นการเฉพาะตัวเป็นรายๆ มากน้อยต่างกัน ส่วนคดีที่พนักงานโจทก์ยกฟ้องเป็นรายคดี ข้อกฎหมายแบบรวมมาตรา 15 วิอาญา
       
     สำหรับการสั่งให้รวมคดีนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษานั้น สิทธิในคดีอาญาก็เป็นสิทธิในศาลชั้นต้น พอศาลชั้นต้นพิพากษา การอุทธรณ์ฏีกาเป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่จำเป็นต้องอุทธรณ์ฏีกาพร้อมกัน คดีในผู้เสียหายอุทธรณ์  สิทธิในการอุทธรณ์ฏีกาแยกกันเป็นต่างหาก ก็จบเรื่องการรวมการพิจารณาและการเป็นโจทก์ร่วม

                                                                      ………………………………………………………..
บันทึกการเข้า

namyom

  • Jr. Member
  • **
  • คะแนนความดี: 2
  • กระทู้: 64
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: มกราคม 05, 2011, 10:19:03 »
ขอบคุณครับผม...
บันทึกการเข้า

openty

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 5
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: มกราคม 05, 2011, 23:25:13 »
 ::)

รักคุณครับ Genius และ หมอเค้ก
บันทึกการเข้า

Natthavaree Sreepratheep

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 5
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: มกราคม 11, 2011, 13:58:01 »
ขอบพระคุณมากๆ เลยค่ะ ขอให้ผลบุญที่คุณทำให้นี้ ส่งผลให้คุณสมหวังทุกอย่างที่ตั้งใจนะคะ  :-[
บันทึกการเข้า

nat.lawyer33

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 4
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: มีนาคม 03, 2011, 14:25:57 »
 ;) ขอบคุณครับ  ;)
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 12:48:50 »
To activate Netflix on Roku TV, click the ADD CHANNEL button and set your box. To learn about the features of Netflix on your Roku TV, activate Netflix on roku . And you can tap on the channel name or image to open the Netflix-Roku window.
บันทึกการเข้า

