ไทยจัดจ์

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Facebook Page thaijudge

ข่าว:

ไทยจัดจ์ดอทคอม กระดาน ถาม ตอบ กระทู้ ปัญหา กฎหมาย ชุมชน กฎหมาย เนติบัณฑิต นิติศาสตร์ นิติกร ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ติว เตรียมสอบ เนติบัณฑิต ตั๋วทนาย อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ปรึกษากฎหมายฟรี สมัครสมาชิกจึงมองเห็นไฟล์แนบ วิธีสมัครสมาชิก ตั้งกระทู้ ค้นกฎหมาย ค้นฎีกา  

ผู้เขียน หัวข้อ: สรปคำบรรยายกฎหมายปกครอง(ค่ำ) ครั้งที่ 1,2  (อ่าน 5265 ครั้ง)

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
ครั้งที่ 1 . พ 26  พฤษภาคม 2553
     วันนี้คงเป็นชั่วโมงแรกในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายปกครอง  เมื่อเราแบ่งกฎหมายอาจแบ่งเป็นกฎหมายมหาชน กับ กฎหมายเอกชน
     ซึ่งกฎหมายปกครองก็เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายมหาชน ซึ่งกฎหมายมหาชนนั้น ศึกษากันค่อนข้างน้อย เวลาสอบน้อยกฎหมายปกครองก็ออกแค่ข้อเดียวยังดีกว่าสมัยก่อน ที่สมัยก่อนไปออกแค่ข้อเดียว สอบผู้ช่วยก็ไม่มี สอบอัยการอาจจะออกเพียงข้อเดียวแล้วเราจะมาศึกษาทำไม ใน   หัวข้อที่สอง กฎหมายปกครองมีขอบเขตกว้างขวางเพียงใด และเทอมนี้จะศึกษาเรื่องอะไรบ้าง ทำไมเราจำเป็นต้องศึกษากฎหมายปกครอง เช่นมีที่ดินแปลงหนึ่ง มีบริษัทจะขอไปทำศูนย์การค้า ถ้าเราไม่ต้องการขาย ห้างฯก็มาบังคับเราไม่ได้
     คำตอบจะเปลี่ยนไปถ้าเป็นกรมทางหลวงจะตัดถนน รัฐจะมาเวนคืนที่ดิน คณะกรรมการกำหนดราคาบอกที่ดินล้านหนึ่ง ถ้าเราไม่พอใจราคานี้ไปฟ้องศาลได้เลยหรือไม่ ถ้าเป็นเอกชนเวลาทำผิดสัญญากันก็ไปฟ้องศาลได้เลย แต่เรื่องการเวนคืนของราชการกำหนดค่าทดแทนให้ไม่พอใจฟ้องศาลเลยไม่ได้เพราะกฎหมายกำหนดว่าให้ไปอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีเสียก่อน อันนี้ก็เป็นไปตามหลักทั่วไป
     ถามว่าทำไมไม่รับฟ้องเป็นไปตามหลัก ถ้ามีกฎหมายกำหนดขั้นตอนไว้ต้องดำเนินการตามขั้นตอนนั้นเสียก่อน คล้ายๆกับการประเมินภาษีอากร ที่ต้องอุทธรณ์เสียก่อน
     อุทธรณ์แล้วไม่ได้ผลหรือรัฐมนตรีวินิจฉัยไม่เสร็จต้องทำอย่างไร 
     อาจารย์ทิ้งพาวเวอร์พ้อยท์ไว้ที่ร้านถ่ายเอกสาร
     ปัญหาที่ผ่านมาคือประชาชนที่ถูกเวนคืนไม่รู้ ก็ไปอุทธรณ์ผ่านไปหกสิบวัน รัฐมนตรีก็ไปวินิจฉัยไม่เสร็จไปทวงถาม ก็บอกว่ารัฐมนตรีงานยุ่ง ก็เอาเรื่องนี้มาฟ้องศาล แต่ก็พ้นหนึ่งปีนับแต่เกิดเรื่อง ก็ฟ้องไม่ได้ ก็เป็นปัญหาในทางปฏิบัติ
     ซึ่งในกฎหมายพิเศษกำหนดไว้ อุทธรณ์แล้วโดยหลักต้องขอ การวินิจฉัยด้วย โดยหลักต้องฟ้องภายในหนึ่งปีตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย จะเห็นว่าในเรื่องการเวนคืนต่างจากการซื้อขายตามประมวลแพ่ง เรื่องเวนคืนต่างจาก บริษัทซื้อที่ดินจากเรา เพราะเป็นเรื่องเอกชนด้วยกัน แต่เรากับกรมทางหลวงเป็นเรื่องหน่วยงานของรัฐหรือราชการ เป็นความสัมพันธ์ในทางปกครอง ความสัมพันธ์ไม่เท่ากัน รัฐเหนือเอกชน กฎหมายที่ใช้จึงต้องต่างกัน
     ในกฎหมายแพ่งมีหลักกฎหมายทั่วไปว่า เรื่องไหนกฎหมายไม่ห้ามทำได้ แต่กฎหมายปกครองแล้วเรื่องใดไม่มีกฎหมายให้อำนาจจะไปกำหนดหลักจำกัดสิทธิเอกชนไม่ได้
     ตรงนี้เป็นเงื่อนไขในการออกกฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนหลักการใหญ่กฎหมายปกครอง การออกกฎหมายจำกัดสิทธิต้องมีกฎหมายให้อำนาจ มีความหมายอย่างแคบ คำว่ากฎหมายในรัฐธรรมนูญมีความหมายอย่างแคบ คือกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภาต้องเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติหรือเทียบเท่าคือพระราชกำหนด
     หลักเกณฑ์ข้อจำกัดใช้กับหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย คำว่ากฎดังกล่าวถ้าเราดูนิยามของคำว่ากฎชองพรบจัดตั้งศาลปกครอง พ.ศ. 2539 คำว่ากฎหมายถึงกฎหมายในระดับศักดิ์ที่ต่ำกว่า
     ดังนั้นจะเห็นว่าหลักการพื้นฐานกฎหมายเอกชน ต่างกับกฎหมายปกครอง
     คำถามต่อไปคือว่าทำไมถึงต่างกัน อย่างเรายกตัวอย่างอันแรกว่า ราชการมาขอซื้อที่ดินเพื่อไปก่อสร้างทางหลวง เราไม่ขาย รัฐบังคับได้ เพราะมีพรบ.เวนคืนปี 30
     ทำไม พรบ.ไม่ให้อำนาจบริษัทไปเวนคืน ที่ดินมาสร้างศูนย์การค้า เพราะเหตุผลในการเวนคืน กรมทางหลวงหรือ กทม.เวนคืนเพื่อประโยชน์สาธารณะในขณะที่บริษัท ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 08, 2010, 11:24:25 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรปคำบรรยายกฎหมายปกครอง(ค่ำ) ครั้งที่ 1
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 10:07:11 »
   โดยหลักการใช้อำนาจรัฐก็เป็นไปตามกฎหมายหรือเจตนารมณ์ของกฎหมาย การใช้อำนาจรัฐต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐนั้น ยกตัวอย่างเช่น การกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ของตนเอง หรือโดยทุจริต หรือการกระทำเพื่อกลั่นแกล้งคนอื่น การกระทำดังกล่าว ก็อยู่ในมาตรา 9 วรรคหนึ่งอนุมาตราหนึ่ง พรบจัดตั้งศาลปกครอง เราเรียกว่าการกระทำโดยไม่สุจริต
