ไทยจัดจ์

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Facebook Page thaijudge

ข่าว:

ไทยจัดจ์ ปรึกษากฎหมายฟรี กระดาน ถาม ตอบ กระทู้ ปัญหา กฎหมาย ชุมชน กฎหมาย เนติบัณฑิต นิติศาสตร์ นิติกร ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ติว เตรียมสอบ เนติบัณฑิต ตั๋วทนาย อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ปรึกษากฎหมายฟรี สมัครสมาชิกจึงมองเห็นไฟล์แนบ วิธีสมัครสมาชิก ตั้งกระทู้ ค้นกฎหมาย ค้นฎีกา  

ผู้เขียน หัวข้อ: ถามเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น...ได้โปรดช่วยตอบเถอะค่ะ...  (อ่าน 5805 ครั้ง)

Villain

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 2
    • ดูรายละเอียด


ถ้าเด็กอายุไม่ถึง 15 ปีบริบูรณ์ ...ทำการเซ็นต์สัญญาอะไรสักอย่าง(ในกรณีนี้เป็นการเซ็นต์ระหว่างสถาบันสอนภาษาแห่งนึงกับตัวเด็กและมีการจ่ายเงินออกใบเสร็จไปเป็นที่เรียบร้อยก่อนการเกิดสัญญา)...โดยที่ไม่มีลายเซ็นต์ของผู้ปกครองกำกับแต่อย่างใด...

อยากทราบว่า...สัญญาสามารถยกเลิกได้หรือไม่...

ช่วยหาข้อกฎหมายที่ทำให้สัญญายกเลิกได้ทีเถอะค่ะ...หนูอยากได้เงินคืน...

ขอร้องล่ะนะคะ...ไม่รู้จะทำยังไงอีกแล้ว...
ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links


บันทึกการเข้า

Ampair

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 1
  • กระทู้: 9
    • MSN Messenger - amp_spt@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด



ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใดๆต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน

แต่นิติกรรมใดๆที่ได้ทำไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม

ผลคือเป็นโมฆียะค่ะ

โมฆียะกรรมคือมีผลจนกว่าจะถูกบอกล้างค่ะ

คนที่จะบอกล้างโมฆียะกรรมได้เช่น
-ผู้แทนโดยชอบธรรม
-ผู้เยาว์ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว(บรรลุนิติภาวะเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์)
-ผู้เยาว์บอกล้างก่อนบรรลุนิติภาวะก็ได้ถ้าได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม

โมฆียะกรรมเมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะ คือไม่มีผลตั้งแต่เริ่มแรก

ผู้เป็นคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม(ก่อนทำนิติกรรม)

ก็ต้องคืนเงินให้แก่กันค่ะ

แต่ถ้าพ้นวิสัยที่จะกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ให้ชดใช้เป็นค่าเสียหายค่ะ






ตอบเท่าที่รู้ในฐานะนักศึกษากฎหมายนะค่ะ
...ผิดพลาดต้องขอโทดด้วยนะค่ะ
......................อยากช่วยด้วยใจจริงค่ะ :P