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 12:50:14 »
The fastest and easiest way to reset your password is an apple.com/recover device. Which is designed to bring you back to your Apple ID account. You can visit apple.com/recover for more information.If you have forgotten the password for your Apple ID, then you have come to the right place to reset the forgotten password. Go to your Apple ID account page and enter your Apple ID and click on iforgot.apple.com . iforgot.apple.com And if you remember your Apple ID password, you can sign in with one of your trusted devices and get a new apple recovery key can be created. For this go to your Apple ID account page and sign in with your password and trusted device. Your Apple ID and password are used to log in to both your Apple developer account and your iTunes Connect account. If you forgot these credentials, you can reset your password or retrieve your Apple ID.  If you have issues when you try to sign in with your Apple ID password,  apple recovery key use these steps to reset it and regain access to your account.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 12:52:04 »
To learn more about how to recover Apple ID without phone number, you can click here - how to recover apple id without phone number   ,how to recover apple id without phone number . And yes, you can recover Apple ID without phone number.The fastest and easiest way to reset your password is an apple.com/recovery device. Which is designed to bring you back to your Apple ID account. You can visit apple.com/recovery for more information.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 12:53:26 »
Xfinity is the brand name of Computer Definition Comcast for its cable TV, Internet and telephony services. xfinity.com/authorize   is a trade name of Comcast Cable Communications, LLC, a subsidiary of the Comcast Corporation, used to market consumer cable television, internet, telephone, and wireless services provided by the company.Anytime it is easier to manage your services online with XFINITY My Account. With XFINITY My Account you can spend more time so that you can enjoy your entertainment. visit here : xfinity.com/activate ,Using the Xfinity My Account app and credit card or your bank account information, xfinity.com/myaccount you can pay your bills and customize your WiFi network name and password, troubleshoot and personalize your devices.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 12:54:58 »
Once you establish a temporary Internet connection and if the welcome message does not appear automatically to begin setup, activate your Xfinity account. To activate, open the web browser and go to  xfinity.com/selfinstall   and get information.Online Norton Security is included with your Xfinity Internet service. It protects your computer from viruses, malware and other threats. Comcast provides xfinity norton online and users can download it from the Xfinity website. You can also activate your device online. xfinity norton And switch it by connecting it to your Internet, voice and TV device. If you want to activate in this easy way, then you xfinity activate and enjoy it.Once you establish a temporary Internet connection and if the welcome message does not appear automatically to begin setup, activate your Xfinity account. To activate, open the web browser and go to  xfinity activate   and get information.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 12:56:02 »
AVG Retail is the best Antivirus programming which is accessible on gives the total suite of highlights which can verify your computerized on the web and disconnected work of the framework or gadgets. install avg activation code and Create your avg account to manage all your subscription. Enter avg.com/retail with activation code to activate avg antivirus on your device through avgcomretail . visit : install avg with licence number Create your avg account to manage all your subscription.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 12:56:58 »
activate avg installation setup , It is one of the best and stunning securities for mobiles and computers.To activate avg installation setup install it and visit avg.com/registration   here  .AVG is the most popular security application that is recommended anti-virus for defending all types of virus stop and the malware attack.activate avg installation setup, It is one of the best and stunning securities for mobiles and computers.click avg retail activation , To activate avg installation setup install it and visit our site .AVG is the most popular security application that is recommended anti-virus for defending all types of virus stop and the malware attack.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 12:58:17 »
To activate avg antivirus , you need to redeem your avg activation code which you will find in your registered mail ID. Through www.avg.com/retail you can download, download and install avg ultimate . create a avg account to manage avg ultimate activation and avg retail installation subscription. AVG Antivirus software provides the complete collection of the features which can protect your data and your devices too. You can buy AVG retail for further steps visit at download avg ultimate with license .
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 12:59:19 »
Avg download with license number .Go to avg.com/retail enter the activation key avg download with license number .install Antivirus in Minutes on protects forever. After purchasing AVG Antivirus you need to open it. After purchasing AVG Antivirus you need to open it. Enter avg retail activation page with activation code to activate avg antivirus on your device through avgcomretail . Create your avg account to manage all your subscription.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 13:00:45 »
AVG Retail is the best Antivirus programming it protect your pc from virus . How to download and install avg   by visiting  & use avg activation code to activate avg.com/retail with activation code , To install the AVG ultimate follow the procedure given below. Click on download Run the setup and enter the product key. now go to avg internet security license activation enter the activation key.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 13:06:39 »
www.avg.com/retail to install and activate your avg activation code instantly and download avg to visit : avgcomretail AVG AntiVirus is designed to keep critical data and files safe, private, and out of the hands of hackers.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 13:07:51 »
enter activation code for hulu   activation on your device to watch all your favorite content online from hulu.com/activate . You will find this code at your registered email ID.Would you like to set up hulu antivirus in your PC?... at that point click here hulu device activation code    for more subtleties.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 13:08:44 »
Sign in to your Hulu account . you may now visit hulu.com/activate   .A Hulu account gives you access to an amazing selection of movies, TV shows, music and more from the hulu activation code for tv Channel Store. With thousands of available channels  hulu activate your account for more details visit here .
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 13:09:39 »
Sign in to your Hulu account . you may now activate your hulu account by visiting here : hulu activation A Hulu account gives you access to an amazing selection of movies, TV shows, music and more from the hulu channel activation by  Channel Store. With thousands of available channels hulu activate online visit here for more details.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 13:10:34 »
First of all  How to activate hulu device   . When you open the Hulu app, the Hulu activation code will be on your TV. If your account needs activation then it will be displayed online on your screen then you can install it by going to enter activation code for hulu   . In this way you can use the Hulu app.Hulu is a channel that everyone would want to watch on Roku streaming player and has some special features that activate hulu on roku   . Activate Hulu by going to the enter activation code for hulu and take advantage of it.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 13:11:52 »
 enter hulu activation code on your device to watch all your favorite content online from hulu.com/activate . You will find this code at your registered email ID.To activate Hulu Plus on your device, either use the on-screen keyboard to enter your Hulu log in information or go to activate my hulu account   and enter the device activation code. by visiting there  : hulu activation code for tv ,Either of these methods will allow you to use Hulu on any Hulu-supported device.
บันทึกการเข้า