     คำว่าโดยไม่สุจริต ของกฎหมายปกครองต่างจากกฎหมายแพ่ง ถ้าเราไม่ศึกษาก็ไม่อาจนำกฎหมายมาปรับใช้ได้ ถามว่าทำไมหลักเกณฑ์กฎหมายต่างกันเพราะใช้กับความสัมพันธ์ที่ต่างกัน
     เอกชนเป็นพื้นฐานความเท่าเทียมกัน กฎหมายปกครองใช้บนพื้นฐานของความไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้นกฎหมายที่ใช้จึงต่างกันเพราะว่าในกฎหมายมหาชนรัฐมีหน้าที่คุ้มครองประโยชน์สาธารณะ การใช้อำนาจดังกล่าวในอดีตก็ใช้อำนาจกันตามอำเภอใจ
     จึงมีการจำกัดการใช้อำนาจที่เหมาะสม ก็มีหลักเกณฑ์กฎหมายปกครอง จำกัดการใช้อำนาจรัฐ เพราะว่าการใช้อำนาจรัฐดังกล่าวอาจมีการจำกัดการใช้สิทธิของบุคคล ในขณะที่กฎหมายปกครองไม่ใช่เรื่องของบุคคลเป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะ
     กฎหมายมหาชนหรือกฎหมายปกครองก็ต้องหาดุลยภาพ สิทธิเสรีภาพของประชาชนเช่น ราชการมีอำนาจเวนคืนที่ดินเพื่อประโยชน์สาธารณะได้ กฎหมายให้รัฐมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเวนคืนที่เป็นธรรม ต้องคำนึงถึงสิทธิของเอกชนด้วย เช่นเดียวกับวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มีการออกคำสั่งที่ไม่ชอบเป็นการให้สิทธิเอกชน เช่นออกใบอนุญาตให้ประกอบกิจการได้ ไม่เป็นความผิดเอกชน เอกชนก็มาก่อสร้างโรงงาน เมื่อไม่ชอบด้วยกฎหมายกฎหมายบอกว่าเมื่อคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะก็เพิกถอนใบอนุญาตได้ เอกชนเสียหาย ถ้าเอกชนสุจริตและใช้ประโยชน์ของคำสั่งดังกล่าวไปแล้วกฎหมายให้ราชการมีหน้าที่จ่ายค่าทดแทนแก่เอกชนที่สุจริต แม้จะเพิกถอนเพื่อประโยชน์สาธารณะก็ตาม
     ตรงนี้ท่านอาจารย์วรเจตจะมาบรรยายอีกทีหนึ่ง ในกฎหมายปกครองแม้จะเพื่อประโยชน์สาธารณะแต่ก็ต้องคำนึงถึงสิทธิของแต่ละบุคคลด้วย ต้องคำนึงถึงความเชื่อโดยสุจริต ของผู้รับประโยชน์ ในการรับคำสั่งทางปกครอง ในกฎหมายปกครอง เป็นกฎหมายที่ต้องคำนึงถึงดุลยภาพ ของประโยชน์สาธารณะกับ สิทธิปัจเจกชนผู้ถูกกระทบสิทธิ ต้องให้สมดุลกัน
     เป็นเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเป็นหลักนิติรัฐ
     และประกอบด้วยสองหลักใหญ่ๆคือหลักการแบ่งแยกอำนาจ เพื่อไม่ให้มีบุคคลหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ หลักที่สองที่สำคัญคือหลักความชอบด้วยกฎหมายคือเมื่อมีการแยกการใช้อำนาจทุกอำนาจต้องชอบด้วยกฎหมาย นั่นคือการกระทำขององค์กรของรัฐต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย การกระทำดังกล่าวต้องไปขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย คำว่ากฎหมายตรงนี้ต้องเข้าใจว่าในความหมายอย่างกว้าง
     คำว่ากฎหมายในความชอบกฎหมายต้องเข้าใจว่าความหมายอย่างกว้าง รวมถึงหลักเกณฑ์ต่างๆ ถ้ามีการกระทำที่ขัดแม้ขัดต่อกฎกระทรวงก็เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ ต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย  รัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ในมาตรา 3
     มาตรา 3 รธนปัจจุบันก็รองรับหลักเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ หลักเรื่องการชอบด้วยกฎหมาย ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม
     เช่นเรื่องการกระทำทางปกครอง ก็อาจมีการโต้แย้งไปยังคณะกรรมการที่กฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะอาจมีการตรวจสอบในองค์กรรัฐธรรมนูญ ควบคุมโดยฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อให้มีการเคารพต่อหลักการชอบด้วยกฎหมาย
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรปคำบรรยายกฎหมายปกครอง(ค่ำ) ครั้งที่ 1
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 10:09:09 »
หรือต้องไม่ขัดต่อหลักต่างๆ อย่างไรก็ตามท่านเห็นว่าเราพูดถึงกฎหมายปกครอง ใช้บังคับระหว่างรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันเอง กฎหมายปกครองเราใช้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกกรณีหรือไม่คำตอบคือไม่ใช่
     ราชการ โทรสั่งปากกาจากร้านเจ้หมวยหนึ่งลัง ไม่ได้อยู่ในบังคับ อำนาจปกครอง ใช้ตามหลักกฎหมายเอกชนทั่วไปเลย
     หรือเช่นข้าราชการ ขับรถกลับบ้านชนคน ก็ใช้กฎหมายแพ่งในเรื่องละเมิดทั่วไป เพราะถือว่า รัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติเยี่ยงเอกชนทั่วไป ตรงนี้เราต้องแยกความสัมพันธ์ ว่าเรื่องไหนใช้กฎหมายเอกชน เรื่องไหนใช้กฎหมายมหาชน
