หมวดกฎหมาย > กฎหมาย เนติบัณฑิต

สรุปคำบรรยาย วิชานิติกรรม - สัญญา ครั้งที่ 1 , 2

(1/3) > >>

หมอเค้ก:
ครั้งที่ 1 . วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม 2553
     อาจารย์มีความยินดีที่ได้มาบรรยายวิชานิติกรรมและสัญญาให้ นักศึกษา ตอนนี้อาจารย์เป็นผู้พิพากษาอาวุโสที่ศาลแพ่ง ผู้พิพากษาอาวุโสคือมีอายุหกสิบปีแล้วปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะอายุ เจ็ดสิบปี ตำแหน่งนี้เกิดจาก รธน.ปี 40 อย่างไรก็ตามเมื่อสามปีมานี้กฎหมายรธน.ฉบับใหม่ ปี 50 มีกฎหมายประกอบอีกกำหนดให้ผู้พิพากษาประจำศาลมีอายุ 70 ปีเลย ทำไมทางราชการจึงให้มีผู้พิพากษาอาวุโส สาเหตุคือคดีศาลชั้นต้นช่วงสิบปีมานี้ค้างมาก จำนวนผู้พิพากษาไม่เพียงพอต่อจำนวนคดี โดยเฉพาะคดียาเสพย์ติดมันมากเหลือเกิน
     คดีทางแพ่งคดีการเงินมีมาก คดีละเมิดจากอุบัติเหตุรถยนต์จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกปี บาดเจ็บสาหัสหลายคนแล้วคดีจึงเพิ่มขึ้นมากอย่างไรก็ตามพอมีผู้พิพากษาอาวุโสในศาลชั้นต้นแล้วได้เป็นผลดี กลับมาทางศาลอุทธรณ์ ศาลฏีกา ต่อมาเลยมีผู้พิพากษาศาลมากขึ้นอีก ปัญหาก็คือว่า การมีศาลมาก ถ้าหากมองในรูปคดีให้พิจาณารวดเร็วก็เป็นการอำนวยประโยชน์ให้ประชาชน แต่ถ้ามองอีกแง่คือทำไมความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเราจึงมากขึ้นจนหน้าใจหาย ทำไมบ้านเราไม่สงบ
     เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากการเมืองของเราไม่มั่นคงนั่นเอง การบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวดรวดเร็วและไม่เด็ดขาดมีพร้อมกันสามอำนาจ ไม่สมดุลกัน ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ประเทศไทยของเราไม่มีความสงบเรียบร้อยที่พอสมควร โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายมันล่าช่า เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็จากฝ่ายนิติบัญญัติมีส่วนด้วย
     การบังคับใช้กฎหมายของประเทศที่เจริญแล้วเข้มงวดและรวดเร็วทำให้ความสงบเกิดขึ้น
ทำอย่างไรนักกฎหมายจะสนับสนุนให้ประชาธิปไตยแข็งแกร่ง
     เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยตนเองในด้านความปลอดภัยตามสมควรอย่าพึ่งรัฐจนเกินไป ปัจจุบันนี้ปรากฏว่าสังคมเรายุ่งเหยิงอยู่นะครับ สำหรับวิชานิติกรรมและสัญญาเป็นหัวใจของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในชั้นนี้ก็ทบทวนในหลักที่สำคัญ วิชานิติกรรมและสัญญามีอาจารย์บรรยาย ในส่วนลักษณะสัญญา ของอาจารย์ก็ไปจบปลายเดือนกรกฎาคม