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #30 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 13:12:57 »
To activate hulu on new device , you must log into the www.hulu.com/activate , enter the email address when you are asked to log in to your TV. hulu.com/activate On Hulu you can enjoy new movies and TV shows and for more information,  steps for hulu activation   visit here . Hulu is a very good tv channel.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #31 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 13:13:51 »
hulu activation process   ,To activate Hulu Plus on your device, either use the on-screen keyboard to enter your Hulu log in information or go to Hulu.com/activate and enter the hulu device activation code . Either of these methods will allow you to use Hulu on any Hulu-supported device. Enter the hulu com activate device and go to the link. On this platform you can find a lot of movies, TV shows, some projects and a lot of material. sign in and enter code for hulu activation   ,enter to get started with hulu and complete hulu activation process.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #32 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 13:14:48 »
First of all activate hulu on computer . To activate Hulu Plus on your device, either use the on-screen keyboard to enter your Hulu log in information or go to hulu.com/activate When you open the Hulu app, the Hulu activation code will be on your TV. If your account needs activation then it will be displayed online on your screen then you can install it by going to activate hulu.com/activate   .Here's how to activate hulu . If you're watching Hulu on your TV, you just have to open the application and activate hulu on tv . It will be given to you when you try to activate . Use the link hulu tv activate codes and streaming channel option.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #33 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 13:15:54 »
You can activate hulu account on  your device with the simple way ,In this way you can use the Hulu app.Enter the hulu com activate and activate a device on hulu and go to the link. On this platform you can find a lot of movies, TV shows, some projects and a lot of material. sign in to hulu device and activate hulu on computer , enter to get started.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #34 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 13:20:09 »
activate hulu on new device , you must log into the hulu account, enter the email address when you are asked to log in to your TV. enter your hulu tv activate codes and you can enjoy new movies and TV shows and for more information, please go how to activate hulu . Hulu is a very good tv channel.Enter Activation Code to enter code for hulu activation on your device to watch all your favorite content online from hulu.com/activate . You will find this code at your registered email ID.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #35 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 13:21:21 »
To activate your hulu activation code for tv . hulu activation code enter from www.hulu.com/activate and click Activate. Follow the instruction on the mentioned on the screen and complete the activation process. After complete all the steps, you will get the message ‘You are all set up.’ hulu com activate device Now you can use it for watching your favourite shows and videos.Here's how to activate hulu . If you're watching Hulu on your TV, you just have to open the application and get hulu activation code . It will be given to you when you try to activate . Use the link hulu activate your device page and streaming channel option.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #36 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 13:22:17 »
You want to www.webroot.com/safe premium help and best technical team. Download weebroot antivirus from www.webroot.com/safe to protect your device from harmful viruses and threats. Download, install and activate webroot with 20-digit keycode from webroot.com/install . You can webroot.com/safe with product key installation, you can install and activate webroot during the installation process.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #37 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 13:23:15 »
download webroot with key code, Webroot is quick and easy to download, webroot keycode install, and run. Plus, updates are automatic so you always have the most current protection.you may now visit our site. To activate the webroot safe , you need to redeem your webroot product key which you will find in your registered mail ID. Through webroot geek squad download you can download, webroot activation code   . create a webroot safe account to manage webroot key code and webroot safe install   on new computer key subscription.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #38 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 13:24:40 »
Install powerful antivirus on all your devices, To protect any harm your pc from virus you can download webroot safe activation . You need features like these to keep you safe visit webroot safe activation.Through Webroot Secure Anywhere, You can protect your computer, pc, and other devices from malware, virus, spyware, etc. You can download webroot with key code   .Find my webroot account with key code. After it, you have to follow the process of webroot.com/safe activate .
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1375
    • ดูรายละเอียด
Re: สรุปสัมนาวิ.อาญา ภาคคํ่า สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6
« ตอบกลับ #39 เมื่อ: กันยายน 29, 2020, 13:25:36 »
install webroot with key code   or get your keycode You can download & install your Webroot software. you can visit  webroot.com/safe   for more details .If you have your keycode and only need the software download, enter your last name and email address. you can install webroot activation   during the installation process.
บันทึกการเข้า
 

อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ | สอบสวน | เงินกู้ | สินเชื่อ

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.315 วินาที กับ 23 คำสั่ง