     บางกรณีเราก็ไม่ได้ใช้กฎหมายแพ่งบังคับกับเอกชนเพราะหลัก อำนาจรัฐเราใช้โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ เพราะว่าในปัจจุบันภารกิจของรัฐมีเยอะมากก็มีการแบ่งเบาไปให้เอกชนจัดการ ยกตัวอย่างเช่นหน้าที่ในการควบคุมการประกอบวิชาชีพ เช่นทนายความ แต่เดิมเมื่อปี 2451 การควบคุมมรรยาททนายความ ควบคุมโดยรัฐ โดยศาลหรือทางราชการ ต่อมายี่สิบกว่าปี กฎหมายก็บอกว่าให้ควบคุมโดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ก็ตามพรบ.ทนายความ 2457  ต่อมาปี 2508 การควบคุมดังกล่าวก็ไม่ได้ทำโดยข้าราชการแล้ว ก็โอนจากราชการมาเป็นเนติบัณฑิตสภา หลังจากนั้นปี 2528 ก็โอนมาเป็นสภาทนายความ ซึ่งไม่ใช่ราชการ ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐแล้ว เป็นหน่วยงานของเอกชน การควบคุมเดิมคิดว่าจะเห็นว่ารูปแบบได้เปลี่ยนไป โดยตัวกฎหมายของพรบทนายความปี 38 โอนไปให้เอกชนคือสภาทนายความ โอนอำนาจโอนหน้าที่ดังกล่าวให้สภาทนายความควบคุมตั้งแต่ออกใบอนุญาตการลงโทษทนายความที่ทำผิดข้อบังคับ สภาทนายความเอาอำนาจอะไรมาลงโทษได้ ตรงนี้จึงต้องมี พรบ.ทนายความให้อำนาจ เพราะรัฐมอบภารกิจดังกล่าวโดยปกติเป็นอำนาจของรัฐให้เอกชนไปจัดการกิจการทางปกครองดังกล่าว
     ถามว่าทำไมต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ เพราะการจำกัดสิทธิต้องออกโดยกฎหมาย ในการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐดังกล่าว กฎหมายให้อำนาจสภาทนายความ จำกัดอำนาจทางปกครองได้ การออกใบอนุญาตเพิกถอนใบอนุญาต เป็นเรื่องสภาทนายความใช้อำนาจและ อยู่ภายใต้หลักกฎหมายปกครอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีขึ้นเพื่อควบคุมการใช้อำนาจรัฐเมื่อมีคดีเกิดขึ้น อย่างเช่นสภาทนายความใช้สิทธิฟ้องศาลถามว่าฟ้องศาลใดก็ต้องฟ้องศาลปกครอง ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เพราะเหตุนี้โดยนิยามหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 ของ พรบ จัดตั้งศาลปกครองได้นิยามหน่วยงานทางปกครองไป ว่าให้รวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครอง ด้วย
     ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวอาจเป็นหน่วยงานของรัฐหรือของเอกชนด้วยก็ได้ โดยหลักศาลปกครองมีอำนาจตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่นอกจากตรวจสอบหน่วยงานของรัฐแล้วยังมีอำนาจตรวจสอบการดำเนินการของเอกชนด้วย ถ้าเป็นหน่วยงานที่ดำเนินกิจการทางปกครอง เพราะหน่วยงานนั้นดำเนินกิจการทางปกครอง
     นิยามในมาตรา 3 ก็คือหน่วยงานของรัฐที่ทำการทางปกครอง  ซึ่งหมายรวมถึงหน่วยงานของเอกชนด้วยที่ดำเนินกิจกรรมทางปกครอง เช่น คณะกรรมการสภาทนายความ
     ดังนั้นจะเห็นว่าโดยหลักไม่ใช้บังคับระหว่างเอกชนกับเอกชนเว้นแต่เอกชนนั้นใช้อำนาจรัฐโดยรัฐมอบหมายให้
     กฎหมายปกครองนี้มีวัตถุประสงค์การใช้หลักเกณฑ์อำนาจรัฐที่เราต้องศึกษากฎหมายปกครอง
     การฟ้องดังกล่าวถูกศาลหรือไม่ อัยการมีอำนาจโต้แย้งเขตอำนาจศาลได้ อัยการมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลคัดค้านอำนาจศาลได้
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรปคำบรรยายกฎหมายปกครอง(ค่ำ) ครั้งที่ 1
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 10:10:57 »
     เป็นไปตามมาตรา 10 ของพรก เมื่อมีการยื่นฟ้องศาล ท่านก็ต้องดูว่าการยื่นฟ้องเราจะรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้หรือไม่ ก็ต้องดูว่าเป็นคดีปกครองหรือคดีแพ่ง ก็ต้องรู้กฎหมายปกครองเหมือนกัน เพื่อดูว่าอยู่ในอำนาจของศาลท่านหรือไม่
      ปัจจุบันภาครัฐแบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ๆก่อน
      โดยหลักการฟ้องคดีก็ฟ้องที่ศาลปกครอง ก็เป็นไปตามมาตรา 9 ของพรกจัดตั้งศาลปกครองก็ให้อำนาจศาลปกครองในการพิจารณาพิพากษาคดีพิพาททางสัญญาทางปกครอง โดยหลักก็ฟ้องคดีที่ศาลปกครอง วิธีพิจารณาก็กำหนดพรก จัดตั้งศาลปกครองและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาและอายุความก็เป็นไปตามพรก แต่เดิมมีปัญหาเยอะ เพราะ บัญญัติระยะเวลาเกี่ยวกับการฟ้องคดีว่า ให้ฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่รู้เหตุ
     ตรงนี้เป็นเหตุให้คดีพิพาทจำนวนมาก ฟ้องเมื่อพ้นระยะเวลาทางปกครองแก้จากหนึ่งปีเป็นห้าปี
     ดังนั้นท่านเป็นที่ปรึกษาก็ต้องรู้กฎหมายเหล่านี้เช่นกัน โดยเฉพาะข้อกำหนดเรื่องอนุญาโตตุลาการโดยหลักเมื่อเกิดข้อพิพาทเกิดขึ้นก็ต้องมีการเสนออนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดเสียก่อน ถ้าไม่นำเรื่องดังกล่าวไปเสนอคู่ความก็มีสิทธิโต้แย้ง ตรงนี้ก็เป็นไปตามอนุญาโตตุลาการ 2545
     ประโยชน์อีกอัน หน่วยงานบางหน่วยงานเช่น เนฯ ถือเป็นหน่วยงานของรัฐ ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับกฎหมายปกครอง  เช่นมีการขอดูกระดาษคำตอบ ตามพรบ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการซึ่งก็เป็นกฎหมายปกครอง ก็มีสิทธิโต้แย้งต่อศาลปกครองได้ ตรงนี้ทำให้เนฯต้องปรับวิธีการทำงานเหมือนกัน
     กฎหมายทนายความกฎหมายเรื่องการศึกษาสาธารณะสุข เราสามารถศึกษากฎหมายปกครองได้ทั้งหมดหรือไม่
     เราอาจแยกกฎหมายปกครองได้สองเรื่องใหญ่ๆ
     หนึ่งกฎหมายปกครองเฉพาะเรื่อง เช่นเรื่องการศึกษา อาคาร ฯลฯ
     สอง กฎหมายปกครองที่เป็นหลักกฎหมายทั่วไป นี่คือสิ่งที่เราจะมาศึกษากัน เช่นเรื่องโครงสร้างหรือการจัดองค์กรของฝ่ายปกครอง
     มหาวิทยาลัยของรัฐไม่ใช่ ราชการ ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ แต่เป็นหน่วยงานของรัฐประเภทหนึ่ง ต่างกัน ในการจัดตั้ง
     เจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็เป็นส่วนที่สอง ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายปกครอง ข้าราชการพลเรือน ปัจจุบันไม่มี ซีแล้วนะครับ
     ส่วนที่สามอาจเป็นเรื่องทรัพย์สินของแผ่นดิน
     อาจจะเรียนเรื่องคำสั่งทางปกครอง ในเรื่องนี้อาจารย์วรเจตก็จะมาบรรยายให้ฟัง รวมถึงเรื่องกฎ หรือ สัญญาทางปกครองด้วย ซึ่งความรับผิดก็ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็คือ พรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539
     การตรวจสอบควบคุมการใช้อำนาจรัฐมันมี ครับ เช่น ปปช กกต คตง
     ก็มีการศึกษาการควบคุมตรวจสอบของศาลปกครอง ก็มีการแบ่ง คำถามคือว่าศาลยุติธรรมเข้ามาตรวจสอบฝ่ายปกครองหรือไม่ ตอบว่ามี ดังนั้นเราก็ต้องเรียนการตรวจสอบของศาลปกครอง ว่าคดีต่างๆฟ้องที่ศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม สิ่งที่เป็นปัญหาตามมาคืออำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ปัจจุบันแยกศาลยุติธรรมกับศาลปกครองออกมา เป็นศาลคู่ มีองค์กรที่วินิจฉัยชี้ขาด เราเรียกว่าคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล รธน ปี 50 มาตรา 199
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรปคำบรรยายกฎหมายปกครอง(ค่ำ) ครั้งที่ 1
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 10:13:52 »
     นอกจากคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดหน้าที่ระหว่างศาลแล้ว คณะกรรมการดังกล่าวยังมีอำนาจวินิจฉัย ปัญหาคำพิพากษาที่ขัดแย้งกันด้วย เป็นไปตามมาตรา 14 พรบ.อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจศาล
     ก็เป็นเนื้อหาเทอมนี้ อาทิตย์หน้าท่านอาจารย์วรเจตจะมาบรรยาย หนังสือที่มาใช้อ่านประกอบ มีคู่มือกฎหมายปกครองของเนฯ ปัจจุบันน่าจะหมดไปแล้ว นอกจากนั้นมีหลายเล่ม

                                      จบการบรรยายกฎหมายปกครองภาคค่ำครั้งที่1 ค่ะ........... ::)
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรปคำบรรยายกฎหมายปกครอง(ค่ำ) ครั้งที่ 1,2
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2010, 11:24:51 »
ครั้งที่ 2 . พ 2  มิถุนายน 2553
     สวัสดีนะครับ การบรรยายครั้งนี้เป็นการบรรยายครั้งแรกของอาจารย์ อาจารย์มาบรรยายทั้งสิ้นแปดครั้ง ในส่วนของเนื้อหานั้นอาจารย์บรรยายเรื่องทั่วไป และวิธีการปฏิบัติราชการทางปกครอง ก็เป็นกฎหมายหลักสองฉบับ นักศึกษาต้องมีตัวบท ปีนี้อาจารย์ได้บรรยายมากหน่อย เพราะปีที่แล้วอาจารย์ไปต่างประเทศ
     เวลาเราพูดเรื่องกฎหมายปกครอง ต้องอธิบายฝ่ายปกครองให้ทราบก่อน เคยมีข้อสอบออกไปหลายปีแล้ว เรื่องหน่วยงานของรัฐอนุญาตให้เอกชนมาจำหน่ายอาหารแล้วผู้รับประทานเกิดเจ็บป่วย ทางหน่วยงานของรัฐก็สั่งให้หยุดจำหน่ายอาหารแล้วก็ให้เลิกจำหน่ายอาหารอย่างถาวร ก็ไปฟ้องศาลให้หยุดจำหน่ายอาหาร แล้วไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้งเสียก่อนก็ถือว่ากระทำไม่ชอบด้วยกฎหมายประเด็นคือข้อโต้แย้งนี้ชอบหรือไม่ ข้อสอบต้องการตรวจสอบว่า การดำเนินงานของรัฐเป็นเรื่องการใช้อำนาจทางปกครองหรือไม่ ก็ไปเอากฎหมายวิธีปฏิบัติราชการมาปรับ ว่าการออกคำสั่ง กระทบสิทธิ และไม่ทำตามวิธี ก็ผิดไปเลยทั้งสองประเด็นเพราะเรื่องนี้เป็นสัญญาทางแพ่ง เพราะฉะนั้น เมื่อคู่สัญญาไม่เห็นด้วย ก็ต้องไปฟ้องร้องคดียังศาลยุติธรรม อันนี้ต้องเห็นประเด็นของเรื่องเสียก่อน เพราะว่าเราจะเรียนกันต่อไป เวลาเราดำเนินคดีในทางปกครอง บางทีก็ไม่ใช่อำนาจทางปกครอง แต่เป็นการเหมือนเป็นเอกชนคนอื่น
     เกี่ยวกับกฎหมายปกครองมีขอบเขตเพียงใด เพราะเราคุ้นแต่แพ่ง อาญา วิแพ่ง วิอาญา ปัจจุบันยังไม่มีประมวลกฎหมายปกครอง จริงๆแล้วถ้าพูดเรื่องกฎหมายปกครอง ก็อาจมีประมวลกฎมหายปกครองเหมือนประมวลกฎหมายปกครองได้ เกี่ยวกับเรื่องกระบวนวิธีพิจารณา อาจบอกได้ ว่า วิฯปกครอง ก็เทียบเคียงได้กับ วิฯแพ่ง วิฯอาญา แต่สังเกตจากการจัดหลักสูตรแล้วมารวมกัน วิฯปกครองก็น่าจะไปอยู่ในภาคสอง แต่เนื่องจากกฎหมายมหาชนบ้านเรายังไม่ได้พัฒนามากนัก
     เมื่อไม่มีประมวลกฎหมายปกครองก็ทำให้ศึกษายากเหมือนกัน  แต่ว่ามีพรบ กระจัดกระจายอยู่มากมาย ในเรื่องกฎหมายปกครองเฉพาะ ก็เรียนกันไม่หมดในเวลาจำกัด กฎหมายปกครองทั่วไป ไม่มีประมวล แต่มีกฎหมายที่เป็นหลักสำคัญ ที่เป็นหลักทั่วไปอยู่คือ พรบ.วิฯปกครอง
     ถามว่าเวลาเรียนส่งผลอย่างไรกับเรา ก็คล้ายกับการเรียนหลักทั่วไปในกฎหมายแพ่ง เราก็เรียนหลักทั่วไปของกฎหมายปกครอง ทีนี้ พรบวิฯปกครอง เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของกฎหมายปกครอง แต่ยังมีกฎหมายปกครองอีกมากมาย อันนี้ก็ต้องศึกษาไป แต่ศูนย์กลางคือวิฯปกครอง
     กฎหมายปกครองเป็นเรื่องของฝ่ายปกครองหรือหน่วยงานของรัฐในการใช้อำนาจในทางปกครอง การตรวจสอบการใช้อำนาจต้องรู้ก่อนว่าเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือฝ่ายปกครองหรือไม่ ปัญหาก็คือหน่วยงานทางปกครองหรือฝ่ายปกครองคืออะไร ครม.เป็นไหม ประธานศาลฏีกาใช่ไหม สำนักอบรมเนฯ ใช่หรือไม่ เป็นนิติสัมพันธ์ทางปกครอง หรือทางแพ่ง เป็นเรื่องสัญญาหรือไม่ รับจ้างสอน หรือเป็นความสัมพันธ์ในทางปกครอง การทำความเข้าใจฝ่ายปกครองนั้น เราอาจจะกล่าวได้ว่าฝ่ายปกครองเป็นหน่วยในทางปกครอง ทีนี้หน่วยของรัฐที่ปฏิบัติภารกิจในทางปกครองนั้น มันก็มาถึงเรื่องการแบ่งแยกอำนาจนั้น ก็คือการแบ่งแยกอำนาจในทางมหาชน อำนาจในทางบริหาร ตุลาการ
      จะถูกแยกให้องค์กรของรัฐต่างองค์กรเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดี ส่วนที่เหลือก็คือการบริหาร การบริหารนี่เองเป็นปัญหาของเรา เราไม่ได้เรียนกฎหมายบริหารแต่เราเรียนกฎหมายปกครอง การปกครองนั้นมันอยู่ส่วนไหน คำตอบคือการบริหารมีความหมายหลากหลายอย่างยิ่ง คอบคุม การดำเนินงานในทางการเมือง การอำนวยการ อันั้นเป็นการบริหารส่วนแรก อีกส่วนหนึ่งการบริหารส่วนที่สองก็คือการบังคับการ ให้เป็นไปตามกฎหมายก็คือการปกครอง เพราะฉะนั้นการบริหารหรืออำนาจบริหารมีสองส่วน เป็นการใช้อำนาจทางรัฐบาลเป็นการ
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรปคำบรรยายกฎหมายปกครอง(ค่ำ) ครั้งที่ 1,2
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2010, 11:26:03 »
ปฏิบัติการ ที่เรียกว่าการปกครอง ถ้าเกิดถามพวกเราประธานศาลฏีกาเป็นหรือไม่ โดยสภาพไม่ใช่หน่วยที่ทำเรื่องในทางปกครอง ประธานศาลฏีกาไม่ได้ตัดสินคดี แต่มีปฏิบัติการในเรื่องสำนักงานศาลยุติธรรม อันนี้เป็นปัญหาแล้ว ว่ามีภารกิจในทางปกครองด้วยหรือไม่ เราลองดูพิจาณาจากความหมาย จะเห็นว่าการปกครองไม่ใช่การตุลาการ ไม่ใช่นโยบายในเรื่องการเมือง ที่เหลือก็คือการปกครอง ถามว่าอะไรคือการปกครอง สิ่งที่ไม่ใช่การปกครอง ก็คือการนิติบัญญัติ ไม่ใช่เรื่องในแง่การปกครองเป็นเรื่องในแง่นิติบัญญัติ กรณีที่ศาลตัดสินคดี ศาลทุกศาลศาลยุติธรรม       
     ศาลทั้งสี่ประเภทใช้อำนาจตุลาการ ไม่ใช่เรื่องทางปกครอง ครม.ที่อำนวยการบริหารติดต่อสัมพันธ์ต่างประเทศ ไม่ใช่งานบริหาร หรือการกำหนดนโยบาย หรือความสัมพันธ์ทางรัฐบาลหรือ รมตได้ชี้แจง ญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นงานทางบริหารอย่างหนึ่ง ในเบื้องต้นเป็นงานปฏิบัติการ เป็นงานในทางปกครอง ถือเป็นภารกิจในทางปกครองไม่ว่ากระทรวงไหน  ในทางทฤษฏีมีการกระทำสองอย่าง ที่ไม่ถือว่าเป็นการกระทำปกครอง ไม่ใช่อำนาจปกครอง
     อันแรกก็คือ การดำเนินงานของทหารในการป้องกันประเทศหรือการสงครามอันนี้ไม่ใช่เรื่องทางปกครอง มันเป็นอำนาจเฉพาะอำนาจในทางทหารอีกอย่าง ถ้าไม่ใช่เรื่องในการรบ วันเด็กเอารถถังไปให้เด็กนั่ง อันนี้เป็นอำนาจทางปกครอง
     อันที่สองคือกฎหมายอาญา หรือใช้อำนาจในทางอาญา อันนี้ไม่ใช่เรื่องการปกครองที่เราพูดกัน การรักษาไว้ในกฎหมายอาญา อันนี้ไม่ใช่เรื่องในทางปกครอง ถามว่าหน่วยงานพวกไหนที่ทำเรื่องอำนวยการ เราก็นึกถึงตำรวจ อัยการเป็นหลัก  แต่ต้องไม่ลืมนะครับ พูดถึงในเรื่องการรบ เพื่อปกป้องราชอาณาจักร กับพูดถึงตำรวจหรืออัยการ ในแง่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาทางกฎหมายอาญา
      แต่ถ้าตำรวจเป็นเจ้าพนักงานอนุญาตสถานบริการ ก็เป็นอำนาจอันหนึ่งที่กฎหมายให้อำนาจไว้ เวลาที่เราเห็นอุททาหรณ์ที่เกี่ยวกับตำรวจต้องดูว่าใช้กฎหมายในส่วนไหน เป็นเรื่องกฎหมายปกครอง ที่ไม่ใช่เรื่องการจับกุมผู้กระทำผิด
     เช่นเวลาการควบคุม ผู้ชุมนุม ทำให้เสียเวลาที่เราดูงาน ว่าเป็นเรื่องทางปกครอง หรือฝ่ายบริหาร แล้วฝ่ายปกครองในความหมายของกฎหมายมีพวกไหนบ้างอธิบายพวกเราอย่างนี้ เบื้องต้นคือบรรดาหน่วยงานองค์กรที่ตกอยู่ในบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลหรือรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งหน่วยงานองค์กร เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ตกอยู่ในบังคับของรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง อันแรกที่เป็นฝ่ายปกครอง ก็คือพวกกระทรวงและกรม ส่วนใหญ่ขึ้นต้นด้วยสำนักงาน กฤษฏีกา คือความหมายนี้ พวกนี้จะสามารถเป็นผู้ถูกฟ้องคดีในคดีปกครองได้  ราชการส่วนภูมิภาค คือจังหวัด อำเภอ อันที่สาม ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้แก่เทศบาล องค์การส่วนบริหารส่วนจังหวัดหรือ อบจ. กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา จังหวัดต่างๆ ถือว่าเป็นหน่วยในทางปกครอง ตกอยู่ใต้บังคับบัญชา ปกติคือรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ในขณะที่กรุงเทพไม่ใช่ราชการบริหารส่วนภูมิภาค แต่ทั้งกรุงเทพมหานคร ถือเป็นการเข้มข้นแตกต่างกัน เป็นหน่วยปกครองตนเอง ที่เปิดโอกาสเราจึงถือว่ากรุงเทพมหานครไม่ใช่จังหวัด เพราะกรุงเทพมหานครไม่ใช่จังหวัดเหมือนพัทยา แต่ใหญ่กว่าอีกอันหนึ่งที่ถือว่าเป็นฝ่าบปกครองคือรัฐวิสาหกิจ ตามพระราชกฤษฏีกา ต้องระวังให้ดี เพราะรัฐวิสาหกิจได้มีการแปรรูป เป็นบริษัท ในกฎหมายเอกชน รัฐวิสาหกิจไม่ได้อยู่ในฝ่ายปกครอง แต่เป็นฝ่ายปกครองที่ได้พูดต่อไป ฝ่ายปกครองแท้ๆคือจัดตั้งตามพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฏีกาเช่นพวกการต่างๆ หรือองค์การ ถือเป็นฝ่ายปกครอง อีกอันหนึ่งที่เป็นฝ่ายปกครองแท้ๆคือองค์การมหาชน องค์การมหาชน ตัวอย่างที่ง่ายที่สุด ตัวอย่างเช่นมหาวิทยาลัย ที่เป็นส่วนราชการเช่นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอันที่สอง เป็นองค์กรมหาชน เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรปคำบรรยายกฎหมายปกครอง(ค่ำ) ครั้งที่ 1,2
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2010, 11:27:10 »
     เช่นมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ถือเป็นองค์การมหาชน ถือเป็นหน่วยงานในทางปกครองเหมือนกัน ส่วนมหาลัยอีกอันคือมหาลัยเอกชน  เหล่านี้อาจจะเป็นฝ่ายปกครองได้เหมือนกัน โดยหลักไม่ใช่ ในให้อำนาจบางเรื่องตกอยู่ในอำนาจปกครองได้แต่ไม่ใช่ทุกเรื่อง ส่วนพวกเอกชนเป็นอีกพวกหนึ่ง ราชการบริหารส่วนกลางส่วนภูมิภาค ก็คือพวกมหาวิทยาลัยนอกระบบ 
     พวกนี้ยังเป็นฝ่ายปกครองอยู่ คำตอบคือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นราชการ ในขณะที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่มีอิสระในการบริหารงานมากกว่า
     กลุ่มต่อไป มีเรื่องพูดถึงมากหน่อย ก็คือหน่วยงานที่อยู่ภายใต้ ครม. ในลักษณะกำกับดูแล ทีนี้ในช่วงหลังๆมีการตั้งหน่วยงานใหม่ๆ แต่หน่วยงานพวกนี้ ต่างจากห้ากลุ่มแรก คือไม่ตกอยู่ภายใต้กำกับดูแลของ รมต. แต่อาจมีกฎหมายกำหนดให้รมต. มีบางประการเกี่ยวข้องกับกิจการนั้น พวกนี้ก็คือองค์การวิชาชีพ พวกไหนบ้างเป็นองค์การวิชาชีพ สภาทนายความ เนฯถือว่าอยู่ในกลุ่มนี้ พวกนี้ไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาหรือกำกับของรมต. แต่ว่าที่เราถือว่าหน่วยงานวิชาชีพเป็นฝ่ายปกครอง ก็คือการควบคุมมาตรฐานในการควบคุมวิชาชีพ ไม่มีสภาขายน้ำเต้าหู เพราะถือเป็นอาชีพอิสระ แต่ถ้าเป็นทนายความอันนี้ปล่อยไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องทางปกครอง ต้องเข้าสู่กระบวนการสอบ และถ้าไปทำผิดมรรยาททนายความอาจถูกสอบ ก็ตกอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์กฎหมายปกครอง หรือสภาทนายความมีการเลือกตั้ง แต่ว่าถือว่าเป็นหน่วยในทางปกครองอย่างหนึ่ง หรือเนฯคุมการได้ปริญญาบัตรเนฯเป็นกิจการที่รัฐผูกขาดเป็นนิติสัมพันธ์ในทางปกครอง เนฯตรวจข้อสอบมาทำไมถึงสอบตก ดุลพินิจบิดเบือนหรือเปล่า ได้ ก็เป็นเรื่องของกฎหมายปกครอง เนฯต้องอยู่ภายใต้หลักการเสมอภาค อันนั้นคือกลุ่มในองค์กรปกครองวิชาชีพ หน่วยธุรการของศาล หรือ หน่วยธุรการของวุฒิสภา พวกนี้ เป็นหน่วยงาน ศาลเป็นองค์กรตุลาการ แต่ว่ามีสำนักงานศาล มีเลขาธาการขึ้นตรงต่อศาลฏีกา ตัวศาลยุติธรรมเป็นหน่วยหรือองค์กรที่ไม่ตกอยู่ในกำกับรัฐมนตรี ขึ้นอยู่กับศาลเอง
     เพราะฉะนั้นพวกศาลปกครอง ศาลยุติธรรม ปปช สำนักงานหน่วยงานเป็นฝ่ายปกครองด้วย เพราะใช้อำนาจในทางปกครอง สภาผู้แทนไม่ใช่ฝ่ายปกครอง แต่ว่าสำนักงานเลขาเป็นฝ่ายปกครอง พอนึกภาพออกได้นะครับ
     เพราะฉะนั้นเราได้ภาพฝ่ายปกครองหมดแล้ว แต่มีเรื่องยุ่งยากที่คนไม่ค่อยเข้าใจ แต่คราวนี้มาถึงคำถามว่าเป็นหรือไม่เป็น  คณะรัฐมนตรีเป็นฝ่ายปกครองหรือไม่ พูดง่ายๆองค์กรฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีพวกนี้ เป็นฝ่ายปกครองหรือไม่ เราอาจจะบอกเบื้องต้น ไม่ใช่ฝ่ายปกครอง ตัวองค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรฝ่ายบริหาร ไม่ใช่ฝ่ายปกครอง แต่เป็นฝ่ายอำนวยการ แต่ฟังให้ดี ครมหน่วยเหล่านี้อาจเป็นองค์กรฝ่ายปกครองได้  แต่ว่าเมื่อใดก็ตามที่ รัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามระเบียบราชการแผ่นดิน ไล่ราชการออก ในกรณีนี้ ถือว่า เป็นฝ่ายปกครอง เพราะฉะนั้นในกรณีหลัง ต้องผูกพัน หลักเกณฑ์ฝ่ายปกครอง
     ในเวลาที่รมต ใช้อำนาจต้องแยกอำนาจทางปกครอง เพราะกรณีถือเป็นฝ่ายปกครองอย่างนี้ไม่ถูกต้รวจสอบในทางปกครอง ตรวจสอบได้หรือไม่
     เพราะฉะนั้นเมื่อสักปีสองปีก่อน เถียงกันเรื่องการลงอำนาจ เป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือไม่ สรุปแล้วว่าไม่ใช่ก็ไม่อยู่ในอำนาจของศษลปกครอง  อันที่สอง คือ องค์กรอิสระ คือองค์กรที่ไม่อยู่ในกำกับ ของรัฐมรตรีคนใดคนหนึ่ง คณะกรรมการกิจการคมนาคม ไม่ใช่ศาลไม่ใช่ฝ่ายนิติบัญญัติ
     บริษัทผู้ประกอบการอาจไม่เห็นด้วย ก็ต้องดูก่อนว่า กทช เป็นหน่วยทางปกครองหรือไม่ ก็ต้องดูว่า หน่วยพวกนี้เป็นกระทรวงก็ได้ เพียงแต่เห็นว่างานนี้เป็นงานที่ต้องการเฉพาะ เลยดึงมาเป็นครม.น้อยๆ ใช้อำนาจปกครองเหมือนกัน เรียกว่า องค์กรฝ่ายปกครองที่เป็นอิสระ คืออิสระจากการกำกับดูแลจาก ครม.
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรปคำบรรยายกฎหมายปกครอง(ค่ำ) ครั้งที่ 1,2
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2010, 11:31:44 »
     ในต่างประเทศองค์กรอิสระเกิดขึ้นอย่างนี้ทั้งนี้ ในบ้านเรา ต่างกับ ประเทศอื่นอยู่แล้ว คือมีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเช่น ปปช. คตส.  ดูมาตราสามรัฐธรรมนูญ ไม่ชัดเจนในวิธีคิด แต่เมื่อตั้งมาแล้วก็ต้องอธิบายมันให้ได้มากสุด องค์กรพวกนี้ต้องดูการใช้อำนาจ เมื่อไหร่ก็ตามที่ใช้อำนาจโดยตรงถือว่าพ้นด้วยศักดิ์กฎหมายปกครอง
     แต่เมื่อใดก็ตามใช้อำนาจ ปฏิบัติ องค์กรอิสระพวกนี้ถือเป็นฝ่ายปกครองด้วยและถูกตรวจสอบอำนาจได้ เช่นถ้าใช้ ตาม พรบ. ต้องถือว่าเขาเป็นฝ่ายปกครอง แต่ทางปฏิบัติ มีข้อเถียงกันได้มาก อาจารย์เห็นว่าเป็นอำนาจในทางบังคับกฎหมาย ถ้าใช้ไม่ถูกก็ต้องถูกตรวจสอบได้ที่ศาลปกครอง
     อำนาจที่พวกนี้ใช้ ก็แยกค่อนข้างยาก รัฐธรรมนูญปี 50 ก็พูดถึงการตรวจสอบพวกนี้ได้เหมือนกัน ก็ถือว่าอยู่ในทางกฎหมายปกครองเหมือนกัน
     องค์กรย่อยขององค์กรนิติบัญญัติและองค์กรตุลาการ องค์กรย่อยเหล่านี้คือตั้งขึ้นเพื่อ ดำรงองค์กรของรัฐ โดยปกติองค์กรพวกนี้เราไม่ถือว่าเป็นองค์กรฝ่ายปกครอง เพราะว่าใช้อำนาจทางนิติบัญญัติ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีการประท้วง แล้วประธานให้หยุดประท้วง ประธานเชิญออกนอกห้องประชุม คำถาม เราจะไปฟ้องศาลปกครองได้หรือไม่ ว่าคำสั่งของประธานสภาไม่ชอบด้วยกฎหมาย เราต้องตอบได้ก่อนว่า ประธานสภาเป็นฝ่ายปกครองหรือไม่
     ตอบว่า ประธานสภาไม่ได้ใช้อำนาจปกครอง การสั่ง การวินิจฉัยของเขา เป็นเด็ดขาด  การวินิจฉัยในการประชุมสภา วินิจฉัยผิด หรือ ตีความอย่างสองมาตรฐาน เป็นยุติเด็ดขาด ไม่สามารถตรวจสอบโดยกฎหมายได้ เป็นเรื่องทางการเมือง ปล่อยให้จบทางการเมือง ก็บอยคอต ก็เป็นเรื่องทางการเมือง  แต่ว่าถ้าประธานสภา สั่งเรื่องการบริหารงานบุคคล เช่นมีคนมาประท้วงในสภาแล้วประธานไปสั่งให้ประชาชนออกไป
     ทำนองเดียวกับ ประธานศาลฏีกา  หรือกรณีของผู้พิพากษา ถ้านั่งในการพิพากษา แต่กรณีที่ใช้อำนาจทางบุคคลไม่ต่างจากนายกไล่ ออกจากราชการ  ถ้าใช้อำนาจทางปกครอง ก็ต้องเคารพกฎหมายปกครอง เพราะคณะกต.ไม่ใช่ศาล
     โดยหลักตำแหน่งพวกนี้ไม่ใช่ฝ่ายปกครองนะครับ ก็ต้องเคารพกฎหมายปกครอง เราก็ได้เนื้อหาเรื่องฝ่ายปกครองเกือบครบแล้ว  ถ้าเป็นเอกชนก็ไม่ตกอยู่ภายใต้การดำเนินการตามกฎหมายมหาชน เว้นแต่ว่าเอกชนรายนั้นได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจปกครอง
     ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้เอกชนรายใดรายหนึ่งมีอำนาจในการใช้ ก็ถือว่าเป็นฝ่ายปกครองในทางเนื้อหาด้วย อันนี้อาจสกัดได้จากหน่วยงานทางปกครอง ในมาตรา 3  ราชการส่วนภูมิภาคท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ พวกหน่วยอิสระพวกนี้ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายทางปกครอง จริงๆ หน่วยงานตรงนี้ไม่จำกัดในภาครัฐ เอกชน บริษัทห้างร้านต่างๆ ตัวอย่างเช่นมหาวิทยาลัยเอกชน
     เฉพาะในส่วนนั้นใช้อำนาจทางปกครอง เพราะฉะนั้นถ้านักศึกษาเรียนจบแล้วมหาลับไม่ให้ ก็เป็นการใช้อำนาจทางปกครองโดยไม่ชอบ ถ้าจะบอกว่าเขาเป็นฝ่ายปกครองต้องมีข้อเท็จจริง ที่รับกันว่ากรณีนั้นเขาเป็นฝ่ายปกครอง  หรืออีกประเด็นคือสภาทนายความ ที่มีความเห็นส่วนใหญ่ เห็นว่าเป็นเอกชน แต่อย่างไรก็ไม่ต่างกัน เพราะเป็นหน่วยงานทางปกครอง เช่นกัน
     มีองค์กรบางองค์กรที่มีความไม่ชัดเจน อย่างน้อยมีอยู่สองหน่วย อันแรกคือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่หน่วยงานทางปกครอง ในรายละเอียดก็ไม่ได้พูดถึงเป็นทั่วไป แต่มคำสั่งสามเรื่อง  อีกอันหนึ่งก็คือ พวกองค์กรทางศาสนา ก็ไม่ถือเป็นหน่วยงานทางปกครอง
     ความจริงถ้าพูดกันในเชิงปกครองแท้ๆ ก็น่าจะเป็น เพียงแต่ว่าเป็นงานในทางปกครองศาสนจักรไม่ใช่อาณาจักร  ก็คือคณะสงห์ไปว่ากันเอง
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรปคำบรรยายกฎหมายปกครอง(ค่ำ) ครั้งที่ 1,2
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2010, 11:34:14 »
     อันนั้นคือเรื่องฝ่ายปกครอง หน่วยที่ดำเนินกิจกรรม ทีนี้อาจารย์มีข้อสังเกตว่าบรรดาหน่วยงานปกติแล้วเวลาที่ดำเนินกิจกรรมในทางกฎหมายมหาชน เช่นออกคำสั่งฝ่ายเดียว วางระเบียบทั่วไปในทางปฏิบัติ หรือหน่วยงานของรัฐก็เป็นการใช้อำนาจฝ่ายเดียว เวลาหน่วยงานเหล่านี้ กระทำการในทางมหาชน
     ในทางกฎหมายแพ่งก็เป็นสิทธิหน้าที่ ก็ว่ากันไป ถ้าเป็นกฎหมายอาญาประเด็นหลักก็คือดูว่ากระทำนั้นครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ในทางปกครองประเด็นอยู่ที่การใช้อำนาจของฝ่ายปกครอง สอดคล้องกับกฎหมายหรือไม่ มีเงื่อนไขการใช้อำนาจอย่างไร ถ้าเกิดฝ่ายปกครองเคารพ การกระทำเหล่านั้นก็อาจมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย เราก็เรียนกันต่อไป
     ประเด็นอันหนึ่งที่เราจะเรียนกันโดยละเอียดก็คือฝ่ายปกครองในกฎหมายเอกชน  อาจเป็นการดำเนินกิจกรรมในกฎหมายเอกชนก็ได้ เช่น เนฯจ้างเอกชนมาสร้างอาคาร หรือกรณีที่ เนฯเปิดโอกาสให้เช่าพื้นที่ทำอาหาร หรือกรณีที่กระทรวงบางกระทรวงไปเช่าสถานที่ทำการ อาจเกิดขึ้นได้สามลักษณะ อันที่หนึ่งกรณีฝ่ายปกครองทำนิติกรรมตามกฎหมายเอกชน   เช่น ฝ่ายปกครองเข้าทำกฎหมายทางแพ่งกับเอกชน เข้าทำสัญญาทางแพ่งแล้ว หรือ ฝ่ายปกครองเข้าทำสัญญาทางแพ่ง  การตั้งหน่วยธุรกิจเช่นตั้งบริษัทขึ้นโดยฝ่ายปกครองเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด เช่นธนาคารพาณิชย์ 
     องค์การโทรศัพท์ เป็นฝ่ายปกครองตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ แล้วต่อมามีการแปรรูปเป็นทีโอที ก็กลายเป็นเอกชนไม่มีอำนาจอะไรในทางปกครองต่อไป เวลาแปรรูปไปแล้วเขาให้ไปแข่งกับเอกชนรายอื่น แม้รัฐถือหุ้นแต่ก็ต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายเอกชนทั่วไป  แน่นอนว่ารัฐนั้นแทรกแซงได้
     ปัญหาต่อไปคือรัฐตั้งบริษัทพวกนี้มาแล้วอาจมีคนสงสัยว่าอย่างนั้นรัฐก็ไปเลือกตั้งเป็นบริษัทแล้วไม่ผูกพันได้หรือไม่ รูปแบบการแต่งตั้งอยู่ในนิติบุคคลเอกชน  บริษัทที่รัฐเป็นคนถือหุ้นอยู่ จะหนีไปจากกฎหมายมหาชนเลยไม่ได้เพราะหุ้นหรือความเป็นเจ้าของสุดท้ายก็เป็นรัฐ หรือไปสมัครงานในบริษัทเอกชน ไม่รับก็ไม่รับ จะไปบังคับเขาไม่ได้เพราะเขาเป็นเอกชน  เราจะต้องทำให้ประเด็นตรงนี้เป็นประเด็นทางกฎหมายปกครองแล้วค่อยไปฟ้อง อันนั้นก็คือเรื่องการดำเนินกิจการทางกฎหมายเอกชน
     หลักใหญ่ๆอยู่กับทางกฎหมายปกครอง  หลักการควบคุม เราเรียกหลักชอบด้วยกฎมหายของการกระทำทางปกครอง ที่เราจะเรียนต่อไปจะแตกแขนงจากตรงนี้ทั้งสิ้น  เขาไม่สามารถใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ  นิติรัฐกับอำเภอใจไปด้วยกันไม่ได้ ทีนี้จะต่างจากการกระทำของเอกชนทั่วๆไป
     การสู้คดีต้องคิดต่อว่ากฎหมายนั้นไม่ขัดต่อกฎหมายลายลักษณ์อักษรก็จริงแต่อาจจะขัดต่อหลักกฎหมายทั่วไปหรือไม่ การดูกฎหมายไปมากกว่าตัวบทกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญ
     อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าถ้าฝ่ายปกครองทำการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้วจะเป็นโมฆะ ไม่แน่ เรื่องกฎหมายปกครอง มีเหตุผลบางอย่างต่างไปจากกฎมหายแพ่ง เราต้องเรียกร้องว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย ถ้าขัดต่อกฎหมายผลจะเป็นอย่างไรเป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งอาจเกิดได้หลายอย่างเช่น การนั้นตกเป็นโมฆะหรือช้ได้จนกว่าจะถูกเพิกถอน แต่ถ้าไม่มีการเพิกถอนก็ใช้ได้อยู่อย่างนั้นแหละแม้จะไม่ชอบ หรือเป็นการบกพร่องในขั้นตอนที่เยียวยาได้  หรือความบกพร่องนั้นหรือความไม่ชอบนั้นเป็นความบกพร่องเล็กน้อยไม่เป็นสาระสำคัญ  กฎหมายไม่ใส่ใจเรื่องเล็กๆน้อยๆ

                                      จบการบรรยายวิชากฎหมายปกครอง ภาคค่ำ ครั้งที่ 2 ค่ะ..... ::)
บันทึกการเข้า

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
 

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.228 วินาที กับ 21 คำสั่ง