ไทยจัดจ์

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Facebook Page thaijudge

ข่าว:

ไทยจัดจ์ดอทคอม กระดาน ถาม ตอบ กระทู้ ปัญหา กฎหมาย ชุมชน กฎหมาย เนติบัณฑิต นิติศาสตร์ นิติกร ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ติว เตรียมสอบ เนติบัณฑิต ตั๋วทนาย อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ปรึกษากฎหมายฟรี สมัครสมาชิกจึงมองเห็นไฟล์แนบ วิธีสมัครสมาชิก ค้นกฎหมาย ค้นฎีกา  

Cafe l กฎหมาย เนติบัณฑิต l ฎีกา l สมัครงานกฎหมาย l ทนายความ l นิติกร l อัยการ l ผู้พิพากษา l ธงคำตอบ ผลสอบ l กลุ่มวิชากฎหมายอาญา l กฎหมายอาญา l กฎหมายภาษีอากร l กฎหมายแรงงาน l กฎหมายรัฐธรรมนูญ l กฎหมายปกครอง l กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ l กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ l กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ l กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา l กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา l กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา l สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม l กฎหมายลักษณะพยาน l วิชาว่าความและการถามพยาน l การจัดทำเอกสารทางกฎหมาย l กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง l กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง l กฎหมายล้มละลาย l ระบบศาลและพระธรรมนูญศาลยุติธรรม l ภาษาอังกฤษนักกฎหมาย l ศึกษาต่อกฎหมาย l spam l พนักงานสอบสวน

ผู้เขียน หัวข้อ: สรุปคำบรรยาย วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6,7,8  (อ่าน 16556 ครั้ง)