ทบทวนเมื่อสักครู่อีกครั้งว่าบ้านเมืองเราการบังคับใช้กฎหมาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงห่วงใยอำนาจตุลาการเช่นกันเมื่อทั้งที่ผู้พิพากษาไปปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น พระองค์ได้ให้พระบรมราโชวาทว่าผู้ที่ทำหน้าที่ผู้พิพากษาได้ปฏิญาณตนด้วยความเข้มแข็งเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะบ้านเมืองต้องมีผู้พิพากษา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าบ้านเมืองไม่มีความยุติธรรมบ้านเมืองก็จะล่มจม
     แต่ในภาวะอย่างนี้ดูเหมือนจะยากเย็นเหลือเกินครับ ในคดีแพ่งของเรานอกจากมีความสำคัญในคดีแพ่งแล้ว ยังแตกตัวไปในทางคดีอาญา นักศึกษาคงได้ข่าวว่า ทางแพ่งข่าวที่สำคัญคือ ข่าวการซื้อขายที่ดินที่ถนนรัชดาภิเษก สามสิบกว่าไร่ เจ็ดร้อยกว่าล้านบาท เหมือนเป็นคดีแพ่งก็จริงแต่ก็ไปกระทบคู่สมรส ไม่ต้องด้วยตัวบทแห่ง ปชช มีกฎหมายเกี่ยวพันซึ่งการซื้อขายครั้งนั้น ไปเซ็นต์ในฐานะคู่สมรส ในที่สุดก็ถูกดำเนินคดี ในที่สุดศาลฏีกาก็พิพากษาจำคุกสองปี คดีถึงที่สุดไปแล้ว ส่วนคุณหญิงศาลพิพากษายกฟ้อง นี่คือความสัมพันธ์คดีแพ่ง ไม่ใช่ง่าย มันยังโยงถึงกฎหมายอื่นอีกแล้วที่สุดเป็นกฎหมายคดีอาญา แล้วคดีทางแพ่งอื่นอีก เป็นคดีที่อัยการสูงสุดฟ้องให้ยึดทรัพย์ เจ็ดหมื่นล้านบาทเศษ ในที่สุดพิพากษาคดีก็เห็นว่าได้มาโดยมิชอบยึดทรัพย์สินสี่หมื่นล้านบาทเศษ ในที่สุดเหตุการณ์บ้านเมืองก็ไม่สงบ ก่อให้เกิดความเสียหายมากมาย หลักประมวลแพ่งของเราสำคัญมาก         
     มีคดีแพ่งเรื่องหนึ่งทุนทรัพย์ห้าแสนล้านบาท หรือ แสนแปดหมื่นล้านบาท ยังมีคดีอย่างนี้อีกหลายคดีที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นแล้วต่อไปทุนทรัพย์อาจจะมากเหมือนกัน ก็คอยดูกันต่อไปนะครับ นักศึกษาเราจะเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งของเราวางหลักเกณฑ์ไว้ดีแต่บางครั้งฝ่ายบริหารหยิบไปใช้โดยไม่คำนึงถึงองค์ประกอบ

หมอเค้ก:
     เมื่อสามสี่ปีนี้ มีการช่วยชาวนาในการพยุงราคาข้าวเปลือก ไม่เรียกว่าซื้อแต่เรียกว่ารับจำนำและขณะเดียวกันก็ให้คนจำนำดูแลข้าวที่มาจำนำด้วยชาวนาเอง และในที่สุดก็มีการผิดสัญญากัน เสียหายเป็นหมื่นๆล้าน ก็ปรากฏว่าคนจำนำก็เอาข้าวไปขายเสีย ทำให้เสียหายมากเลย
     เรามาดูด้านการศึกษาในชั้นเนฯ จะต้องขยันหมั่นเพียรมากๆเลย เพราะอาจารย์จะไม่ทบทวนในเรื่องหลักเกณฑ์ต่างๆแล้ว เราจะมาพิจารณาในภาคปฏิบัติแล้ว เพราะฉะนั้นในชั้นเนฯต้องแม่นในตัวบทมากๆสนใจในคำพิพากษาฏีกาที่วางหลักสำคัญๆไว้ ตอนสอบอย่างไรก็ขอให้ผ่านให้ได้ การตอบนั้นเป็นการถามแบบ บรรยายให้เหตุผล ปรากฏว่านักศึกษาไปเน้นหลักกฎหมายมากไป ไม่ใช่ภาษากฎหมายก็ได้คะแนนน้อยมาก ตัวบทสำคัญมากนะครับ ข้อสอบก็เป็นแนวเดิม