บันทึกการเข้า

picha

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 1
  • กระทู้: 11
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
ผู้เยาว์ทำนิติกรรมได้ 2 ทางค่ะ (ไม่รวมนิติกรรมที่ต้องขออนุญาตศาลนะค่ะ)
1.ผู้เยาว์ทำเองโดยได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม
2.ผู้แทนโดยชอบธรรมทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์
    กรณีนี้ถือว่าเด็กทำนิติกรรมเองค่ะ ซึ่งโดยหลักแล้วต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมค่ะ
    การให้ความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมในการที่เด็กจะทำนิติกรรมกฎหมายไม่ได้กำหนดแบบเอาไว้นะค่ะ ดังนั้นผู้แทนโดยชอบธรรมอาจให้ความยินยอมโดยชัดแจ้ง หรือ ด้วยวาจา หรือ กิริยาท่าทาง หรือ ลายลักษณ์อักษร หรือ โดยปริยายก็ได้ค่ะ และความยินยอมต้องให้ก่อนหรือขณะทำนิติกรรม ซึ่งความยินยอมอาจให้แก่ตัวเด็กเอง หรือ คู่กรณีอีกฝ่ายที่ทำนิติกรรมกับเด็กค่ะ
    การที่ไม่มีลายเซ็นของผู้ปกครองในสัญญาก็มิอาจรับฟังเป็นยุติได้ว่าผู้ปกครองมิได้ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมนะค่ะ เพราะอาจมีพฤติการณ์อย่างอื่นที่พิสูจน์ได้ว่าผู้ปกครองได้ให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์แล้วก็ได้ (ซึ่งจะต้องมีการพิสูจน์กันค่ะ)
    ส่วนจะยกเลิกสัญญาได้หรือไม่นั้น ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเด็กทำสัญญาโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม เช่น เด็กแอบเอาเงินไปทำสัญญาเองโดยผู้แทนโดยชอบธรรมมิได้รู้เห็นเลย ซึ่งเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเด็กทำสัญญาโดยมิได้รับความยินยอมแล้ว ก็ต้องเป็นไปตามข้อกฎหมายของคุณ Ampair ค่ะ แต่ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ สัญญานั้นสมบูรณ์ค่ะ
    ส่วนข้อกฎหมายอื่นๆที่จะทำให้สัญญายกเลิกได้นั้น ข้อเท็จจริงต้องมีรายละเอียดมากกว่านี้นะค่ะ รายละเอียดเพียงเท่านี้ไม่อาจยกข้อกฎหมายอื่นๆขึ้นปรับได้ค่ะ (เช่น สำคัญผิด ฉ้อฉล ข่มขู่ ฯลฯ)
เป็นความคิดเห็นนะค่ะ หวังว่าจะมีประโยชน์อยู่บ้างนะค่ะ :)
บันทึกการเข้า

picha

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 1
  • กระทู้: 11
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
5965/2530 โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบิดาโจทก์ที่ 2 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2525 จำเลยทำสัญญาโอนสิทธิการเช่าตึกแถวเลขที่ 27/49 ถนนประชาสงเคราะห์ ซึ่งจำเลยเช่าจาก ผู้อื่นให้โจทก์ที่ 2 ขณะยังไม่บรรลุนิติภาวะ ในราคา 430,000 บาท ชำระมัดจำในวัน ทำสัญญา 30,000 บาท และจำเลยรับเงินค่าโอนสิทธิการเช่าไปอีก 40,000 บาท จำเลย ไม่สามารถจดทะเบียนสิทธิการเช่าให้โจทก์ที่ 2 ได้ เนื่องจากโจทก์ที่ 2 ยังไม่บรรลุนิติภาวะ โจทก์ที่ 1 ทราบเรื่องจึงบอกล้างสัญญาดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินที่รับไปจำนวน  70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย
           จำเลยให้การว่า โจทก์ที่ 2 ทำสัญญารับโอนสิทธิการเช่าตึกแถวโดยได้รับ ความยินยอมจากบิดามารดาแล้ว โจทก์ที่ 2 ทำนิติกรรมกับจำเลยเพื่อประกอบการค้า อันสมควรแก่ฐานานุรูปของโจทก์ที่ 2 นิติกรรมจึงสมบูรณ์ ขอให้ยกฟ้อง
           ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
           โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์
           ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 40,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย
           โจทก์ทั้งสองฎีกา
           ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การให้ความยินยอมให้ผู้เยาว์ทำนิติกรรมของ ผู้แทนโดยชอบธรรมนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 21 มิได้ บัญญัติถึงแบบหรือวิธีปฏิบัติอย่างใดไว้ ฉะนั้น ความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม จึงอาจทำได้ไม่ว่าจะเป็นด้านวาจา ลายลักษณ์อักษร หรือพฤติการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง  ที่แสดงว่ารู้เห็นยินยอมได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 และมารดาโจทก์ที่ 2 ให้ ความยินยอมในการที่โจทก์ที่ 2 ทำสัญญารับโอนสิทธิการเช่ากับจำเลยแล้ว สัญญา  ดังกล่าวจึงสมบูรณ์ใช้บังคับได้
           พิพากษายืน
อาจจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนะค่ะ แต่ก็อาจเทียบเคียงได้ :)
บันทึกการเข้า