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
ครั้งที่ 1 – 2  . 1 มิถุนายน 2553
     ก็เป็นชั่วโมงแรกที่เราพบกันที่นี่นะครับ ก็ได้ประชุมกับอาจารย์ทุกท่านแล้วก็กำหนดหัวข้อตรงกันแล้วนะครับ การที่บรรยายครบทุกมาตราเป็นไปไม่ได้แน่นอนก็เลือกหัวข้อที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานตามวัตถุประสงค์ของเนฯ
     พาวเวอร์พ้อย์อาจารย์ปรับปรุงทุกปี ก็โหลดไว้ให้หน้าจอ วิชานี้ปกติบรรยาย ห้าสิบนาที แต่ได้คุยกับอาจารย์ที่สอนภาษี ก็ตกลงกันให้บรรยายควบกันสองครั้งเลย  ข้อสอบออกแต่ละปีก็ออกเท่าที่บรรยาย สำหรับคำพิพากษาที่บางครั้งต้องเอามาใช้ก็ต้องเป็นคำพิพากษาที่เผยแพร่แล้ว
     ถ้าข้อความตัวบท รธน ปี 40 กับ 50 ถือว่าศาลได้มีการวินิจฉัยไว้แล้ว หัวข้อบรรยายภาคปกติอาจารย์บวรศักดิ์ ก็บรรยายหลักทั่วไปของรธน. หนังสือที่อาจารย์เขียนร่วมกันก็เสร็จแล้ว แต่ถ้าไม่อยากเสียเงินซื้อก็ดูตามพาวเวอร์พ้อยของอาจารย์ก็ได้นะครับ
     ส่วนที่สองเรื่องการเป็นกฎมหายสูงสุด ส่วนที่สองนี้ท่านอาจารย์บวรศักดิ์เป็นผู้บรรยาย ส่วนที่สี่ เรื่องสิทธิเสรีภาพ ส่วนอาจารย์บรรยาทุกหัวข้อในภาคค่ำ ส่วนที่ออกสอบบ่อยสุดคือ สองสามสี่ เมื่อสองสามปีที่แล้วก็มีคดีพิเศษตามรัษธรรมนูญ คดีอาญา ก็เป็นประเด็นว่าเอกสิทธิการคุ้มครองมากแค่ไหน เป็นการใช้อำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ สิทธิเสรีภาพของประชาชน อย่างที่สองการตรวจสอบสิทธิเสรีภาพ และเป็นการตรวจสอบอำนาจรัฐ ประการที่สามคือเสริมสร้างสิทธิเสรีภาพให้แก่รัฐ ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่ต่างชาติมอง จากรัฐธรรมนูญ มีการเปลี่ยนผ่านอำนาจผ่านระบอบการปกครองรัฐสภาหรือไม่
     รธนของไทยเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยฐานะองค์กรที่ใช้อำนาจสูงสุดเป็นกฎหมายรับรองสิทธิเสรีภาพตรงกับประการที่หนึ่ง รับรองการใช้สิทธิด้วย ตราบใดที่ยังไม่มีกฎหมายลูกผู้ที่ได้รับกระทบกระเทือนก็ยังไม่สามารถใช้สิทธิเสรีภาพนั้นได้  กฎหมายยังรับรองการใช้สิทธิด้วยคือรับรองโดยตรงต่อรัฐธรรมนูญภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ ที่สำคัญอีกประการคือ รธนปี 50 ได้เล็งเห็นปี 40 ที่มักบัญญัติเสรีภาพความเสมอภาคไว้ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ
     นอกจากนี้ รธนยังบัญญัติถึงแนวนโยบายของรัฐเมื่อใดก็ตามที่แก้ไขยากก็อยู่รัฐธรรมนูญหลายฉบับก็ได้ยอมรับแนวคิดนี้ถ้าดูคำปรารฎของรัฐธรรมนูญปี 50 บอกว่าเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน ก็ไม่จำเป็นต้องมีพรบ.มารองรับ นอกจากนี้ ถ้าเราดู ของไทยมีสามอย่างครบอยู่แล้ว แต่มีเรื่องสำคัญที่เข้ามาเช่นเรื่องการเกษียณอายุของราชการเป็นต้น แต่เมื่อใดก็ตามที่แก้ไขได้ก็ไม่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หลายๆฉบับก็ได้ยอมรับแนวความคิดทั้งสามประการ ในการกำหนดกรอบก็มีอยู่ด้วย
     ก็เป็นการวางกรอบให้เราเข้าใจคอนเซ็ปได้ดีขึ้นเวลาอ่านรัฐธรรมนูญก็ให้อ่านสารบัญก่อน มีข้อสังเกตของอาจารย์บวรศักดิ์ไว้ ฟันธงว่าเมื่อพูดถึงรัฐธรรมนูญ นั้นไม่ต้องเขียน พ.ศ. แต่ดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็เขียนตลอด เพราะของไทยมีมาตั้ง 17 ฉบับแล้วนะครับ แล้วก็จะไม่มีคำว่ากฎหมายนำหน้า  ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมา 17 ฉบับแล้ว  ( ได้มีการอธิบายประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญ )  รัฐธรรมนูญกำหนดโครงสร้างของรัฐ การตัดสินใจในการเมืองเป็นไปตามหลักกฎหมายชัดเจน สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญคือจำกัดอำนาจของผู้ปกครอง สร้างเสรีภาพของการเมือง ในสาธารณะรัฐอเมริกาก็เท่าที่เหมาะสมเท่านั้นเอง มาดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
     ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ พรบ.ส่งเสริมปี 35 ที่ออกมาก่อนปี 50 ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขสามประการอย่างรัฐธรรมนูญเลย ฝ่ายบริหารก็เห็นว่า ในเมื่อ รธนปี 50 กำหนดเงื่อนไขต่างๆไว้ แล้วมีข้อพิพาทกันขึ้นยังไม่มีองค์กรอิสระ เพราะฉะนั้นก็เลยยังไม่ทำไม่มีการศึกษาประเมินผล องค์การเอ็นจีโอก็มีการฟ้องว่าไม่มีการดำเนินการตาม
ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 27, 2010, 23:32:28 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปคำบรรยาย วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 1,2,3,4
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2010, 15:26:52 »
กฎหมาย ถ้าเราดูมาตรา 48 วรรคสาม สิทธิเสรีภาพแม้ยังไม่มีกฎหมายลูกตราขึ้นก็ใช้ได้ทันที ซึ่งในมาตรา 67 ก็อยู่ในหมวดเดียวกับ 28 วรรคสาม สามารถใช้สิทธิทางศาลได้โดยตรง หากใช้สิทธิเสรีภาพเรื่องใด
      สิทธิชุมชนที่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐย่อมได้รับการคุ้มครอง ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายอนุมัติ การดำเนินการที่กระทบสิ่งแวดล้อมรุนแรง รัฐธรรมนูญเป็นเรื่ององค์กรที่ใช้อำนาจสูงสูด รัฐสภา ศาล ในมาตรา 214 ของรัฐธรรมนูญในกรณีที่มีความขัดแย้งอำนาจหน้าที่ ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
     องค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นการที่จะพิจารณาว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญใด ตาม 214 ได้ เราไม่ได้ดูว่าเป็นองค์กรรัฐสภา ศาล ต้องดูต่อไปด้วยว่าปัญหานั้นเป็นอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย ต้องเป็นการขัดแย้งการใช้อำนาจหน้าที่ด้วย
     องค์กรตามรัฐธรรมนูญแยกได้สองประเภท คือองค์กรตามบทบัญญัติเฉพาะของรัฐธรรมนูญได้สองข้อย่อย คือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 บอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ในความหมายแรง องค์กรตามบทบัญญัติทั่วไปได้แก่รัฐสภารัฐมนตรีและศาล คู่ความในคดีนั้น ซึ่งอย่าไปสับสนกับเรื่องทางแพ่งว่าคณะรัฐมนตรีไม่ใช่นิติบุคคล ทีนี้เราย้อนดูความหมายองค์กรตามรัฐธรรมนูญว่า ที่เข้ามาตรา 214 ได้จะต้องใข้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญด้วย
     เหล่านี้เป็นบทบัญญัติหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ก็แยกเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ กกต ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน การกำหนดการเลือกตั้งแม้กำหนดโดยรัฐบาลก็ต้องให้สัมพันธ์กับ กกต.เพื่อให้มีการควบคุมการเลือกตั้งอย่างมีประสิททิภาพ คณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรทางรัฐธรรมนูญและต้องดูว่าเป็นเรื่องใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ การไปตกลงกับต่างประเทศไม่ใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐ
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปคำบรรยาย วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 1,2,3,4
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2010, 15:27:35 »
ครั้งที่ 3 - 4 . 15 มิถุนายน 2553
     สวัสดีครับวันนี้ก็พบกันครั้งที่สอง ครั้งที่แล้วก็เกริ่นหลักทั่วไปและประวัติ และการขัดแย้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ก็สามารถดาวน์โหลด พาวเวอร์พ้อยได้ที่เวป เน วันนี้ก็เป็นเรื่องอำนาจที่ขัดกันขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ เป็นหัวข้อที่สำคัญนะครับ ออกสอบทั้งสนามเนฯและผู้ช่วย เมื่อแต่ละองค์กรเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบก็มีหลายๆคดีที่ ทำการตรวจสอบ เลยบัญญัติทางแก้ว่าจะแก้ไขอย่างไร ก่อนอื่นต้องเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่าอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ  ในประการแรกคือศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการวินิจฉัย ของสภา มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่อันนี้เป็นความตรวจสอบความชอบของรัฐธรรมนูญตามกฎหมาย
     ประเด็นเมื่อสักครู่เป็นการร่างกฎหมาย อำนาจประการนี้คือ บทบัญญัติที่ศาลใช้บังคับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งสองประการนี้จะดูอีกครั้งหนึ่ง หน้าที่สำคัญอีกประการคืออำนาจหน้าที่ ความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆของรัฐธรรมนูญ แต่ประเด็นที่หยิบยกมาบรรยาย ก็จะต้องพูดหลักๆอยู่สามประการนี้ ในวันนี้ก็มาดูถึงการวินิจฉัยหรือความขัดแย้ง ซึ่งคำวินิจฉัยถือเป็นเด็ดขาดและมีผลผูกพัน ในมาตรา 27 รธน ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพัน จะเห็นได้ว่าสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญยอมรับก็มีทั้งที่รับรองโดยชัดแจ้งตามรธน
     ประการที่สองแม้รธนไม่รับรองโดยชัดแจ้งก็รับรองโดยปริยาย ก็คือมีคำวินิจฉัยของรธนรับรองไว้แล้ว พอพูดถึงสิทธิเสรีภาพก็ไม่ได้จำกัด รายลักษณ์อักษรเท่านั้น อย่างเช่นที่ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ได้บรรยายไว้ เช่นสิทธิในหนังสือเดินทางก็เหมือนเป็นสิทธิโดยปริยาย หนังสือเดินทางเหมือนกับบัตรประจำตัวประชาชน ที่รัฐไม่อาจยกเลิกได้ ก็เป็นประเด็นที่ว่าเนสิทธิขั้นพื้นฐานอันนี้เป็นตัวอย่างที่ให้เห็นว่าสิทธิเสรีภาพไม่ได้บัญญัติเฉพาะรายลักษณ์อักษร ยังรวมถงสิทธิโดยปรยาย  ยังมีอีกประการคือ โดยการวินิจฉัยของศาลรธน เป็นเด็ดขาด
     จาก216 วรรคห้า และ 27 และ อำนาจหน้าที่ศาลรธน ถ้าถามว่าคำวินิจฉัยมีผลผูกผันในทางกฎหมายอย่างไร สามารถทำวิทยานิพจน์ได้ เลย วิเคราะห้จา สามสิ่งนี้จะเห็นอะไรที่แปลกหลายอย่าง ก็สรูปได้ว่า คำวินิจฉัยของศาลไม่ได้ผูกพันคู่ความในคดีเท่านั้นและหากมีคำวินิจฉัยหรือกฎ ที่ฝ่ายปกครองออกจึงมีผลผูกพันเป็นการทั่วไป ทีนี้ อาจาย์บวรศักดิ์จึงสรุปไว้ว่า
     คำวินิจฉัยของศาลรธน สูงกว่าพรบ และสูงกว่าพรบ ประกอบรัฐธรรมนูญด้วย คำวินิจฉัยนี้มีผลให้พรบ ถึงกับสิ้นผลไปได้ และก็ตอนท้ายน่าสนใจว่าถ้าหากได้ตีความเป็นการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ มันสามารถลบล้างแม้กระทั้ง พรบ ประกอบ รธน เป็นไปตามหลักที่ศาลรธนกำหนดไว้ จะเห็นได้ว่านอกจากจะมีผล ผูกพัน รัฐบาล ศาล เป็นการทั่วไป ความสัมพันธ์ก็โดดเด่น ปัญหาที่ตามมาคืออะไร คำพิพากษามีผลเป็นการทั่วไป ส่วนคำพิพากษาศาลปกครอง  ต้องเข้าใจก่อนว่าคำพิพากษาศาลรธน มีผล มหาศาล ในทั่วประเทศ ไม่ได้เหมือนกับศาลปกครอง เมื่อศาลรธน มีคำวินิจฉัย เมื่อมีการตรากฎหมายในเรื่องดังกล่าวก็เป็นภาระหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งถือว่ารับรองสิทธิเสรีภาพ เมื่อฝ่ายนิติบัญญัติร่างมาใหม่ก็ต้องร่างให้สอดคล้อง มาดู 1/2552 อันนี้เคยพูดไปแล้วเมื่อครั้งก่อน ในคำวินิจฉัยนี้วินิจฉัยว่าปพพ มาตรา 36 วรรคหนึ่งมีประเด็นว่ามาตรานี้ขัดหรือแย้งต่อรธน ขัดอย่างไรไม่ต้องไปดู ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่ว่า ศาลรธน ได้เคยวินิจฉัยไว้แล้ว
     ประเด็นเดี่ยวกันเลย ว่าไม่ขัดหรือแย้งต่อ รธน ปี 40  ประเด็นก็คือว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งกับ รธน ก็ถือว่าผูกพันตามคำวินิจฉัยเดิม ถ้ารธนที่วินิจฉัยไว้แล้วเป็นรธนฉบับก่อนปี 40 คำวินิจฉัยนั้นจะผูกพันหรือไม่ ถ้าหากว่าคำวินิฉัยตรงกับฉบับเดิม หลักการเดียวกัน ศาลรธน ก็เห็นว่าไม่จำต้องวินิจฉัยอีกอันนั้นเป็นการตอบคำถามแรกว่าถ้าเป็นการวินิจฉัยตามศาลรธน ฉบับก่อนยังมาอ้างอิงได้หรือไม่ ถ้าประเด็นเดียวกันศาลรธนไม่วินิจฉัยได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 17, 2010, 15:30:17 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปคำบรรยาย วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 1,2,3,4
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2010, 15:28:00 »
ประเด็นต่อไป คือ แล้วการวินิจฉัยสื่อว่าถ้าเป็นการวินิจฉัยตาม รธน  ถ้าบทไม่ตรงกัน ตีความในทางกลับกัน ศาล รธน ก็น่าวินิจฉัยเป็นทางอื่นได้
     ถ้าดูศาลยุติธรรมทั่วไป กลับคำวินิจฉัยแนวเดิมแล้วศาลรัฐธรรมนูญกลับแนวได้หรือไม่ ไม่ว่าองค์คณะชุดเดิมหรือ ชุดก่อน เรื่องนี้เคยมีคำวินิจฉัย ที่ 44/2547 วินิจฉัยเรื่องการสรรหา ปปช การวินิจฉัยนี้ เป็นเรื่องตำแหน่ง เลือกไปแล้ว ไม่เป็นปัญหาตามหน้าที่ ก็ไม่เป็นประเด็นและไม่อยู่ในองค์ประกอบมที่เป็นปัญหา นี่เป็นมาตรา 266 เดิม กรณีมีปัญหา
     เรามาดูคำวินิจฉัยปี 47 เป็นเรื่องกระบวนการสรรหาคุณหญิงถ้าถือตามคำวินิจฉัยเดิมก็ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจในกรณีที่ถือว่า กลับมาวินิจฉัยได้ มาดูถึงมาตรา 214 ก็บัญญัติว่ากรณีที่มีการขัดแย้งอำนาจหน้าที่ ที่ไม่ใช่ศาล ให้ประธานรัฐสภา หรือ รมต ทีนี้ถ้ายอนไปดูหลักการประปเด็นว่า รธน ปี ห้าศูนย์เปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ที่สำคัญอย่างไร
     ก็คือวิธีพิจารณาความการวินิจฉัยการไม่ยื่นซึ่งรธนปั 40 ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลฏีกาแผนกคดีอาญา ทำให้เป็นไปในทางเดียวกันและรวดเร็วยิ่งขึ้นประการที่สามคือการวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญไม่ใช่อำนาจของศาล รธน ต่อไป ซึ่งก็ทำให้คดีที่เกี่ยวเนื่องเป็นไปในทางเดียวกันและก็รวดเร็วยิ่งขึ้น การวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตัวรัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่ผูกขาด
     ในมาตรา 214 ก็บัญญัติว่าในกรณีที่ความขัดแย้ง จากเดิมใช้คำว่า ในกรณีที่มีปัญหา ในรัฐธรรมนูญปี 40 รอดูนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นว่าเรากำลังพิจารณาว่าคดีแบบนี้จะขึ้นศาลรัฐธรรมนูญได้ในกรณีใดบ้าง คดีที่ไปศาลรัฐธรรมนูญ มันเป็นคดีรกโรงรกศาล ไม่จำเป็นต้องเป็นความขัดแย้งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ สำหรับเหตุผลในการแก้ไขหลักการนี้ อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ ว่าทำไมถึงแก้ แก้เพราะว่าอะไร ก็ได้ให้เหตุผลเพื่อปรับปรุงให้ชัดเจนขึ้นก็เป็นเรื่องอำนาจฟ้อง ต้องหลักเกณฑ์ชัดเจน เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งถ้าเป็นเรื่องหารือนั้นศาลก็ไม่รับวินิจฉัย ส่วนความขัดแย้งในองค์กรเดียวกันศาลก็ไม่รับวินิจฉัย เช่น กระบวนการในทางสรรหา ผู้ว่าตรวจเงินแผ่นดิน
     เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องความขัดแย้งภายในองค์กร ย้ำว่า เป็นความขัดแย้งระหว่างองค์กรที่ไม่ใช่ศาล ไม่ใช่ความขัดแย้งภายในองค์กร ก็ต้องเป็นองค์กรรัฐธรรมนูญที่ไม่ใช่ศาลด้วย เหตุผลที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญนั้นต้องการกระจายอำนาจการตีความ ว่าระหว่าง กกต ใครองค์กรใดเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัย อย่างนี้ กกต มีอำนาจฟ้องหรือไม่ คำตอบคือว่าไม่ เพราะว่าคู่มวยที่ชกด้วยคือ ศาล ก็ต้องปล่อยให้ศาลไปจัดการ ไม่ต้องมาศาลรธน
     อันนี้ก็ทำให้ศาลปกครองหรือศาลยุติธรรมมีอำนาจในการตีความในประเด็นเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ในหนังสือจดหมายข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ชัดเจนว่าสำหรับความขัดแย้ง คณะรัฐมนตรี หรือ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ กับ ศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลปกครองหรือศาลยุติธรรมก็ให้วินิจฉัยไปแล้วแต่กรณี ประเด็นที่วินิจฉัยไม่แตกต่าง เพราะว่าหลักการคือต้องการกระจายอำนาจไปศาลอื่นด้วย มาดูคำอธิบายเนฯ เมื่อปีที่แล้วนะครับจะสรุปให้ฟังว่า การที่ศาลไม่ว่าจะเป็นศาลปกครองหรือศาลทหาร ถ้าไม่อยู่ในอำนาจศาลรัฐธรรมนูญก็จะตีความไม่ได้ ขอให้ไปดูในเนื้อหาด้วย อย่าดูแค่อักษรว่าเป็นเรื่องในรัฐธรรมนูญ แล้วไปคิดว่าต้องอยู่ในอำนาจรธน.
     การวินิจฉัยการกระทำของจพง ว่าขัดต่อรธน.หรือไม่ ก็เป็นอำนาจของศาลยุติธรรม การเข้าใจว่าเป็นอำนาจศาลรธน. เป็นการเข้าใจผิดมาก เพราะฉะนั้นต้องดูในคำร้องให้ดี ถ้าบรรยายว่า จพง ตำรวจเข้าไปตรวจค้นจับกุม โดยค้นตัวผู้หญิงโดยใช้ตำรวจชายไปค้น อันนี้เป็นการกระทำของจพง. ที่ขัดรธน. ศาลยุติธรรมก็วินิจฉัย
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปคำบรรยาย วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 1,2,3,4
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2010, 15:29:25 »
     ก็เห็นได้ว่าบัญญัติถึงรัฐสภา หมวดที่เก้าในคณะรัฐมนตรีและก็ศาล เป็นองค์กรตามบททั่วไปของรธน. ก็ได้แก่ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ชื่อในคู่ความในคดี บางสำนวนใช้คำว่าคณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นอย่าไปสับสนที่ฏีกา ที่วินิจฉัยว่า คณะรัฐมนตรีไม่ใช่นิติบุคคล แต่ถ้าคำวินิจฉัยของศาลรธน. ถือว่าเป็นบุคคลทั่วไปตามรธน.
     หมวดที่สองคือ องค์กรทั่วไป คือ องค์กรอิสระ กับ องค์กรอื่นๆ ทำไมต้องแยกเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันมาก ในหลายประเทศ ประเทศไหนก็มีกันทั้งนั้นคือ ประเภทแรกมีกันหมด แต่ในประเภทที่สองก็เป็นการแสดงถึงแนวการบริหารบ้านเมืองในแต่ละประเทศ องค์กรตามรัฐธรรมนูญถ้าเราดูที่อยู่ตัวบท หมวดที่นำให้เราเข้าใจมากที่สุดคือ สารบัญ มันจัดระบบความคิดเราหมดเลย เราจะเห็นว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญอยู่ในหมวดที่ 11 ก็คือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่วนที่สองในหมวดนี้ก็คือองค์กรอื่นตามรธน.
     อันนี้ก็เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ถ้าดูจากคำนิยามว่าองค์กรอิสระคืออะไร ซึ่งเรื่องนี้ อาจารย์ผู้บรรยายก็เน้นย้ำว่า สระอาตัวเดียวก็มีผล รัฐธรรมนูญมาตรา 138 แต่ละอนุก็เป็นเรื่องการก่อตั้งมีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เป็นการก่อตั้งที่มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ต้องมีการอิสระโดยมีหน่วยงานที่เป็นอิสระ และดำเนินการอื่นที่ไม่อยู่ภายใต้กำกับดูแล  เพราะว่าองค์กรนี้เป็นองค์กรโดยอุดมคติ รูปแบบการสรรหาก็ต้องเป็นการสรรหา โดยบุคคลที่เป็นกลาง ต้องการตรวจสอบอำนาจของรัฐ ฝ่ายบริหารจะมาแทรกแซงไม่ได้ แนวคิดว่าทำไมต้องมีการก่อตั้งองค์กรอิสระ
     มีการคิดถึงแนวทางการตรวจสอบโดยองค์อิสระ คือการตรวจสอบอำนาจรัฐเป็นสิ่งที่สำคัญในการปฏิรูปการเมือง ต้องการให้องค์กรเหล่านี้ทำให้การเมืองบริสุทธิ์ เป็นการตรวจสอบนอกสภาการที่ฝ่ายบริหารไปแทรกแซงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญประการที่หนึ่งคือ กกต ,ตรวจเงินแผ่นดิน  การอภิปรายเรื่องปัญหาหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ การแยกองค์กรใช้อะไรเป็นเกณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น อัยการทนายแผ่นดินฟ้องคดีบางอย่าง รธน.ปี 50 กำหนดให้เป็นองค์กรอื่น เป็นอิสระ เพราะอัยการในฐานะหนึ่ง ก็อยู่ในอำนาจการกำกับดูแลของรัฐในระดับหนึ่ง
     ถ้าเราดูวิเคราะห์ว่าทำไมกฎหมายต้องแยกเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ในขณะที่องค์กรอื่น ไม่มีบทบัญญัติดังกล่าว จริงๆถ้อยคำมันน่าจะเป็นองค์กรอิสระกับองค์กรอื่น  มาดูถึงองค์ประกอบอื่นของมาตรา 214 อ่านหลายๆรอบนะครับ
     มีประเด็นที่น่าสนใจเห็นได้ว่าเมื่อองค์กรเหล่านี้เสนอเรื่องมายังศาลรธน.ต้องเสนอไปพร้อมความเห็น กฎหมายต้องการให้องค์กรเหล่านี้กลั่นกรองว่า ให้เรื่องนี้ยุติอย่างไร อาจารย์จรัลท่านเคยเขียนอธิบายไว้ว่า ประการแรก มันต้องมีความขัดแย้งเกิดขึ้นจริงไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่เห็นไม่ตรงกัน ต้องเป็นเรื่องความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นจริงไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่เห็นไม่ตรงกัน ศาลรธน.ก็มีคำวินิจฉัยว่า ประเด็นที่คาดหมายว่าจะเกิดขึ้นแต่ยังไม่เกิดขึ้น ไม่ใช่ข้อกฎหมายที่เห็นไม่ตรงกัน ไม่รวมถึงปัญหาอำนาจหน้าที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง ไม่รวมถึงปัญหาอำนาจหน้าที่ในองค์กรองค์กรเดียว ( สังเกต เว้นแต่การปฏิบัติหน้าที่นั้นเป็นปัญหาว่าขัดต่อรธน.หรือไม่ ก็ไปดูคำวินิจฉัย ว่าการจัดการเลือกตั้งเป็นการดำเนินการตามราชกิจจา ถ้าไม่เข้าตาม 214 คดีอาจไปศาลรธนได้ โดยช่องทางอื่นก็ได้ ตัวอย่างคำวินิจฉัยนี้ไม่ได้มาตามช่องทาง 214 แต่เป็นการให้วินิจฉัยว่ากฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ ) แต่ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น  9/2549  บังเอิญว่าอำนาจหน้าที่ไปอิงกับพระราชกฤษฏีกา ไปดูรายละเอียดที่ 9/2549
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปคำบรรยาย วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 1,2,3,4
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2010, 15:29:51 »
     ในข้อพิจารณา คือ เป็นความขัดแย้งระหว่าง รมต รัฐสภา หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และต้องไม่ใช่เรื่องของศาล ประเด็นที่ว่าเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็วินิจฉัยว่า รัฐมนตรีขอให้ศาลวินิจฉัย รธนตาม 238 เรื่องการค้น จะกระทำไม่ได้ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ รธน.บัญญัติเรื่องการค้นเอาไว้ วิอาญาบัญญัติว่า ค้นได้โดยไม่มีหมายค้น ก็มีปัญหาว่าวิอาญานั้นขัดต่อรธนหรือไม่
     กรณีเป็นปัญหาไม่ได้โดยความขัดแย้ง กระทรวงมหาดไทยเป็นองค์กรตามรธนหรือไม่ ก็มันมาไม่ได้แล้วเพราะไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างองค์กร
     องค์กรของฝ่ายบริหารคือ รัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทยก็ไม่อาจให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหา ถ้าเราไปดูศาลฏีกาญี่ปุ่นในการตีความได้ ผู้มีสิทธิเสนอเรื่อง มีหลายประเภทด้วยกัน อย่างข้อห้าข้อหกก็เป็นคณะกรรมการสรรหา เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ คำร้องก็ต้องมีประเด็นที่กล่าวถึงการขัดแย้งอำนาจหน้าที่
      คำวินิจฉัยที่ 5/2549  ไม่ใช่ดูแต่รูปร่างหน้าตาว่าเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ต้องดูการใช้อำนาจหน้าที่ด้วย

                                     จบการบรรยาย วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 1 – 4 ค่ะ..... 8) ::)
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปคำบรรยาย วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 1,2,3,4
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2010, 18:09:13 »
ครั้งที่ 5 - 6. วันที่ 13 มิถุนายน 2553

     สวัสดีครับวันนี้ก็มาพบกันเป็นครั้งที่สาม วันนี้ก็ขอไปเรื่อง ในครั้งที่แล้วพูด 214 ที่ว่าในกรณีที่มความขัดแย้งกับอำนาจหน้าที่ในองค์กรรัฐธรรมนูญ หลักสำคัญในการแก้ไข ปี 40 ใน รธน ฉบับเดิม บอกในกรณีที่มีความขัดแย้งอำนาจหน้าที่ทางรัฐสภา เมื่อมีการรับเอาปี ห้าศูนย์ก็ตัดไป ก็คำว่าความขัดแย้งแทน เกี่ยวกับอำนาจน้าที่ สิ่งที่สำคัญ ก็คือ วางหลักไว้ ความขัดแย้งระหว่างองค์กรนั้นต้องไม่ใข่ศาล ก็ไม่ได้นำคำวินิจฉัยปีสี่สิบมาได้แล้ว ความขัดแย้งคู่กรณีต้องไม่ใช่ศาลเพราะถ้าเป็นศาลก็ให้ศาลตีความได้เบนไม่ต้องมาศาลรัฐธรรมนูญ
     ฎ.14/2551 ค่อนข้างมีปัญหาว่า แต่เดิม ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อจตะไม่รับ เรื่องเพิตารา ก็พบำรชวินิตฉัยแต่ระยะหลังปรากฎในรูปคำสั่งรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ทราบว่าจะนำออกสอบได้หรือไม่ โดยหลักก็คุยในที่ประชุมว่าข้อมูบคต้องเผยแฟร่ ดูคำสั่งก็เป็นเรื่องผู้สมัครฟ้อง กกต ว่าเปลี่ยนวิธี จากกากบาทเป็นตรายางประทับ ก็ฟ้องต่อศาลปกครองกลาง และขอคุ้มครองชั่วคราว พอศาลสั่งบรรเทาทุกชั่วคราว ก็คือห้ามมิให้ประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับการรณณรวงค์ให้ใช้ตรายางประทับแทน
     ก็บอกว่าการปลอมง่ายก็ฟ้องศาลปกครองกลาง มีคำสั่งให้บรเท่าทุกชั่วคราว หลังจาก กกตได้รับคำสั่งศษลแล้วไม่เห็นด้วยก็ส่งเรื่องไป ดังคำสั่งฉบับบนี้เป็ยคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ให้องค์กรตามรธน ส่งเรื่อง ให้ศาลแต่กรณีพิพาทเป็นเรื่องของ กกต จึงไม่ใช่คดีที่วินิจฉัยได้ต่อไป ตามมาตรา 266 เดิมก็ยื่นได้ คือ เปลี่ยนหลักการแล้ว ว่าต้องเป็นองค์กรอื่นไม่ศาล เหตุผลก็คือต้องการกระจายอำนาจไปให้ศาลอื่นด้วยไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญอย่างเดียว
     หัวข้อใหม่ คือการเป็นกฎหมายสูงสุดและการควบคุม เป็นหัวข้อสำคัญ มีประเด็นที่น่าพินารณา มีหลักการว่ารธน เป็นกฎหมายสูงสุด การที่ดำรงสถานะก็ต้องมีการควบคุมไม่ให้มีกฎหมายขัด กระบวนการควบคุมจะทำอย่างไร ในถ้าดูประวัติการควบคุมจะเห็นได้ว่าระบบกฎหมายทั่วโลกก็มีหลายรูปแบบ บางประเทศให้รัฐสภา ก็คือเมื่อออกกฎหาย ก็ถืว่า เป็นการแสดงออกซึ่งเจตนาร่วมกันของประชาชน เพราะฉะนั้น การที่สภาออกกฎหมายก็ต้องถือว่าเป็นการวินิจฉัยว่าจะขัดกับ รธน อีกอันหนึ่งก็คือระบบการควบคุมก็ใช้ศาลยุติธรรมเป็นผู้ควบคุม
     ก็คือระบบของไทย ซึ่งต้นแบบก็มาจากศาลอออสเตรเรีย ก็เพราะว่า กฎหมายที่ออก เกี่ยงเนื่องกับประชาชน องค์รต้องมีตุดเก่ะเกี่ยวกับภาคประช่าชนด้วย นอกจากนี้ก็มองว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลเดียว เพราะฉะนั้นความเป็นบรรทัดฐาน ก็ จะได้เป็นบรรทัดฐานอยู่ที่เดียวกัน เพราะถ้าปล่อยเป็นตามระบบศาลยุติธรรมก็มีการอุทธรณ์ฏ๊กาได้ ก็เป็นหลักการคร่าวๆ ไม่ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 6 ก็บัญญัติว่า รธน เป็นกฎหมายสูงสุด กฎหมายใดขัด ใช้บังคับไม่ได้ มาตรานี้ควรจะจำไว้ในธงคำตอบ ในคำถามที่ว่าขัดหรือแย้งค่อรัฐธรรมนูญ มาครา 6 ทิ้งไม่ได้ต้องใส่
     เพราะฉะนั้นเวลาจำ ต้องจำอย่างใช้ความเข้าใจไปด้วย บางคนสับสนใช้คำว่าโมฆะ เพราะฉะนั้นใช้คำให้ถูกต้องนะครับ ก่อนที่จะผ่านตรงนี้ไป ก็เกรงว่าไหนพูดถึงก็พูดเลยไปว่า ในมาตรา 6 กฎหมายใช้คำว่าเป็นกฎหมายสูงสุด คำว่านี้ ก็เป็นปัญหาขึ้นสู่ศาล ได้วินิจฉัยว่า คำว่า นี้ในมาตรา 6 มหายถึง รธน ปี 50 เท่านั้น
     ถ้าในคำร้องร้องว่าบทกฎหมายขัดต่อปี 40 ถ้าข้อความนั้น ขัด ถ้าถ้อยคำไม่มีในปี 50 ศาลก็ไม่วินิจฉัย ศาลก็ดูว่รคำร้องกฎหมายนั้นขัดกับปีไหน คำร้องยื่น ทำไมเป็นอย่างนั้นเพราะเหตุเกิดขึ้นมีการย่นคำร้องก่อน รธนปี 50 ใช้ คำร้องก็เดิม ศาลรธนก็วินิจฉัยว่านี้ หมายถึงปี 50 เท่านั้น ถ้าขอว่าขัดกับ ปี 40 และรธน ปี 50 ไม่ได้พูดถึง ก็ม่วินิจฉัย
     แต่ถ้าถ้อยคำนั้น ปี 50 เหมือนปี 40 ก็จะวินิจฉัยให้ ระบบการส่งเรื่องให้ศาลรธน พิจารณา ต้องผ่านองค์กรต่างๆตามรัฐธรรมนูญ ในระบบการส่งเรื่องให้พิจารา โดยหลักต้องผ่านองค์กรต่างๆตามรธน ก่อนถึงพาวเวอร์พ้อยนี้ อธิบายไว้ก่อนว่า พิจรณาว่าศาลควรออกแบบให้ทั่วไป
     ประการสำคัญที่ให้แตกต่างก็คือการให้ดีไซให้คดีมาสู่ศาลรธน ยากกว่าศาลยุติธรรม กระบวนการในการดีไซน จึงมีการกลั่นกรองก่อน ว่าทำไมต้องผ่านองค์กร เพราะต้องการสกัดไม่ให้มีการฟ้องคดี องค์กรที่ทำหน้าที่สกัด มีอะไรบ้าง ก็ต้องอธิบายตามพาวเวอร์พ้อยว่าไปได้อย่างไรบ้าง  กรณีแรกตาม 211
     กฎหมายบัญญัติว่าการใช้ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้ง ให้ศาลวินิจฉัย เพราะฉะนั้นถามว่าเป็นการส่งตามช่องทางใด ก็เป็นไปตามช่องทางของศาล อาจจะเป็นศาลชั้นต้น อุทธรณ์ ฏีกาก็ได้ คู่ความเองมีสิทธิเพียงโต้แย้ง ขอให้ศาลส่ง คู่ความไม่ได้ส่งไปเอง จะพูดต่อไป ประการที่สอง กรณีการควบคุมร่างพรบประกอบรัฐนูญ ซึ่งอันนี้จะให้นายกเป็นผู้ทรง เป็นเรื่องสมาชิกจะดำเนินการเอง สังเกตว่า ทั้งสองมาตรานี้เป็นตัวร่าง ไม่ขัดต่อ รธน ซึ่งอันนี้นักกฎหมาย ก็จะใช้คำว่า ทำแท้งค์ กฎหมาย เสียก่อน กฎหมายออกไปก็ขัดรธน.
     เส้นทางนี้ก็เป็นทางรัฐสภากับนายกจะทำ กรณีผู้ตรวจการประการสุดท้ายก็คือ 257 อนุสอง กฎหมายที่อยู่ในกรอบคณะกรรมการสิทธิ ให้กรรมการเป็นผู้ส่งถามว่าทั้งสี่ข้อประชาชนทั่วไปส่งได้หรือไม่ ตอบว่าไม่ได้นะครับ ซึ่งจะส่งหรือไม่ส่งอีกหนึ่งกรณี ตัวประชาชนก็ส่งได้เฉพาะ 134 ส่งผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งมันไม่ใช่บทบังคับ ต้องส่งเสมอไป ถ้าทั้งสามองค์กรเห็นว่ากรณีตามคำร้องไม่ส่งไปก็ได้ ถ้าไม่ส่งไปทำอย่างไร รธน ก็เห็นว่าเมื่อประชาชนทั่วไปเดือดร้อนและกฎหมายเห็นว่าขัดต่อ รธน ถ้าดำเนินการแล้ว ผู้ตรวจการไม่ส่งมาแล้วจะทำอย่างไร ใน รธนปี 50 ก็เห็นช่องหายใจ จึงเป็นหลักการใหม่ ที่ว่าบุคคลกฎหมายที่ส่ง ในมาตรา 212 มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในวรรคแรก บุคคลที่จะยื่นต่อศาล นอกจากจะเป็นผู้ถูกละเมิดก็จะต้องประกอบไปด้วยว่า ต้นเหตุแห่งการละเมิด ไม่ได้เกิดจากการกระทำของคน แต่เกิดจากกฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อ รธน. อย่างนี้ก็ไม่รับวินิจฉัย เพราะไม่ได้มีประเด็นว่ากฎหมายนี้ขัดหรือแย้งต่อ รธน ในวรรคสองบัญญัติว่าการใช้สิทธิตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นกรณีไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้แล้ว
     ข้อสำคัญก็คือว่า ในวรรคสองการใช้สิทธิตามวรรคหนึ่งไม่ได้หมายความว่ารธน จะเปิดโอกาสร้อยเปอร์เซ็น ใครก็ตามที่ถูกกฎหมายใช้บังคับเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพจะมายื่นทันทีไม่ได้ต้องมื่นตามวรรคสองก่อนเมื่อไม่ด้แล้วจึงค่อยมาดำเนินการตาม วรรคหนึ่ง
     เพราะวรรคสองกระบวนการที่มายื่นคำร้องได้นั้น โดยกฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ก็คือการยื่นคำร้อง ต้องไม่อาจใข้สิทธิตามวํธีการอื่นได้แล้ว ก็คือต่อศาล ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิ
     ปัญหาต่อไปเรื่องการตีความ แล้วอะไร ที่จะให้ความหมายของกรณีที่ไม่อาจใข้สิทิ ดูคำว่าไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการแล้ว ปัญหาคือต้องใช้สิทธิทั้งสามอย่างหรือไม่ กฎหมายก็เห็นว่าตัดสินใจลำบาก ก็เลยเขียนว่าทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ใน พรบ ประกอบรัฐธรรมนูญ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ พรบประกอบยังไม่มี
     ฎ.5/2551 ได้วางหลักเกณฑ์และวิธีการยืนคำร้อง ประการแรกต้องเป็น บุคคล ที่ถูกละเมิดสิทธิ อันสืบเนื่องจากบทบัญญัติของกฎหมาย ก็เคยมีปัญหา เหมือนกันว่า ถ้าเป็นคนต่างชาติ จะขอใช้สิทธิตาม 212 ได้หรือไม่ ก็ต้องไปดูว่าสิทธิเสรีภาพต่ามรัฐธรรมนูญเป็นการให้ไว้โดยเฉพาะคนไทยหรือไม่
     ก็มีคดีที่เคยเกิดขึ้นที่คนญี่ปุ่นยื่นว่ากระบวนพิจารณาขัดต่อ รธน ตามมาตรา 212 คนที่ยื่นคำร้องได้นั้นต้องเป็นคนที่ถูกละเมิดตามที่รธน รับรองไว้ ถ้ามีกฎหมายออกแล้วแต่ยังไม่มีการใช้บังคับ บุคคลนั้นก็ยื่นคำร้องไม่ได้ บุคคลทที่ยื่นคำร้องได้ต้องถูกละเมิด โดยกฎหมายฉบับนั้น ถ้ากฎหมายออกมาแต่ยังไม่ได้ถูกบังคับตามกฎหมายเลย
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปคำบรรยาย วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 1,2,3,4
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2010, 18:09:48 »
     ฎ.37/2551 การที่กฎหมายจะละเมิดหรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นรายคนๆไป จึงจะยื่นคำร้องต่อศาลได้ เพราะหากให้ยื่นได้ทุกเรื่องแล้ว ก็ต้องรู้สึกว่าถุกละเมิดเสียก่อน ช่องทำที่ทำได้คือไปยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน คำร้องยังไม่ปรากฎว่าสิทธิเรียกร้อง ปรากฎอย่างใด ย้อนกลับมาดูเรื่องช่องทางใน 212 วรรคสองต้องเป็นกรณีที่ไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้ ก็เป็นช่องทางที่พูดไปแล้ว
     เมื่อไปใช้สิทธิที่มีอยู่แล้ว ไม่มีองค์กรใดยื่นคำร้องต่อศาลรธน ซึ่งเป็นวิธีใหม่ รธนอื่น รับมาก่อน แต่มีเงื่อนไขคือ ไปใช้สิทธิที่มีอยู่ใช้ครบทุกช่องทางหรือไม่ ในข้อกำหนด ว่าด้วยวิธีพิจารณา ศาลก็ใช้ข้อกำหนดไปก่อน ว่ามีสิทธิยื่นคำร้องว่าบทบัญญัติ ขัดหรือไม่ ก็ตรงตัวบท การใช้สิทธิตามวรรคหนึ่งต้องเป็นกรณีไม่อาจใช้ได้
     การใช้สิทธิตามวรรคหนึ่งต้องเป็นกรณีที่ไม่อาจใช้สิทธิตามวิธีการอื่นได้แล้ว เขียนอย่างนี้ราวกับว่า ต้องครบแล้วจึงมาศาลรัฐธรรมนูญก่อน มีปัญหา เพราะว่าไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจละเมิดตามกฎหมาย ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง กำลังจะบอกว่าอะไรครับก็บอกว่าสิทธิที่ดำเนินคดีถูกจำกัดที่บอกว่าการดำเนินการคดีปกครองยกเว้นคดีทหาร  บอกให้ฟ้องศาลปกครองก่อน ก็คงจะไม่ทันการก็ยกเว้นเรื่องวินัยทหารไว้ ก็บอกว่ากฎหมายนี้กระทบสิทธิของเขา ศาลรธน วินิจฉัยว่า ยังสามารถใช้สิทธิศาลปกครองได้ ที่บอกว่าไม่ขึ้นศาลไทยแล้วศาลยุติธรรมเหมาหมด ก็เป็นหลักเกณฑ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องตาม 2512  ผู้ตรวจการแผ่นดินยกคำร้อง ศาลวินิจฉัยว่าแม้ผู้ร้องได้ใช้สิทธิเรียกร้องแล้วแต่ผู้ร้องยังไม่ใช้สิทธิต่อกรรมการสิทธิซึ่งตามรัฐธรรมนูญวางหลักว่า ไม่ได้ใช้สิทธินั้นแล้ว จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ คำสั่งสองคำสั่งนี้ทำให้เกิดปัญหาในการตีความ 
     โดยสรุปแล้วในคำสั่งที่ 29 / 2551 ก็ตีความตามข้อกำหนดว่า คำว่าการใช้สิทธิด้วยวิธีการอื่นนั้นศาลตีความว่า เป็นการใช้สิทธิทุกวิธีการ ซึ่งช่องทางนี้ผู้ร้องก็ยื่นต่อศาลยุติธรรมได้ ตามคำสั่งฉบับนี้ก็ให้ไปดำเนินการต่อศาล ส่วนในคำสั่งศาล รธน . ไม่ได้บอกให้ไปฟ้องศาล แต่ให้ไปใช้สิทธิเรียกร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินหรือคณะกรรมสิทธิ แล้วจะทอย่างไรกันแน่ ก็รอ พรบ ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ยังไม่ชัดเจนเท่าใดนัก มีปัญหาว่าช่องทางที่ใช้จะครบทุกช่องทางหรือไม่ ที่ต้องกล่าวไว้ก็เพราะมีปัญหาที่ศาลสั่งไว้ ว่า จำเป็นต้องใช้ครบทุกช่องทางหรือไม่ ถ้าตามความเห็นของนักวิชาการนั้น ที่บอกว่า เรื่องนั้นครบทุกช่องทางหรือไม่นั้น ความเห็นของอาจารย์ก็ไม่ได้เห็นว่าข้อกำหนดนี้ยังมีปัญหาอยู่แต่ถ้าดูตามแนววินิจฉัย น่าสรุปว่ากรณีที่ผู้ร้องยังไม่ได้ใช้สิทธิก็ให้ไปใช้ในการตรวจการแผ่นดินก่อน โดยยังไม่จำเป็นต้องฟ้องศาล เพราะว่าถ้าหากว่าไปวินิจฉัยว่าต้องฟ้องศาลก่อนก็เป็นการทำความยากลำบากให้แก่ประชาชนแทนที่จะไปยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินกับ กรรมการสิทธิ
     ก็เป็นการยุ่งยากศาลก็แยกเป็นสองประเด็นก็คือใช้สิทธิครบทุกช่องทางหรือไม่ ก็ต้องยื่นให้ครบทุกช่องทาง แต่หากว่า ไม่ได้มีการยื่นฟ้องต่อศาลก็สองช่องทางก่อน ไม่ควรจะไปชี้โพรงให้กระรอก เรื่องนี้ก็รอกฎหมาย เพราะยังขัดกันอยู่ในสองฉบับนี้ ถ้าให้สรุป ก็คือ ช่องทางที่ต้องใช้ก่อนมาศาลต้องเป็นช่องทางการยื่นคำร้อง ก่อน ถ้าทำครบแล้วก็ถือว่าครบจะให้ไปฟ้องศาลก็ไม่สมควร ถ้าวันนั้นฟ้องศาลอยู่แล้วก็มีหน้าที่ในช่องทาง ในมาตรา 211 การที่ศาลใช้บทบัญญัติบังคับแก่คดีใด บทบัญญัตินี้ต้องด้วยมาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัย ก็ให้ส่งกฎหมายนั้น และระวห่างนั้นให้ดำเนินการพิจารณาต่อไป แต่ให้รอคำพิพากษา มีข้อน่าสงสัย มีบัญญัติไว้ กฎหมายบางฉบับบัญัติไว้ก่อนรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกิดขึ้นก่อนถ้าขัดก็ตกไป  บางครั้งตอนร่างกฎหมายก็อาจจะเพราะว่ากฎหมายเกิดขึ้นก่อนรัฐธรรมนูญ กระบวนการควบคุมกฎหมายไม่ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
     กระบวนการก่อนกฎหมายใช้บังคับก็เช่นการร่างกฎหมาย การจัดระบบความคิดเรื่องกระบวนการ ปัญหาที่ถามคือ เป็นกระบวนการก่อนหรือหลังจากที่ใช้บังคับ ต้องจัดระบบความคิดว่าเป็นกระบวนการในช่วงไหน
     ฎ.16/2551 ก็เป็นคำวินิจฉัยที่สำคัญและวางหลักไว้ดีมาก ก็วินิจฉัยว่า รธนให้ มีบทบาท ความชอบตัวรัฐธรรมนูญของกฎหมายตามหลักการตรวจสอบก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมายก็เป็นเรื่องมาตรา 141 และ 154 เป็นการตรวจสอบร่างที่รัฐเล็งเห็นชอบ ประเด็นการตรวจสอบคือตราขึ้นถูกต้องหรือไม่ กับข้อความนั้นขัดหรือ แบ้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่
     อันนี้คือกระบวนการตรา อีกประเด็นคือเนื้อหา ว่าขัดหรือแย้งหรือไม่ ประเด็นในการตรวจสอบร่างนั้นถ้าเราเป็นศาลก็ดูสองประเด็น ศาลในการตรวจสอบก็มีหลังจากที่บัญญัติเป็นกฎหมายแล้ว ก็คือกระบวนการที่มีการกล่าวอ้างว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กระบวนการที่ไปสู่ศาลได้ ก็คือ 211 ประกอบ 242 ก็เป็นกระบวนการที่ไปโดยศาลก็ 211 ไปโดยประชาชนก็ 242 ตามหลักการตรวจสอบการประกาศใช้เป็นกฎหมายที่บัญญัติให้ช่องทางที่จะยื่นมาได้ก็คือ ศาลบุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิและองค์กรเหล่านี้มีสิทธิเสนอเรื่องต่อศาลวินิจฉัย ยื่นแต่ว่า บทที่ประกาศมีข้อความขัดหรือแย้งต่อ รธนหรือไม่  คือให้ดูแต่เฉพาะข้อความเนื้อหาที่ขัดต่อ รธนหรือไม่ จะย้อนว่าเป็นกระบวนการไม่ชอบ ก็ล่วงเลยเวลามาแล้ว
     ฎ.5/2551 ก็วินิจฉัยทำนองเดียวกัน ไม่อาจหยิบยกการไม่ชอบ ก็พิจารณาแต่คอนเท้นท์อย่างเดียว คือถ้าเป็นคำสั่งในเวปไซต์ไม่มี การขอให้วินิจฉัยกระบวนการตราผู้ร้องไม่อาจขอได้เพราะไม่เข้าเกณฑ์ตาม 212 คำสำคัญในการตอบอยู่ที่คำว่า ด้วยบทบัญญัตินั้นต้องด้วยมาตรา 6 ขีดเส้นไว้เลยว่าบทบัญญัตินั้นต้องด้วยมาตรา 6
     มาตรา 212 ขีดเส้นใต้ว่าบทบัญญัตินั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ก็มาตรา 257 อนุสอง ที่ว่ามีผู้ร้องเรียนว่าบทบัญญัติขัดต่อ รธน คำสำคัญคือ บทบัญญัติเท่านั้นเอง ไม่ได้พูดเรื่องกระบวนการตราการตรวจสอบประเด็นน้อยกว่าการตรวจสอบ ก็คือ ตรวจสอบได้เฉพาะประเด็นเรื่องการไม่ชอบของเนื้อหาเท่านั้นเอง
     รธน มาตรา 29 ในวรรคแรกบัญญัติว่า การจำกัดจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยบทบัญญัติตามกฎหมายโดยเฉพาะ อันนี้เป็นหลักการโดยหลักกระทบไม่ได้ ในวรรคสองบัญญัติว่า ต้องระบุ บทบัญญัติแห่งรธน ที่ให้อำนาจนั้นด้วย คือต้องการให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบตัวเอง อ้างมาตราใด ลองบอกให้ดูสิ ต้องมีการกล่าวอ้าง ในการเกริ่นนำในย่อหน้า  ต้องมีการกล่าวอ้างก่อน จึงจะออกกฎหมายได้ มาดูถึงคำวินิจฉัยของศาล 26/2545 ลักษณะเดียวกัน คู่ความขอให้ศาลแพ่งส่งเรื่องไปศาลรธน . ว่าโต้แย้งกระบวนการขัดต่อกฎหมาย ไม่ใช่อ้างว่าเรื่องนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างไร ไม่มีสิทธิร้อง ศาลก็วินิจฉัยว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องคอนเท้นท์ เป็นเรื่อง โพรเซส กระบวนการก่อนใช้กฎหมายก็เป็นประเด็นว่า ร่างถูกหรือไม่ และมีข้อความขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
     กฎหมายอาจจะไม่ขัดก็ได้ หากมีการออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมสภาในการไม่ครบ เมื่อมันเริ่มต้นไม่ถูกต้องแล้วก็เสียไปทั้งหมด แม้จะโหวตมา ใช้เสียงข้างมากมาก็ไม่ถือว่าเป็นการโหวตที่ชอบ เมื่อมีสมาชิกมาลงชื่อ ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงเป็นสมาชิกขององค์ประชุม ก็เท่ากับว่าข้อบังคับนี้เป็นของเปิดประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นประเด็นว่าเปิดประชุมได้หรือไม่ กับองค์ประชุมครบหรือไม่คนละประเด็นกัน
     ข้อเท็จจริงคือตอนเปิดประชุมลงชื่อครบแต่ภายหลังเปิดประชุมไปแล้วมีหายไปบ้าง ศาลวินิจฉัยว่า ไม่ได้หมายเพียงว่า ลงชื่อตอนแรกเท่านั้น ก็คือเขียนด่าไว้ในตัว หากเป็นเช่นนั้นแล้วผลเท่ากับว่า ไม่เป็นไปตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ จึงถือว่าร่างนั้นตกไปเพราะกระบวนการของมันไม่ถูกต้อง กรณีร่างพรบประกอบรัฐธรรมนูญ ให้ส่งก่อน หลักสำคัญก็คือ เป็นบทบัญญัติบังคับว่าร่างทุกฉบับต้องส่งไปศาลก่อนขึ้นทูลเกล้า
     ซึ่งไม่เหมือนกับร่างพรบที่จะไปเมื่อสภาส่งไป หรือนายกส่งไปได้ถ้าหากว่าไม่มีการร้องขอโดยสมาชิกก็ไม่จำเป็นต้องไปศาลรธน  ประเด็นในการตรวจสอบก็ต่างกัน กระบวนการหลังกฎหมายใช้บังคับนั้นพิจาณาโดยหลักเกณฑ์ใดบ้าง ที่เราต้องเข้าใจเพราะเราอ่านตัวบทจะได้เข้าใจที่มา ถ้าเราตั้งหลักให้ได้ก่อน คือการจัดระบบให้ได้ว่าเป็นกระบวนการตรวจสอบก่อนหรือหลัง เมื่อเป็นกระบวนการตรวจสอบภายหลังที่เป็นกฎหมายแล้วก็แยกที่เป็นรูปธรรมก็คือว่า เป็นกรณีที่คู่ความขอให้ศาลวินิจฉัยว่ากฎหมายที่บังคับนั้นขัดต่อรธน หรือไม่ ที่เป็นรูปธรรมเพราะเป็นประเด็นว่ากฎหมายขัดต่อ รธนหรือไม่ เป็นเรื่องจริงและกระทบจริงๆจับต้องได้ เป็นเรื่องสิทธิของคู่ความ อันนี้เป็นการควบคุมที่เป็นรูปธรรม ก็คือสามารถทำได้โดยตรงก็พูดไปแล้ว คำวินิจฉัยที่ 4/2551 ผู้ร้องอาจยื่นคำร้องให้วินิจฉัยได้ว่าบทบัญญัติขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลก็ไม่รับคำร้องเวลาตอบข้อสอบก็ดูให้ดี ก็กล่าวอ้างบทบัญญัติต่อกฎหมาย แต่ถ้ากล่าวอ้างว่าการกระทำต่อเจ้าหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ไปว่ากันเอาเอง
     ฎ.13/2551 ผู้ร้องเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยอ้างว่า กฎหมายขัดต่อกฎหมายไม่อ้างด้วยรธน เหตุผลที่ภาครัฐไปเลี่ยงโอนให้เอกชน เพราะไม่อยากขึ้นศาลปกครอง อาจารย์ไปทำงานเพื่อไม่ให้ถูกฟ้อง อย่างเช่นมหาลัย กึ่งธุรกิจ อ้างว่าต่อกฎหมายแต่ไม่ได้บอกว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย  การควบคุมในเชิงนามธรรม ไม่ได้มุ่งคุ้มครองคนใดโดยเฉพาะ มาตรา 245 ถ้าเป็นบทกฎหมายให้ศาลวินิจฉัย แต่ถ้าเป็นกฎคำสั่ง ให้เสนอศาลปกครองวินิจฉัย  ช่องทางการตรวจสอบ ถ้าปล่อยให้ฟ้องศาลมีแต่คำสั่งอย่างเดียวก็ต้องผ่านช่องทางของมัน ก็เป็นภาพที่ดี ว่าประชาฃนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบเหมือนกัน
     ผู้ร้องมีคดีอยู่ในศาลยุติธรรมผู้ร้องแจ้งว่าได้อุทธรณ์แล้ว ลองคิดตามว่าผู้ร้องอ้างต่อศาลแพ่งว่าระเบียบที่จะใช้กับเขา ขัดหรือแย้งต่อ รธน.ปรากฎว่า ระหว่างคดีอยู่ที่ศาลอุทธรณ์ผู้ร้องก็ยื่นต่อศาลรธนตาม 212 จะยื่นได้ต่อเมื่อใช้สิทธิในช่องทางอื่นแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็ยื่นว่า มีช้องทางตาม 245 และ 251ด้วย ถ้าจะสรุปคือให้ดูวันที่ยื่นต่อ


                         ……………………จบการบรรยาย วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 5 – 6 ค่ะ  ::) :P 8) :-[
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
ครั้งที่  7-8. 20 กรกฏาคม 2553

     มีประเด็นที่ต้องพูดต่อวันนี้หลักเกณฑ์ที่ศาลส่งเรื่องไปศาลรธน 211 ถ้าลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่ากฎหมายนั้นต้องด้วยมาตราหก ที่ว่าบทบัญญัติหรือข้อบังคับขดต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้

     ในมาตรา 211 เป็นหลักเกณฑที่ในชั่วโมงก่อนได้พูด ถึงระบบการควบคุมที่เป็น แบบผสม คือว่า คู่ความที่ได้รับผลกระทบอย่างไรก็ไม่สามารถส่งไปยังศาลรธน ได้เอง ก็ต้องผ่านศาลที่พิจารณาคดี คือส่งไปโดยตรงไม่ได้ ต้องผ่านการกลั่นกรอง ของศาลที่พิจารณาคดีก่อน ถ้ามีปัญหาก็ใช้กฎหมาย

     ประเด็นที่ต้องการชี้ให้เห็นคือปัญหาในเรื่องนั้นต้องเป็นเรื่องกฎหมาย เป็นประเด็นที่กฎหมายที่ออกต้องขัดหรือแย้งกับธน .ถ้าเป็นประเด็นอื่นที่ขัดหรือแย้งต่อรธน เรื่องนั้นไม่ต้องส่งไปตาม 211ถึงแม้ว่าจะมีการกล่าวอ้างว่าขัดต่อรธน แต่เป็นทางปกครองก็ไปศาลปกครอง   เพราะฉะนั้นต้องเป็นกฎหมายที่ออกจากฝ่ายนิติบัญญัติด้วย หรือเทียบเท่าหรือไม่ เช่นประกาศคณะปฏิวัติที่มี ความเทียบเท่า พรบ. ถ้าเป็นการขัดในเรื่องการกระทำของเจาหน้าที่ของรัฐ เช่นออกใบอนุญาตโดยไม่มีการทำประชาพิจารณ์ เป็นประเด็นที่ต้องฟ้องศาลปกครอง ไม่ใช่อำนาจศาลรธน

     อย่างที่พูดย้ำว่าไม่ได้มีการผูกขาดศาลรธน นั่นเป็นประเด็นแรก กฎหรือข้อบังคับไม่ใช่บทบัญญัติที่ให้ศาลวินิจฉัย ถึงแม้ว่ามันมีปัญหาเรื่องขัดหรือแย้งก็ตาม ประการที่สาม บทบัญญัติแห่งกฎหมายตามข้อหนึ่ง มิใช่บังคับแก่คดี ขอให้ศาลส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เข่นในคดีแพ่งถ้ากล่าวอ้างว่า ปวิอ ขัดต่อ รธน. แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ในการพิจารณาเลย ก็ไม่ต้องวินิจฉัย

     ประการที่สี่ คดีนั้นต้องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล คำวินิจฉัยให้ใช้ได้ในคดีทั้งปวงแต่ไม่กระทบต่อคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว บางทีเราก็ลืมไป ในประเด็นนี้ต้องม่งไปที่กฎหมายว่าขัดหรือไม่ เช่นการโต้แย้งการกระทำของคน ก็ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของศาลที่ทำการวินิจฉัย ผู้มีสิทธิขอ คู่ความ มีสิทธิขอ ในพาวเวอร์พ้อยการขอต้องขอผ่านศาลที่พิจารณาคดี จะไปยื่นเองไม่ได้ เพราะต้องการกระบวนการกลั่นกรองเสียก่อน
 
     แม้มีประเด็นว่า กฎหมายที่ใช้บังคับกับเรา เราก็ต้องยื่นต่อศาลที่พิจารณาอยู่ คู่ความจะไปขอให้ศาลโดยตรงไม่ได้ ศาลต้องออกความเห็นด้วยจะเป็นบุรุษไปรษณีย์อย่างเดียวไม่ได้

     แม้ในศาลอุทธรรณ์ก็ขอได้ 4/2552 เป็นตัวอย่างว่า ช่องทางที่เข้าถึงศาลนั้น รธน ปี 50 ได้เปิดช่อบทาบ 212 มีข้อจำกัดคือไม่อาจใช้สิทธิทางอื่นได้ แต่ว่าอาจไปติดล็อคเรื่องการร้องซ้ำหรือไม่

     กรณีนี้ผู้ร้องตรงมาศาลโดยอ้าง 212 วรรคสอง ยังไม่ได้ดำเนินการครบทุกช่องทาง คำสั่งระหว่างพิจารณา 2273/2548เป็นคำสั่งก่อนศาลมีคำพิพากษา หรือชี้ขาด ก็เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามอุทธรณ์
 
     23/2543 การที่ศาลจะส่งความเห็นเพื่อศาลได้พิจารณาวินิจฉัย ต้องเป็นกรณีที่อยู่ระหว่างพิจารณา หากคดีถึงที่สุดไม่มีประโยชน์ เพราะแม้ศาลกระทบแล้ว เวลาตอบข้อสอบ ก็อ้างคำวินิจฉัยไม่อาจกระทบกระเทือน แม้ศาลวินิจฉัยไปก็ไม่มีผล ข้อสังเกต อันนี้เป็นคำพิพากษาฏีกา จากคำพิพากษาฏีกาก็ไม่มีประโยขน์ที่ส่งไป เพราะฉะนั้นก็ศาลก็เลยไม่ส่งให้ศาลรธน วินิจฉัย ถึงแม้ไม่มีผลกระทบต่อคำพิพากษา ก็อาจมีข้อกฎหมายว่าใช้ไปเสียเปล่าหรือไม่ ถ้าจำเลยต้องโทษจำคุกข้อกฎหมายนั้นใช้ไม่ได้ ในกรณีที่ต้องพิจารณาว่าเรื่องดังกล่าวเข้าเหตุ 264 วรรคหนึ่งหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาจึงเป็นหน้าที่ที่พิจารณาได้โดยชอบ

     ในกรณีที่ศาลเห็นว่าคำโต้แย้งไม่เป็นสาระอันควรในการวินิจฉัย ศาลก็พิจารณาว่าประเด็นที่ปรับบทว่ายังเป็นหน้าที่ของศาลพิจารณาคดีว่าควรส่งหรือไม่ ปัญหาว่าการส่งไปให้ศาลวินิจฉัย มันไม่ต้องคดีอาญา อาจเป็นคดีแพ่งด้วย เพราะเป็นประเด็นการใช้สิทธิตาม รธน หากว่า จำเลยในคดีแพ่งจะขอส่งไปให้ศาล รัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะฉะนั้นเมื่อศาลไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ก็ไม่ควรส่งไป เพราะเป็นการใช้สิทธิตาม รัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ดี รธน .ก็เห็นว่าคู่ความที่โต้แย้งต้องพร้อมเหตุผลด้วยว่ากฎหมายนั้นขัดหรือแย้งกับ รธน.หรือไม่ และต้องระบุเหตุผลด้วย มาดูตัวอย่างตามตามฏีกา คำโต้แย้งกล่าวอ้างว่า ตัวที่ถูกโต้แย้งคือคำสั่งศาลชั้นต้น ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย คำโต้แย้งอโจทก์ที่สั่งว่า เป็นคำสั่งที่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าไปวินิจฉัยว่า คำสั่งที่ออกขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ต้องอ่านให้ดีว่าประเด็นเป็นเรื่องอะไร คำร้องของโจทก์ไม่ต้องด้วย 211
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
     อำนาจในการวินิจฉัยว่า คำโต้แย้งนั้นเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ เป็นอำนาจของศาลยุติธรรม ศาลไม่ได้ใช้คำว่าเป็นสาระหรือไม่เป็นสาระ เพราะอาจไปก้าวล่วง ก็เลยไม่ส่งไป เป็นสาระหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อยกคำร้องไปแล้วยื่นใหม่ได้หรือไม่ เป็นร้องซ้ำหรือไม่ เมื่อยื่นเรื่องแล้วศาลชั้นต้นไม่ส่ง ก็ไปฟ้องศาลอุทธรณ์ แต่ก็อาจติดล็อกว่าเป็นการร้องซ้ำหรือไม่ แต่ปรับคำร้องให้มันชัดแจ้งก็คิดว่า มันน่าจะยื่นใหม่ได้ เพราะเป็นการใช้สิทธิตาม รธน .ไม่จำเป็นที่คู่ความจะต้องร้องขอ เช่น 49/2546 ศาลเป็นผู้ส่งเอง ศาลจะใช่พรบ ประกอบการเมือง อาจเห็นว่ามีปัญหา ก็ส่งเองได้ ที่ศาลฏีกา เลยวินิจฉัย ศาลฏีกาในคดีอาญา ศาลก็วินิจฉัยว่า การจำกัดสิทธิเสรีภาพก็ทำได้ ก็ใช้คำว่าการกรทำที่จำเป็นใช้บังคับเป็นการทั่วไป เป็นเรื่องที่ ตัวบทก็ไม่รู้จะเขียนอย่างไร ก็มีประเด็นเรื่องการจำกัดสิทธิเสรีภาพก็ทำได้ เช่นว่าห้ามเดินทางออกนองประเทศเป็นสาระสำคัญแก่สิทธิ แต่ถ้าห้ามจดทะเบียนสมรสกับคนต่างด้าวก็เป็นกากระทบ จำเป็น ทั่วไป สารระสำคัญ ก็วินิจฉัย เพราะมิได้จำกัดสิทธิเสสรีภาพเกินสมควร ศาลฏีกา

     ข้อสังเกตคือว่า  หลักการใหม่เพื่อไม่ให้เกิดกานประวิงคดี ก็มีคำพิพากษา ที่บอกเมื่อชั่วโมงที่แล้ว ไม่ได้พูดถึงกฎหรือข้อบังคับไว้ ดังนั้นถ้ามีประเด็นเรื่องข้อโต้แย้งก็ไม่จำเป็นต้องให้ศาล รธน. วินิจฉัย ความหมายในเรื่องกฎหรือข้อบังคับ เรียนกฎหมายปกครองแล้ว  ว่าหมายถึงพระราชกฤษฎีกา คือ ในบทเป็นบทกวาดทั้งหมด คือว่า ถึงแม้ว่าชื่อจะไม่มีคำว่าพระราชกฤษฎีกา เป็นเรื่องที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป ก็ถือว่าเข้าข่ายที่เป็นกฎเช่นกัน มีปัญหาว่ากฎหรือข้อบังคับใดขัดหรือแย้งต่อ รธน. ก็เป็นอำนาจต่อศาลที่พิจารณานั้น วินิจฉัย หากว่า การวินิจฉัยเป็นคำพิพากษาศาลปกครอง ที่ถึงที่สุดก็ให้มีก่ารประกาศในราชกิจจา และมีการเพิกถอนกฎนั้นด้วย ถ้าหากว่ายังไม่มีข้อพิพาทในศาล ก็อาจยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามรธน 245 257 243 อย่างไรก็ตาม ผู้ตรวจการแผ่นดิน อาจเสนอต่อศาลปกครองได้ด้วย ถ้าเป็นกฎหรือคำสั่งก็มีปัญหาเรื่องความชอบ กรรมการสิทธิก็มีปัญหาเรื่องอำนาจหน้าที่ ถ้าเป็นกรณีของกฎหรือคำสั่งก็แยกศาล
 
     การที่ศาลถ้าการตีความนั้นอยาในอำนาจศาลอื่นศาลรธนก็ตีความไม่ได้ เป็นอำนาจของศาลยุติธรรม  พูดง่ายๆก็คือแบ่งๆกันตีความ  ศาลรธน.ไม่ใช่ศาลเดียวที่มีอำนาจตีความ คำวินิจฉัยที่

     27/2544ได้แก่พรบ ประกอบ ร ธน กฎหมายเหล่านี้ตราโดยอาศัยอำนาจตาม รธน .เช่นระเบียบข้อบังคับต่างๆต้องไม่ขัดต่อรธน. ข้อกำหนดคดีภาษีไม่ใช่กฎที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติ

     ในองค์ประกอบประการต่อไป ที่เป็นประเด็นของปัญหาคือ การที่ศาลจะส่งไปจะต้องเป็นกฎหมายใช้บังคับแก่คดีน้นด้วย ในตามรธน มาตรา 211ก็ต้องขีดเส้นใต้ว่า บทกฎหมายบังคับแก่คดีใด ความหมายหมายความว่าอย่างไรก็คือประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี เป็นกฎหมายที่ใช้ในการต่อส็คดี ประการที่สองก็อาจเป็นกระบวนนิติบัญญัติก็ถือว่าเป็นกฎหมายที่ใช้แก่คดี
 
     11/2544 จำเลยโต้แย้งว่า พรบยาเสพย์ติดให้โทษขัดต่อรธน รับวินิจฉัย ประเด็นว่าไม่เป็นสาระสำคัญ ก็ยื่นมาเพื่อเป็นการประวิงคดีนั่นเอง ขอฟื้นฟูกิจการเฉพาะจำเลยที่หนึ่ง ถือเป็นประเด็นว่าเป็นอำนาจของศาลรธนหรือไม่ ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติและไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
 
     กรณีที่ฟ้องร้องในคดีผู้ค้ำฯ ถ้ากฎหมายที่บังคับขณะยื่นคดีนั้นยังไม่แน่ว่าจะต้องใช้หรือไม่ กีปัญหาว่า วิแพ่ง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ตกม้าตรงไม่ใช่กฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีนั้น

     จำเลยเห็นว่าคำสั่งอุทธรณ์นั้นขัดต่อการรื้อฟื้น ขอให้ส่งไปให้ศาล รธน. พิจารณา  ข้อพิจารรษแล้วเห็นว่ากระบวนการื้อฟื้นคดีอาญานั้น เมื่อศาลรับสำนวนแล้ว การส่งคำร้องเป็นอำนาจศาลอุทธรณ์ตาม พรบ รื้อฟื้น ก็เป็นการสรุปสั้นๆว่า ศาลที่ส่งมาต้องเป็นศาลที่บังคับแก่คดี ตัวอย่างที่ไม่อยู่ในอำนาจรธน การโต้แย้ง ไมขัดหรือแย้งกับ รธน. การกระทำของพนักงานสอบสวน  เป็นประเด็นที่สมัครเป็นผู้ช่วยฯ แล้วร่างกายไม่เหมาะสม แล้วตัวพรบ ขัดหรือแย้งกับ รธน อันนี้ไปช่องทางผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาลวินิจฉัยว่า ตามพรบ. ต้องมีคุณสมบัติไม่ต้องห้าม อันนี้ก็อ้างมาตรา 30 ว่าบุคคลย่อมเสมอกันโดยกฎหมาย จะเลือกปฏิบัติด้วยสภาพทางกายไม่ได้ แต่ต้องยอมรับว่าหน่วยงานใดรับบุคคลเข้า จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมนั้นด้วย การสมัครนั้นต้องเข้มงวดกว่าทั่วไป บทบัญญัติมีข้อยกเว้นไม่กระทบต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิไม่เป็นการเลือกปฏิบัติตามมาตรา 30 คำวินิจฉัยนี้ออกไปก็มีข้วิพากษ์วิจารณ์เยอะ การฟ้องคดีเป็นการทำร้ายศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์

     เมื่อวินิจฉัยไปแล้วก็เป็นบรรทัดฐาน เพื่อว่า อาจกลับหลักก็ได้ ถ้าในการเสนอศาลรธน ครบองค์ประกอบแล้วแต่ถ้าเป็นประเด็นที่วินิจฉัยไปแล้ว ก็ตกม้าตายเหมือนกัน ก็เสร็จมาตรา 215 นี้เหมือนกัน ประเด็นปัญหาว่าก่ารพิจารณาเป็นประเด็นที่เคยพิจารณวินิจฉัยแล้วหมายความว่าอย่างไรปัญหาว่าถ้าเป็นรธน.ปี 40 วินิจฉัยเมื่อปี 40 ถือว่าเป็นการวินิจฉัย แล้ว ถ้าหากว่าดูตามแนวคำวินิจฉัย คำว่าประเด็นที่ศาลเคยวินิจฉัยแล้ว หมายถึงการวินิจฉัยตาม รธน. ศาลก็วินิจฉัยว่า หลักการตามปี 40 ก็เป็นหลักการเดียวกัน ถ้าถ้อยคำตรงกันก็ยึดถือตามคำวินิจฉัยนี้ เคยพูดไปแล้ว กรณีโต้แย้งว่าไม่ได้วินิจฉัย ศาลจะวินิจฉัยเองว่าไม่ขัดไม่ได้ แม้เป็นปัญหาง่ายๆก็ไม่ได้
     ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน



                                                           จบการบรรยาย วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 7-8 ค่ะ..... ::) :P 8) :-[

บันทึกการเข้า

namyom

  • Jr. Member
  • **
  • คะแนนความดี: 2
  • กระทู้: 72
    • ดูรายละเอียด
อีกหนึ่งคำขอบคุณจากใจอย่างยิ่งครับ
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
ยินดีค่ะ... :-* :-*
บันทึกการเข้า

kantong

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 5
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
 :-* 8) :P :-[ :-X :'( th ::)nkyou  จะ ::พยายามคะ ::)
บันทึกการเข้า

castingone

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 19
    • ดูรายละเอียด
ขอบคุณค่ะ :-[
บันทึกการเข้า

babeeja

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 7
    • ดูรายละเอียด
ขอบคุณจ้ะ :-*
บันทึกการเข้า

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
 

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.384 วินาที กับ 23 คำสั่ง