     ลองเปิดประมวลลักษณะนิติกรรม ก่อนที่จะเข้าไปสู่ 149 ก็จะขอเน้นมาตรา 4 ในเรื่องการใช้กฎหมายแพ่งถือว่าเป็นความรู้เบื้องต้น ในมาตรา 4 การใช้กฎหมายนั้น กฎหมายนั้นต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งบทบัญญัติใดตามตัวอักษร หรือตาม ตัวบทนั้นๆ ก็ใช้จารีตประเพณี ถ้าไม่มีก็กฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง คงได้ทำความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายเบื้องต้น ทบทวนให้นักศึกษาทราบในหลักสำคัญ
     การตัดสินคดีแพ่ง เมื่อตัวอักษรชัดเจนอยู่แล้ว ฟ้องคดีมาก็ไม่มีปัญหา แต่บางคดีที่เข้ามาสู่ศาลแล้วเปิดตัวบทแล้วไม่เข้า เมื่อเป็นเช่นนี้ต้องพิพากษาคดีให้ได้ จึงมีมาตรา 4 นี้มาว่า ถ้าไม่ชัดเจนแล้วก็ให้วินิจฉัยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นมาปรับ อย่างคดีที่ได้ศึกษามาเกี่ยวกับ
     แนวฏีกาที่ 9/2505 เรื่องซื้อขายลำไยกันเมื่อลำไยออกดอกก็ซื้อขายกันไปแล้ว ทำไมทำกันเช่นนั้น ซื้อขายต้องมีตัวทรัพย์อยู่ในขณะซื้อขายนั้น บอกทำได้เพราะมีประเพณีเช่นนั้น
     สัญญาซื้อขายเช่นนี้แม้ไม่มีเม็ดมีแต่ดอกก็ใช้ได้เพราะฉะนั้นกรณีนี้ถ้าหากมีประเพณีปฏิบัติกันมาก็ปรับกันได้ อย่างไรก็ตามคดีที่ฟ้องกันนั้นอาจฟ้องดูแล้วไม่เข้าตัวบทกฎหมายที่ชัดเจนประเพณีก็ไม่เข้าจึงให้ใช้กับกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ดังเช่นกรณีเช่าซื้อไม่กำหนดอายุความไว้เลย ประมวลแพ่ง 3 4 มาตรา ก็ไปปรับกับสัญญาเช่าทรัพย์โดยเฉพาะอายุความกำหนดเป็นอย่างไรก็เป็นเช่าทรัพย์ เมื่อผ่อนเช่าเท่านั้นเท่านี้ก็จะให้ทรัพย์ที่เช่าซื้อเป็นกรรมสิทธิ์ที่เช่าซื้อ ก็ใช้ได้ อย่างไรก็ตามเมื่อไม่มีกฎหมายเปรียบเทียบกันได้ ก็ให้ใช้หลักกฎหมายทั่วไป ก็คือ ให้ใช้หลักที่มีการเข้าใจกันทั่วไปว่าเป็นไปได้ คดีที่ฟ้องมาปรับประเพณีก็ไม่ได้ปรับกฎหมายใกล้เคียงก็ไม่ได้ก็ปรับเข้ากฎหมายหลักทั่วไป ว่าคดีเช่นนี้จะให้รับผิดอย่างไร คดีที่เป็นตัวอย่างในฏีกาก็เช่นคดีละเมิด โจทก์ฟ้องว่าจำเลยฟันโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย ห้าหมื่นบาท จำเลยรับว่าฟันจริงแต่โจทก์ยอมให้ฟัง
     673/2510 โจทก์นำสืบว่าจำเลยนำสืบจำเลยให้การว่ายินยอมให้ฟันขอให้ยกฟ้อง ตัวโจทก์เบิกความทนายจำเลยก็ถามค้านว่าทำไมถึงฟัน เพราะอยู่ยงคงกระพัน แต่ก็ไม่ควรจะฟันผม จำเลยก็นำสืบว่าโจทก์ท้าให้ฟัน เพราะฉะนั้นศาลก็เห็นว่าเมื่อยินยอมให้ฟันแล้วจะเอาอะไรก็ยกฟ้องเลย ศาลวางแนวว่าไม่ให้ ความยินยอมไม่เป็นละเมิด
