ไทยจัดจ์

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Facebook Page thaijudge

ข่าว:

ไทยจัดจ์ ปรึกษากฎหมายฟรี กระดาน ถาม ตอบ กระทู้ ปัญหา กฎหมาย ชุมชน กฎหมาย เนติบัณฑิต นิติศาสตร์ นิติกร ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ติว เตรียมสอบ เนติบัณฑิต ตั๋วทนาย อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ปรึกษากฎหมายฟรี สมัครสมาชิกจึงมองเห็นไฟล์แนบ วิธีสมัครสมาชิก ตั้งกระทู้ ค้นกฎหมาย ค้นฎีกา  

ผู้เขียน หัวข้อ: สรุปคำบรรยาย วิชากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ( ค่ำ ) ครั้งที่ 1,2,3,4,5,6,7,8  (อ่าน 44159 ครั้ง)

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
ครั้งที่ 1 . พฤ 27 พฤษภาคม 2553
     สวัสดีครับท่านนักศึกษาทุกท่านครับ ชั่วโมงนี้เป็นชั่วโมงแรกของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา โดยข้อสอบเนฯมีข้อสอบออกหนึ่งข้อเนื้อหาวิชาก็คล้ายกับภาคปกติมีอาจารย์รับผิดชอบสามท่านนะครับอาจารย์รับผิดชอบ ลิขสิทธิ์
     เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาจริงๆมีหัวข้อที่กว้าง ถ้าเราดูความหมายของทรัพย์สินทางปัญญา ไม่อยากให้นักศึกษาสับสนระหว่าง ทรัพย์สินทางปัญญา กับทรัพย์สิน ถ้าเราเปรียบเทียบ กับทรัพย์สินทั่วๆไป ที่มี สังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ ถ้าเราดูทรัพย์สินทางปัญญา เช่น หนังสือเล่มหนึ่งในตัวของมันเอง เป็นตัวสังหาริมทรัพย์ แต่ตัวหนังสือนั้นเป็นผลผลิตของทรัพย์สินทางปัญญา เช่นนาฬิกาก็เกิดจากสิทธิบัตรการประดิษฐ์ หรือรูปทรงนาฬิกาก็เป็นสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ เช่นเดียวกันเรื่องของหนังสือ หรือ นวนิยาย เราจับที่ตัวหนังสือคือผลผลิตของทรัพย์สินทางปัญญา เรียกว่าเป็นสำเนางาน เจ้าของลิขสิทธิ์ก็มีสิทธิเพียงผู้เดียวที่ทำซ้ำ หรือ มีสิทธิที่เจ้าของทรัพย์สินนั้นๆมี จุดเกาะเกี่ยวก็น่าจะเป็นเรื่องสังหาริมทรัพย์
     ถ้ามองในแง่สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ตรงนี้เหมือนกับ ทรัพยสิทธิหรือไม่ อาจจะมีบางส่วนเหมือนกัน แต่ว่าบางส่วนไม่เหมือนกัน ตัวทรัพย์สินยังแต่ต่าง สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาก็ย่อมแตกต่างกัน อะไรมีสิทธิมากกว่ากัน ระหว่าง สิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญา กับ ทรัพย์สิทธิ เราจะทราบว่าใครจะมีมากกว่ากัน เราต้องเข้าใจลักษณะความคล้ายกัน
     กรรมสิทธิ์ คือ ทรัพย์สิทธิที่เราคุ้นเคย ถามว่าถ้าเราเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ มีกรอบระยะเวลาสิ้นสุดไหมครับ ตอบว่า ไม่มี สมมุติเราเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ มันคงตลกนะครับ ถ้าเรามีอายุการคุ้มครองที่จำกัด อันนี้คงไม่เกิดขึ้น หรือเราเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เสื้อผ้า วันดีคืนดีมีคนมาดึงเสื้อผ้าเราไปคงตลกดี เมื่อเปรียบเทียบกับทรัพย์สินทางปัญญา ต่างกันแล้ว เพราะทรัพย์สินทางปัญญามีอายุการคุ้มครอง ลิขสิทธิ์ ตลอดชีวิตผู้สร้างสรรค์ และ ห้าสิบปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย คนที่จะไปพิมพ์หนังสือที่นาย ก แต่งก็ต้องมาขอ  แม้ดูเหมือนยาวแต่เทียบกับทรัพย์สิทธิ ที่คุ้มครองตลอดไป แล้ว ทรัพยสิทธิดูเหมือนจะดีกว่า
     ถ้าเป็นเครื่องหมายการค้า สิบปีนับแต่จดทะเบียน แต่เครื่องหมายการค้า ต่อได้ จะเห็นได้จาก โคคาโคล่า มีตั้งแต่อาจารย์เกิดก็ยังมีอยู่จนถึงวันนี้และคิดว่าคงจะมีต่อไป
     สิทธิบัตร ก็แยก อนุสิทธิบัตร  หกปี แต่ขอต่อได้ แต่ต่างจากเครื่องหมายการค้า ที่ขอต่อได้สองคราวคราวละสองปี การประดิษย์ ยี่สิบปีนับแต่วันขอคุ้มครอง การออกแบบก็สิบปี  อันนี้คือข้อแตกต่างประการแรกอายุการคุ้มครอง
     ข้อแตกต่างอันที่สองคือ ทรัพยสิทธิใช้ยันกับคนทั่วโลก แต่ทรัพย์สินทางปัญญาบางประเภทไม่สามารถใช้ยันกับบุคคลได้ทั่วโลก
     เหตุผลมีหลักการที่มีความต่างกัน เพราะว่าเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าเราศึกษาขอบเขตอำนาจในการผูกขาด ทรัพย์สินทางปัญญามันมากกว่า เช่นเราเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ใน วรรณกรรม ความเป็นเจ้าของเราสามารถพิมพ์กี่ล้านเล่มก็ได้ เปรียบเทียบกับการที่เราเป็นเจ้าของหนังสือ หนึ่งเล่ม ที่เราลงทุนสามร้อยบาท ไปถ่ายเอกสารแล้ววางขาย อย่างเจ้าของวรรณกรรมได้หรือไม่ ก็ตอบว่า ไม่ได้ เพราะว่าสิ่งที่เราไปซื้อมา เราซื้อกรรมสิทธิ์ในหนึ่งสำเนาตรงนั้น เราเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหนังสือ แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของในลิขสิทธิ์
     เราไม่ได้ซื้อความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาด้วย เราซื้อในแง่การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เท่านั้นเราต้องเข้าใจก่อนว่าตรงนี้เราซื้อไปได้สิทธิอะไรบ้าง เราต้องดูได้ว่าตัวไหนเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ตัวไหนเป็นสิทธิทรัพย์สิทธิ
ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 27, 2010, 20:55:51 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
     ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิทธิในอาณาเขตประเทศที่ผลิตงานนั้นมา ถ้าจะไปคุ้มครองในต่างประเทศต้องมีจุดเกาะเกี่ยว เช่น พรบลิขสิทธิ์มาตรา 15  อนุมาตราแรก ทำซ้ำดัดแปลง อนุสอง ฯลฯ เยอะแยะไปหมด ถ้าไปอนุญาตไม่สิ้นสุด กฎหมายแต่ละประเทศก็ต่างกัน เพราะว่าตัวสังหาริมทรัพย์คือผลผลิตของทรัพย์สินทางปัญญานั่นเอง
     ประการที่สาม ในส่วนของตัวทรัพย์สินทางปัญญานั้น ถ้าเราดู ตัวทรัพย์สิน สลายไปสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาหมดไปด้วยไหมทรัพย์ เช่น นาย ก แต่งหนังสือมา แล้วพิมพ์หนังสือสองพันเล่มเตรียมขาย ต่อมาซึนามิต่อด้วยไฟไหม้น้ำท่วม หนังสือสองพันเล่มเสียหายหมด ถามว่า นาย ก ยังเป็นเจ้าของ ทรัพย์สินทางปัญญาในหนังสือสองพันเล่มนั้นหรือไม่ ตอบ ความเป็นเจ้าของ ทรัพย์สินทางปัญญานั้นยังไม่หมดไป
     แต่ถ้า นาย ข.ซื้อหนังสือสองพันเล่มนั้น มา จาก นาย ก. แล้ว นาย ข. ก็เก็บในโกดังของนาย ข. ฟ้าพิโรธ ซึนามิมา ฟ้าฝ่า ไฟไหม้ ถามว่า นาย ก.ยังเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่ ตอบ ว่าเป็นอยู่ เทียบกับนาย ข. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หมดไปหรือไม่ครับ ตอบว่า หมด โทษใครไม่ได้ โทษเทวดาได้แต่ไปเรียกร้องอะไรไม่ได้
     ข้อดี ในตัวทรัพย์สินที่คุ้มครองไม่จำกัดเลย แต่ก็มีข้อเสียที่ว่า ขึ้นอยู่กับตัวทรัพย์สิน ถ้าตัวทรัพย์สินสลายไป การเป็นเจ้ากรรมสิทธิ์ก็จะหมดไปด้วย เทียบกับตัวเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ที่ ยังคงอยู่ตราบใดที่ อายุการคุ้มครองยังอยู่ ตราบใดที่ยังไม่มีการโอนการเป็นเจ้าของนั้นออกไป
     แม้ ตาม ปพพ.  1298  มีแนวคิดของนักกฎหมายสมัยก่อน มองว่า ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นทรัพยสิทธิอย่างหนึ่งแต่คงจะไม่ใช่ คงจะเหมือนกันอย่างเดียวคือ ก่อตั้งโดยกฎหมาย ไม่ได้เกิดขึ้นโดยเจตนาตกลงกัน อย่างบุคคลสิทธิ อันนี้ไม่ใช่ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ก่อนตั้งขึ้นเองเป็นเรื่องกฎหมายก่อตั้งขึ้นและใช้ได้ทั่วไป อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องเข้าใจในประการแรก
     ประการที่สี่ ในแง่บริบททางเศรษฐกิจ ถ้าเราติดตามข่าว สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญมากในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ในการเจรจาเอฟทีเอ นั้น มีการเจรจากัน โดยให้ความสำคัญในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญานี้ เป็นประการแรกๆจะเห็นว่าเร็วๆนี้ สหรัฐอเมริกามีการจัดกลุ่มประเทศต่าง ๆ บัญชีประเทศที่มีการน่าจับตามอง ปัจจุบันกลายเป็นเด็กดื้อแล้ว เพื่อให้เราต้องตื่นตัว ซึ่งโดยผลของการจัดให้เราเป็นประเทศที่จับตามอง ซึ่งกฎหมายการค้าของอเมริกาจะตอบโต้อย่างรวดเร็วเลย คือ ไม่ให้สินค้าของประเทศนั้น นำเข้า และไม่ส่งสินค้าของสหรัฐอเมริกาส่งออกมาประเทศนั้นๆ สังเกตดูจะมีการจับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เป็นช่วงๆ ปัจจุบันเราก็ต้องพยายามที่จะปรับปรุง
ทำไมสหรัฐอเมริกาหรือ องค์กรการค้าโลก ต้องมาให้ความสำคัญ เหตุผลคือ สิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญา มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ มากกว่าทรัพยสิทธิ ดูไทย ขายข้าวเป็นตันๆ มูลค่าก็ไม่เท่า ไมโครชิป จาก เกาหลี อันเล็กนิดเดียว หรือ แนวคิดผลิตยา มีมูลค่า มากกว่า ข้าวเป็นตันๆ
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
     สมมุติถ้าเราเป็นเจ้าของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ยา ก็อาจจะไม่จดในประเทศที่มีค่าแรงสูง มาจดใน ไทย เวียดนาม จีน ที่ค่าแรงถูกกว่ามาก แล้วอนุญาตให้ใช้สิทธิ กินหลายเด้ง เช่นในการผลิตรถยนต์ หรือชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ รองเท้าไนกี้ ทำไมมาไทย หรือ เขมร ทำไมผลิตต่างประเทศเพราะว่าเค้าประหยัดทางค่าแรง มาก จะสังเกตเห็นว่าถ้าเราเป็นเจ้าของสังหาริมทรัพย์ เพราะมูลค่าต่างกันเยอะ ประเทศพัฒนาแล้วจึงหวงแหนและปกป้องทรัพย์สินทางปัญญามาก
     กฎหมายแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน พูดง่ายๆเวลาเราดูทั่วๆไป ประเทศไทยคนไทยเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาเยอะไหมครับเมื่อเทียบกับต่างชาติ ตอบว่า น้อยมากนะครับ ต่างชาติมองในแง่ไหนครับ ต่างชาติพยายามขอแก้กฎหมาย ให้การคิดค่าเสียหาย  ในเรื่องการเรียกร้องกำไร ที่ได้มาจากการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
     จริงๆแล้ว เราคำนวณค่าสินไหมทดแทน จากเรื่องละเมิด เราต้องคิดจากค่าเสียหายที่แท้จริง เราก็คิดระบบนี้ แต่ต่างชาติบอกไม่ได้ หลักของ สหรัฐอเมริกาคำนวณจากกำไรของผู้ทำละเมิดซึ่งตรงนี้ อาจารย์ก็พยายามคัดค้านอยู่
     ทรัพย์สินทางปัญญามีมากมายและนับวันจะมีหลากหลาย แต่เพื่อประโยชน์การศึกษาเราจะศึกษากัน เพียงสามเรื่องคือ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ ออกข้อสอบเพียงสามตัว ปีที่แล้วข้อสอบอาจารย์ได้รับเลือกคือ ลิขสิทธิ์ กับ เครื่องหมายการค้า ชั่วโมงต่อไปจะพูดว่า ทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภทต่างกันอย่างไร......จบการบรรยายวิชากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ภาคค่ำครั้งที่1.ค่ะ...... :P
 :P
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
ครั้งที่ 2 . พฤ 3 มิถุนายน 2553
     เรื่องของความแตกต่างระหว่างทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่างๆ แล้วก็ได้พูดเรื่องความแตกต่างทรัพย์สินทางปัญญาและทรัพยสิทธิ ถามเพื่อทบทวนว่า ถ้ามีคนซื้อภาพเขียนหนึ่งภาพ จ่ายเงินไปสามร้อยบาท แล้วไปพิมพ์บัตรอวยพรปีใหม่จำหน่ายทำได้ไหมครับ
     ทำไม่ได้เพราะอะไรครับ เพราะเวลาซื้อภาพ นั้นได้รับสิ่งที่ได้รับไปคือกรรมสิทธิซึ่งคือทรัพยสิทธิอย่างหนึ่ง แต่ว่าการที่ นาย ก เอาภาพนั้นไปพิมพ์เป็น สคส เท่ากับว่านาย ก ไปดัดแปลงแล้วทำซ้ำ สิทธิตรงนี้เป็นสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ ถ้าจะเอาไปพิมพ์ สคส ต้องขออนุญาตเพราะเป็นสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์เพียงผู้เดียว
     4076/2533
     การที่นำภาพเขียนไปพิมพ์บัตรอวยพรถือว่าจำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ในภาพเขียน เพิ่มเติมอีกตัวอย่าง นาย ก ก็ไปเอาโน้สเพลงจากนาย ข มา แล้วก็ครอบครอง เปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของแล้วก็เอาไปใช้ ไปเผยแพร่ เอาไปทำดนตรี นำออกแสดงซึ่งช่วงที่นาย ก เอาโน้สเพลงไปนั้น ครองครองเป็นเวลาห้าปี นาย ก ต่อสู้ว่า อ้าง มาตรา 1382 ครอบครองปรปักษ์ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ นาย ก มีสิทธิไหมครับ เราต้องวินิจฉัยว่ากรณีลิขสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ได้หรือไม่ครับ  เราจะเห็นว่าสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน แต่ว่าสองอันนี้ความแตกต่างกัน เมื่อครอบครองติดต่อกัน
     ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ซึ่งทรัพยสิทธิ เงื่อนไขการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิเรื่องนี้มีคำพิพากษาฏีกาแล้วนะครับ ไม่สามารถอ้างเรื่องของการครอบครองปรปักษ์ได้ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า มีความแตกต่าง คราวนี้ลิขสิทธิ์เองก็คือทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง  เรื่องของลิขสิทธิ์ไม่มีคำจัดความชัดเจน  หมายความว่า สิทธิแต่ผู้เดียว เป็นการผูกขาด ของเจ้าของสิทธิเพราะใช้คำว่าสิทธิแต่ผู้เดียวเป็นสิทธิของใครครับ ผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของสิขสิทธิ
     ก็ดูมาตรา 2 ในนิยามผู้สร้างสรรค์  คำถามคือผู้สร้างสรรค์คือเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่ อาจจะเป็นก็ได้ ในบางครั้ง ก็มีคนจ้าง เช่นภาพเหมือนคุณหญิงคุณนาย เหมือนเดี้ยนเลย แต่เหมือนกว่า อันนี้เป็นที่โปรดปรานมาก ถ้าตามกฎหมาย จิตรกรก็ได้ค่าจ้าง ก็เป็นจ้างทำของ ผู้ที่รับจ้างไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่ผู้วาดก็เป็นผู้สร้างสรรค์
     แต่บางครั้งความเป็นเจ้าของสิชสิทธิ์หายไป แต่การเป็นผู้สร้างสรรค์ไม่ได้หายไปด้วย ในฏีกาที่ยกตัวอย่างเมื่อสักครู่ บางครั้งมีการพิสูจน์ว่า
     ไปซื้อภาพแล้วไปทำเป็น สคสขาย คนที่เป็นเจ้าของสิขสิทธิก็ฟ้อง คนที่ซื้อไปก็บอกว่าไม่ ที่ผมจ่ายสามร้อยผมซื้อลิขสิทธิ์ ก็ต้องมีการพิสูจน์ว่าเป็นการซื้อกรรมสิทธิ์หรือซื้อลิขสิทธิ์ โดยสรุปผู้สร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่ถ้าเราดูนิยามของเจ้าของลิขสิทธิ์ ต้องมีเรื่องสิทธิแต่ผู้เดียว จะต้องเป็นสิทธิที่ทำการอย่างหนึ่งอย่างใด และต้องมีการสร้างสรรค์และมีบุคคลอีกคนหนึ่งคือผู้สร้างสรรค์ จริงๆแล้วจึงเกี่ยวกับคนสองคน
     ดูในมาตรา 15 ของพรบ ลิขสิทธิ์ปี 37 เป็นสิทธิแต่ผู้เดียวนี้ เป็นเจ้าของที่จะทำการใดๆตามพรบนี้ เกี่ยวกับงานที่เจ้าของ ก็ต้องไปดูมาตรา 15 ตั้งแต่ อนุหนึ่งถึงห้า
     ในส่วนของคำจำกัดความเห็นว่ามันแตกออกไป อยู่ในมาตรา 15 สิทธินี้โอนได้ แต่สิทธิของผู้สร้างสรรค์นั้นติด แม้แยกกับตัวลิขสิทธิ์เพราะว่า สมมุติว่าเป็นจิตรกรแล้วก็ไม่มีใครจ้าง พอวาดเสร็จแล้ว โอนลิขสิทธิ์ให้อากู๋ ยังเป็นผู้สร้างสรรค์แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 15, 2010, 11:16:39 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
     ธรรมสิทธิ หรือสิทธิทางศิลธรรม ทำไมเรียกว่าธรรมสิทธิเพราะถ้าเราคิดแบบเชิงธุรกจิ ในแง่ทรัพยสิน เราเป็นเจ้าของนาริกา ทิ้งเธอนน่า เพื่อไปซื้อกระเป๋าหลุยส์ติ่งต๊อง เราก็ไม่มีสิทธิใดๆในนาฬิกาแล้ว ต่างจากเรื่องลิขสิทธิ์พอเราโอนไปแล้ว เราไม่มีสิทธิแต่มีสิทธิแบบผู้สร้างสรรค์แต่ความจริงไม่น่าจะมี ซึ่งจริงๆแล้วมันหมดไปแล้วหล่ะ สิทธิอย่างเช่นว่าเช่นแต่งเพลงแล้วเป็นดนตรีกรรมก็เป็นลิขสิทธิ์อย่างหนึ่ง
     คนสร้างสรรค์คือผม ถ้าเราดูในมาตราสิบแปดเป็นเรื่องที่กฎหมายยอมรับในเรื่องธรรมสิทธิไม่ว่าการโอนลิขสิทธิ์ไปสิทธิของผู้สร้างสรรค์ยังอยู่ สิทธิที่จะแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว  พอขายให้ไป กฎหมายยังคุ้มครองให้ระบุชื่ออยู่ และสามารถฟ้องร้องตามสิทธิตลอดอายุการคุ้มครองสิทธิ ถ้าถึงแก่ความตายแล้วทายาทยังฟ้องได้
     สมมุตินาย ก แต่งนิยาย แบบบริสุทธิ์ใสซื่อ นิทานของเด็ก เป็นภาพขาวใสสะอาด ต่อมานาย ข มาซื้อลิขสิทธิ์จาก นาย ก นาย ขซื้อไปปรับปรุง หวือหวา หยาบโลน ลามก เป็นไงครับคนอ่าน เข้าใจว่า นาย ก แต่งอย่างตรงนี้ก็เป็นเรื่องธรรมสิทธิ
     ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ประเทศ สหรัฐอเมริกาไม่ค่อยสนใจแต่ประเทศในระบบประมวลกฎหมายยึดตัวนี้มาก ก็คือ ธรรมสิทธิตรงนี้ กฎหมายไทยเรามีทั้งจากระบบคอมม่อนลอว์แบบเดียวกับประเทศในประมวลกฎหมายยังไม่เคยออก ไม่มีแนวฏีกา แต่บางทีก็เป็นหลักข้อสอบเนฯออกหลักกฎหมายก็ได้
     การพูดเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาต้องไปดูเรื่องหลักต่างๆก่อน ว่าเป็นงานลิขสิทธิ์หรือไม่ บางครั้งไปเจอลักษณะแปลกๆ ไปออกข้อสอบเอาเรื่องของ กฎหมายสามฉบับ มาออกปนกันเลย
     นาย ก ก็ไปฟ้องนาย ข นาย ก ก็ถามว่าฟ้องได้หรือไม่ นาย แต่ก็ไม่ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรไว้ ใส่ยี่ห้อของนาย ข นาย ก ฟ้องสิทธิบัตรได้ไหม ไม่ได้ นาย ก ไปฟ้องว่าละเมิดลิขสิทธิ์ได้หรือไม่ ก็ดูว่า รับรองหรือไม่ อยู่ในมาตรา 4 กับมาตรา 6
     งานที่กฎหมายคุ้มครองต้องเป็นงานอันมีลิขิสิทธิตามมาตรา 6 งานแพร่เสียงแพร่ภาพหรืองานอื่นใดในวรรณคดี ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด ซึ่งคำตอบอยู่ในมาตรา 4
     ซึ่งเราต้องมาดูแล้วทำความเข้าใจว่าไม่ใช่เป็นศิลปกรรม นะ ถ้าไปจับอยู่ในงานอื่นใดในแผนกวิทยาศาสตร์ เรื่องนี้ไปฟ้องไม่ได้เลย ละเมิดเครื่องหมายการค้าก็ไม่ได้ เพราะว่าผงหมึกนั้นไม่ใช่งานอันมีลิขสิทธิ์ เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจก่อน ว่าแต่ละชนิดหมายความว่าอย่างไร
     ขอเริ่มที่เรื่อวรรณกรรมที่เป็นพื้นฐาน เดิมทีคือหนังสือคือสิ่งที่เขียนขึ้นมา คือ นิพนจ์ หรือ ปราฏกฐา  ไม่ว่ากล่าวออกไปหรือเป็นงานเขียนก็ถือเป็นงานวรรณกรรม และก็ไปรวมเรื่องคอมพิวเตอร์ด้วย ช่วงเราใช้ ปี 2521 ของเราไม่ได้เน้นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
     ใช้เวลาปีสองปีในการสร้าง พอลงแผ่น ไม่กี่นาที ก็ ก็อปได้แล้ว ซึ่งตรงนี้มันตรงกันข้ามคือสร้างสรรค์ยาก แต่ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามันง่ายมาก การละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญามันง่ายมาก ก็มีคนเข้ามาก็อป พอไปก็อปเสร็จแล้วก็ไม่รู้จะคุ้มครองอย่างไร
     ในเชิงสากลดูแง่มุมจากประเทศสหรัฐอเมริกามองว่าคุ้มครองในช่องทางนี้จะดีที่สุด เพราะถ้าไปคุ้มครองในเรื่องสิทธิบัตรจะมีหลายเวอร์ชั่นไม่ได้ เพราะต้องมีเงื่อนไขของความใหม่ ถ้าไปดูความหมายของคำว่าวรรณกรรมหมายถึง งานนิพจน์ทุกชนิดและให้หมายรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย อันนี้ก็ไม่ค่อยเข้าเท่าไหร่แต่ต้องยอมรับว่าในทางสากล ที่ยังไม่ร่วมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยก็เข้าไปในฐานะที่เป็นวรรณกรรมยังมีประเด็นที่ยังถกเถียงกันถ้าเราดูในแง่จุลสารสิ่งเขียนสิ่งพิมพ์แต่บางตัวไม่มีการบันทึก ไม่มีไม่จำเป็นก็เทศน์ไปเรื่อย สุนทรพจน์ก็กล่าวสุดได้ จะได้รับการคุ้มครองในฐานะงานลิขสิทธิ์หรือไม่
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
      แต่ว่าเรื่องของสุนทรพจน์จะได้รับการคุ้มครองในลักษณะลิขสิทธิ์หรือไม่ จะต้องมีการบันทึกงานไว้ ประเทศไทยไม่มี แต่ว่ายังไม่มีฏีกาว่าตรงนี้จะได้รับการคุ้มครองหรือไม่ แต่ในแง่วิชาการค่อนข้างเห็นตรงกันว่า ไม่จำเป็นต้องมีการบันทึกงาน เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องมีการบันทึกงาน เขาสามารถที่จะฟ้องร้องได้ แม้ไม่มีแนวฏีกาแต่ว่าเคยมีข้อสอบผู้ช่วยให้ธงคำตอบว่า การบรรยายที่ไม่ปรากฏว่าผู้บรรยายได้ทำเอกสารประกอบมาก่อน ผู้บรรยายก็เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์นั้น
     อันนี้ก็ในทางวิชาการที่มีการเขียนออกมา ก็เห็นค่อนข้างตรงกันว่า ในเมื่อกฎหมายไทยไม่ได้กำหนดไว้ ก็อย่าไปตั้งเงื่อนไขในทางปฏิเสธส่วนนี้ คราวนี้ถ้าเรามาดูในส่วนของงานลิขสิทธิ์อีกประเภท คือ ศิลปกรรมที่เราเห็นบ่อยๆ ก็เช่นพวกจิตรกรรม งานสร้างสรรค์รูปทรง แสงสีต่างๆ ถ้าเป็นประติมากรรมก็คืองานปั้น แล้วมีภาพพิมพ์ประกอบแผนที่ก็คืองานออกแบบอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง ปัญหาสมมุติว่าวาดรูปห่วยแตกเลย แต่อาจารย์ก็วาดของอาจารย์ ตรงนี้ก็มีลิขสิทธิ์นะครับ นักศิลปินเอก หรืออาจารย์สอนด้านศิลปะมาดูบอก แย่มาก ไม่มีคุณค่าทางศิลปะเลย ตรงนี้ก็มีแนวคำพิพากษา
     สมัยยุคปี 20 ตัวสนู๊ปปี้ พันธ์บีเกิล ก็ทำใช้การ์ตูนคาแรกเตอร์ พอมาถึงไทย ก็ก็อปเลยฟ้องร้องก็ต่อสู้พอไปถึงศาลฏีกาบอกว่า เป็นเพียงรูปสุนัขธรรมดาไม่ได้รับการคุ้มครองประเด็นแรก
     คดีที่สองซูเปอร์แมน ก็เป็นการตูนคาแรกเตอร์พอมาเมืองไทยก็มาฟ้องศาลวินิจฉัยว่าก็เป็นรูปผู้ชายนุ่งกางเกงขาสั้น ไม่มีคุณค่าทางศิลปะก็ทำให้สร้างความตื่นเต้น
     จะว่าศาลก็ไม่ได้นะครับ เพราะ พรบของเราก็ยังไม่ชัดเจน ความเข้าใจของกฎหมายก็ยังไม่ชัดเจน ในที่สุดก็มีการปรับปรุงกฎหมายใหม่ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็ไม่เกิดขึ้นแล้ว คือเราจะเอาจะพิจารณาไม่ควรนำคุณค่าทางศิลปะมาพิจารณา ไม่ได้เพราะว่าแต่ละคนมองคุณค่าทางศิลปะต่างกัน อย่างรูปดอกทานตะวันของแวนโก๊ะ เป็นล้านเหรียญจะจ่ายหรือไม่
     หรือแม้แต่คน คนที่ชนะการประกวด กับคนที่รอง ก็มีการเถียงกันเพราะเป็นเรื่องรสนิยม ศาลแต่ละคนก็รสนิยมไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นในสากลไม่ได้มองว่าจะเอาคุณค่ามาวัด ซึ่งปัจจุบันถ้าเราดูในพรบลิขสิทธิ์ ชัดเจนแล้วครับ ไม่ว่างานตามอนุหนึ่งถึงเจ็ดจะมีคุณค่าทางศิลปะหรือไม่
     อย่างไรก็ตามงานใดที่ออกมาเยอะๆ ไม่มีเรื่องของศิลปะเลย เช่นโคมไฟถนน ก็ไม่ใช่เรื่องศิลปะประยุกต์เป็นงานแบบศิลปะอื่นๆ แหละครับแต่นำมาใช้สอยด้วย อันนี้ก็อยู่ในอนุมาตราเจ็ด
     ยกตัวอย่างเช่นลวดลายดอกไม่เก้าอี้ฐานโคมไฟ อันนี้ออกสอบมาแล้วครับ แต่ว่าได้รับการคุ้มครองหรือไม่ ก็มีคนไปละเมิดลิขสิทธิ์ต่างๆ ในส่วนของลักษณะของลิขสิทธิ์

                              จบการบรรยายวิชา กฎหมายกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ภาคค่ำครั้งที่2 ค่ะ...... ::)
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
ครั้งที่ 3 . พฤ 10 มิถุนายน 2553
     สวัสดีนะครับ คราวที่แล้วพูดถึงงานลิขสิทธิตรงนี้ก็เป็นงานที่ว่าไม่ใช่ว่าเจออะไรก็เป็นงานอันมีลิจสิทธิหมด ดูตามมมาตรา 4 กับ มาตรา 6 จะบอกว่าอะไรคืองานอันมีลิขสิทธิ์ ครั้งที่แล้วเราพูดถึงศิลปกรรมไปแล้ว ถ้าดูตามกฎหมายเก่าเขียนไม่ชัด ได้พูดฏีกาซูเปอร์แมน 368/2512 ซึ่งปัจจุบันใช้ไม่ได้แล้ว เพราะในส่วน พรบ. คำจำกัดความในเรื่องศิลปกรรมได้เขียนในวรรคสุดท้าย ว่าไม่ว่าจะมีคุณค่าทางศิลปะหรือไม่ เช่นเดียวกับ 4026/2524 ในเรื่องกาตูนสนูปปี้ ปัจจุบันนี้เรื่องงานศิลปะไม่จำเป็นเรื่องศิลปกรรม เรื่องจิตรกรรมในส่วนที่เราวาดรูป หรือประติมากรรมในรูปปั้น ก็ไม่ค่อยมีปัญหา ที่มีปัญหาคือ งานศิลปะประยุกต์ เช่น ประติมากรรมก็ย่อส่วนแล้วเติมโคมไฟ ซึ่งต่างจากสิ่งที่เราผลิตใช้ประโยชน์สถานเดียวเช่น เสาไฟตามท้องถนนคงไม่ใช่ศิลปะประยุกต์
     6379/2537  งานออกแลลปากกาลูกลื่น ตรงนี้เป็นงานสร้างสรรค์ เป็นงานศิลปกรรมก็เป็นงานออกแบบแท่งปากกา ตรงนี้ก็มีนักวิชาการแย้งมาเหมือนกัน ซึ่งศาลฏีกาก็บอกว่าตรงนี้เป็นจิตรกรรมจับต้องได้ ซึ่งตรงนี้นักวิชาการบอกว่ามันไม่น่า จริงๆแล้วมันน่าจะได้รับการคุ้มครองจากสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภันณ์ เอาตัวแบบพิมพ์ไปผลิตปากกา
     เพื่อใช้ประโยชน์ในทางการค้า จึงใช้ทางออกในช่องทางของเรื่องศิลปะประยุกต์ โดยอ้างว่าตัวแบบพิมพ์นี้เป็นงานคุ้มครองศิลปะประยุกต์ ที่พูดเร็วฏีกานี้เพราะออกสอบไปแล้ว ในส่วตรงนี้มีฏีกาใหม่ 5202/2552 เป็นฏีกาที่น่าสนใจ ตามนิยามศัพท์ มาตรา 4 วัตถุประสงค์ของการให้คุ้มครอง   ก็คือเอาภาพที่เป็นงานศิลปกรรมแทรกไว้ในบรรจุภัณฑ์ อาจออกกับเครื่องหมายการค้า คราวนี้อยากไปในเรื่องดนตรีกรรม จุดที่เราจำเป็นต้องทราบ และมีฏีกาที่ไปออกสอบ แต่อยากให้ได้เข้าใจ คือดนตรีกรรมถ้าเรา พูดง่ายๆว่าเอาเนื้อร้องไปอย่างเดียวไม่ใช่ดนตรีกรรม อันนี้ไม่ได้รับการคุ้มครองในฐานะดนตรีกรรมต้องมี ทำนอง และ คำร้อง หรือ ทำนองอย่างเดียว และให้หมายความรวมถึงโน้ตเพลง คือใครเอาคำร้องไปแล้วบอกละเมิดดนตรีกรรมได้หรือไม่ ต้องเข้าใจ แผนภูมิเพลงก็เช่นกัน ก็ยังมีสิทธิ เพราะสามารถ อ้างเรื่องการครอบครองปรปักษ์  แต่เรื่องลิขสิทธิ์มีคำพิพากษาชัดเจน อ้างครอบครองปรปักษ์ไม่ได้  ในเรื่องดนตรีกรรมข้อสอบที่ได้รับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 15, 2010, 11:16:53 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
เลือก เพลงชื่อปวดใจและเย็นทน มีการโฆษณาเอ็มพีสาม ลงโฆษณาชื่อเพลงปวดใจ ถามว่าละเมิดหรือไม่ครับ คือเวลาลงโฆษณาขายเครื่องเล่นเอ็มพีสามก็ไปฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ ตรงนี้ที่ปรากฏคือชื่อเพลง แต่ไม่ได้เอาทำนองเพลงหรือโน้สเพลง ลำพังชื่อเพลงไม่ใช่ดนตรีกรรม  การที่นายขาวเอาแต่ชื่อเพลงซึ่งไม่ใช่ดนตรีกรรม 
     ก็ออกสอบไปแล้ว เป็นคำอธิบายเพื่อให้เข้าใจ นาตรกรรมคือเรื่องการแสดงประกอบ ต้องประกอบขึ้นเป็นเรื่องราว เช่นการเต้นโขนในรามเกียร หรือสิ่งบันทึกเสียงดูตามตัวบทเลย ไม่ว่าเสียงดนตรีเสียงการแสดง ตรงนี้ไม่ได้รวมถึงเสียงประกอบภาพยนตร์ หรือเสียงประกอบบางส่วนอยู่ในความคุ้มครอง ซึ่งต้องดูต่อไป เรื่องโสต ลำดับภาพเสียงประกอบนั้น ถ้าเป็นเรื่องของสิ่งบันทึกเสียงระบบเทป ภาพยนตร์ ก็รวมถึงเสียงประกอบภาพยนตร์นั้นด้วย จริงๆก็คือโสต และลำดับของภาพ เป็นเรื่องเป็นราว ก็เป็นเรื่องที่สังเกตว่า มันจะต่างจากดนตรีกรรม หรือศิลปกรรม คือสิ่งที่ผู้สร้างสรรค์ขึ้น ง่ายๆ อย่างเช่นดนตรีกรรม สร้างเนื้องานมาสิ่งบันทึกเสียงก็คือเอางานดนตรีกรรมมาอัดแผ่น แล้วอันนี้คือ เอางานที่มีการสร้างสรรค์ไปใส่ในสื่อ ทำให้งานที่สร้างสรรค์ออกสู่สายตาประชาชนไม่เหมือนดนตรีกรรมหรือศิลปกรรม ในบางประเทศ จัดอยู่ในเรื่องสิทธิข้างเคียงคือสิทธินักแสดง ของไทยต้องจำไว้เลย ว่าคืองานลิขสิทธิ์ไม่ว่าจะแตกต่างจากงานประเภทอื่นๆหรือไม่ ถ้าไม่เชื่อลองดูในมาตรา 6 อีกตัวซึ่งไม่เหมือนชาวบ้านก็คือแพร่เสียงแพร่ภาพ คือสิ่งที่แพร่ออกไป เช่นดนตรีกรรม แล้วก็สิ่งบันทึกเสียง สิ่งที่เอาเสียงเข้าไปแล้วบันทึกเป็นเพลงเป็นงานลิขสิทธิ์ แต่เรื่องแพร่เสียงแพร่ภาพอาจมีการแพร่เสียงแพร่ภาพเหตุการณ์ก็ได้ เช่นการเตะฟุตบอลลีลาในการแข่งขันมีลิขสิทธิ์หรือไม่ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือแม้กระทั่งการประกวด มิสทิฟฟานี่ไม่เป็นลิขสิทธิ์แต่แพร่เสียงแพร่ภาพหรือถ่ายทอดนั้น การแพร่เสียงหรือภาพทางวิทยุโทรทัศน์เช่นบริษัท ก ขอถ่ายทอดเทนนิสในต่างประเทศ เป็นเจ้าของ งานแพร่เสียงแพร่ภาพ คนที่แพร่เสียงแพร่ภาพ ออกไป คนที่ไปแพร่เสียงแพร่ภาพเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่ว่าในตัวคนที่จัดไม่ใช่คนแพร่เสียงแพร่ภาพ เพราะการจัดงานแข่งกีฬาไม่ใช่งานอันมีลิขสิทธิ์ซึ่งตรงนี้มันแตกต่างเพราะว่าเราเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ดนตรีกรรม ถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬา การประกวดนางสาวไทยเป็นต้น แต่ว่าคนจัดไม่ใช่เจ้าของ ตกลงกันอย่างไรก็ได้ มีอีกจุดหนึ่งซึ่งมีข้อสังเกต งาน
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
บางอย่างไม่เข้างานอะไรเลย เช่น ผีเสื้ออยู่บนผิวหนัง ที่เรียกว่าสัก ถามว่ารอยสักบนร่างกายมนุษย์เป็นงานอะไร เป็นศิลปกรรมหรือไม่ จัดว่าเป็นศิลปกรรมหรือไม่ คือถ้าดูทั่วๆไปอาจจะเข้าใจว่าพวกนี้คือศิลปกรรมหรือแม้กระทั่งเพ้นท์เล็บ บนร่างกายบนนิ้วซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์ คิดอะไรไม่ออกก็ดูมาตรา 4
     ศิลปกรรมประเภทงานจิตรกรรม รูปทรงที่ประกอบด้วยเส้นแสงสีลงบนวัสดุ เดียวกันหรือหลายอย่าง สิ่งมีชีวิตไม่ใช่วัสดุแล้วที่ติดอยู่บนผิวก็ไม่ใช่วัสดุมันไม่เข้า คำจัดความก็ไปจัดว่า ก็น่าจะเข้างานอื่นใดในแผนกศิลปะ แต่ว่าถ้าสมมุติว่าไปเพ้นท์ในร่างกาย ก็ไม่น่าจะเข้า ก็ไปอยู่ในงานอื่นใด
     ก่อนที่จะไปในเรื่องสิทธิข้างเคียง ขออนุญาตพูดเรื่อง ลักษณะสาระสำคัญเรื่องลิขสิทธิ์เรื่องหลักทั่วไป เป็นสิทธิแต่ผู้เดียวคือสิทธิผูกขาด ประการที่สองเป็นสิทธิในหลักที่ถือเอาได้โดยสภาพ ประการที่สามมีจำกัดเวลา ก็เหมือนกับทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ อย่างน้อยผลกระทบในการขาด มันมากกว่า ตัวทรัพย์สินทั่วไปๆ ลิขสิทธิในสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มากกว่าเช่นลิขสิทธิในวรรณกรรมกับกรรรมสิทธิในหนังสือเล่มหนึ่ง สำนำงานของงานที่เป็นวรรรณกรรม มูลค่าทางเศรษฐกิจมันมหาศาล เช่นเดียวกับงานทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นๆ เพราะฉะนั้นเลยกำหนดว่าเพื่อให้สร้างความสมดุลระหว่างสิทธิเจ้าของลิขสิทธิ์กับสังคม งานจึงมีกำหนดงานคุ้มครอง จะอยู่ในส่วนที่สี่ อายุในการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ในมาตรา 19 บอกว่าลิขสิทธิ์ตาม พรบนี้ให้มีอยู่ตลอดอายุผู้สร้างสรรค์และต่อไปอีกห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ตาย ถ้ามีหลายคนก็ให้ดูที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายตาย แต่ถ้าบางครั้ง กฎหมายไทยอนุญาตให้นิติบุคคลเป็นผู้สร้างสรรค์ จะทำอย่างไร กฎหมายเลยบอกว่าผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ก็ให้นับห้าสิบปีนับแต่ได้สร้างสรรค์ขึ้น สมมุติห้าสิบปีเวลาผ่านไปสี่สิบปี ปรากฏว่ามีการโฆษณางานในระยะเวลาดังกล่าวให้ลิขสิทธิ์มีอายุไปอีกห้าสิบปี นับแต่ได้มีการโฆษณางาน ถามว่าไม่ว่ากรณีของลิขสิทธิ์ที่สร้างสรรค์โดยคนธรรมดา ถ้าหมดแล้วไปไหน สมมุติว่ามีเพลง ยกตัวอย่างเคสของครูเอื้อ ช่วงที่ท่านถึงแก่กรรมลิขสิทธิ์ ยังอยู่ทายาทก็มีสิทธิใช้ประโยชน์ ใครจะมาใช้เอาเทปไปเผยแพร่ พอท่านสิ้นไปตรงนี้ ตกเป็นของสาธารณะใช้ประโยชน์ได้ แต่ต้องอย่าลืมนะครับว่าบางครั้ง เป็นเรื่องที่มีลิขสิทธิ์กลายเป็นลิขสิทธิ์ชิ้นใหม่ เช่น กฎหมายไม่มีลิขสิทธิ์ คำพิพากษาไม่มีลิขสิทธิ์ เวลา
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
เอากฎหมายพิมพ์เผยแพร่ไม่ต้องขออนุญาต เช่นกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ต้องขออนุญาตกระทรวงพาณิชย์ สมมุติว่ามีการเอากฎหมายไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ ถือว่ามีการสร้างสรรค์งาน ยกเว้นกระทรวงหน่วยงานของรัฐเป็นผู้แปล บางครั้งเมื่อมีคนนำมาสร้างสรรค์ดัดแปลง ตรงนี้เป็นสิ่งที่มีลิขสิทธิ์ ตรงนี้ตัวอายุของการคุ้มครอง ส่วนตัวของอาจารย์ไม่ออก แต่ไม่แน่ว่าท่านผู้อื่นจะออกหรือไม่ ก็ดูเพื่อความเข้าใจนะครับ
     ตัวสิ่งที่อาจจะสับสนระหว่างเรื่องของลิขสิทธิ์กับสิทธิข้างเคียง ต่างกันอย่างไร ในทรัพย์สินทางปัญญา เป็นเชิงพาณิชย์ เพราะชื่อก็บอกแล้วเครื่องหมายการค้า
     โดยตัวของมันเองเพื่อการค้า ทำไมจึงบอกว่าลิขสิทธิ์และสิทธิข้างเคียงคืออะไร  เช่นสิทธินักแสดง เช่นมีคนแต่งเพลงแล้ว ก็ทำเป็นเพลงคนที่แต่งโดยไม่มีคนจ้างก็เป็นเจ้าของ เพลงแต่งเฉยๆก็ไม่ดัง เพลงจะดังได้ ก็ต้องมีนักร้อง ส่วนใหญ่เราเห็นที่มีทั้งดนดรีและเนื้อเพลง ดีๆ
     เมื่อก่อนก็ต้องเป็นป้าเบริ์ด แต่ปัจจุบันมีมากมายแล้ว ในตัวกฎหมายนี้ คำว่านักร้องไม่มี แต่ในกฎหมายใช้คำว่านักแสดง พอเอาเพลงไปให้นักร้องๆขึ้นมาแล้วเพลงดัง ทำให้บทที่เขียนมามีชีวิต แล้วคนที่แสดงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่ ตอบว่าไม่ใช่ แต่เขาเป็นคนถ่ายทอดออกมา
     เพราะฉะนั้นตรงนี้บอกว่าเรื่องนี้จริงอยู่ ในส่วนผู้สร้างสรรค์ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 15  ก็ควรจะให้นักแสดงได้รับการคุ้มครองบ้าง แต่จะให้คุ้มครองเต็มเช่นเจ้าของลิขสิทธิ์ก็ไม่ได้ เลยมองว่าอายุการคุ้มครองคือ ห้าสิบปีนับแต่สิ้นปีปฏิทินที่ได้แสดง ขอบเขตคือ 44 
      แพร่เสียงแพร่ภาพ ทำซ้ำ พูดง่ายๆ เช่นนักร้องโอเปร่า มีคนอัดไปขายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตรงนี้ก็เป็นช่องว่างที่มีการคุ้มครองสิทธินักแสดง แต่ในบางกรณีมีเรื่องลิขสิทธิ์
     ฏีกาในส่วนสิทธินักแสดงยังไม่ค่อยเด่นเท่าไหร่ ก็ทำความเข้าใจว่ามันต่างจากลิขสิทธิ์อย่างไร ซึ่งถ้าเราดูตามคำจำกัดความ นักแสดง รวมถึงผู้แสดงนักดนตรี นักร้อง นักเต้น รวมทั้งนักกีฬาด้วยหรือไม่ครับ ตรงนี้ไม่รวมนักกีฬา เพราะไม่ได้เล่นตามบท
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
     คราวนี้ อยากจะพูดถึงลิขสิทธิ์ที่ต่างจากกรรมสิทธิ์ อยากจะอธิบายองค์ประกอบของเรื่องลิขสิทธิ์ จึงจำเป็น อาจจะไม่เข้าข่ายวรรณกรรมหรือไม่ ก็ต้องเข้าองค์ประกอบของงานลิขสิทธิ์ ว่าคุ้มครองความคิดหรือไม่ เช่น มีคน คิดนวนิยายแล้วไปเล่าให้คนฟัง ผลสุดท้าย แฮปปี้เอนดิ้ง
     ตรงนี้เองก็เป็นที่มาว่าลิขสิทธิ์คุ้มครองอะไรครับ ไม่คุ้มครองแนวความคิดแต่คุ้มครองการแสดงออกซึ่งความคิด หรือแม้กระทั่งแนวความคิดของชาวบ้านแล้วเขียนเป็นนิยาย ตรงนี้ถามว่าทำไมลิขสิทธิ์ไม่คุ้มครองความคิด  ต้องไม่ไปลอกเขา  ต่างเรื่องของเครื่องหมายการค้า ถ้าไปพ้องกันแล้ว รับจดทะเบียนไม่ได้ หรือไปพ้องกับ เครื่องหมายการค้ากับคนอื่น ตรงนี้กฎหมายไม่ยอม ว่ามันพ้องในสาระสำคัญมันมีเหตุผลอะไรหรือไม่ ซึ่งตรงนี้บางทีก็พิสูจน์ว่างานนี้ทำก่อน งานนี้ทำหลัง เคยเป็นลูกจ้างหรือไม่ ตรงนี้เองต้องดูว่าเป็นการแสดงออกซึ่งความคิดหรือไม่ และต้องดูว่าเป็นการสร้างสรรค์ด้วยตนเอง จะติดตรงนี้ไว้ คราวหน้าจะพูดถึง 2750/2537 เป็นฏีกาใหม่เกี่ยวกับเรื่องพจนานุกรมทั้งคู่

              จบการบรรยายวิชากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ภาคค่ำครั้งที่ 3 ค่ะ...... 8) ::)
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
  กฎหมายกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา (ค่ำ) ครั้งที่ 4 - 5

   วันนี้เป็นสองครั้งสุดท้ายของอาจารย์ คราวที่แล้วพูดเรื่ององค์ประกอบของงานลิขสิทธิ ก็คือลิขสิทธิไมได้คุ้มครองเรื่องความคิดหรือแนวความคิด ไม่ว่าจะเป็นพล็อตเรื่องหรือแนวคิดจากงานอื่นมา หรือภาพที่เราไปดูมาแต่ไม่ได้ลอก แล้วมาตินตนาการแล้ววาด ภาพอาจเหมือนกันโดยบังเอิญ กกฎหมายลิขสิทธิคุ้มครอง ต่างกับสิทธิบัตรที่ต้องเป็นงานใหม่ ที่ไม่ปรากฎมาก่อน

     ถ้าไม่ได้เหมือนกันโดบบังเอิญอันนี้ถือว่าลอกเขา ลิขสิทธิไม่ได้คุ้มครองแนวคิด แต่คุ้มครองการแสดงออกซึ่งความคิด ก็มีพล็อตเรื่องที่คล้ายๆกันที่ นางเอกจริงๆรวยแล้ว ยกให้นางเอกแต่มีการพรากจากพ่อแล้วเอาพินับกรรไปซ่อนไว้ในรูป นางเอกก็ปลอมตัวเป็นผู้ชายซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องแนวคิดคล้าๆกัน การแสดงออกซึ่งความคิดคล้ายกัน บางเรื่องมีหมาเข้าเป็นสื่อมีการเติมแต่ง สไตล์คล้ายๆกันแต่มีลายละเอียดไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นองค์ประกอบประการแรกต้องมีการแสดงออกซึ่งความคิดประการที่สองต้องมีการสร้างสรรค์โดยตนเอง ไม่ได้หมายความว่าต้องใหม่ขนาดไม่เหมือนใครเลย
แต่ต้องสร้างสรรค์โดยไม่ได้ไปลอกงานเขา

     ยกตัวอย่างกรณีที่ศิลปินวาดภาพเตรียมที่จะวาดภาพแล้วมือไปปัดพูกันสีเลอะ ปรากฎว่า เจ้าหนี้โทรมาทวงหนี้ผิดหวังไปดูรูป มือไปโดนแล้วสวยมาก ตรงนี้มีลิขสิทธิหรือไม่ แต่ไม่ได้มีการแสดงออกซึ่งความติด ไม่ได้สร้างสรรค์โดยตนเอง เป็นการสร้างโดยบังเอิญ โดยหลักต้องมีการใช้แรงกาย มีการใช้วิจารณญาณ มีการใช้ทักษะ

     ก็มีแนวฏีกา เก่า เรื่งพจนานุกรมทั้งคู่ ฏีกาแรกคือตาม พรบลิขสิทธิเก่า 2750/2527 เรื่องนี้ราชบัณฑิตเป็นโจทก์ พออีกยี่สิบปี ราชบัณฑิตเป็นจำเลย เรื่องนี้ คือคนเอาพจนานุกรมไปลอกเรรียนไปพิมพ์ จำเลยต่อสู้ว่า พจนานุกรมไม่ใช่งานใหม่ เป็นการเอาศัพท์มาเรียงเฉยๆ คราวนี้ศาลก็วางหลักว่า การที่จะเป็นผู้สร้างสรร ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่างานนั้นใหม่หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าคนผู้นั้นได้ก่อให้เกิดงานโดยความวิริยะหรือไม่ และมีต้นกำเนิดโดยบุคคลผู้นั้น แม้กก่ารจัดทำเป็นวิธีเดียวแต่โบราณ โจทก์ก็เป็นได้ หากการจัดทำพจนนานุกรมเป็นการวิริยอุตสาห โดยการแสดงออกโดยความคิดริเริ่มจากโจทก์เอง เป็นหลัก มีภาพประกอบศาลฏีกาถือว่าแสดงออกสร้างสรรโดยตนเองแล้วไปเอาคำที่มีอยู่แล้วเรื่องนี้ที่ฟ้องก็ชนะ

     คราวนี้ 973/2551 ก็วางหลักคือสร้างสรรค์โดยตนเอง คือศาลฏีกาในคำพิพากษานี้ไม่ได้คุ้มครองคือศาลแยกว่าในส่วนของเนื้อหาที่เกี่ยว¬ข้องครอบครองปรปักษ์คดีแดงคดีดำ จำต้องวิเคราะห์เป็นคำๆไป ซึ่งเนื้อหาอบ่งเป็นสามส่วน เนื่อหาการวิจารณ์ความหมายตามคำศัพท์ เนื้อหาส่วนที่สาม จึงเป็นเรื่องที่ต้องการชี้ให้เห็นว่าความหมายถูกต้องเป็นอย่างไร ถ้าเป็นเรื่องเนื่อหาตัวกฎหมายไม่มีลิขสิทธิ

     แต่โจทก์ได้มาจากการตดูตัวบทกฎหมาย จึงทำให้น่าเชื่อว่าความหมายของคำไมได้เกิดจากการสร้างสรรค์ของโจทก์โดยแท้ ความหมายของคำเหล่านี้จึงไม่ใช่การมีลิขสิทธิ ศาลฏีกายุรปัจจุบันก็จะตีความให้แคบไป ก่ารแสดงออกซึ่งความคิด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เอาพจนานุกรมไปแต่เรื่องเป็รอาจารย์กฎหมาย ซึ่งตรงนี้ก็ เป็นในลักษณะท่างโจทก์เป็นการนำวัตถุในการวิจารย์

     973/2551 ก็ไปเปรียบเทียบดู คือหลักเหมือนกัน คืออธิบายการสร้างสรรค์โดยตนเอง แต่ฏีกาหลังมีการแยกออกมาว่าบางส่วน มีการไม่ถึงกับเป็นการสร้างสรรค์โดยตนเองกฎหมายก็ไม่ได้คุ้มครอง ต่อมามีเรื่อง ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน ที่ไม่จำเป็น เพราะเราดูเรื่องของการสิทธิบัตรเงื่อนไขจ้ะองใหม่ เราก็ต้องไปค้นจากทางทะเบียน หรือแม้กระทั่งเครื่องหมายการค้า กฎหมายบอกต้องไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้ แล้วบังเอิญมีคไปจดเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิไม่ได้คุ้มครองความคิดหรือแนวความคิด ไม่ใหม่เพราะเน่าเหมือนกัน เพลงก็มีลายละเอียดต่างไปก็ไม่จำเป็นต้งมีความใหม่ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องจดทะเบียน อันนี้ก็เป็นความเข้าใจผิดของคนทั่วไป ข้อสอบยุคแรกๆก็ทำเป็นข้อต่อสู้ในเรื่องการไม่จดทะเบียน ตรงนี้รุ่นแรกๆก็ถูกหลอก แต่ระยะหลังๆก็รู้แล้ว

     อีกตัวหนึ่งที่ต้องเข้าใจคืองานลิขสิทธิ จำเป็นหรือไม่ที่ต้องชอบด้วยกฎหมาย เช่นหนังโป๊ เมืองไทยไม่ได้นะครับ มีแนวคำพิพกากษาศาลฏีกาในกฎหมายไทบไม่มีระบุไว้  3705/2530 เรื่องของฟ้องคดีอาญาคือโจทก์อ้างว่าละเมิดลิขสิทธิก็ยกฟ้องไป วีดีโอมีการแสดงการล่วงเพศ เป็นภาพลามรก งานจึงมิใช่สิ่งสร้างสรรค์ จึงไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ

     เขาออกเป็นแนว เป็นเรื่องของกฎหมาบการค้า เช่นสิ่งประดิษฐ์ที่จดทะเบียนต้องไม่ชัดต่อความสงบเรียบร้อยเช่นเดียวกับเครื่องหม่ายการค้า เป็นบรรทัดฐาน ก็ยึดในฏีกานี้ เป็นเรื่องบางกรณีเช่นไปละเมิดลิขสิทธิก็ไปฉายภาพ ไปขอจดก็ถามว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายอะไร เมื่อเรื่องข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ ก็มีคนดำเนินไปละเมิดไม่ชอบก็เอาไปจดเป็นเครื่องหมายการค้า ก็ต้องตอบเรื่องเครื่องหมายการค้า ก็เปลี่ยนไปมาในเรื่องของข้อสอบ ลิขสิทธิจะต้องแสดงออกซึ่งความคิดและสร้งสรรค์ด้วยตนเอง ต้องชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใชทุกสิ่งที่จะเข้าองค์ประกอบงานอันมีลิขสิทธิ คล้ายๆกับงานที่กฏหมายให้การรับรองแต่ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ เราต้องดูว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิหรอืไม่ เข้าเงื่อนไขหรือไม่ และเป็นงานตามมาตรา 6 หรือไม่ หรือคำพิพากษา เป็นงานตามมาตรา 6 วรรณกรรม ก็คือ งานนิพนท์ที่ทำขึ้น ตึคำพิพากษามีการแสดงออกซึ่งความคิด มีการใช้แรงงาน ทักษะ วิจารณรญาณ มันน่าจะเข้าวรณกรรม แต่ไม่ใช่เพราะกฏหมายบัญญัติไว้ ว่าเป็นงานอันไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ คืองานประเภทแรก

     ข่าวประจำวัน ข้อเท็จจริงต่างๆ เช่น มีการตั้งคณะกรรมการสอบ การกรชับพื้นที่ และมีการไป พบแกนนำที่ถูกควบคุมตัว ถ้าอีกวันหนึ่งมีการตั้งคณะกรรมก่ารเพื่อสอบข้อเท็จจริงมีการเชิญชวนให้ทุกภาคสวนมีส่วนรวม ถามว่าไทยร่วมเผยแพร่ก่อน ถือว่าวันรุ่งขึ้น เดลิวิว ลายงาน แล้วเป็นการละเมิดลิขสิทธิหรือไม่ ก็ต้องดูก่อนว่าถ้อยคำนั้นเป็นงานอันมีลิขสิทธิหรือไม่ บางครั้งไปเข่างานมาตรา 6 แต่พอเราดูมาตรา 7 จะเห็นว่าไมเป็นงานอันมีลิขสิทธิ

     ต้องทำความเข้าใจในการแตกต่าง ข้อเท็จจริงคือ ใครทำ อะไร ที่ไหน แต่ถ้าเอาข้อเท็จจริงมาวิเคระห์  รายงาน คำพิพากษาอาจไม่ใช่งานอันมีลิขสิทธิ แต่เฉพาะที่เป็นตัสเต็ม แต่ว่าพอเอามาสกัดมาย่อสั้นย่อยาวตรงนี้ถือว่าสร้างสรรแล้ว

     ถามว่าถ้ากระทรวงรับผิดชอบกฎหมายลิขสิทธิ กระทรวงพาณิชย์ฟ้องนาย ก ได้หรือไม่ พรบลิขสิทธิเป็นกฎหมาย จะเอาไปพิมพ์เผยแพร่ไม่ละเมิด ถามว่ากระทรวงพาณิชย์จ้างู้เชี่ยวชาญ แปล เป็นภาษาอังกฤษ นาย ก เอาไปก็ได้ เพราะอนุมาตราห้า บอกว่ารวมถึงคำแปลที่กระทรวง ทบวงกรม

     เปลี่ยนใหม่เป็น นาย ก เอาพรบ ไปเผยแพร่ แล้วแปลเป๋นภาษีอังกฤษ นาย ข เห็นว่าดี ก็เอาไปพิมพเผยแพร่จำหน่าย นาย ก ฟ้องนาย ข ได้ อันนี้ต้องเรียนนิดหนึ่งว่าตัวพรบไม่มีลิจสิทธิก็จริง แต่ถือว่ามีการแสดงออกซึ่งการสร้างสรร ไม่เข้าอนุห้าด้วย เพราะ นาย ก เป็นเอกชน อันนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องกฎหมายอาจจะเป็นของอื่น
 
     ตรงนี้ถือว่า ลิขสิทธิในคำแปลเป็นของนาย ก เรื่องนี้ยังอาจจะใช้เปลี่ยนเป็นนิดหนึ่งถ้า นาย ก เป็นเจ้าของนิยาย ภาษาไทย นาย ข ขออนุญาตเพื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษ นาย ค เอางาน ภาษาอังกฤษ ไปพิมพ์เผยแพร่จำหน่าย นาย ค ไม่ได้ขออนุญาตไปพิมพ์เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ นาย ค ละเมิดลิขสิทธิคำแปล นาย ก ฟ้องนาย ค ได้หรือไม่ โดยหลักกฎหมาย ภาษาไทยยังเป็นลิจสิธิของ ก อยู่ สิ่งที่นาย คไป แปลเป็นการละเมิดลิขสิทธิของ นาย ข อันนี้ดูประกอบ คือการเอางานไปแปล คือการเปลี่ยนรูปใหม่ ตัวอย่างที่สนับสนุนคือมาตรา 11งานที่ดัดแปลงโดยเจ้าของลิขสิทธิ แต่นี่ไม่กระทบ ก็จะคล้ายๆมาตรา 12 คนที่เอาไปรวบรวม เช่นรูปมอนลีลีน มีช่างภาพห้าท่าน ก็เป็นการสร้างสรรค์โดยตนเอง ก็ได้รวบรวมหรือประกอบเข้ากันในงานดังกล่าว โดยการคัดเลือก ให้ผู้รวบรวมหรือประกอบ ไม่กระทบสิทธิที่มีอยู่ในงาน หรือข้อมูลหรือสิ่งอื่นใดในเจ้าของเดิม นาย ก ไปขออนุญาตใหม่

     เสร็จแล้วก็ขออนุญาต คอนเล็คชั่นตามมาตรา 12คนรวบรวมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ การที่พอ นาย ก เอามาแล้วได้รับอนุญาต ตามกฎหมายมาตรา 12 งานเดิมที่เอามารวบรวมก็ไม่ถูกกระทบกระเทือน ในมาตรา 7 ทำไม กฎหมายจึงไปบอกว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ทำไมไม่ถือว่าเป็นงาน อันไม่มีลิขสิทธิต้องการให้เผยแพร่เรื่อง ข่าว เช่นน้ำจะท่วม แล้วบอกว่า ข่าวข้อเท็จจริงมีลิจสิทธิ อะไรเกิดึ้นครับ ประชาชนไม่ทราบข่าวเลย

     เช่นเดียวกัน รธน เป็นกฎหมายสูงสุด ถ้าหวงกันแล้วจะเผยแพร่ไปได้อย่างไร จะประท้วงจะรู้ได้ยังไง หลักการเดียวกันคืออะไรที่จะเผยแพร่ให้ประชาชนรู้จะไปหวงกันไม่ได้ น่าจะได้รับการคุ้มครองแต่กฎหมายก็มีหลักการว่าต้องไม่ผูกขาดต้องการให้สังคมรับรู้ กฎหมายลิขสิทธิไม่คุ้มครอง คำขวัญ ชื่อเพลง
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
     เช่น แอโรคือเชิ้ต เชิตคือแอโร แสดงออกซึ่งความคิดหรือไม่ครับ มันต้องเจ๋งไม่งั้นวัยรุ่นยุคนั้น ไม่ฮิตหรอกครับ หรือชื่อเพลงใจสั่งมา แสดงออกซึ่งความคิด แต่ว่าสร้างสรรโดยตนเองหรือไม่ ซึ่งการตีความของต่างประเทศนั้นเห็นว่ายังไม่ถึงขนาดสร้างสรรค์โดยตนเอง

     มันต้องเป็นพารากาฟ บทความ โดยหลักที่เข้าใจกันว่า คำขวัญสโลแกน ชื่อเพลง กฎหมายไม่คุ้มครองเพราะขาดเรื่องการคิดสร้างสรรค์

     การจัดทำพจนานุกรมไทย ถ้าเป็นการใช้แรงกาย เอาถ้วยคำมาตัวสะกด มี การได้รับการคุ้มครอง ถ้าคนเอาศัพท์ในพจนานุกรมมาวิเคราะห์แต่ บางคำเอามาทั้งหมด ข้อสอบเป็นลิขสิทธิหรือไม่ ข้อสอบกว่าจะคิดมาได้ ออกง่ายเกินไปก็เจอบ่น ถ้ายากเกินก็เจอบ่น

     ข้อสอบวิทยาศาสตร์ก็ดี กฎหมายก็ดี ก็มีลิขสิทธิ ยกเว้นของภาครัฐก็ต้องดูนิดหนึ่งว่ามีอะไรที่แตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปเป็นเรื่องที่มีลิขสิทธิ งานลิขสิทธิไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่เกิดขึ้นใหม่ ถ้าอาจารย์เห็นคนถ่ายรูปหน้าห้องสำนักอบรมสวยมากก็ไปถามว่าทำอย่างไร ก็ไปลองทำบ้าง

     3705/2530 คุณภาพของงานจะถือว่าเป็นส่วนสำคัญหรือไม่ ก็ไม่จำเป็น ฟังไม่ขั้นเพราะคุณภาพของงานไม่ใช่ข้อสำคัญ แต่ต้องมีการใช้วิริยะอุตสาหะ เพราะคุณภาพของใครก็นานาจิตตัง แฟนเราเราก็มองว่าสวยหรือหล่อ

     ก่อนที่จะดูว่าลิขสิทธิคุ้มครองใครบ้างดูมาตราแปด ในบางครั้งงานลิขสิทธิไม่ได้คุ้มครองเฉพาะงานของคนไทย มีงานของฝรั่งหนังเมืองนอก ก็สร้างที่ฮอลลี่วู๊ดมาฉายในไทยก็มีการลอกเลียนแล้วมีการถูกจับ ตรงนั้นงานลิขสิทธิเป็นไปตามหลักเขตแดน แต่ด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศก็มีการยอมรับแต่ทั้งนี้ต้องมีจุดเกาะเกี่ยว มาตรา 8 ก็ต้องมีการระบุ อาจจะเป็นจุดเกาะเกี่ยวทางสัญชาติก็ได้ แต่ถ้าไม่ได้เป็นสัญชาติไทยเป็นฝรั่งได้รับการคุ้มครองหรือไม่ เช่น มิสเตอร์สมิตเป็นคนรัซเซียหรือเป็นคนคิวบาเขียนในไทย

     คราวนี้คือหลักลิขสิทธิคุ้มครองใคร ก็เป็นเรื่องการผูกขาด ผู้สร้างสรรค์เป็นเฉยๆมีกรณีหนึ่งที่แตกต่างกัน การให้เต้นฉบับหรือสำเนางาน การคุ้มครองสิทธิผู้สร้างสรรค์ ธรรรมสิทธิสอนไปแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจคือโดยหลักการ ถ้าเราสร้างด้วยตนเอง อยู่เราก็แต่งนิยายเอง พอสร้างสรรแล้วเราก็เป็นทั้งู้สร้างสรรคและงานลิขสิทธิอันนี้ในส่วนกรณีที่เราส¬ร้างสรร เราเป็นพนักงาน เรารับจ้างก็จะไม่เหมือนกัน หรือ จ้างให้แต่งงาน

     ถ้ากรณีที่จ้างเข้ามาเป็นลูกจ้างแล้วสร้างสรรคงานตามสัญญาจ้างอันนี้ต้องแยกเพร¬าะกฎหมายไทยไม่เหมือน กรณีที่สร้างโดยลูกจ้างบังคับบัญชา ตรงนี้พนักงานหรือลูกจ้างได้สร้างสรรงาน ลิขสิทธิเป็นของพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้าเปรียบเทียบคือจ้างแรงงาน มีสิทธิ ส่วนจ้างทำของก็จ่ายเป็นค่าจ้างลิขสิทธิก็เป็นของผู้ว่าจ้าง แต่ทั้งมาตราเก้าและมาตราสิบตกลงกันเป็นอย่างอื่นก็ได้ มาตราเก้าถ้าจะทำเป็นอย่างอื่นต้องตกลงเป็นหนังสือ ในกรณีเป็นมาตราสิบตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้

     เรื่องฏีกาพิธีคล้องช้างเป็นฏีกาปี 43 เป็นเรื่องที่ คำพิพากษาฏีกาที่ 3240/2543ก็คือเขาจ้างให้พิธีคล้องช้างพอไปจ้างแล้วไม่มีภาพให้ดูบอกเพียงไอเดี¬ย สอนศิลปะก็ไปหาภาพมา ตรงนี้มีการจัดงานที่เรียกว่าอยุธยามรดกโลก ก็มีภาพคัทเอาท์ พิธีคล้องช้าง ปัจจุบันไม่มีแล้ว ซึ่งก็ไปหาข้อมูลมา พอไปนัดแล้วก็มีการ ติภาพ ก็มีการพูดกันเรื่องราคา ก็ปรากฎว่าตัวผู้รับจ้างคิดป้ายละห้าหมื่นบาท สี่ป้ายก็สองแสนบาท แต่ผู้ว่าจ้างก็เอาไปแล้วก็เอาภาพไปแล้วก็เอามาคืนบอกว่าไม่ไหว

     ปรากฎว่าหลายวันต่อมาผู้รับจ้างคือคนที่วาดภาพก็ไปเจอรูปนั้น ขยายใหญ่เป็นคัทเอ๊าท์ ก็นำคดีไปฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องนี้ ต้องดูมาตรา 9 หรือ มาตรา 10 ก็ต้องไปดู เรื่องนี้เป็นมาตรา 10สัญญาจ้างทำของเกิดก็ต้องยกฟ้อง ตรงนี้ลิขสิทธิก็ต้องเป็นของ นาย ก เมื่อสัญญายังไม่เกิดมันก็ไม่มีกรณีมาตราสิบ ก็ถือว่าผู้สร้างสรรค์เป็นเจ้าของลิขสิทธิตรงนี้เป็นละเมิดลิขสิทธิ

     เรื่องจ้างทำของ จ้างแรงงานก็มี 2189-2190/2548เป็นเรื่องการวาดภาพนก ต้องวาดไม่รู้กี่ชนิด วาดภาพพันกว่าภาพระยะเวลานาน พอจ้างแล้วสักพัก ต่อมาก็คนที่วาดภาพก็ลาออก วันดีคืนดีก็เห็นว่าคนที่จ้างวาดเอาภาพไปเผยแพร่ เรื่องนี้ก็มองว่าเป็นจ้างแรงงานหรือจ้างทำของ ตัวจำเลยที่เป็นบริษัทนายจ้างก็วาดรูปแล้วก็คิดว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ โดยศาลมองว่าสภาพการทำงานดังกล่าวก็ยากกำหนดจำนวนงานตั้งแต่แรก ก็ต้องมีการประสานงานต่างๆ คนที่วาดมีอิสระการทำงานมากไม่ปรากฎ เป็นจ้างทำของ

     มีอีกฏีกาอาจารย์ก็ไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่ 9523/2544คือเรื่องนี้เป็นการแปลความมาตรา 9 โจทก์จำเลยเป็นลูกจ้างนายจ้าง สร้างสรรค์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เรื่องของตัวโปรแกรมเกี่ยวกับระบบบัญชี ตัวลูกจ้าง นายจ้างก็ใช้โปรแกรมก็ไม่มีปัญหา ก็ลาออกจากงานไป ก็มาฟ้องกับศาล ก็อ้างตาม พรบ ที่เป็นผลจากการพัฒนาของโจทก์ ถ้าไม่ได้ก็ให้ชดใช้ค่าเสียหาย ถ้าเป็นกรณีมาตรา 9 มีกรณีจ้างงานกัน นายจ้าง ลิขสิทธิเป็นของลูกจ้างจริง แต่ตามวัตถุประสงค์ เมื่อลูกจ้างลาออกไป โดยกฎหมายไม่ได้เขียนไว้ คือจ้างแรงงานมาจ้างเพื่อพัฒนาโปรแกรม ตัวนายจ้างก็น่าจะมีสิทธิ เวลาที่ตัวโจทก์ฟ้องไม่ได้ฟ้องเรื่องละเมิดลิขสิทธิแต่ฟ้องให้คืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

     ในเรื่องนี้ก็มีหมายเหตุท้ายฏีกาและต้องทำความเข้าใจมองเจตนารมย์ว่า พอไม่เป็นลูกจ้างนายจ้างแล้ว ข้อยกเว้นก็ต้องแปลความโดยจำกัด เมื่อมีวัตถุประสงค์แห่งการจ้างนายจ้างก็ต้องทำความเข้าใจ มีการทำตามคำสั่งควบคุม เว้นแต่มีการตกลงไว้เป็นอย่างอื่น
 
     อีกจุดหนึ่งที่อยากจะพูดเล็กน้อยคือมาตรา 15 เป็นเรื่องที่เป็นหลัก คือ สหสิทธิมีอะไรบ้างเช่นสิทธิทำซ้ำหรือดัดแปลง ถ้ามีคนเอาหนังสือผมมาพิมพ์ก็เป็นการละเมิดสิทธิเป็นสิทธิแต่ผู้เดียวคนที่มาทำ¬โดยไม่ขออนุญาตก็เป็นการละเมิดลิขสิทธิ

     การอนุญาตให้ใช้สิทธิ ความเป็นเจ้าของก็ยังมีอยู่ สิทธิของผมคือสิทธิในการทำซ้ำ เพราะฉะนั้นสามารถให้โรงพิมพ์ไปพิพมพ์ตามเงื่อนไข ต้องกำหนดไม่ขัดต่อกฎกระทรวงเช่นอนุญาตให้นาย ก พิมพ์แต่ต้องใช้กระดาษจากพี่ชายผมไม่ได้
 
     การที่เอาไปพิมพ์ต้องเอาไปใช้วัสดุต่างๆ ออกตามความ พรบ เงื่อนไขเช่นกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตจากเจ้าของ สมมุติว่าพิมพ์หนังสือแล้วไม่ได้อย่างนี้แย่เลย คนรับอนุฐาตไปก็เสียประโยชน์ที่ผู้อนุญาตมีสิทธิ เรื่องการอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นเรื่องใหญ่ มันจะมีทั้งในกรณีการใช้สิทธิและเครื่องหมายการค้า หรือสิทธิบัตรเพราะการอนุญาตให้ใช้สิทธิต้องจดทะเบียนการได้มาไม่ต้องจดทะเบียน นอกจากนั้นการอนุญาตก็ทำโดยปากเปล่าได้ มาตรา 15 ก็เปิด แต่มาตรา 16บอกว่าในกรณีเจ้าของอนุญาตให้ผู้ใดได้ชิ้สทิ นั้นด้วย เว้นแต่ในหนังสืออนุญาตได้ห้ามไว้ วันที่อนุญาตให้ใช้ได้แบบไม่เด็ดขาด เช่นมีโรงพิมพ์นวิยายไม่ตัดสิทธิที่ให้โรงพิมพ์ ข พิมพ์เป็นพันเล่มก็ได้ แต่จะอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดจะต้องทำเป็นรายลักษณ์อักษร แบบเด็ดขาดคือให้โรงพิมพ์ ก ใช้เลยตรงนี้ต้องทำเป็นหนังสือ อีกประเด็นหนึ่ง
 
     เช่นสัญญาขายเพลงให้แต่ตัวเจ้าของต้องดูตัวควบคุม คือเขาซื้อลิขสิทธิในเพลง ครูเพลงก็ทำสัญญาขายเพลง ศาลฏีกาก็วางแนวว่าลำพังชื่อของสัญญาอย่างเดียวจะใช้ไม่ได้ และก็มี

     7036/2543 ในสัญญาพิพาทระบุชื่อสัญญาเป็นการขายลิขสิทธิ แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าไม่มีเจตนาซื้อขายสิทธิในการทำซ้ำแต่อย่างใด ข้อตกลงตามฟ้องจึงเป็นการชายแต่ชื่อ จึงเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิเพราะฉะนั้นลำพังชื่ออย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เจ้าของก็สามารถทำได้ประเด็นส่วนของมาตรา 17เรื่องการโอนลิขสิทธิหลักการโอนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ โอนให้มีกำหนดตลอดเวลาหรือตลอดอายุก็ได้ ลิขสิทธิก็กลับเป็นเจ้าของลิขสิทธิ เรื่องของอายุการคุ้มครองคงไม่กล่าวถึง และมีอยู่ต่อไป จนผู้สร้างสรรถึงแก่ความตาย การละเมิดลิขสิทธิถ้ามีการใช้โดยไม่อนุญาต
 
     27 -30 เป็นหลักทั่วไป

     มีฏีกาที่ ตีความว่าควรรู้อย่างไร 3977/2534อาโกวเป็นจำเลยประกอบอาชีพขายแบบเรียนมาสามสิบปี จับได้ว่าอาโกวเอาของเก๋มาจำหน่าย ศาลมองว่ามีเหตุอันควรรู้ก็ขายแบบเรียนมาตั้งยี่สิบปี 3977/2534ในเรื่องละเมิดลิขสิทธิก็มีเรื่องข้อยกเว้นหลักอยู่ในมาตรา 32 คือเวลาดูโดยหลักต้องดูวรรคสองก่อน ข้อยกเว้นต้องดูว่าเป็นงานในวรรคสองหรือไม่ การที่จะไปทำซ้ำ ก็เพื่อประโยชน์ในการค้ากำไรต้องดูว่าเป็นการค้ากำไรหรือไม่ แต่หลังจากนั้นต้องไปดูวรรคหนึ่งแต่ว่างานนั้นจะต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน¬์จากงานอันมีลิขสิทธิตามสมควรหมายความว่า สมมุติเป็นอาจารย์สอนกฎหมายลิขสิทธิทั่วประเทศ อาจารย์เห็นว่าเอาไปถ่ายเอกสาร แปดสิบบาท ของอาจารย์ ว . ก็มีห้าร้อยชุด มีสิทธิทำซ้ำหรือไม่ มี ถ้าทำโดยที่เพื่อประโยชน์ในการสอนและไม่ได้หากำไร แต่เข้าวรรคสองหรือไม่

     ผิดมาตรา 32 วรรคหนึ่ง กระทบ กับเจ้าของแน่นอน ในเรื่องข้อยกเว้นบางทีนักศึกษาก็ตกม้าเหมือนกัน ยกตัวอย่างมาตรา 32 คือมาตราหลัก ส่วน 33 ก็คือการอ้าง ถามว่าหนังสือมีสี่ร้อยหน้าคือกฎหมายบอกว่ามีการอ้างอิงบางตอนก็พอสมควร ก็บอกว่าการกล่าวคัดลอกบางตอนตามพรบนี้ มีการรับรู้ถึงงานอันเป็นเจ้าของ คืออย่างไรก็ตามจะไปขัดต่อ 32 วรรคหนึ่งหรือไม่ มาตรา 34การทำซ้ำโดยบรรณารักษ์ห้องสมุด
 
     หรือให้แก่ห้องสมุดแต่ต้องไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไรไม่กระทบต่อเขา ใช้ประโยชน์ได้ แต่ต้องไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร ปัญหาที่มีออกสอบก็ยาก มันเป็นเรื่องที่มีการทำงานศิลปกรรมปั้นเป็นเรื่องฤษีดัดตน ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เอาไปถ่ายรูปผิดกฎหมายหรือไม่ครับ ธงตอนแรกบอกว่าถ่ายมาแล้ววาดรูปฤษีดัดตนนายทะเบียนจะรับจดไม่ได้ แต่จริงๆแล้วงานนี้ไม่ได้ละเมิดเพราะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 37 ถ้าเราไปวาดเขียนระบายสีไม่ให้เป็นการละเมิดหรือแม้กระทั่งเราไปวาดระบายสี่ ไม่ให้ถือว่าเป็นงานละเมิดลิขสิทธิในศิลปกรรมนั้น
 
     แต่ 38 เป็นเรื่องสถาปัตยกรรม ยกเว้นการก่อสร้าง มีงาน ปั้นอยู่ วาดเขียนระบายสี แต่จะไปก่อสร้างไม่ได้ อันนี้คือ 37 พวกนี้ อ่านแล้วไม่ยากคือไปโยงกับเครื่องหมายการค้าว่าเรื่องนี้ละเมิดหรือไม่ ถ้าไม่ละเมิดก็เข้าข้อยกเว้นข้อใดข้อหนึ่งก็สามารถไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ สิทธินักแสดงไม่เคยออกแต่ก็เป็นเรื่องสิทธิข้างเคียง


                                จบการบรรยายวิชา กฎหมายกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา (ค่ำ) ครั้งที่ 4 - 5 ค่ะ..... ::) :P 8) :-[
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
ครั้งที่ 6. พฤ 1 กรกฏาคม 2553

     สังเกตว่ามีสองอย่างที่ได้สิทธิบัตรคือ การประดิษฐ์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ สังเกตจากคำจำกัดความหนังสือสำคัญที่ออกให้ใครออกให้ คือ รัฐ บางคนเรียกว่าโฉนดทางปัญญา เพราะใช้ปัญญาในการคิด ออกแบบขึ้นมา ในบรรดาสามอย่างหลักๆนี้ ก็คือ ลิขสิทธิ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ก็เป็นสิทธิที่ก่อตั้ง โดยอาศัยเอกสารหรือหนังสือสำคัญสิทธิของผู้ที่ได้สิทธิบัตรนี้ ในขณะที่อีกสองอย่างไม่จำเป็นบางทีไม่ไปจดลิขสิทธิแท้ๆ แต่ได้รับการคุ้มครอง เช่นการแต่งเพลง ยังไม่ทันจดลิขสิทธิก็สามารถฟ้องได้แล้ว หรือ การเขียนบทความหรือวิทยานิพนท์ หากมีการออกงานไปทั้งๆที่ไม่ได้จดทะเบียนก็ละเมิดได้

     กรณีเครื่องหมายการค้าแม้ไม่ได้จดก็ได้รับการคุ้มครอง เช่นสิทธิในการใช้เครื่องหมายการค้า หรือสิทธิที่ป้องกันไม่ให้ผู้อื่นมาใช้เครื่องหมายการค้านั้นซ้ำ ก็เปรียบเทียบให้เห็นว่ากรณีสิทธิบัตรมีหนังสือที่ออกโดยรัฐเท่านั้นถึงจะแสดงการคุ้มครองทำไมต้องมีสิทธิบัตรสิทธิบัตรเน้นความใหม่ เพราะไม่อย่างนั้นระบบสิทธิบัตรไม่เจริญ ต้องเกี่ยวกับการประดิษฐ์หรือออกแบบผลิตภัณฑ์ ประเภทแบ่งเป็นสามประเภทคือ การประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร หรือสิทธิบัตรออกแบบผลิตภัณฑ์ ประเภทก็มี สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

     สิทธิบัตรมีอายุความคุ้มครองยี่สิบปี ส่วนมากของการขอจดจะเป็นประเภทนี้ อนุสิทธิบัตรมีอายุหกปี ต่อได้สองครั้ง ครั้งละสองปี เงื่อนไขมันน้อยกว่าตัวสิทธิบัตรสมมุติโน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์ ต้องมีอะไรที่ใหม่ สิทธิบัตรการประดิษ คนที่เป็นหวัด ก็มีทิชชู่พก การประดิษฐ์ที่ขอได้ก็มีลักษณะดังต่อไปนี้

     ต้องมีเงื่อนไข แค่สิทธิในการขอรับได้หรือไม่ ยังไม่รู้ อาจจะมีคนมาคัดค้านก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ประการแรกเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เน้นความใหม่เพราะเน้นให้อุตสาหกรรมเจริญขึ้น เช่น โทรศัพท์เมื่อก่อนใหญ่เป็นกระติกน้ำ ใช้ได้ก็แค่โทรเข้าโทรออกแต่เด๋วนี้ทำได้เกือบทุกอย่าง

     ประการที่สอง ต้องมีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น เช่นถ้าตอนนี้ใครประดิษฐ์โทรศัพท์ที่แชทได้ ส่งเมมล์ได้ อันนี้คงจะจดไมได้แล้ว แต่ถ้าดูภาพแล้ว หายหวัดได้ ก็อาจจะจดได้แล้ว
 
     ประการที่สามประยุกต์ได้ในทางอุตสาหกรรมอยู่ในมาตรา 5 แต่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 9 การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ต้องเป็นงานที่ไม่ได้ปรากฎอยู่แล้ว กฎหมายสิทธิบัตรเน้นความใหม่ เนื่องจากวัตถุประสงค์ก็คือส่งเสริมให้มีการผลิตของใหม่ ดังนั้นกฎหมายสิทธิบัตรจึงไม่คุ้มครองงานที่ปรากฎอยู่แล้ว

     แล้วเพียงใดคืองานที่ปรากฎแล้วก็หมายถึงสิ่งที่มีอยู่แล้วในเวลานั้น ในขณะที่ขอรับสิทธิบัตร โดยไม่คำนึงว่าผู้ประดิษฐ์จะรู้หรือไม่รู้ เพราะปรกติแล้วโดยส่วนใหญ่ผู้ประดิษฐ์ก็บอกว่าไม่รู้จริงๆว่ามีสิ่งนี้อยู่ แต่เป็นหน้าที่ของเขาเองที่ไปตรวจสอบให้แน่ใจว่าซ้ำกับบุคคลอื่น การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ต้องทำการบ้านตรวจสอบพอสมควร สิทธิบัตร มีฏีกาไม่มาก ก็เน้นที่หลักกฎหมายนะครับ

     872/2538เรื่องม่านบังตาประตูเหล็ก โจทก์ขอรับสิทธิบัตรเกี่ยวกับม่านบังตาประตูเหล็ก เหล็กยื่นนี่มันไม่บังตา ต้องมีแผ่นอลูมีเนี่ยมที่บังตาได้สมัยเดิมประตูเหล็กยื่นก็คล้ายๆกัน ส่วนประตุชั้นที่สองไว้บังตา สมัยเดิมก็ทำง่ายๆโดยนำแผ่นสังกะสีมาตัดขอบเท่าๆกันม้วนขอบสองด้านเอาลวดมาเสีย¬บกันก็เปิดปิดได้ เรียกว่าใบม่านบังตาประตูเหล็กยื่น โจทก์ได้ขอสิทธิบัตรเรื่องนี้

     โจทก์บอกของโจทก์ใหม่ ก็คือใช้ชนิดของอลูมิเนี่ยมที่แข็งแรงขึ้นและใช้วัสดุที่แข็งหนา พับที่ปลายด้านเป็นก้นหอย โจทก์ทำแค่นี้ก็ไปอ้างว่าของตัวใหม่ อ้างว่าใบม่านที่แข็งนั้นไม่ต้องใช้เหล็กพับ สิ่งประดิษฐ์ที่สูงขึ้นคือการม้วน ในขณะเดียวกันจำเลยก็ไปทำในสิ่งที่คล้ายโจทก์มา โจทก์ก็แพ้เองด้วยเพราะพบว่า มีการจดสิทธิบัตรเรื่องนี้ไว้ที่ประเทศอังกฤษแล้ว ก็ไม่ถือว่าใหม่แล้ว ไม่ว่าโจทก์จะรู้หรือไม่ ไม่สำคัญ เป็นหน้าที่ที่จะต้องตรวจสอบเอา

     งานที่ปรากฎอยู่แล้วให้หมายถึงการประดิษฐต่อไปนี้ด้วย คือ การประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลาย ก่อนวันรับสิทธิบัตร การประดิษฐ์ที่ได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญ ในเอกสารสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้ว ก่อนวันรับสิทธิบัตร และไม่ว่าการเปิดเผยนั้นจะทำโดยประการใด ตอนที่ร่างอินเตอร์เน็ตก็ยังไม่แพร่หลายแต่ก็ รวมอยู่ใน ไม่ว่าประการใด

     ข้อสาม การประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร อยู่แล้วไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร ก่อนวันขอรับสิทธิบัตร
 
     ข้อสี่ การประดิษฐืที่มีผู้ขอสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรไว้แล้วเป็นระยะเวลาแปดเดือนแต่ยังไม่ได้มีการออกสิทธิบัตร

     ห้า การประดิษฐ์ที่ มาตรา 6 การประดิษฐ์ที่มีใช้หรือแพร่หลายในราชอาณาจักรก่อนรับสิทธิบัตร แพร่หลายเพียงใดถึงเป็นแพร่หลาย คำตอบก็คือไม่ได้อยู่ที่จำนวนเสมอไปแต่ประเด็นคือการประดิษฐ์นั้นได้เผยแพร่ไปสู่สาธารณะชนหรือไม่ เช่นเครื่องเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นเชื้อเพลิง ซึปัจจุบันต้นทุนยังสูงมาก เพราะฉะนั้นอีกหน่อยถ้ามีใครประดิษฐืแล้วลดต้นทุนได้อันนั้นก็ถือว่ามีสิ่งประด¬ิษฐ์ที่ขั้นประดิษฐ์สูงขึ้นแพร่หลายที่ใด ก็ต้องในราชอาณาจักรเท่านั้น ส่วนเรื่องนอกก็อยู่ในอนุอื่น แพร่หลายเมื่อใดคำตอบคือก่อนวันขอรับสิทธิบัตร
 
     กรณีวันขอรับสิทธิบัตรก็มีข้อพิจารณาสามกรณีว่าอะไรกันแน่ที่จะเป็นวันขอรับสิทธิบัตรประการแรกคือวันที่ยื่นขอรับแล้วเจ้าหน้าที่ประทับตรารับเป็นเอกสาร หากยื่นแล้วเอกสารไม่ครบ ก็ไม่ถือว่าเป็นการรับคำขอ เพราะในกรณีมีข้อพิพาทใหม่หรือไม่ ดูในการยื่นคำขอเท่านั้น ต้องรับอย่างเป็นทางการ เพื่อไปพิจารณา กรณีที่สอง คือ กรณีตามมาตราเก้า คือได้มีการเอางานประดิษฐ์นั้นออกแสดงต่อสาธารณชน ซึ่งหน่วยงานรัฐจัด หรือ อนุญาตให้จัด และยื่นขอภายในสิบสองเดือนนั้น นับแต่วันเปิดงานแสดง ให้ถือว่าได้ยื่นขอจดทะเบียนนั้นในวันแสดง

     ก็ประมาณมีปีละสามครั้งถ้ามีผู้ใดเอาผลงานของตัวไปแสดงที่งานนั้น จัดเองก็ดีหรืออนุญาตให้เอกชนจัดก็ดี สมมุติว่าแสดงวันนี้และหลังจากนี้ภายในสิบสองเดือน ก็ไปยื่นขอรับสิทธิบัตรหากมีกรณีเช่นนี้ หลังจากนั้นไปไม่เกินสิบสองเดือนก็ให้ถือว่ามีการแสดง ไปยื่นคำขอให้ถือว่ายื่นวันที่เปิดงานแสดงก็เป็นการคุ้มครองก็ถือว่าเขาได้ทำแล้วนี่คือกรณีที่สอง

     กรณีที่สาม คือกรณีตามมาตรา 19 ทวิ ก็คือได้แก่กรณีบุคคลตามมาตรา 14 ที่ได้ยื่นคำขอไว้นอกราชอาณาจักร ถ้ายื่นคำขอสิทธิบัตรนั้น ในราชอาณาจักรภายในสิบสองเดือน บุคคลนั้นจะขอว่า วันที่ได้ยื่นคำขอวันแรกเป็นวันที่ได้ยื่นคำขอในราชอาณาจักรก็ได้

     บุคคลนั้นจะขอให้ระบุว่าวันที่ยื่นในอังกฤษเป็นวันที่ยื่นในราชอาณาจักรก็ได้ ข้อสังเกต ความแพร่หลายตามมาตรา 6 นั้นไม่มีข้อยกเว้น แม้ผู้ประดิษฐ์เองเป็นผู้นำการประดิษฐ์นั้น ออกจำหน่ายก่อนแพร่หลายก็ไม่ถือว่าเป็นการประดิษฐ์ต่อไป เพราะฉะนั้นจะต้องระวัง บางทีเป็นงานที่มีอยู่แล้ว เช่น ก คิดประดิษฐ์สินค้าขึ้นผลิตได้พันชุดหรือผลิตยารักษาโรคนำไปให้คนใช้หนึ่งพันชุด เช่นนี้ถือว่าแพร่หลายแล้วแม้ว่าจะเป็นการทดลองแล้วก็ตามเพราะฉะนั้นจะถือว่าเป็นงานที่ได้เปิดเผยแพร่หลายแล้ว

     อนุมาตราสอง การประดิษฐ์ที่ได้เปิดเผยสาระสำคัญในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ มาตรา 6 อนุสอง ก่อนวันขอรับสิทธิบัตร และไม่ว่าการเปิดเผยจะได้ทำโดยเอกสาร สิ่งพิมพ์ หรือโดยวิธีการอย่างไร

     สังเกตการเปิดเผยนี้หมายถึงการเปิดเผยทั่วๆไป ต่อสาธารณชน ไม่ว่าวิธีใดๆ หรือ ภายในหรือนอกราชฯ หากมีการเปิดเผยแล้ว ถือว่ามีการประดิษฐ์ใหม่ อยากจดทะเบียนได้ต้องใหม่

     ข้อยกเว้นที่ไม่ถือเป็นการเปิดเผยก็มีการกระทำอยู่สามลักษณะ ก็อยู่ใน มาตรา 6 วรรคท้าย ซึ่งมีดังนี้ ประการแรกการเปิดเผยซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่นขโมยออกมา ผู้ประดิษฐ์ไม่ได้เต็มใจเปิดเผย ถ้าคนแกล้งกัน อย่างนี้ก็ไม่ได้ถือว่าเปิดเผย ก็เข้าข้อยกเว้นประการที่สอง เปิดเผยโดยผู้ประดิษฐ์เอง อันนี้ก็ต่างจากมาตรา 6 เพียงแต่นำออกใช้ให้แพร่หลายประการที่สามเปิดเผยในงานแสดงสินค้าระหว่างประเทศห¬รือในงานแสดงต่อสาธารณชนของราชการ ก็ยื่นขอรับสิทธิบัตรภายในสิบสองเดือน อันนี้มีตัวอย่าง

     ก็เป็นข้อยกเว้นวันนี้เราก็ได้ทำความเข้าใจกันแล้วว่าสิทธิบัตรคืออะไร คือเอกสารที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ก็ดีการออกแบบผลิตภัณฑ์แล้วก็ต้องมีความใหม่และขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
ครั้งที่ 7 - 8. พฤ 15 กรกฏาคม 2553

     รู้สึกว่าหลักกฎหมายในเรื่องสิทธิบัตรอาจก่อให้เกิดความสับสนได้ง่าย แต่ละมาตรามันจะยึดโยงกัน ขอทบทวน มาตรา ห้า เรื่องการประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้ต้องประกอบด้วย การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และขั้นประดิษฐ์ที่สูงขึ้นและประยุกต์ได้ในทางอุตสาหกรรม และมาตราหกก็จะมารับกันทันที ว่าอะไรคือความใหม่ มาตราหกบอกว่าการประดิษฐ์ขึ้นใหม่คือไม่เป็นงานที่ปรากฎอยู่ และวรรคสองก็มารับกันอีกว่างานที่ปรากฎอยู่แล้วคืออะไร คืองานประดิษฐ์ที่มีใช้แพร่หลาย คำว่าแพร่หลาย มันก็อาจจะในมาตราหกวรรคสองพูดถึงสิ่งที่ต่อไปนี้ คืองานที่ปรากฎอยู่แล้ว มันก็ไม่ใหม่ เมื่อไม่ใหม่ ก็ไม่สามารถยื่นขอรับสิทธิบัตรได้ ก็หมายความดังต่อไปนี้ หนึ่งงานที่มีใช้แพร่หลายในราชอาณาจักร และอนุสอง งานประดิษฐ์ที่ได้ประยุกต์ในอุตสาหกรรม มีหรือใช้แพร่หลายในราชอาณาจักร มุ่งไปที่ตัวสิ่งประดิษฐ์นั้นเลย
 
     ในขณะที่อนุสองงานที่เปิดเผยการประดิษฐ์นั้น ในสาระสำคัญ ไม่ว่าในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ มาตราหกวรรคสอง อนุหนึ่ง แพร่หลาย จะมุ่งไปในตัวประดิษฐ์
 
     ในขณะที่อนุสองไม่เน้นจับต้องได้ เพียงแต่ต้องเปิดเผยในสาระสำคัญ อาจโยงว่างานที่ว่าแพร่หลาย แค่ไหนเพียงใดจึงแพร่หลาย ไม่อยู่ที่จำนวนเสมอไป ไม่ได้หมายถึงต้องเข้าไปทุกตำบลหรือทุกถนน เพราะอาจเป็นของใหญ่ที่ไม่ได้ใช้กันทั่วไป เช่นผลิตไฟฟ้า แต่เป็นที่รู้กันทั่วไป หรือตัวอย่างเช่นโทรศัพท์ที่มีสองซิม ก็น่าจะจดสิทธิบัตรแล้วแหละ รวมถึงพวกรถ ไฮปริท คือ ประหยัดน้ำมัน บางช่วงก็ใช้พลังงานไฟฟ้ามาสลับ หรือเรื่องรถประหยัดน้ำมัน สิ่งที่ประหยัดมากกว่าคนอื่นนั่นแหละคือขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น หากมีการแพร่หลายก็อยู่ในมาตราหก วรรคสองอนุมาตราหนึ่ง แพร่หลายที่จำเป็นต้องราชอาณาจักรเท่านั้น ส่วนเมื่อใดคือก่อนวันขอรับสิทธิบัตร ถ้ามีอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องยื่นสิทธิบัตรได้เลย

     ก็มีกรณี หากยื่นไปเจ้าหน้าที่รับเรื่องไว้ แต่หลักฐานไม่พร้อมไม่รับคำขอ จะมีคนบังคับติดต่อราชการ อาจใช้วิธีติดไว้ก่อน ก็จะฝากเรื่องไว้ก่อนสมมุติขาดทะเบียนบ้านของผู้ประดิษฐ์ก็ติดเรื่องไว้ก่อน ถ้าอย่างนี้ถือว่ายังไม่ได้รับ อาจจะออกใบรับให้หรือลงรับเป็นหลักฐาน ก็ถือว่าเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้รับคำขอ ประการที่สองคือมาตราสิบเก้า มีการนำงานประดิษฐ์นั้นออกแสดงต่อหน่วยงานของรัฐเป็นผู้จัด หรืออนุญาติให้มีการจัดขึ้นในราชอาณาจักร ซึ่งปีหนึ่งก็มีหลายครั้งเพื่อกระตุ้นให้มีการประดิษฐ์ ซึ่งใครอยากได้สิทธิบัตรก็ต้องมีการประดิษฐ์ให้สูงขึ้น

     ซึ่งปกติก็มีการจัดกันตามโรงแรมใหญ่ๆ หรือแม้หน่วยงานของรัฐไม่ได้จัดแต่อนุญาต และมีการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรต่อการประดิษฐ์นั้น และยื่นคำขอรับสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์นั้น นับแต่วันเปิดงานก็จะถือว่าได้ยื่นคำขอนั้นในวันเปิดงานแสดงและ อีกสักสิบเดือนค่อยมายื่นขอรับก็อยู่ในเงื่อนไขหนึ่งปี ก็ถือว่าได้ยื่นในวันที่สิบห้าเพื่อ หากใครมายื่นวันที่สิบหก ก็ไม่อาจสู้คนที่นำออกแสดงนั้นได้ ก็ใช้สิทธิคือมายื่นขอรับสิทธิบัตรในการเปิดเผยนั้น ในงานที่หน่วยงานของรัฐจัดหรืออนุญาตให้จัด
 
     กรณีที่สามคือกรณีตามมาตรา 19 ทวิ ได้แก่กรณีตามมาตรา 14 คือมีคุณสมบัติขอยื่นรับสิทธิบัตรได้ ก็คือ ต้องมีสัญชาติไทย หรือนิติบุคคลที่ตั้งในไทย ก็ไปอ่านเอาเองนะครับ ได้ยื่นคำอรับสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์นั้นไว้นอกราชอาณาจักร ถ้ายื่นไว้ในราชอาณาจักรภายในสิบสองเดือน นับแต่วันที่ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรในราชอาณาจักรนั้นไว้เป็นครั้งแรก นับครั้งแรก เป็นวันที่ได้ยื่นคำขอในราชอาณาจักร อันนี้ก็ถือเป็นตัวอย่างก็คือ ก ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรในไทย เมื่อวันที่หนึ่งสิงหาคม ปีเดียวกัน ซึ่งอยู่ในสิบสองเดือนนับแต่วันขอรับสิทธิบัตรในอังกฤษ เป็นครั้งแรก เช่นนี้ถือว่ามันที่ขอรับสิทธิบัตรในอังกฤษ เป็นคำขอรับสิทธิบัตรในไทยได้ เช่นนี้ เขาสามารถให้ขอให้วันที่ยื่นในอังกฤษเป็นวันที่ยื่นในไทยได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นว่า ก่อนวันที่หนึ่งสิงหา ได้มีการประดิษฐ์ ออกทั่วไป การประดิษฐ์นั้นก็ยังเป็นงานประดิษฐ์ที่ใหม่

     อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ทำให้เข้าใจดีขึ้น ข้อสังเกตความแพร่หลายไม่มีข้อยกเว้น แล้วผู้ประดิษฐ์เองเป็นผู้นำการประดิษฐ์นั้นออกจำหน่ายแพร่หลายก่อนวันขอรับสิท¬ธิบัตร จนแพร่หลายก็จะมีผลให้ การประดิษฐ์นั้นเป็นงานประดิษฐ์ใหม่อีกต่อไป
ตัวอย่างนะครับ

     สมชายคิดประดิษฐ์สินค้าขึ้นและประดิษฐ์มาพันชุดออกไปขายก็ดี กฏหมายไทยไม่มีข้อยกเว้น เมื่อเป็นการทำให้แพร่หลาย เราอาจจะเห็นเรื่องการแจกของในซูเปอร์มาเก็ต พวกของตัวอย่างมักจะดี

     กฏหมายบ้านเรายังถือว่าเป็นการแพร่หลายแล้ว มาตราหก วรรคสองอนุมาตราสอง การประดิษฐ์ที่ได้มีการเปิดเผยลายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญหรือลายละเอียดในเอกสารหรือสิ้งพิมพ์ที่ได้แพร่หลายอยู่แล้วในวันขอรับสิทธิที่บัตรไม่ว่าจะทำด้วยเอกสาร สิ่งพิมพ์หรือการเปิดเผยโดยประการใด การเปิดเผยนี้คือเปิดเผยโดยทั่วไป ไม่ว่าวิธีใด ไม่ว่าในหรือราชอาณาจักร

     ดูตัวอย่างนะครับ นายขาวได้ออกแบบปากกาตนเอง ซึ่งเป็นแบบที่ไม่เหมือนใคร โดยออกแบบรูปร่างหุนจำลองหลายครั้งให้ช่างออกแบบแม่พิมพ์แล้วจึงทำการผลิต ปากกาแบบดังกล่าวจำหน่าย และเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ จึงได้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์เผยแพร่ภาพและระบุรายละเอียดเกี่ยวกับแบบปากกาของตนเพื่อชี้ว่าแตกต่างจากปากกายี่ห้ออื่นๆอย่างใด

     นายขาวต้องการให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตร ก็ต้องถือว่ามีการเปิดเผยแล้วไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยโดยตนเองหรือไม่
 
     4783/2549 โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตร ว่ากวาวเครือได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญตั้งแต่ 2474ก่อนวันที่จำเลยที่หนึ่งขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์จึงไม่ใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่นอกจากนี้ยังไม่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น จึงไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ นอกจากนี้ยังอธิบายด้วยว่า ส่วนประกอบของกวาวเครือ และนมสัตว์ ส่วนการประกอบอื่นๆนอกจากนี้จะมีหรือไม่ มากน้อยเพียงใดหรือไม่ก็ได้ เมื่อตำราที่มีการเผยแพร่มาก่อน ได้มีการกล่าวถึงปั้นเป็นลูกกลอน การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรพิพาทจึงไม่ถือเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ถือว่ามีการเปิดเผยลายละเอียดสำคัญแล้ว แม้มีการเปิดเผยลายละเอียดสิ่งสำคัญก็ไม่ได้ทำให้เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และละเอียดขึ้นฏีกายังมีน้อยนะครับ

     ต่อไปนะครับข้อยกเว้นที่ไม่ถือเป็นการเปิดเผย ประการแรกคือเป็นการเปิดเผยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
 
     สองเป็นการเปิดเผยโดยผู้ประดิษฐ์เอง เพราะว่าอันนี้เป็นเรื่องเปิดเผยเอง นั่นคือทำให้แพร่หลายแต่กรณีที่เปิดเผยก็เข้าข้อยกเว้น ตามมาตราหกวรรคท้าย อีกประการหนึ่งการเปิดเผยในงานการแสดงสินค้าระหว่างประเทศ และผู้ประดิษฐ์นั้นก็ได้ยื่นขอรับสิทธิบัตรนับแต่วันที่เปิดเผย และผู้ประดิษฐ์นั้นขอรับสิทธบัตรภายในสิบสองเดือนต่อไปมาตราหกวรรคสองอนุมาตราส¬ามไม่ว่าจะในหรือนอกราชอาณาจักรและไม่ว่าการขอรับสิทธิบัตรนั้นจะโดยผู้ใด

     ดูตัวอย่างก็คือเมื่อมีการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรแล้ว เพราะว่าขั้นตอนในการจดทะเบียนเราต้องอธิบายอะไร เมื่อมีการรับจดทะเบียนแล้ว ถือว่ามีการเปิดเผยแล้วไม่ถือว่ามีสิ่งใหม่

     ข้อนี้จึงเป็นหลักง่ายกรณีก็ต้องด้วยมาตราหกอนุมาตราสาม ผู้ประดิษฐ์ การประดิษฐ์ของเขาเอง จะมาจดขอรับสิทธิบัตรของเราไม่ได้ แล้วก็ถือว่าเป็นการเปิดเผยแล้ว ถ้าเราได้สิทธิบัตร ซึ่งมาตราหกวรรคสอง นี่ต้องพูดถึงเรื่องว่าเป็นงานที่ปรากฎอยู่แล้ว ไม่ว่าเป็นงานอนุมาตราสองสามสี่หรือห้า

     ซึ่งทำให้ไม่สามารถเป็นข้อใหม่ได้ ก็หาได้รับสิทธิบัตรได้เพราะมันไม่ใหม่แล้ว ก็จะเข้ามาตราหกวรรคสองอนุมาตราสาม อีกประการของที่มีอยู่แล้วก็คือการประดิษฐ์ที่มีผู้ขอสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรอยู่แล้ว อนุสามได้แล้ว อนุสี่แค่ขอรับรัฐจะให้หรือไม่ก็ยังไม่รู้ การประดิษฐ์ที่มีผู้ขออยู่แล้ว ก่อนวันขอรับสิทธิบัตร แต่ยังมิได้มีการออกให้ การประดิษฐ์ที่มู้ขอมาเป็นเวลาเกินสิบแปดเดือนแล้วหน่วยงานต่างประเทศก็ยังไม่อนุมัติ เช่นนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นของใหม่ต้องถือว่าเป็นงานที่ปรากฎอยู่แล้ว

     ก็คือเป็นคำอธิบายเพิ่มเติมถือว่า งานประดิษฐืนั้นไม่ใช่ของใหม่ โดยได้ยื่นขอรับสิทธิบัตรเป็นอย่างอื่น ทางแก้ก็ต้องขอรับในไทยอย่าให้ครบสิบแปดเดือน ก่อนครบสิบแปดเดือนก็ยื่นในเมืองไทยซะ ก็จะไม่เกินกว่าสิบแปดเดือน
บันทึกการเข้า

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
     อนุมาตราห้า การประดิษฐ์ที่มีผู้ขอรับสิทธิบัตรไว้แล้ว ไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร อันนี้ก็คงจะต้องใช้ความจำนิดหนึ่ง เหมือนตามข้อสี่ กับการประกาศโฆษณาแล้ว ก่อนวันขอรับสิทธิบัตร คราวนี้มาดูอีกนิดหนึ่ง ไม่ใช่ออกเผยแพร่นะครับ เป็นการเปิดเผยมิให้ถือว่าเป็นการเปิดเผยสาระสำคัญในอนุมาตราสอง
 
     ก็คือต้องเป็นของใหม่ กฎหมายได้บอกแล้วว่าแค่ไหนเพียงใดเป็นของใหม่ หรือของที่มีอยู่แล้ว ประการที่สองที่ขอรับได้คือ มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ได้แก่การประดิษฐ์ที่ไม่เป็นที่ประจักษ์โดยง่ายจากบุคคลที่เป็นธรรมดาสามัญ คือไม่สามารถคิดค้นโดยง่าย เพราะเรากำลังพูดถึงการประดิษฐ์ คือแม้คนชำนาญสามัญก็ไม่คิดค้นโดยง่าย จะถือว่ามีการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น เช่นโทรศัพท์เมื่อก่อนโทรเข้าโทรออกอย่างเดียว ประการต่อมาก็คือสิ่งที่คิดค้นโดยง่ายเกินไปสำหรับคนที่มีความสามารถปานกลาง

     3523/2537 โจทก์ได้คิดค้นตระกร้อพลาสติก มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นหรือไม่ เป็นเรื่องการนำพลาสติกมาสานตระกร้อ ไม่สามารถจะสานได้อย่างตระกร้อหวาย เอาหวายมาร้อยทีละเส้น แต่พลาสติกคือแถบ แทนที่จะทำเป็นเส้นก็ทำเป็นแถบ ซึ่งจะต้องทำให้เว้าให้ดูเล็กน้อย ซึ่งเป็นลักษณะในทางโครงสร้างซึ่งคำพิพากษาฏีกานี้ถือว่าผลิตภัณฑ์ตระกร้อนี้มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นโดยเหตุผลที่ว่า ผลที่ได้จากตระกร้อพลาสติกนี้ต่างจากตระกร้อหวายมาก คืแก้ไขเรื่องการยืดหยุ่น การเด้งตัว ตระกร้อหวายการเด้งตัวไม่คงที่ ประการที่สองตระกร้อพลาสติกมีน้ำหนักคงที่แน่นอน ประการที่สามตระกร้อพลาสติกราคาถูก ไม่มีปัญหาด้านความชื้น แก้ปัญหาได้หลายอย่างนี่แหละคือขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น ก็คือดูที่ผลไม่ได้ดูที่โครงสร้าง

     แต่ต้องให้ดูที่ผลไม่ได้ให้ดูที่โครงสร้าง อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องเครื่องจักรผลิตกระดาษ ขึ้นสู่ศาลสูงสหรัฐ ก็ให้ดูที่ผลเหมือนกัน ไม่ต้องดูโครงสร้างว่าต่างจากเดิมอย่างไร เครื่องจักรในการผลิตกระดาษก็มีองค์ประกอบสองส่วน ก็คือเยื่อไม้ อีกส่วนเมื่อออกเป็นกระดาษ ก็ให้ดูเป็นแผ่นกว่าที่กระดาษจะเป็นแผ่นเรียบต้องดูความสัมพันธ์กัน ปัญหายุ่งยากช่วงแรกก็คืออัตราความเร็วในการป้อนวัตถุดิบ ไม่สัมพันธ์กัน ตัวป้อนเข้าตัวดึงออกไม่สัมพันธ์กัน

     วนไปวนมาจะแก้ปัญหาอย่างไร เป็นการเปลี่ยนมุม คือยกขาของเครื่องให้สูงขึ้นก็ทำให้สัมพันธ์ การยกมุมเปลี่ยนมุมก็พอดี ศาลสูงมองว่าเช่นนี้ถือว่ามีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นแล้ว เพราะว่าถ้าดึงเปลี่ยงองศาความเร็วก็ต่างขึ้น ในเรื่องของการประดิษฐ์สูงขึ้น 4131/2536 การประดิษฐ์เครื่องกองน้ำ มีงานที่ปรากฎอยู่แล้วไม่ปรากฎว่าเครื่องกองน้ำตามสิทธิบัตรของจำเลย มีประสิทธิภาพที่เครื่องกรองน้ำตามสิทธิบัตร หรือสามารถแก้ปัญหาที่มีงานที่ปรากฎขึ้นอยู่แล้วไม่อาจแก้ไข ไม่เป็นสิ่งที่ประจักษ์ได้โดยง่าย การตอบให้ได้คะแนนดี ถ้าอะไรมีศัพท์กฎหมาย คำสำคัญ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นก็ทำให้เห็นได้ง่าย ว่ารู้ ต่อบุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญของงานประเภทนั้น อันจะถือว่าเป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นได้ คดีนี้มีการฟ้องขอเพิกถอนนะครับ

     การออกสิทธิบัตร ไม่สมบูรณ์โจทก์ย่อมกล่าวอ้างได้ ตามมาตรา 54วรรคสอง ก็มีอีกฏีกาหนึ่งคือฏีกาเรื่องกวาวเครือ ของการประดิษฐ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้ต้องเป็นการประดิษฐ์ที่ประยุกต์ในทางอุตส¬าหกรรมได้ ก็ไม่น่าจะใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น อาจไปใช้ในเกษตรกรรม ก็ได้ เช่นกังหันน้ำชัยพัฒนา
 
     อย่างนี้ก็จดสิทธิบัตรได้ กฎหมายตัวบทใช้คำว่าในทางอุตสาหกรรมก็จริง แต่ไม่ได้จำเป็นต้องอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมเสมอไป
 
     วันนี้จะพูดเรื่องอนุสิทธิบัตรบ้างนะครับ คุณสมบัติที่เรียกอนุก็เพราะน้อยกว่าเป็นงานประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และสามารถใช้ในทางอุตสาหกรรม ขาดองค์ประกอบอันหนึ่งก็คือขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น ก็มีระยะเวลายี่สิบปี เพราะถ้าเกิดอยากอยู่ในอุตสาหกรรม ก็อย่าหยุดคิด ไม่ใช่ว่าประดิษฐ์มาอย่างหนึ่งแล้วก็ใช้ได้ตลอดชีวิต ส่วนอนุสิทธิบัตร ก็คือหกปี แล้วก็ขอต่ออายุได้สองปีอีกสองครั้ง อันนี้ต่ออย่างเต็มที่แล้ว แล้วก็มีคำถามว่าใครจะสนใจมาจด ตอบว่ามีมากมายเพราะบางทีก็ยากที่จะประดิษฐ์ให้มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น

     ตอนนี้ไปไหนก็ไม่ต้องแบกหนังสือไปหลายเล่มแล้วพกไอแพทก็จบแล้ว ก็มาดูว่าโอกาสที่จะได้รับอนุสิทธิบัตรมันมีมากกว่าสิทธิบัตร ไม่ต้องไปตรวจสอบว่ามีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นหรือไม่ เพียงใด ก็ต้องมีการตรวจสอบกันนานหน่อย การออกแบบผลิตภัณฑ์เราจะพูดถึงตัวที่สามแล้วนะครับ
 
     สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ คือ ทัมป์ได๊ร์ ส่วนใหญ่เราก็จะต้องพกห้อยคอ แต่ก็มีการออกแบบเป็นปากกา ก็อย่างนั้นเป็นต้นก็มีการออกแบบมันก็เป็นทัมป์ได๊ร์เหมือนเดิมแหละครับ หรือว่าทำใหม่ก็เป็นทัมป์ได๊ร์อยู่ดี สังเกตว่าการออกแบบต่างออกไป หลักเกณฑ์ก็อยู่ในมาตรา 56 เรื่องสิทธิบัตรการออกแบบ ประการแรกต้องเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่

     ฏีกาที่ 475/2537 เครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้าได้มีการออกจำหน่ายก่อนจด ทั้งได้มีการลงหนังสือพิมพ์รายวันดังนี้แบบผลิตภัณฑ์เครื่องปั่นกระแสไฟฟ้าของโจทก์ จึงไม่เป็นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ตามมาตรา 56 และ 57 สิทธิบัตรของโจทก์ที่กรมทะเบียนการค้า (สมัยก่อนเรียกชื่อนี้นะครับ ปัจจุบันก็มีกรมทรัพย์สินทางปัญญา) ก็เป็นตัวอย่างว่าใหม่หรือไม่
 
     หลักเกณฑ์ประการที่สอง ต้องเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่ออุตสาหกรรมเท่านั้น เป็นฏีกา 7769/2547 การทดลองแบบผลิตภัณฑ์ แผงสายอากาศเครื่องรับโทรทัศน์ ว่าสามารถใช้รับสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุได้หรือไม่ จึงเป็นการดูว่าเป็นการออกแบบในผังอุตสาหกรรมไม่ได้ออกแบบกันเล่นๆ เมื่อมีการทดลองแล้วนั้นว่าสามารถใช้ได้หรือไม่ ศาลฏีกาชี้ว่าเป็นการทดลองเพื่อให้รู้ว่าเป็นการออกแบบในอุตสาหรกรรมหรือไม่ ก็มีปัญหาว่าแค่ไหนเพียงใด เป็นใหม่หรือไม่ ขั้นประดิษฐ์สูงขึ้นหรือไม่ ต้องมีหรือแพร่หลาย ในราชอาณาจักร ก่อนวันขอรับสิทธิบัตร เรื่องการออกแบบก็อยู่ในมาตรา 56 เป็นต้นไป

     มาตรา 57 พูดถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ถือว่าใหม่ประกาศที่สอง ภาพสาระสำคัญหรือเอกสาร หรือสิ่งพิมพ์ที่ไม่ได้เผยแพร่อยู่แล้วไม่ว่าในหรือนอกราช

     ข้อสังเกต ประการแรกก็คือ การเปิดเผย กรณีสิทธิบัตรการออกแบบแคบกว่ากรณีเปิดเผยสิทธิบัตรการประดิษฐ์ เพราะว่าสิทธิบัตรการออกแบบจำกัดเฉพาะในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์เท่านั้นในขณะที่สิทธิบัตรการประดิษฐ์อาจเปิดเผยไม่ว่าในกรณีใดๆ ก็สังเหตได้ว่าหลักการเหมือนกันแต่การกว้างหรือการแคบต่างกัน

     ประการที่สองสิทธิบัตรการออกแบบไม่มีข้อยกเว้นในการเปิดเผย เรามาดูต่อไปครับ ลักษณะการออกแบบที่ไม่ถือว่าใหม่ ก็ถือว่าเป็นงานที่มีอยู่แล้ว แบบผลิตภัณฑ์นั้นได้มีการประกาศโฆษณามาแล้วก่อนวันขอรับสิทธิบัตร มาตรา 65

     ส่วนมาตรา 28 เรื่องเจ้าพนักงานออกโฆษณานั้น แบบผลิตภันณ์ที่คล้ายกับแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เพราะฉะนั้นจะถือว่าใหม่ ต้องตามกันมา ต่างกันเล็กๆน้อยๆไม่ถือว่าใหม่ เช่นมีดโกนหนวด คล้ายปืนอาจขอจดสิทธิบัตรในการออกแบบได้ หรือว่าตู้เสื้อผ้าที่เป็นห้องแต่งตัวด้วย

     ตัวอย่างฏีกา 5341/2533 โจทก์ออกแบบเหยือกน้ำ โดยออกแบบกรวยเป็นล่องสี่เหลี่ยมโจทก์ไปขอรับสิทธิบัตรแต่ไม่ได้รับการจดทะเบียน ศาลฏีกาเห็นว่า ที่ปากกรวยทำเป็นสี่เหลี่ยมนิดเดียว ต่างกันแค่กรวยรินน้ำเพราะฉะนั้นเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ หากฝ่ายราชการรับไปก็ให้เพิกถอนได้ ปัจจุบันก็มีออกแบบให้ต่าง เช่นในโน๊ตบุ๊คที่สามารถหมุนได้รอบ ก็น่าจะสามารถจดได้

     1822/2543 การออกแบบปลอกพวงมาลัย บางทีตากแดดนานก็จับก็ร้อน ก็ออกแบบปลอกหุ้ม คล้ายกับแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการเปิดเผยภาพ ในเอกสารที่ได้เผยแพร่แล้วว่าสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ปลอกหุ้มพวงมาลัยรถ ย่อมเป็นสิทธิบัตรที่ออกไปโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 56อันนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของมาตรา 57 ที่พูดถึงเรื่องที่ไม่ถือว่าเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่
 
     การขอรับสิทธิบัตร บุคคลประเภทใดบางที่มีสิทธิขอ ก็มีสามกลุ่ม กลุ่มแรกก็คือผู้ผลิตหรือผู้ออกแบบ ก็คือ มาตรา 15 และ 65อย่าลืมนะครับเป็นเรื่องการอนุโลมให้นำเรื่องสิทธิบัตรการประดิษฐ์มาใช้ในสิท¬ธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วย
 
     มาตรา 15กรณีหลายคนประดิษฐ์ร่วมกันในเมื่อหลายคนร่วมกันก็มีสิทธิที่จะขอรับสิทธิบัตร¬ร่วมกัน ตัวอย่างในเรื่องมาตรา 15 ก็เช่น 7769/2547 ก็สรุปได้ดังนี้

     เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์กับ ช ซึ่งเป็นพี่ชาย รวมกันออกแบบแผงสายอากาศโทรทัศน์และวิทยุ โจทก์กับ ช ซึ่งเป็นพี่ชายจึงมีสิทธิขอรับสิทธิบัตรร่วมกัน เพราะว่าปกติมาตราต้นๆจะเป็นเรื่องสิทธิบัตรการประดิษฐ์ กลุ่มที่สองที่ขอได้ก็คือนายจ้างหรือผู้ว่าจ้างตามมาตรา 11 12 และ 13
 
     สรุปดังนี้นะครับ สั้นๆให้เข้าใจง่ายๆ มาตรา 11 ปรกติเขียนว่านายจ้างมีสิทธิรับ โดยการทำงานตามสัญญาจ้างย่อมตกแก่นายจ้าง เว้นแต่นายจ้างระบุไว้เป็นอย่างอื่นปรกตินายจ้างมีสิทธิเว้นแต่ตกลงกันเป็นอย่างอื่น ถ้าลูกจ้างเป็นคนที่มีฝีมือประเภทต้องอ้อนวอนมา ก็อาจกำหนดในสัญญาจ้างว่าเป็นของลูกจ้าง ก็ย่อมทำได้ กรณีมาตรา 12ถ้านายจ้างได้ประโยชน์ จากการที่ประดิษฐ์คิดค้น ลูกจ้างมีสิทธิได้รับบำเหน็จพิเศษ นอกจากการจ้างในการปรกติ สิทธิที่ขอเป็นของนายจ้าง แต่หากการประดิษฐ์นั้นทำให้นายจ้างมีเงินก็มีสิทธิได้บำเหน็จพิเศษ มาตรา 13อยู่ในกลุ่มนายจ้างหรือผู้ว่าจ้าง ข้าราชการพนักงานรัฐวิสาหกิจก็มีสิทธิตามมาตรา 12 ด้วย ทั้งนี้จะเห็นว่ากฎหมายมุ่งส่งเสริมให้มีการประดิษฐ์มากๆ กลุ่มที่สามคือผู้รับโอนสิทธิการขอรับสิทธิบัตรนี้โอนกันได้ วรรคแรกคือผู้ประดิษฐ์มีสิทธิได้รับสิทธิบัตรผู้ประดิษฐ์เป็นผู้รับสิทธิบัตร แต่ถ้าเกิดทำงานตามภายใต้สัญญาจ้างถ้าไม่ตกลงเป็นอย่างอื่นสิ่งที่ขอเป็นของนายจ้าง มาตรา 10 วรรคสองบัญญัติว่าสิทธิที่ขอรับสิทธิบัตรนั้นย่อมโอนและก็ รับมรดกกันได้ นะครับ อันนี้ก็คือบุคคลที่มีสิทธิขอรับสิทธิบัตร สามกลุ่ม

                             จบคำบรรยายวิชา กฎหมายกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา (ค่ำ) ครั้งที่ 6 - 8 ค่ะ.... ::) :P 8) :-[
บันทึกการเข้า

namyom

  • Jr. Member
  • **
  • คะแนนความดี: 2
  • กระทู้: 64
    • ดูรายละเอียด
สาธุ...
ขอให้หมอเค้ก และทีมงาน เจริญๆ  แข็งแรงๆ ด้วยครับ
บันทึกการเข้า

ohojeje

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 17
    • ดูรายละเอียด
ขอบคุณค่ะ ใจดีจัง
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
สาธุ...เช่นกันค่ะ...ขอบคุณสำหรับคำอวยพรนะคะ ลุงnamyom ..... :-[ :-[
บันทึกการเข้า

castingone

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 18
    • ดูรายละเอียด
ขอบคุณ คุณหมอมากค่ะ :'(
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1074
    • ดูรายละเอียด
Go to Roku page roku activation record enter Roku com activation code appeared on Roku TV. My Roku com activate not working use new Roku code.
บันทึกการเข้า

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1074
    • ดูรายละเอียด
You can now watch your favorite shows on AMC by activating it using the amc.com/activate AMC channel is one of the favorites for people in the US You will be able to appreciate the shows and programs on AMC Roku
บันทึกการเข้า

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links

mahi01

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 1074
    • ดูรายละเอียด
download microsoft office 2016 windows, microsoft office 2016 windows, https://sites.google.com/site/microsoftofficeproductkey/   microsoft office 2016 windows download,Before you can install Office 365 or Office 2019 you need to associate it with a Microsoft account, https://sites.google.com/site/oofficesetupproductkey/   Click Download and install Office.
บันทึกการเข้า
 

อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ | สอบสวน | เงินกู้ | สินเชื่อ

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.218 วินาที กับ 22 คำสั่ง