Villain

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 2
    • ดูรายละเอียด
ขอบคุณมากจริงๆค่ะ...ตอนแรกหนูไม่รู้จะทำยังไงได้เลย...ไม่รู้จักผู้ใหญ่ที่ทำงานหรือเกี่ยวข้องเรื่องนี้เลยสักคน...ขอบคุณมากเลยนะคะุ...ขอบคุณจริงๆ...ถ้ามีอะุไรเพิ่มเติมก็ช่วยหน่อยนะคะุ...หนูอยากได้เงินตรงนี้คืนมาช่วยคุณแม่...
บันทึกการเข้า

picha

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 1
  • กระทู้: 11
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
1.   ให้ผู้ปกครองของคุณติดต่อไปยังเจ้าของสถาบันสอนภาษา หรือ ทำเป็นหนังสือไปยังเจ้าของสถาบันสอนภาษา เพื่อขอเงินคืนนะค่ะ อาจจะกำหนดระยะเวลาให้คืนเงินในหนังสือนั้นไปด้วยก็ได้นะค่ะ (เพราะเผื่อในขั้นตอนนี้อาจจะตกลงหรือพูดคุยกันได้งัยค่ะ)

2.   หากสถาบันฯปฏิเสธไม่คืนเงิน หรือ ไม่คืนเงินภายในเวลาที่กำหนด คุณจะต้องแต่งตั้งทนายความเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป (เพราะเมื่อสถาบันไม่ยอมคืนเงิน ก็ต้องใช้กฎหมายบังคับค่ะ คุณไม่สามารถบังคับได้เองนะค่ะ) ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายค่ะ หรือ ไม่เช่นนั้นคุณก็อาจขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความ หรือ สภาทนายความประจำจังหวัดที่มีอยู่ทุกจังหวัดก็ได้นะค่ะ หรือ สำนักงานอัยการประจำจังหวัดทุกจังหวัดซึ่งจะมีหน่วยงานที่คอยช่วยเหลือประชาชนก็ได้นะค่ะ ซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่าต้องมีค่าใช้จ่ายหรือไม่นะค่ะ (แต่คิดว่าน่าจะไม่มีนะค่ะ)

3.   เมื่อมีทนายความแล้ว ทนายความก็ต้องดำเนินการต่อไปค่ะ เช่น สอบถามข้อเท็จจริงโดยละเอียดจากคุณอีกครั้ง  ทำหนังสือบอกกล่าวทวงถาม(ซึ่งเป็นวิธีเฉพาะของทนายแต่ละคนค่ะ) และดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ศาลบังคับให้สถาบันคืนเงินให้คุณ ซึ่งในชั้นนี้ก็คงต้องมีการพิสูจน์กันค่ะ หากพิสูจน์แล้วรับฟังได้ตามข้ออ้างของคุณ คุณก็ได้รับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยแน่นอนค่ะ หากพิสูจน์ไม่ได้คุณแพ้คดีค่ะ ศาลต้องยกฟ้องคุณค่ะ คุณไม่ได้เงินคืนนะค่ะ

4.   การเป็นคดีความกันในศาลนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ต้องเสียค่าใช้จ่าย และใช้ระยะเวลานานพอสมควรนะค่ะ ดังนั้นต้องชั่งใจให้ดีนะค่ะ หากเป็นไปได้ก็อยากให้พูดคุยไกล่เกลี่ยกันก่อนดีกว่า แต่หากคุณเห็นว่าคุณไม่ได้รับความเป็นธรรม ศาลเท่านั้นที่จะเอื้อความยุติธรรมให้คุณได้ค่ะ

เป็นเพียงความคิดเห็นนะค่ะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์อยู่บ้าง  อยากให้คุณได้เงินคืนค่ะ ขอให้โชคดีค่ะ :)
บันทึกการเข้า

Genius

  • บุคคลทั่วไป
ในฐานะสมาชิกของไทยจัดจ์อีกหนึ่งเสียง ขอขอบคุณ คุณ Ampair  และ  คุณ Picha มากๆๆ  ครับ ที่ร่วมสนับสนุนข้อมูลและสิ่งดีๆ ให้กับสมากชิก  และขอให้น้อง Villain สามารถแก้ไขปัญหา (อาจไม่เล็ก)ได้ด้วยความตกลงและเข้าใจทั้งสองฝ่ายนะครับ  ::) ::) :P :-[ :-* :-*
บันทึกการเข้า

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
 

อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ | สอบสวน | เงินกู้ | สินเชื่อ

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.12 วินาที กับ 25 คำสั่ง