     95/2484 การที่หญิงยอมร่วมประเวณีกับชายด้วยความสมัครใจนั้นไม่เป็นละเมิด คือ ไม่ได้รักกันแต่อยากร่วมประเวณีด้วย กรณีเช่นนี้ถือว่าความยินยอมไม่เป็นละเมิดพิพากษายกฟ้องไป
     ก็มีคดีพิพากษามากว่าให้อาศัยหลักความเป็นธรรมให้มากที่สุดตอนนี้เรายึดหลักนิติกรรมหลักเดิมไว้ก่อน กฎหมายมีมากเหลือเกินแต่อย่างไรก็ตามหลักเดิมความยินยอมไม่เป็นละเมิดก็ใช้อยู่ หลักสำคัญที่ควรดูก็คือการใช้สิทธิตามมาตรา 5 บุคคลทุกคนต้องกระทำการโดยสุจริตตามมาตรา 5 มี
     แนวฏีกา เกี่ยวกับเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตอยู่ อยากให้รู้แนวฏีกาใหม่ๆ

หมอเค้ก:
4308/2551
     ที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้หลายทาง แต่โจทก์ก็มาฟ้องให้ที่ดินของจำเลยเปิดเป็นทางจำเป็นด้วย เมื่อสืบพยานแล้วปรากฏว่าโจทก์มีทางออกหลายทาง การมาออกทำให้จำเลยรื้อหลังบ้านทำให้จำเลยที่หนึ่งได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก การกระทำเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต
     505/2551 ปรากฏว่าหากสามีนำที่ดินมีโฉนดไปประกันตัวผู้ต้องหาจากโรงพัก ต่อมาปรากฏว่านำผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนไม่ได้ก็ยึดทรัพย์ เมื่อไม่มีเงินชำระก็ยึดที่แปลงนี้ ฝ่ายภริยาเลยยื่นคำร้องขอให้ถอนการยึด บอกว่าที่ดินโฉนดนี้เป็นสินส่วนตัวของตนเอง เลยบังคับขายทอดตลาดไม่ได้ ศาลพิพากษาว่าไม่ว่าสินส่วนตัวหรือสินสมรสก็ตาม เมื่อยินยอมให้ฝ่ายสามีไปประกันตัวถือว่าความยินยอมใช้ได้แล้ว
     ตอนหลังนี้ถือว่าแนวฏีกาใช้มาตรา 5 สามารถใช้มาตรา 5 ได้เลย นี่เป็นตัวอย่างของมาตรา 5 เรื่องมาตรา 8 ก็ควรสนใจนะครับออกข้อสอบบ่อยเหมือนกัน คือเรื่องเหตุสุดวิสัย หมายความว่าเหตุใดๆอันจะเกิดขึ้นก็ดีเป็นเหตุไม่อาจป้องกันได้ อันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในภาวะเช่นนั้น ถ้าหากว่าในนิติกรรมสัญญาใดมีข้อขัดข้องหรือปฏิบัติตามสัญญาไม่ได้ บางคดีก็อาจจะเกิดจากเหตุสุดวิสัยก็ได้
     ที่น่าสนใจคือในฏีกา 1074/2546 คือกำหนดส่งมอบข้าวเปลือกกันแล้วต่อมามีการ มีไฟไหม้เข้ามาก็ไม่สามารถส่งมอบให้ได้ ซึ่งไฟไหม้นี้ไม่สามารถส่งมอบให้ได้เพราะมันไหม้จากที่อื่น แล้วก็คดีเช่นนี้ มีแนวฏีกาออกมาหลายฏีกา แล้วปรากฏว่าออกข้อสอบบ่อยมากเหมือนกัน นี่เป็นความรู้เบื้องต้นแก่กฎหมายทั่วไปที่ควรจะรู้ไว้บ้าง สำหรับคราวหน้านี้เราจะขึ้นความหมายของลักษณะนิติกรรม

