ไทยจัดจ์

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Facebook Page thaijudge

ข่าว:

ไทยจัดจ์ ปรึกษากฎหมายฟรี กระดาน ถาม ตอบ กระทู้ ปัญหา กฎหมาย ชุมชน กฎหมาย เนติบัณฑิต นิติศาสตร์ นิติกร ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ติว เตรียมสอบ เนติบัณฑิต ตั๋วทนาย อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ปรึกษากฎหมายฟรี สมัครสมาชิกจึงมองเห็นไฟล์แนบ วิธีสมัครสมาชิก ตั้งกระทู้ ค้นกฎหมาย ค้นฎีกา  

ผู้เขียน หัวข้อ: สามารถเอาผิดได้โดยวิธีได  (อ่าน 16384 ครั้ง)

nurse

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 2
    • ดูรายละเอียด
สามารถเอาผิดได้โดยวิธีได
« เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2010, 09:15:00 »
แพทย์ รอง ผอก. แจ้งให้เจ้าหน้าที่พยาบาล ผู้เรียกเก็บเงิน

เรียกเก็บเงินค่ารักษาพยาบาล 6000 บาท ในผู้ป่วยที่พบแพทย์มาจากคลินิก แล้วส่งมาผ่าตัด รพ.
ทั้งที่ตามกรณีปกติ รพ.ควรเรียกเก็บเงิน ได้ 12000 บาทในผู้ป่วยที่มาผ่าตัดตามปกติ

พยาบาลก็แจ้งว่าไม่ถูกเพราะเก็บเงินน้อยกว่าที่ควรเป็น แต่แพทย์เป็นผู้บริหารแจ้งว่า เป็นมติกรรมการบริหารให้ลดราคา ครึ่งนึง (ซึ่งไม่มีมตินี้อยู่จริง)

เหตผลก็เพราะแพทย์เรียกเก็บเงินผู้ป่วยส่วนตัวมาก่อน 6000 บาทแล้วจากคลินิก อันนี้คงหาหลักฐานยาก

แต่ใบเสร็จที่แสดงให้เห็นว่าการเรียกเก็บจากผู้ป่วย 6000 บาท ใน รพ.นี้มีอยู่ และแสดงให้เห็นว่าแตกต่างจากผู้ป่วยทั่วไป ที่เก็บ 12000 บาท

จึงเห็นว่านี่เป็นการทำให้รัฐ เสียประโยชน์

กรณีนี้ต้องฟ้องร้อง หรือร้องเรียนที่ไดถึงจะเอาความผิดนี้เป็นโทษหนักได้ ร้องใน รพ. หรือ จังหวัด ไม่ได้ประโยชน์ เนื่องจาก เป้นผู้บริหารระดับสูง

ขอเรียนปรึกษาเบื้องต้น แต่ถ้ามีทางเอาผิดได้ ยินดีจ่ายค่าใช้จ่าย เต็มที่ ไม่อั้นเรียกว่าทุ่มหมดตัว ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่ที่การฟ้องศาล
คือร้องต่อหน่วยงานที่เอาผิดร้ายแรงได้ ถึงท่านไม่ต้องยื่นฟ้อง แต่ถ้าีมีแนวทางให้ดำเนินการได้ ก็ยินดีจ่าย ไม่อั้นเช่นกันแต่ต้องมีโอกาสเอาผิดได้นะ

เพราะดิฉันเป็นไต้บังคับบัญชา ถ้าร้องแล้ว เอาผิดไม่ได้ จะเดือดร้อนแน่นอน
ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links


บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สามารถเอาผิดได้โดยวิธีได
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2010, 13:23:01 »
การฟ้องแพทย์

     ในปัจจุบันปัญหาเรื่องแพทย์ถูกฟ้องได้เกิดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในโรงพยาบาลของเอกชนและของรัฐบาลบางครั้งเกิดจากความเข้าใจผิด แต่บางครั้งเกิดจากความผิดพลาดจริง ๆ ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้มีการฟ้องร้องเกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้นแพทย์จึงควรศึกษาเรื่องโอกาสเสี่ยงที่อาจจะโดนฟ้องร้อง เพื่อเป็นการฟ้องร้องเกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้นแพทย์จึงควรศึกษาเรื่องโอกาสเสี่ยงที่อาจจะโดนฟ้องร้อง เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองไว้ด้วย แต่เดิมมานั้นอาชีพแพทย์เราจัดอยู่ในอาชีพที่มีเกียรติซึ่งภาษาอังกฤษเรียก “Profession” ภาษาไทยที่ถูกต้องคือ “วิชาชีพ” ซึ่งหมายความว่าเป็นอาชีพที่ต้องใช้คุณธรรมและจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพ วิชาชีพที่สำคัญคือ ผู้พิพากษา แพทย์และนักบวช ส่วนสาขาอื่น ๆ จัดเป็นอาชีพ Occupation ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีข้อกำหนดให้ยึดถือจริยธรรมและคุณธรรมในการปฏิบัติงานอาชีพแพทย์จึงไม่สามารถเรียกร้องค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนในการรักษาพยาบาลในลักษณะ ของค่าจ้าง (Wage) ได้คงคิดได้เพียงค่าธรรมเนียม (Fee) หากคนใข้ไม่มีเงินในการรักษาพยาบาลแพทย์ก็ต้องมีจรรยาบรรณในการรักษาช่วยชีวิต แม้ไม่ได้เงิน อีกทั้งรัฐธรรมนูญก็ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการบริการพื้นฐานจากรัฐ ซึ่งหมายรวมถึงการรักษาพยาบาลด้วย

     แต่ในปัจจุบันวิชาชีพแพทย์ถูกดึงเข้าสู่ระบบธุรกิจมากขึ้น โรงพยาบาลเอกชนเปิดดำเนินการในเชิงธุรกิจ มีจุดมุ่งหมายคือมีผลกำไร จึงทำให้ผูกพันหรือความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปเป็นเชิงธุรกิจ โดยมีการนำโรงพยาบาลเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งในต่างประเทศไม่เคยมี การนำโรงพยาบาลเข้าตลาดหลักทรัพย์เลย ทั้งนี้เพราะข้อกำหนดของบริษัทที่จะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ จะต้องมีผลกำไรอยู่ในเกณฑ์ดี จึงจะผ่านการรับรอง การดำเนินการของโรงพยาบาลจึงมุ่งเน้นที่การทำกำไร มีการให้ผลประโยชน์ตอบแทนแพทย์ การมาตรวจเยี่ยมผู้ป่วยแต่ละครั้งล้วนมีการคิดค่าแพทย์ทุกอย่างล้วนเป็นเงิน เป็นทอง ดังนั้นเมื่อแพทย์ไม่สามารถรักษาคนไข้ให้หายหรือบรรลุเป้าหมายของการตกลงในเบื้องต้นหรือผู้ป่วยไม่พึงพอใจในผลการรักษาคนไข้ให้หายหรือบรรลุเป้าหมายของ การตกลงในเบื้องต้นหรือผู้ป่วยไม่พึงพอใจในผลการรักษาเมื่อได้จ่ายเงินเป็นจำนวนมากแล้วก็ตาม และหากมีความเสียหายที่เกิดจากการรักษาพยาบาลด้วยแล้ว ผู้ป่วยจะหันกลับมาฟ้องแพทย์ทันที โดยจะดูได้จากสถิติการฟ้องร้องแพทย์ต่อศาล และการร้องเรียนต่อแพทยสภามีมากขึ้นเรื่อย ๆ วงเงินก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ แนวโน้มเช่นนี้ชี้ให้เห็นถึงความศรัทธาในการทำงานของแพทย์ลดลง ความเห็นอกเห็นใจก็ลดน้อยลง ความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยผู้ป่วยก็นำมาร้องเรียน การเตรียมพร้อมต่อปัญหาการฟ้องร้อง จึงเป็นสิ่งที่แพทย์ทุกคนควรตระหนักเป็นอย่างยิ่ง

     หากศึกษาวิเคราะห์เรื่องการฟ้องร้อง จะพบว่าการฟ้องร้องส่วนใหญ่เริ่มมีมากขึ้น เมื่อมีการพัฒนาเทคนิค เครื่องมือในการตรวจวินิจฉัยและรักษาทางการแพทย์มากขึ้นเรื่อย ๆ (New development) ดูตัวอย่างได้จากสูติแพทย์ถูกคาดหวังจากคนไข้ที่มาฝากท้องว่าจะสามารถตรวจพบ ความพิการ ความผิดปกติด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย แพทย์เองก็นำเครื่องมือมาใช้โดยบางครั้งอาจจะยังมีประสบการณ์ไม่เพียงพอ เมื่อเกิดความผิดพลาดในการวินิจฉัยคนไข้จึงทำการร้องเรียน นอกจากนี้การฟ้องจะมีการดูตามแนวโน้มของคดีที่มีการฟ้องร้องที่ประสบความสำเร็จ (recent trends) ในประเทศไทยสูติแพทย์ถูกฟ้องเป็นอันดับหนึ่ง คดีที่มีการเรียกร้องค่าเสียหายสูงที่สุดในขณะนี้คือ คดีที่เกี่ยวกับสูติแพทย์ และวิสัญญีแพทย์ นอกจากนี้ในประเทศไทยหมอเด็กก็ถูกร้องเรียนมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ดูจุดที่เป็นปัญหาที่จะกระตุ้นให้เกิดการฟ้องร้องจะมีหลายจุดด้วยกัน ในส่วนแรกคือ เมื่อผลการรักษาไม่ได้ดังที่ผู้ป่วยคาดหวัง (unexpected result) ผู้ป่วยไม่พอใจในการดูแลเอาใจใส่หรือการรักษาของแพทย์และเจ้าหน้าที่
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สามารถเอาผิดได้โดยวิธีได
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2010, 13:28:56 »
     เช่น ผู้ป่วยเป็นคนไข้ประจำของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง มีอาการปวดท้องไปพบแพทย์ตรวจหลายครั้งก็ไม่ดีขึ้น เมื่อเปลี่ยนไปหาแพทย์โรงพยาบาลอื่นจึงตรวจพบว่าไส้ติ่งอักเสบแตกแล้ว ผู้ป่วยจึงย้อนกลับไปฟ้องร้องแพทย์ของโรงพยาบาลแห่งแรกที่เคยรักษาเป็นประจำ ในส่วนที่ 2 คือ การเกิดภาวะแทรกซ้อนจนผู้ป่วยเสียชีวิต หรือไม่สามารถกลับไปทำงานได้เหมือนเดิมหรือสูญเสียอวัยวะบางส่วน (seriousness of injury) ซึ่งปัญหาในส่วนนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากอันมีปัจจัยมากจากการวินิจฉัย หรือการรักษาพยาบาลที่ผิดพลาดหรือช้าเกินไป ทั้งนี้เพราะแพทย์เราเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากเกินไป ไม่ดูแลผู้ป่วยในลักษณะองค์รวม (Holistic approach) ส่วนที่ 3 คือปัญหาในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยเปลี่ยนไป (weak doctor-patient relationship) ผู้ป่วยคาดหวังว่าแพทย์จะอธิบาย ชี้แจงเรื่องความเจ็บป่วยให้ทราบ แต่แพทย์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักจะมาดูคนไข้แล้วก็ไป และในโรงพยาบาลเอกชนการมาดูผู้ป่วยแต่ละครั้งจะมีการคิดค่าตรวจเสมอ ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยจึงเปลี่ยนเป็นเชิงธุรกิจเกือบทั้งหมด เมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นก็อาจมีการดำเนินทางกฎหมายทันที โดยไม่เกรงใจ ปัญหาในส่วนที่ 4 คือ ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าตรวจหรือค่ารักษา (uncertain financial future) ที่สูงไม่แน่นอน ผู้ป่วยอาจรู้สึกว่าทางโรงพยาบาลไม่ได้ทำอะไรเท่าไรแต่บิลค่ารักษากลับสูงเก ินความเป็นจริง โรงพยาบาลบางแห่งทำการเจาะเลือด ตรวจทางห้องปฏิบัติการมากมายเกินความจำเป็น ซึ่งทำให้คนไข้ต้องจ่ายเงินมากเกินความจำเป็น และปัญหาในส่วนสุดท้ายคือมีการกระตุ้นหรือการสนับสนุนให้ฟ้องร้องแพทย์โดยญาติของผู้ป่วยหรือ แพทย์ด้วยกัน (support group) คดีฟ้องร้องแพทย์ในเมืองไทย ส่วนใหญ่มักเกิดจากการให้ความเห็นในลักษณะทับถมของแพทย์อีกคนเช่น การที่แพทย์พูดว่าแพทย์ไม่น่าทำการรักษาแบบนั้นแบบนี้เลย หากมาพบแพทย์ก่อนหน้านั้นคงไม่ต้องเป็นอย่างนี้ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาการฟ้องร้องตามมา

ลักษณะการฟ้องร้องที่แพทย์อาจโดนคนไข้ฟ้องร้อง มี 2 ลักษณะ คือ:

1. ความผิดอาญา ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ

1.1 ความผิดอาญาทั่วไป ซึ่งประกอบด้วยความผิดหลัก ๆ คือ

     • ความผิดเกี่ยวกับความยินยอมของผู้ป่วยคือ แพทย์กระทำการรักษาใด ๆ ควรได้รับการยินยอมที่ถูกต้องก่อน ยกเว้นกรณีเร่งด่วนเพื่อช่วยชีวิต มิเช่นนั้นอาจมีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย หรือมีความผิดฐานทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ หรือที่ร้ายแรงที่สุดคือ ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ในเรื่องความยินยอมนี้ ทางแพทยสภาได้กำหนดแนวปฏิบัติในเรื่องสิทธิผู้ป่วย โดยคนไข้มีสิทธิที่จะรับรู้การดำเนินการ หรือการรักษาใด ๆ ที่เกี่ยวกับตัวเอง แพทย์จึงมีหน้าที่ชี้แจง และขอความยินยอมให้ทำการรักษาพยาบาล บ่อยครั้งที่คนไข้ฟังแพทย์อธิบายไม่รู้เรื่อง โดยที่แพทย์ก็อาจไม่ทราบ บางครั้งแพทย์อาจรักษาไปโดยไม่ได้ขอความยินยอม เช่นการผ่าตัดเอาไส้ติ่งออกในการผ่าท้องคลอดลูกแล้วคิดค่ารักษาเพิ่มเติม

     • ความผิดอาญาจากการกระทำโดยประมาท ซึ่งเป็นความผิดโดยตรวจจากการรักษาพยาบาลผิดพลาด

     • ความผิดที่เกี่ยวกับการงดเว้นการกระทำ เช่น แพทย์ต้องอยู่เวรแต่กลับไปทำคลีนิค ทำให้คนไข้ไม่ได้รับการช่วยเหลือทันการณ์


1.2 ความผิดอาญาที่เกี่ยวกับการกระทำของแพทย์หรือบุคคลากรด้านสุขภาพมีความผิดหลักๆ คื

     • ความผิดฐานให้คำรับรองเท็จ ในปัจจุบันแพทย์ถูกผลักภาระให้ต้องออกใบรับรองแพทย์มากเกินความจำเป็น เช่นการตรวจร่างกายเพื่อสมัครงาน หรือนักเรียนหยุดเรียนเพราะไม่สบายหนึ่งถึงสองวัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ ในบางครั้งแพทย์ก็ร่วมมือในการออกใบรับรองเท็จ เช่นการรับรองทนายความ หรือผู้ต้องหาที่ไม่ไปศาล

     • ความผิดฐานทอดทิ้งเด็ก ผู้ป่วยหรือคนชรา

     • ความผิดฐานเปิดเผยความลับ ซึ่งในสิทธิผู้ป่วยก็ได้มีการกำหนดข้อพึงปฏิบัติในเรื่องนี้ไว้ด้วย การเปิดเผยข้อมูลของผู้ป่วย เช่นการตีพิมพ์ หรือการมอบเวชระเบียนให้กับผู้ใดต้องตรวจสอบก่อนว่า ผู้ป่วยได้อนุญาตหรือยัง ข้อยกเว้นมีกรณีเดียวคือ เมื่อทางศาลขอมา ปัญหาในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับบริษัทประกันเป็นการอนุญาตที่ถูกต้องหรือไม่ ในกรณีของบริษัทประกันนี้แพทย์ควรมีการตรวจสอบการยินยอมจากผู้ป่วยอีกครั้งในกรณีดังต่อไปนี้ คือคนไข้เป็นมะเร็ง โรคเอดส์ หรือโรคจิต

     • ความผิดฐานไม่ช่วยผู้อื่นที่อยู่ในอันตราย

     • ความผิดฐานทำให้แท้งลูก ในปัจจุบันมีการตรวจจับคลีนิคทำแท้งเถื่อนเป็นจำนวนมาก ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้มีการทำแท้งได้เพียงสองกรณีคือ เพื่อสุขภาพของมารดา และเมื่อถูกข่มขืนกระทำชำเรามา

     ในอดีตแพทย์ยังไม่เคยถูกฟ้องอาญาเท่าไร แต่ในปัจจุบันมีการฟ้องแพทย์ในคดีอาญามากขึ้น ซึ่งกำหนดบทลงโทษต่อผู้ที่กระทำผิดโดยตรง บทลงโทษมีตั้งแต่ปรับไปจนถึงโทษหนักที่สุดคือ ประหารชีวิต

2. ความผิดทางกฎหมายแพ่ง ประเด็นที่เกี่ยวข้องระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์หรือบุคคลากรมีอ ยู่ 2 ลักษณะใหญ่ คือ

     2.1 ความผิดสัญญา ซึ่งมักเกิดจากแพทย์ไปสัญญากับผู้ป่วยว่าจะทำการรักษาอย่างนั้นอย่างนี้ จะได้ผลต่าง ๆ ซึ่งเมื่อไม่ได้ผลดังที่ตกลงสัญญาไว้ ผู้ป่วยมักจะดำเนินการฟ้องร้อง โดยส่วนใหญ่มักพบว่าผู้ป่วยร้องเรียนเกี่ยวกับการผ่าตัดทำศัลยกรรมตกแต่งมาก ที่สุด ซึ่งแพทย์มักสัญญาว่าจะทำการผ่าตัดแล้วจะสวย หรือไม่ก็ให้คำมั่นสัญญาว่าหากผ่าตัดและไม่พอใจก็จะทำการผ่าตัดแก้ไขให้อีกสาขาที่แพทย์มักเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยในลักษณะการให้สัญญา ซึ่งกำลังเริ่มมีปัญหามากขึ้นคือ การแก้ปัญหาผู้มีบุตรยาก หรือการเลือกเพศของบุตร ทั้งนี้เพราะการดำเนินการในแต่ละครั้งต้องใช้ค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งไม่สามารถคาดหวังว่าจะได้ผลกี่เปอร์เซ็นต์

     2.2 ความผิดจากการกระทำละเมิดโดยตรงคือ กรณีที่แพทย์ดำเนินการรักษาผิดพลาดทำให้เกิดความเสียหาย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต ซึ่งความรับผิดชอบจากการละเมิดมีขอบเขตกว้างขวาง คือผู้กระทำละเมิดโดยตรงรับผิดชอบส่วนแรก ผู้อื่นที่มีหน้าที่เช่น หากแพทย์เวรทำผิดพลาดเกิดความเสียหายขึ้น นอกจากแพทย์เวรที่รับผิดชอบจะเป็นการร่วมชดเชยค่าเสียหาย ซึ่งเรียกรวมว่าค่าสินไหมทดแทน ในกรณีการรักษาพยาบาลค่าสินไหมทดแทน ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่าย ค่าเสียหายในการเสียความสามารถประกอบการงาน ค่าขาดอุปการะ ซึ่งในคดีแพ่งที่มีการฟ้องร้องแพทย์ที่มีการฟ้องอยู่ในขณะนี้มีมูลค่าสูงถึง หกร้อยกว่าล้านบาท
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 23, 2010, 13:33:20 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สามารถเอาผิดได้โดยวิธีได
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2010, 13:31:47 »
    จากความผิดที่แพทย์อาจโดนฟ้องร้องดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า หากแพทย์โดนฟ้องร้องคดีอาญา จะต้องเป็นแพทย์ที่มีส่วนในการกระทำผิดโดยตรง บทลงโทษมีตั้งแต่ปรับ จำคุก ถึงประหารชีวิต แต่ถ้าโดนฟ้องคดีแพ่งแพทย์ที่จะต้องร่วมรับผิดชอบมีมากกว่าผู้กระทำโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหัวหน้างานตามลำดับ รวมถึงเจ้าของสถานพยาบาล ซึ่งบทลงโทษคือ การจ่ายเงินชดเชยความเสียหาย

     ดังนั้นหากแพทย์จะป้องกันไม่ให้ถูกฟ้องร้องก็คงต้องสำรวจดู การทำงานของตัวแพทย์เอง และขององค์กรเพื่อดูว่าโอกาสเสี่ยง (High risk) อยู่ที่ไหนได้บ้างและหามาตรการดำเนินการป้องกัน การดำเนินการในลักษณะนี้เรียกว่า Risk Identification ซึ่งมีตั้งแต่การสำรวจโดยตัวเราเอง (Individual) ระดับภาควิชา หรือหน่วยงานย่อย (Internal Identification) ระดับโรงพยาบาล หรือหน่วยงานใหญ่ (External Identification)

     ในปัจจุบันองค์กรระดับใหญ่คือ โรงพยาบาลควรจะจัดให้มีการดำเนินการเรื่อง High risk โดยมีทีมงานที่สามารถรับรู้และแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ต้องกระตุ้นให้บุคคลากรที่เกี่ยวข้องมีความรู้ และตระหนักในเรื่องดังกล่าวด้วย

 
    สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การป้องกันสำหรับตัวเอง วิธีที่ดีที่สุดคือ การรักษาผู้ป่วยด้วยความยึดมั่นในจรรยาบรรณ คุณธรรม จริยธรรมที่ดีของวิชาแพทย์ อย่าคำนึงถึงประโยชน์ตามกระแสสังคมจนหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ก็อาจโดนฟ้องร้องเข้าสักครั้งหนึ่ง

     อีกประการที่แพทย์อาจใช้เป็นพยานยืนยันว่า ท่านได้ทำถูกขั้นตอนก็คือ การบันทึกใน medical record ซึ่งปัจจุบันแพทย์มักละเลยที่จะบันทึกข้อมูลการรักษาการดำเนินโรคให้ดีรอบคอ บ โดยอ้างว่าไม่มีเวลา อาจจะทำให้แพทย์ต้องเสียใจในภายหลังหากโดนฟ้องแล้วไม่สามารถหาพยานยืนยันสิ่งที่เราได้ทำไว้แล้ว ปัญหาในการบันทึกในเวชระเบียนของแพทย์มีมาก ซึ่งในขณะนี้แพทยสภาได้ร่างระเบียบกำหนดมาตรฐานในการบันทึกเวชระเบียนแยกตาม ประเภทคนไข้ โดยมีข้อกำหนดเรื่องมาตรฐานการบันทึก รวมถึงการกำหนดระยะเวลาในการบันทึกเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของแพทย์

     แม้ว่าการฟ้องร้องจะเริ่มมีมากขึ้นเรื่อย แต่สังคมไทยยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงเหมือนสังคมตะวันตกเสียทีเดียวนัก คนไทยยังมีความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยยังไม่อยู่ในภาวะวิกฤตเสียทีเดียว และหากเรายึดมั่นในคติธรรมของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ว่า อัตตาน๐ อุปมัง กะเร พึงเอาใจเขามาใส่ใจเราในการทำงาน การเข้าใจการยอมรับในความรู้สึกของผู้ป่วย จะทำให้สัมพันธภาพระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยดีขึ้น ซึ่งจะเป็นการลดการฟ้องร้องแพทย์ไม่ให้มีมากขึ้น การทำประกันวิชาชีพจะไม่ช่วยป้องกันการฟ้องร้อง แต่กลับเป็นการกระตุ้นให้เกิดวงจรปัญหาตามมาอีกมากมาย เพราะเมื่อแพทย์ต้องจ่ายเงินประกัน ก็จะย้อนมาเรียกค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ผลสุดท้ายภาระก็จะตกกับผู้ป่วย ระบบแพทย์ก็จะกลายเป็นเหมือนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการฟ้องร้องมาก แพทย์ต้องทำประกันความเสี่ยงเป็นวงเงินสูง

     วิชาชีพแพทย์โดยแท้จริงแล้วคือการช่วยเหลือผู้อื่นที่เจ็บป่วยด้วยโรคภัยไข้ เจ็บ ซึ่งเป็นภาระงานที่หนัก โดยไม่อาจคาดหวังว่าจะได้ค่าตอบแทน แต่สังคมเปลี่ยนไปมีลักษณะเป็น money oriented แพทย์ก็เริ่มจะมี money conscious มากไป โดยคาดหวังว่าจะได้ค่าตอบแทนสูงในการรักษาพยาบาล ภาพพจน์แห่งการเสียสละ ความเป็นวิชาชีพที่น่านับถือ จึงค่อย ๆ หายไป การรักษาพยาบาลจึงกลายเป็นเหมือนการซื้อขายบริการอย่างหนึ่ง ปัจจุบันคดีต่าง ๆ ที่เริ่มมีมากขึ้นคงมีส่วนให้แพทย์เราย้อนกลับมากศึกษาปัญหาและหาทางป้องกัน เพื่อไม่ให้มีโอกาสเกิดขึ้นกับตัวเองและที่สำคัญที่สุด คือการรักษามาตรฐานวิชาชีพและองค์กรของเราไว้ .......
บันทึกการเข้า

nurse

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 2
    • ดูรายละเอียด
Re: สามารถเอาผิดได้โดยวิธีได
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2010, 00:48:22 »
ขอบคุณมาก ค่ะ

แต่ประเด็นที่จะรบกวนถามคือ
1. นี่ไม่ใช่ผู้ป่วยฟ้องแพทย์ แต่เป็นเจ้าหน้าที่ฟ้องแพทย์ และฟ้องในฐานะ ข้าราชการ เป็นหลัก ไม่ใช่ หมอ
2.ประเด็นคือเป็นผู้บริหารใช้อำนาจ โดยมิชอบ ทำให้รัฐเสียประโยชน์
3.คราวนี้ไม่ทราบว่าทำกี่ครั้งถึงถือว่าผิด รัฐเสียเงินเท่าไรถือว่าผิด
4.หลักฐานจริง ๆ แล้วต้องเป็นใบสร็จเปรียบเทียบ ว่ามีต่างมาตรฐาน

หมอทำดีแต่พลาด ไม่มีใครฟ้องหรอก แต่หมอแบบโกงนี่ มันทำให้เสียวงการหมอเหมือนกัน
บันทึกการเข้า

Genius

  • บุคคลทั่วไป
Re: สามารถเอาผิดได้โดยวิธีได
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2010, 09:34:53 »
ขออนุญาตเสนอความเห็นแทนน้องหมอเค้ก นิดนะครับ เพราะน้องหมออาจไม่ค่อยว่างมากนัก แต่พอดีผมเข้ามาเจอก่อน ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ. ที่นี้ด้วย
    อยากเรียนถามว่า เป็นโรงพยาบาลของรัฐหรือไม่  หากเป็น ก็ถือว่าเป็นหน่วยงานของรัฐที่เรียกชื่ออย่างอื่นตาม พรบ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และเป็นการกระทำหรือละเว้นกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อีกประการหนึ่ง   ซึ่งหน่วยงานบริหาร อาจเป็นในรูปแบบขององค์กร มีผู้อำนวยการเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด หรืออาจบริหารในรูปแบบของคณะกรรมการ  ดังนั้นเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจะต้องใช้อำนาจหน้าที่ตามที่กฏหมายกำหนดหรือตามบทกฏหมายเฉพาะที่กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
       การที่ รอง ผอก. (อาจเป็นผู้รับมอบอำนาจจาก ผอ.)ใช้อำนาจออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยน้อยกว่าความเป็นจริง และคุณพยาบาลเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบตามระเบียบของทางโรงพยาบาล หากเป็นคำสั่งด้วยวาจา ก็ควรร้องขอให้ผู้ออกคำสั่งยืนยันคำสั่งนั้นเป็นหนังสือภายใน 7 วัน เพื่อใช้สิทธิในขั้นตอนต่อไป ถ้าผู้ออกคำสั่งยังยืนยันเป็นหนังสือมาอีก กรณีนี้ยังคงเป็นการเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ภายในองค์กร ซึ่งอาจถือว่าเป็นวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองอยู่  และยังไม่เป็น  คำสั่งทางปกครอง ตาม พรบ.วิธีปฏิบัติฯ ที่ยังไม่มีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก 
        แต่อย่างไรก็ตาม ผู้รับคำสั่งให้เรียกเก็บเงินดังกล่าวซึ่งเห็นว่าไม่ชอบ ก็อาจโต้แย้งหรืออุทธรณ์คำสั่งนั้น ไปยังผู้ออกคำสั่งหรือผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งของเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งภายใน 15 วันนับแต่วันไ้ด้รับหนังสือยืนยันคำสั่ง  และผู้ออกคำสั่งหรือผู้บังคับบัญชาต้องพิจารณาคำสั่งภายใน 30 วัน  หากเพิกถอนก็น่าจะจบ แต่หากยังยืนยันตามคำสั่งดังกล่าวอยู่ ผู้รับคำสั่ง(คุณพยาบาล) อาจอุทธรณ์ไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ตามระเบียบหลักเกณฑ์หรือบทกฏหมายเฉพาะของหน่วยงานนั้นๆ ได้อีก
       เอาคร่าวๆ ก่อนนะครับ  รอให้น้องหมอตัวจริงมาอธิบายให้ฟังอีกครั้ง เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากขึ้น
   ป.ล.  การกระทำดังกล่าวอาจยังไม่เป็นความผิดตามกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะไม่มีลักษณะเป็นสัญญาหรือละเมิด
บันทึกการเข้า

KominterN

  • Full Member
  • ***
  • คะแนนความดี: 14
  • กระทู้: 120
  • ☭★RevolutionisT★☭
    • MSN Messenger - cadet1988@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
Re: สามารถเอาผิดได้โดยวิธีได
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2010, 13:32:09 »
จากการที่ผมลองอ่านและพยายามทำความเข้าใจจากข้อมูลของคุณดูแล้วนะครับ

ประการแรกเลยคือคุณไม่ใช่ผู้เสียหาย คุณไม่มีสิทธิฟ้องศาลอยู่แล้วครับ

เพราะฉะนั้น

ผมเห็นว่า คุณเองควรไปทำเรื่องร้องเรียนกับ แพทย์สภา ดูนะครับ

หรือไม่ก็ลองร้องเรียนไปยัง สนง.ผู้ตรวจการแผ่นดิน

การร้องเรียนทางสายด่วน 1676 ช่องทางโทรศัพท์หมายเลข 1676 (โทรฟรีทั่วประเทศ) หรือหมายเลข 0 2141 9100

เขาอาจจะรับเรื่องของคุณไว้พิจารณาได้นะครับ :P
บันทึกการเข้า

sun237

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 2
  • กระทู้: 30
    • ดูรายละเอียด
Re: สามารถเอาผิดได้โดยวิธีได
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: สิงหาคม 21, 2010, 14:16:19 »
เห็นด้วยครับ พยาบาลไม่ใช่ผู้เสียหาย เพราะเรียกเก็บเงินโดยทำตามสั่ง และโรงพยาบาลก็ฟ้องไม่ได้ครับ ส่วนราชการเป็นผู้เสียหาย ยิ่งไปกว่านั้นไม่ใช่คดีทางการปกครองด้วยครับ  ส่วนความผิดอาญา ดูว่าเข้า ม.154 หรือไม่ ถ้าไม่เข้า คงต้องเป็น ม.157
        ท่านใดเห็นแตกต่าง หรือแก้ใขเพิ่มเติม  ยินดีรับฟังครับ
บันทึกการเข้า

bambamm22

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 30
    • ดูรายละเอียด
Re: สามารถเอาผิดได้โดยวิธีได
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: เมษายน 27, 2019, 22:10:14 »
 อยากมีเงินเยอะอยากมีเงินใช้ อยากเป็นคนรวยต้องเข้ามาแทงหวยออนไลน์ที่เว็บไซต์นี้แค่นั้น


หวย
บันทึกการเข้า

slotxo777

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 11
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: สามารถเอาผิดได้โดยวิธีได
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: เมษายน 30, 2019, 21:38:47 »
เล่นlive22 เกมใหม่สุดมัน เล่นเลยวันนี้

https://www.live22easy.com/
บันทึกการเข้า

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
 

อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ | สอบสวน | เงินกู้ | สินเชื่อ

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.11 วินาที กับ 23 คำสั่ง