หมอเค้ก:
ครั้งที่ 2 . วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน 2553
     เรื่องสุดท้ายคือเหตุสุดวิสัยตามมาตรา 8 ออกข้อสอบแทบทุกสมัยเพราะไปคาบเกี่ยวกับลักษณะหนี้ โดยเฉพาะคำว่าเหตุสุดวิสัยกับการชำระหนี้ที่เป็นพ้นวิสัย บางครั้งสับสนเหมือนกัน มีในมาตรา 53/19 ที่ใช้คำว่า ถ้ามีเหตุการณ์ขัดขวางไม่ให้เจ้าหนี้กระทำการรับชำระหนี้ได้ ตาม 183/14 แล้วอายุความยังไม่ครบจนกว่าจะพ้น 30 วันนับแต่เหตุสุดวิสัยนั้นสิ้นไป
     แต่ในลักษณะหนี้ 218 การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งลูกหนี้จะต้องรับผิดชอบแล้ว ลูกหนี้จะต้อรับผิดชอบใช้ค่าสินไหมทดแทน เวลามีคำถามต่างกัน ส่วนมากเกี่ยวพันกับการชำระหนี้ที่เป็นพ้นวิสัย แล้วเป็นไปตามเหตุการณ์บ้านเมือง ไข้หวัดนกบ้าง ปีนี้ก็สังเกตดูให้ดี เหตุการณ์จลาจลนั้น สมมุติพ่อค้าห้างเซ็นเตอร์วัน หรือขายส่งที่เซ็นทรัลเวิล หรือ หลังโรงหนังสยามนั้น ถ้าผิดสัญญาต่อกัน เกิดมีคนมาจุดไฟเผาใครจะต้องรับผิดชอบ หรือตกเป็นบาปเคราะห์ของใคร ข้อสอบมักตามเหตุการณ์เรื่อยๆมา
     มาดูแนวฏีกา 149/2539 จำเลยทำสัญญาขายไม้ฟืนที่ตัดจากพื้นที่ที่จำเลยได้สัมปทานป่าไม้ ต่อมามีคำสั่งให้สัมปทานทำไม้ฟืนทำให้การส่งไม้ฟืนเป็นไปไม่ได้ การชำระหนี้จึงตกเป็นพ้นวิสัย เมื่อจำเลยหลุดพ้นจากการชำระหนี้แล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิได้ชำระหนี้ตอบแทน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องมัดจำคืนจากจำเลย เพราะฉะนั้นหากการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยแล้ว ถ้าชัดแจ้งลูกหนี้ก็หลุดพ้นจากการชำระหนี้ ปีนี้ลองสังเกตว่า ข้อสอบจะออกมาในรูปแบบใดเกี่ยวกับการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัย แนวฏีกาเป็นหลักออกสอบเนฯเมื่อสองสามสมัยมาแล้ว เพราะฉะนั้นฝึกดูคำถามเก่าๆ วันนี้เราก็จะมาทำความเข้าใจหลัก นิติกรรมของเรา เพราะนิติกรรมหลักที่สำคัญคือ 149 นิติกรรมเป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ หนี้เกิดจากนิติกรรมกับนิติเหตุสองอย่าง ในลักษณะหนี้นั้นจะกล่าวว่า บ่อเกิดแห่งหนี้เกิดได้ จากนิติกรรมหรือนิติเหตุ เมื่อเปรียบเทียบมันต่างกันจากการแสดงเจตนา เพื่อให้บังคับต้องมีการแสดงเจตนาต่อกันตามมาตรา 149 นี่คือหนี้

หมอเค้ก:
     นิติเหตุคือการซึ่งเกิดขึ้นโดยตนเองไม่ได้แสดงเจตนาในการที่ก่อหนีในการทำสัญญาสองฝ่ายแต่อยุ่ก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นอยู่ๆก็ให้เป็นหนี้ทันทีเราเรียกว่านิติเหตุ อย่างเช่นมาตรา 420 ผู้ใดทำละเมิดก็ต้องใช้ค่าเสียหายเขา ผู้ใดขับรถยนต์โดยประมาททำให้ถึงตาย ก็ต้องใช้ค่าเสียหาย โดยที่ไม่มีการแสดงเจตนาที่เป็นคุณเลย อย่างละเมิด 420 เกิดขึ้นทันทีเลย เมื่อเกิดขึ้นโดยอำนาจของกฎหมาย โดยการกระทำของบุคคลก็เกิดขึ้นมาทันทีเลย
     อย่างเช่นประมวลรัษฏากรณ์ กำหนดเลยว่าให้เสียภาษี เมื่อมีรายได้ ผู้มีรายได้ไม่เคยแสดงเจตนาเลย แต่โดยผลของประมวลบังคับเลย ไม่ชำระก็เป็นหนี้ขึ้นมาทันทีแล้วถือว่าเป็นนิติเหตุ หรือในมรดกเอง บุคคลใดตายทรัพย์มรดกก็เป็นของทายาทได้ทรัพย์นั้นมาโดยผลของกฎหมาย บุคคลใดครอบครองทรัพย์ก็ต้องส่งมอบให้เขา ถ้าไม่ส่งทายาทก็ได้ ฟ้องตามลักษณะนิติกรรมก็มีมากเหลือเกิน โดยเฉพาะคดีละเมิดขับรถชน ก็มีมากเหลือเกิน เพราะฉะนั้น นิติกรรมเป็นบ่อเกิดแห่งหนี้นิติเหตุก็เป็นบ่อเกิดแห่งหนี้
     เรามาดู 149 เรื่องนิติกรรมต้องมีการแสดงเจตนา โดยการต้องการให้มีผลผูกพันบังคับได้ตามกฎหมาย ถ้าไม่มีการแสดงเจตนาแล้วไม่ถือเป็นนิติกรรมเลย
     ดูแนวฏีกาว่าเป็นนิติกรรม  6379/2544  โดยโจทก์ไม่ได้ยินยอมนิติกรรมการโอนขายมิได้เกิดจากการแสดงเจตนา นิติกรรมจึงไม่ผูกพัน ถือว่าโจทก์มิได้มีเจตนาแสดงนิติกรรม
     5188/2545
     ฏีกาสองแนวนี้เป็นการลงนามในหนังสือมอบอำนาจ แต่ระวังนะไปลงนามในใบอำนาจ เกี่ยวกับการทำนิติกรรมเกี่ยวกับอสังฯ แนวฏีกาออกไปในทางคุ้มครองผู้ที่จะได้รับความเสียหายจากการทำนิติกรรมนั้น ดูจาก 3922/2548
     ปรากฏว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่พิพาทได้ขอให้ซื้อโดยมีอำนาจต่อมา มีหนังสือพิมพ์ลายนิ้วมือโดยไม่ได้กรอกข้อความ และโจทก์ยังได้มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ ม ไป จนกระทั่งกรอก ว่า มอบให้ ส จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทได้ เป็นการเปิดโอกาสให้จดทะเบียนได้ ถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงไม่อาจอ้างความประมาทมาฟ้องร้องบุคคลอื่นได้ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องให้จดทะเบียนพิพาทได้ จะอ้างความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ได้ แนวฏีกานี้วินิจฉัยเฉียดฉิวกับ 2 ฏีกาที่ได้ยกไป แล้วต่อไปนี้แนวฏีกานี้ดีกว่า เพราะศาลจะดูว่าการแสดงเจตนานี้ทำให้บุคคลภายนอกเสียหายหรือไม่   สามศาลเห็นตรงกันหมดเลยดังนั้นต้องระวังอย่างยิ่งในเรื่องการทำนิติกรรม

                                            จบการบรรยายวิชานิติกรรม - สัญญา ครั้งที่ 1 , 2 ค่ะ.............. 8) ::)


นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป