ไทยจัดจ์

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Facebook Page thaijudge

ข่าว:

ไทยจัดจ์ ปรึกษากฎหมายฟรี กระดาน ถาม ตอบ กระทู้ ปัญหา กฎหมาย ชุมชน กฎหมาย เนติบัณฑิต นิติศาสตร์ นิติกร ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ติว เตรียมสอบ เนติบัณฑิต ตั๋วทนาย อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ปรึกษากฎหมายฟรี สมัครสมาชิกจึงมองเห็นไฟล์แนบ วิธีสมัครสมาชิก ตั้งกระทู้ ค้นกฎหมาย ค้นฎีกา  

ผู้เขียน หัวข้อ: ธงคำตอบเนติบัณฑิต กฎหมายอาญา ภาค 1 สมัยที่ 62 ปี 2552  (อ่าน 24905 ครั้ง)

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
การสอบข้อเขียนความรู้ชั้นเนติบัณฑิต ภาคหนึ่ง สมัยที่ ๖๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๒
วิชากฎหมายอาญา  กฎหมายภาษีอากร  กฎหมายแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
กฎหมายรัฐธรรมนูญ  และกฎหมายปกครอง
วันอาทิพตย์ที่  ๒๗ กันยายน  ๒๕๕๒
คำถาม  ๑๐ ข้อ  ให้เวลาตอบ ๔ ชั่วโมง  (๑๔.๐๐ น. ถึง ๑๘.๐๐ .) ให้ยกเหตุผลประกอบคำตอบด้วย

ข้อ ๑ นายซิงห์  นายราม  เป็นเพื่อนกันโดยสารเครื่องบินสายการบินแอร์อินเดียเพื่อเดินทางจากประเทศอินเดียไปยังประเทศออสเตรเลีย  ขณะที่เครื่องบินจอดรับส่งผู้โดยสารที่สนามบินสวรรณภูมิ  พันตำรวจโท เด่น กับเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่ามีผู้โดยสารลักลอบขนยาเสพติดเข้ามาในประเทศไทยจึงเข้าตรวจค้นในเครื่องบิน  พบนายซิงห์มีพิรุธจึงขอตรวจค้นกระเป๋าถือของนายซิงห์พบเฮโรอีนหนึ่งห่อจึงยึดมาถือไว้  ในขณะนั้นนายซิงห์กลัวความผิดจึงล้วงเอายาเสพติด(ยาบ้า)ที่ซ่อนในกางเกงใส่ปากเคี๊ยว พันตำรวจโท เด่น จึงล้วงเอายาเสพติด(ยาบ้า) ออกจากปากนายซิงห์ยึดเป็นของกลาง ในขณะนั้นเองนายรามเกรงว่านายซิงห์จะต้องรับโทษจึงคว้าเอากระเป๋าถือของนายซิงห์จากพันตำรวจโท เด่น และนำเข้าไปในห้องนำเครื่องบิน  แล้วเอาเฮโรอินทิ้งลงไปในโถส้วมและกดน้ำทิ้ง  พันตำรวจโท เด่น ควบคุมตัวนายซิงห์ นายราม พร้อมยาเสพติด (ยาบ้า) ของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนท้องที่ที่เกิดเหตุ
        ให้วินิจฉัยว่า  นายซิงห์ และนายราม  มีความผิดฐานใด  หรือไม่  และต้องรับโทษในราชอาณาจักรหรือไม่

ธงคำตอบ
        นายซิงห์เอายาบ้าที่ซ่อนในกางเกงใส่ปากเคี๊ยว เป็นการทำลายพยานหลักฐานก่อนที่ พันตำรวจโท เด่น เจ้าพนักงานได้ยึดไว้เพื่อเป็นพยานหลักฐานจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๒
        การที่นายรามคว้าเอาประเป๋าถือของนายซิงห์ไปในห้องน้ำ  แล้วเอาเฮโรอีนทิ้งลงในโถส้วมและกดน้ำทิ้ง  เป็นการทำลายทรัพย์อันเจ้าพนักงานได้ยึดไว้เพื่อเป็นพยานหลักฐานแล้วเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๒ และเป็นการกระทำเพื่อช่วยนายซิงห์มิให้ต้องรับโทษโดยทำลายซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำความผิดเป็นความผิดตามมาตรา  ๑๘๔  อีกบทหนึ่ง
        การกระทำความผิดเกิดขึ้นในเครื่องบินอินเดียขณะที่จอดอยู่ในประเทศไทยเป็นการกระทำความผิดในราชอาณาจักรไทย ต้องรับโทษตามกฎหมายไทย  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๔ วรรคแรก
ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links


บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: ธงคำตอบเนติบัณฑิต กฎหมายอาญา ภาค 1 สมัยที่ 62 ปี 2552
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 29, 2009, 14:19:09 »
ข้อ  ๒    นายม่วงคึกคะนองได้ใช้ก้อนหินที่มีขนาดน้ำหนัก ๑ กิโลกรัมเศษและครึ่งกิโลกรัมจำนวนหลายก้อนทุ่มจากสะพานข้ามแม่น้ำซึ่งอยู่สูงจากระดับพื้อนน้ำประมาณ ๙ เมตร  ลงไปยังเรือโดยสารลำหนึ่งซึ่งมีผู้โดยสารอยู่จำนวนมากขณะท่แล่นลอดใต้สะพาน  หินก้อนหนึ่งถูกนายฟ้าผู้โดยสารในเรือถึงขั้นได้รับอันตรายสาหัส  หินอีกก้อนหนึ่งกระเด็นไปถูกนายเขียวผู้โดยสารในเรืออีกลำหนึ่งที่แล่นสวนมาถูกบริเวณตาข้างซ้าย ทำให้นายเขียวตาบอด
          ให้วินิจฉัยว่า  นายม่วงมีความผิดฐานใด  หรือไม่

ธงคำตอบ
         การที่นายม่วงใช้ก้อนหินที่มีขนาดน้ำหนัก ๑ กิโลกรัมเศษและครึ่งกิโลกรัม จำนวนหลายก้อนทุ่มมาจากที่สูงลงมาในหมู่คนจำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่จำกัดเช่นเรือโดยสาร  นายม่วงหรือบุคคลผู้อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับนายม่วงย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นได้ว่าก้อนหินอาจจะไปถูกศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายของคนในเรือลำนั้นและอาจเป็นผลทำให้ถึงตายได้  ถือว่านายม่วงมีเจตนาฆ่าคนในเรือลำนั้น  เมื่อก้อนหินก้อนหนึ่งถูกนายฟ้าผู้โดยสารในเรือลำนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส  นายม่วงจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่านายฟ้าตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๔๘/๒๕๔๔)
        เมื่อถือว่านายม่วงมีเจตนาฆ่านายฟ้า  การที่ก้อนหินหนึ่งกระเด็นไปถูกนายเขียวผู้โดยสารในเรืออีกลำหนึ่งจนตาบอดก็ตองถือว่านายม่วงมีเจตนาฆ่านายเขียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๘๘ ด้วย  เพราะเป็นการกระทำโดยพลาดตามมาตรา  ๖๐  นายม่วงจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่านายเขียวด้วยเช่นกัน
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: ธงคำตอบเนติบัณฑิต กฎหมายอาญา ภาค 1 สมัยที่ 62 ปี 2552
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 29, 2009, 16:38:32 »
ข้อ ๓ นายเขียว  นายม่วง  และนายเหลืองไม่ชอบหน้านายฟ้า  ระหว่างที่ทั้งสามคนกำลังยืนคุยกันอยู่  นายฟ้าเดินผ่านมาพอดี  ทั้งสามคนจึงร่วมกันแกล้งนายฟ้าโดยนายเหลืองมอบปืนให้แก่นายเขียว  นายเขียวใช้ปืนกระบอกนั้นยิงลงไปที่พื้นดิน ๑ นัด ในขณะที่นายฟ้ากำลังเดินมาหานายเขียวและอยู่ห่างจากนายเขียว ๒ วา ขณะที่นายเขียวยิงปืน นายม่วงทำหน้าที่ยืนบังอยู่ใกล้  ๆ ไม่ให้บุคคลอื่นเห็นการกระทำของนายเขียว  ส่วนนายเหลืองไปดูลาดเลาอยู่ห่างจากจุดที่นายเขียวยิงประมาณ ๑๒๐ เมตร  โดยจุดนั้นไม่สามารถมองเห็นการยิงปืนได้  ปรากฏว่ากระสุนปืนที่นายเขียวยิงไปที่พื้นดินดังกล่าวถูกนายฟ้าได้รับอันตรายแก่กาย  นายเขียวตกใจที่เหตุการณ์เป็นเช่นนั้นและสำนึกผิดด้วยการพานายฟ้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลจนนายฟ้าปลอดภัย
          ให้วินิจฉัยว่า นายเขียว  นายม่วง และนายเหลือง มีความผิดฐานใด หรือไม่

ธงคำตอบ
          การที่นายเขียวใช้ปืนยิงลงไปที่พื้นดิน ๑ นัด ในขณะที่นายฟ้ากำลังเดินมาหานายเขียวและอยู่ห่างจากนายเขียวประมาณ ๒ วา  นายเขียวย่อมเล็งเห็นผลแห่งการกระทำว่ากระสุนปืนอาจถูกนายฟ้าได้  เมื่อกระสุนปืนถูกนายฟ้าได้รับอันตรายแก่กาย  ถือว่านายเขียวมีเจตนาทำร้ายร่างกายนายฟ้า  นายเขียวจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายนายฟ้าตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๕ (คำพิพากษาฏีกาที่ ๒๓๔/๒๕๒๙)
          นายม่วงทำหน้าที่ยืนบันอยู่ใกล้ๆไม่ให้บุคคลอื่นเห็นการกระทำของนายเขียวเป็นการร่วมกระทำความผิดโยแบ่งหน้าที่กันทำ  จึงเป็นตัวการร่วมกันในการทำร้ายร่างกายนายฟ้าตมประมวลกฎหมายอาญามาตรา  ๒๙๕  ประกอบมาตรา ๘๓ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๒๓/๒๕๓๕)
          นายเหลืองอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุถึง ๑๒๐ เมตร  และจุดนั้นไม่สามารถมองเห็นที่เกิดเหตุได้  จึงใม่ใช่การกระทำร่วมกันในขณะกระทำผิด นายเหลืองจึงไม่เป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๘๓ ในความผิดมาตรา ๒๙๕  แต่นายเหลืองเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา ๘๖ เพราะช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนการกระทำความผิดของนายเขียวด้วยการมอบปืนให้แก่นายเขียว  และนายเขียวใช้ปืนกระบอกนั้นยิงลงไปในพื้นดิน
          การที่นายเขียวสำนึกผิดพานายฟ้าไปรักษาพยาบาลจนปลอดภัยไม่ใช่การกลับใจตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๘๒  เพราะจะเป็นการกลับใจได้  การกระทำของนายเขียวต้องอยู่ในขั้นพยายามกระทำความผิด  และนายเขียวกลับใจแก้ไขไม่การกระทำนั้นบรรลุผล  เมื่อการกระทำของนายเขียวบรรลุผลเป็นความผิดสำเร็จฐานทำร้ายร่างกายนายฟ้าแล้ว  กรณีจึงไม่ใช่การกลับใจตามมาตรา ๘๒ แต่อย่างใด
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: ธงคำตอบเนติบัณฑิต กฎหมายอาญา ภาค 1 สมัยที่ 62 ปี 2552
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กันยายน 29, 2009, 16:59:25 »
ข้อ ๔ นายชัยมีรถยนต์นั่งส่วนบุคคลสองคัน คือ หมายเลขทะเบียน กข-๑๑ นนทบุรี  และหมายเลขทะเบียน กข-๕๕ นนทบุรี  ต่อมารถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กข-๕๕ นนทบุรี  ครบกำหนดต่อทะเบียนประจำปี  นายชัยจึงนำแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๑ คันหมายเลขทะเบียน กข-๑๑ นนทบุรี ซึ่งยังไม่ครบเสียภาษีที่เจ้าพนักงานนส่งจังหวัดนนทบุรี ออกให้ มาถ่ายเอกสารเป็นภาพสีให้ปรากฏข้อความที่มีสี ตัวอักษรและขนาดเหมือนต้นฉบับที่แท้จริง  แล้วนำไปติดที่กระจกหน้ารถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กข-๕๕ นนทบุรี  วันเกิดเหตุนายชัยได้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กข-๕๕ นนทบุรี มาถึงด้านจุดตรวจ  ดาบตำรวจ ชาญ เรียกให้หยุดรถและตรวจพบสำเนาแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ที่ได้จากการถ่ายเอกสารดงกล่าวติดที่กระจกหน้ารถยนต์นั้น  นอกจากนี้ ดาบตำรวจ ชาญ ยังได้ตรวจพบว่า นายชัยมีสำเนาธนบัตรที่นายชัยทำขึ้นหนึ่งฉบับโดยการถ่ายธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท  ของจริงลงในกระดาบธรรมดา สีสันใบสำเนาธนบัตรเป็นสีขาวดำ  ขนาดกระดาษเท่าของจริง   
          ให้วินิจฉัยว่า  นายชัยมีความผิดฐานใด หรือไม่
         
ธงคำตอบ
          นายชัยนำแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๑  ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน กข-๑๑ นนทบุรี  ซ่งยังไม่ครบกำหนดเสียภาษีที่เจ้าพนักงานขนส่งออกให้มาถ่ายเอกสารเป็นภาพสีปรากฏข้อความท่มีสีตัวอักษรและขนาดเหมือนต้นฉบับที่แท้จริง  แล้วนำให้ไปติดที่กระจกหน้ารถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กข-๕๕ นนทบุรี  แม้จะไม่มีการแก้ไขข้อความใดๆ แต่ก็มีลักษณะที่ทำให้หลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แจ้งตริงเพื่อแสดงว่ารถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กข-๕๕ นนทบุรี เสียภาษีรถยนต์ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๑ แล้ว โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายทะเบียนยานพาหนะจังหวัดนนทบุรีหรือผู้อื่นใด  การกระทำของนายชัยจึงเป็นการปลอมเอกสารขึ้นทั้งฉบับ หาใช่ว่านายชัยจะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความให้ผิดแผนกแตกต่างไปจากต้นฉบับที่แท้จริงไม่  และผ่านป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๑  เป็นเอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นในหน้าที่อันเป็นเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญามารา ๑(๘) ดังนั้น การกระทำของนายชัยจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๖๕
         การที่นายชัยนำเอกสารราชการปลอมดังกล่าวไปติดที่กระจำหน้ารถยนต์ หมายเลขทะเบียน กข-๕๕ นนทบุรี  เพื่อให้ผู้พบเห็นหลงเชื่อว่ารถยนค์คันดังกล่าวไปเสียภาษีรถยนต์ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๑ แล้ นายชัยจึงมีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม เนื่องจากนายชัยเป็นผู้ปลอมแลใช้เอกสารราชการปลอมึงต้องรับโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๘๖ วรรคหนึ่ง  แต่กระทงเดียวตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๖๓/๒๕๔๘)
          แม้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๔๙ จะมิได้บัญญัติไว้ด้วยว่าการทำบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา ต้องกระทำเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่าเป็นธนบัตรที่แท้จริง  แต่คำว่าคล้ายคลึงแสดงว่าเกือบเหมือนหรือไม่ต้องเหมือนทีเดียว เพียงแต่มีลักษณะสีสันรูปร่างและขนาดคล้ายเงินตราที่แท้จริงก็เป็นความผิดตมมาตรานี้  แต่สำเนาธนบัตรที่นายชัยทำขึ้นเกิดจากการถ่ายธนบัตรฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท ของจริงลงในกระดาษธรรมดา  สีสันในส่วนสำเนาธนบัตรเป็นสีขาวดำ มิได้มีสีสันเหมือนธนบัตรจริง แม้ว่าขนาดของกระดาษจะเท่าของจริง  เมื่อวิญญูชนทั่วไปดูแล้ว  ย่อมทราบได้ทันทีว่าไม่ใช่ธนบัตรที่แท้จริง  กรณีจึงถือไม่ได้ว่านายชัยทำธนบัตรให้มีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงกับเงินตรา  จึงไม่มีความผิดตามมาตรา ๒๔๙ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๒๘/๒๕๕๑)
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: ธงคำตอบเนติบัณฑิต กฎหมายอาญา ภาค 1 สมัยที่ 62 ปี 2552
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กันยายน 29, 2009, 17:13:49 »
ข้อ ๕ นางสาวระย้าตั้งครรภ์โดยฝ่ายชายไม่ยอมรับเลี้ยง  จึงให้นายแพทย์องอาจทำแท้งให้  ปรากฏว่าการทำแท้งไม่สำเร็จเพราะบุตรของนางสาวระย้าคลอดออกมายังมีชีวิตอยู่ แต่นางสาวระย้าได้รับอาการป่วยเจ็บทำงานตามปกติไม่ได้เลยเป็นเวลา ๓๐ วัน  นายกล้าหาญน้องชายของนายแพทย์องอาจทราบว่า ขณะที่นายแพทย์องอาจทำแท้งนั้นมีนายสอดแอบเห็นเหตุการณ์  เกรงว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมพี่ชายของตน  จึงไปดักซุ่มยิงนายสอดที่ศีรษะเพื่อปกปิดการกระทำความผิดของนายแพทย์องอาจ  แต่กระสุนปืนไปถูกตาของนายสอดบอด
          ให้วินิจฉัยว่า นางสาวระย้า นายแพทย์องอาจและนายกล้าหาญ มีความผิดฐานใด หรือไม่
 
ธงคำตอบ
          นางสาวระย้ายินยอมให้นายแพทย์องอาจทำแท้ง  เมื่อเด็กคลอดออกมามีชีวิตรอดอยู่  นางสาวระย้าจึงมีความผิดฐานพยายามทำแท้งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๐๑, ๘๐ แต่นางสาวระย้าไม่ต้องรับโทษตามมาตรา ๓๐๔ สำหรับนายแพทย์องอาจทำแท้งโดยได้รับความยินยอมจากนางสาวระย้าเป็นเหตุให้นางสาวระย้าป่วยเจ็บทำงานตามปกติไม่ได้เกินกว่า ๒๐วัน เป็นการได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา ๒๙๗(๘) นายแพทย์องอาจจึงมีความผิดฐานพยายามทำให้หญิงแท้งลูกตามมาตรา ๓๐๒ วรรคสองแต่ได้ได้รับการยกเว้นโทษตามมาตรา ๓๐๔ เพราะมาตราดังกล่าวจะยกเว้นโทษแต่เฉพาะการพยายามกระทำความผิดตามมาตรา ๓๐๒ วรรแรก เท่านั้น
         ส่วนนายกล้าหาญใช้อาวุธปืนยิงไปที่ศีรษะนายสอดแสดงว่ามีเจตนาฆ่า  และไปดักซุ่มยิงจึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๘๙(๔) แต่ไม่เป็นการฆ่าเพื่อปกปิดการกระทำความผิด ๒๘๙ (๗) เพราะมาตราดังกล่าวบัญญัติว่าจะต้องเป็นการปกปิดการกระทำคมผิดของตนมิใช้ของผู้อื่น  เมื่อนายสอดไม่ถึงแก่ความตายเพียงตาบอด  นายกล้าจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามมาตรา ๒๘๘(๔), ๘๐
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: ธงคำตอบเนติบัณฑิต กฎหมายอาญา ภาค 1 สมัยที่ 62 ปี 2552
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: กันยายน 29, 2009, 17:31:37 »
ข้อ ๖ นายดำและนางเอมอรเป็นคู่สามีภรรยาที่มีฐานะร่ำรวย นายเอมอรไปเที่ยวกลางคืนกับร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ เกือบทุกคืน  นายดำเตือนทั้งคู่ให้เลิกปฏิบัติในลักษณะดังกล่าว  แต่ทั้งคู่ก็ยังปฏิบัติเหมือนเดิม  ในที่สุดนายดำและนางเอมอรก็หย่าขาดจากกัน  นายดำทำหนังสือร้องทุกข์ถึงพันตำรวจเอก สุนัย ผู้บังคับบัญชาของร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์  ว่า ร้อยตำรวจเอก สมศักดิ์ เป็นข้าราชการที่เลวทราม ไม่มีศักดิ์ศรี  เป็นคนไม่มีศีลธรรม  เป็นชู้กับภรรยาของตนเพราะมีความโลภ  ขอให้ดำเนินการสอบสวนวินัยร้อยตำรวจเอก สมศักดิ์ ร้อยตำรวจเอก สมศักดิ์  ได้เห็นคำร้องทุกข์ดังกล่าว  จึงนำเอาข้อความตามหนังสือไปฟ้องนายดำเป็นคดีหมิ่นประมาท นายดำให้การปฏิเสธและยื่นคำร้องประกอบว่า ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ มีพฤติกรรมตามที่ตนได้ร้องทุกข์จริง  และสาเหตุสำคัญที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะได้รับการเสี๊ยมสอนจากนางแอ๋ว  ผู้เป็นมารดาที่ชอบให้บุตรชายหาเงินจากผู้หญิงที่มีฐานะร่ำรวยโดยไม่คำนึงถึงว่าจะผิดศีลธรรมหรือไม่
          ให้วินิจฉัยว่า  นายดำมีความผิดฐานใดต่อร้อยตำรวจเอก สมศักดิ์  และนางแอ๋ว หรือไม่

ธงคำตอบ
           ร้อยตำรวจเอก สมศักดิ์  มีความสัมพันธ์กับนางเอมอรภรรยาของนายดำเกินกว่าปกติธรรมดา  นายดำเตือนแล้วไม่เชื่อจนเป็นเหตุให้นายดำนกับนางเอมอรต้องหย่าขาดจากกัน  ดังนั้นการที่นายดำทำหนังสือร้องทุกข์ถึง พันตำรวจเอก สุนัย  ผู้บังคับบัญชาของร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์  เพื่อให้ดำเนินการทางวินัยแก่ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์  จึงเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งความประพฤติอันไม่สมควรปฏิบัติร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์  อันเป็นวิสัยที่นายดำชอบที่จะทำได้ตามประมวลกฎหมายอาญา ๓๒๙(๓) นายดำไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๑๕/๒๕๔๘)
          การที่นายดำถูกร้อยตำรวจเอก สมศักดิ์ฟ้องเป็นคดีในศาล และยื่นคำร้องประกอบคำให้การว่า ร้อยตำรวจเอก สมศักดิ์  มีความประพฤติไม่ดีเพราะได้รับการเสี้ยมสอนากนางแอ๋วผู้เป็นมารดา  เป็นการกระทำในฐานะที่นายดำเป็นคู่ความในคดี  แม้จะเป็นถ้อยคำกล่าวพาดพิงถึงนางแอ๋วซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีอันมีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาท  แต่ก็เป็นข้อความที่นายดำยื่นต่อศาลเพื่อแสดงความคิดเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลเพื่อประโยชน์แก่คดีของตนในฐานะจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  ๓๓๑  นายดำย่อมไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทนางแอ๋ว (เทียบคำพิพากษาฏีกาที่ ๓๙๖๓/๒๕๒๙)
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: ธงคำตอบเนติบัณฑิต กฎหมายอาญา ภาค 1 สมัยที่ 62 ปี 2552
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: กันยายน 29, 2009, 18:17:05 »
ข้อ ๗ บริษัทช่างไทย จำกัด  เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ในประเทศไทย  ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างและธุรกิจค้าอสังหาริมทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ในปี ๒๕๕๑  บริษัทช่างไทย จำกัด ได้รับค่าจ้างเหมาตามสัญญาก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าในประเทศบราซิลซึ่งไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย  เป็นเงิน ๒,๐๐๐  ล้านบาท  และยังมีเงินได้จากการประกอบธุรกิจค้าอสังหาริมทรัพย์ในประเทศดังกล่าวอีกเป็นเงิน ๕๐๐ ล้านบาท
             ให้วินิจฉัยว่า บริษัทช่างไทย จำกัด จะต้องนำเงินที่ได้รับจากการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้า  และจากการประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศบราซิลมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล  ภาษีมูลค่าเพิ่ม  และภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่ประเทศไทย หรือไม่

ธงคำตอบ
         บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย  จะต้องเสียภาษีเงินได้ตามหลักถิ่นที่อยู่ (Residence Rule) โดยจะต้องนำเงินที่เกิดจากการประกอบกิจการในประเทศไทย และจากแหล่งนอกประเทศไทย (Worldwide Inc) มารวมคำนวณภาษีเงินได้ให้แก่ประเทศไทย  บริษัทช่างไทยจำกัด  จึงต้องนำเงินได้จากการรับเหมาก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้า  จำนวน ๒,๐๐๐ ล้านบาท  และเงินได้จากการประกอบธุรกิจค้าอสังหาริมทรัพย์  จำนวน ๕๐๐ ล้านบาท  ในประเทศบราซิลมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ประเทศไทยด้วย
            การรับเหมาก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้า  แม้จะเป็นกิจการให้บริการตามประมวลรัษฎากรมาตรา ๗๗/๑  (๑๐) การให้บริการ...........  เสียภาษีมูลค่าเพิ่มก็ต่อเมื่อเป็นการให้บริการในราชอาณาจักรตามประมวลรัษฎากร  มาตรา ๗๗/๒ วรรคหนึ่ง  เมื่อการรับเหมาก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้ามิได้กระทำในราชอาณาจักร บริษัทช่างไทย จำกัด จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย
          การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ  จะต้องเป็นการประกอบกิจการในราชอาณาจักรตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๑/๒ (๖) เมื่อการค้าอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมิได้กระทำในราชอาณาจักร บริษัทช่างไทยจำกัด จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในประเทศไทย

บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: ธงคำตอบเนติบัณฑิต กฎหมายอาญา ภาค 1 สมัยที่ 62 ปี 2552
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: กันยายน 29, 2009, 18:29:21 »
ข้อ ๘ เดิมบริษัทม่วง จำกัด  ประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน กำหนดเวลาทำงานปกติของลูกจ้างฝ่ายผลิตเป็น ๒ ช่วง ช่วงที่หนึ่งเวลา  ๐๗.๐๐ – ๑๖.๐๐ นาฬิกา  และช่วงที่สองเวลา  ๑๖.๐๐ – ๐๑.๐๐ นาฬิกา  ต่อมาปี ๒๕๔๖  มีการขายพื้นที่การผลิต  บริษัทสีม่วง จำกัด จึงประกาศยุบการทำงานช่วงที่สอง  ให้ลูกจ้างทำงานเฉพาะช่วงที่หนึ่ง  ลูกจ้างทุกคนยินยอมปฏิบัติตาม  ครั้งต้นปี  ๒๕๕๒ บริษัทสีม่วงจำกัด ก็ประกาศกำหนดเพิ่มการทำงานช่วงที่สอง และสั่งให้ลูกจ้างสลับกันทำงานทั้งในช่วงที่หนึ่งและช่วงที่สอง  ลูกจ้างจำนวนหนึ่งไม่ยินยอมทำงานช่วงที่สอง  บริษัทสีม่วง จำกัด  จึงสั่งลงโทษลูกจ้างดังกล่าวด้วยการพักงานและไม่จ่ายค่าจ้างให้
          ให้วินิจฉัยว่า  กรณีที่บริษัทสีม่วง จำกัด  ประกาศยุบการทำงานช่วงที่สอง  กรณีที่ประกาศกำหนดเพิ่มการทำงาน ช่วงที่สอง  และกรณีที่สั่งลงโทษลูกจ้างในแต่ละกรณีดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
 
ธงคำตอบ
          กรณีที่บริษัทสีม่วง จำกัด ประกาศให้ลูกจ้างในฝ่ายผลิตซึ่งเดิมมีกาทำงานเป็น ๒ ช่วง ช่วงที่หนึ่งเวลา  ๐๗.๐๐ – ๑๖.๐๐ นาฬิกา  และช่วงที่สองเวลา  ๑๖.๐๐ – ๐๑.๐๐ นาฬิกา  โดยให้ยุบการทำงานช่วงที่สองให้ลูกจ้างทำงานเฉพาะช่วงที่ หนึ่งโดยลูกจ้างยินยอมนั้น  นับว่าเป็ฯการเปลี่ยนแปลงเวลาทำงานที่เป็นคุณลูกจ้าง จึงกระทำได้โดยชอบ ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๘  มาตรา ๒๐ แต่อย่างใด
          ส่วนกรณีที่บริษัทสีม่วงจำกัด  ประกาศกำหนดเพิ่มการำงานช่วงที่สองและสั่งให้ลูกจ้างสลับกันทำงานทั้งในช่วงที่หนึ่งและช่วงที่สองนั้น  ทำให้ลูกจ้างต้องรับภาระที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงเวลาทำงาน  จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง  ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๘  มาตรา ๒๐ ดังนั้น  ในกรณีที่บริษัทสีม่วงจำกัด  สั่งให้ลูกจ้างสลับไปทำงานในช่วงที่สองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างและสั่งลงโทษลูกจ้างที่ไม่ยอมไปทำงานในช่วงเวลาดังกล่าว  จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๙๐๑๗/๒๕๕๐)
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: ธงคำตอบเนติบัณฑิต กฎหมายอาญา ภาค 1 สมัยที่ 62 ปี 2552
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: กันยายน 29, 2009, 20:48:09 »
ข้อ ๙ พนักงานอัยการฟ้องนายเก่งและนายกล้า ผู้ดำเนินรายการสถานีวิทยุชุมชนแห่งหนึ่งต่อศาลชั้นต้นกล่าวหาว่าร่วมกันโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงให้ผู้อื่นดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.๒๕๕๑  มาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง  ขอให้ลงโทษตามมาตรา ๔๓  นายเก่งและนายกล้าให้การปฏิเสธ  ก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ นายเก่งยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งข้อโต้แย้งของตนไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่า  พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.๒๕๕๑  ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  เพราะการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้  องค์ประชุมขณะลงมติในวาระที่ ๑  ไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้  กฎหมายฉบับนี้จึงไม่มีผลใช้บังคับส่วนนายกล้ายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งข้อโต้แย้งของตนไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.๒๕๕๑  มาตรา ๓๒  วรรคสาม  ที่ว่า บทบัญญัติในวรรหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการโฆษณาที่มีต้นกำเนิดนอกราชอาณาจักร  ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓๐ วรรคสาม ที่ห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ
          ให้วินิจฉัยว่า  ศาลชั้นต้นต้องส่งคำร้องของนายเก่งและนายกล้าไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่

ธงคำตอบ
          การส่งข้อโต้แย้งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๑  คู่ความในคดีขอให้ส่งไปได้เฉพาะในประเด็นว่า บทบัญญัติหรือเนื้อความของกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  แต่กรณีตามคำร้องเป็นการโต้แย้งกระบวนการตรากฎหมายว่าไม่ถูกต้อง ตามมาตรา ๑๕๔ ซึ่งบทบัญญัติมาตรา ๑๕๔ มิได้ให้สิทธินายเก่งหยิบยกเป็นประเด็นโต้แย้งต่อศาลรัฐธรรมนูญได้  ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องส่งข้อโต้แย้งของนายเก่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย (เทียบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๖-๗/๒๕๕๑)
        บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่คู่ความในคดีจะขอให้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา ๒๑๑ ต้องเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี  คดีนี้มีประเด็นต้องวินิจฉัยเพียงว่า นายเก่งและนายกล้ากระทำผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.๒๕๕๑  มาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง  หรือไม่ ไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรา ๓๒ วรรคสาม  บทบัญญัติดังกล่าวจึงมิใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีนี้  ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องส่งข้อโต้แย้งของนายกล้าไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย (เทียบคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญที่ ๒๘/๒๕๔๖)
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
Re: ธงคำตอบเนติบัณฑิต กฎหมายอาญา ภาค 1 สมัยที่ 62 ปี 2552
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: กันยายน 29, 2009, 21:16:32 »
ข้อ ๑๐  บริษัทโทรคมนาคมเอส จำกัด  (มหาชน) เป็นบริษัทมหาชนที่แปรสภาพจากรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมาเป็นบริษัทที่รัฐถือหุ้นทั้งหมด  โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๔๒  วัตถุประสงค์ในการให้บริการเกี่ยวกับกจิการโทรคมนาคม  บริษัทโทรคมนาคมเอส จำกัด (มหาชน)  โดยนายมั่นกรรมการผู้จัดการได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท โคไทย จำกัด  ก่อสร้างพื้นคอนกรีตเพื่อติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ของสถานีทวนสัญญาณ ๖ สถานี  ต่อมา บริษัทโทรคมนาคมเอส จำกัด (มหาชน) ได้บอกเลิกสัญญาว่าจ้างดังกล่าว  และเรียกเบี้ยปรับจากบริษัท เคไทย จำกัด เพราะส่งมอบงานไม่ตรงตามกำหนดในสัญญา  บริษัท เคไทย จำกัด  อ้างว่า บริษัท โทรคมนาคมเอส จำกัด (มหาชน) ไม่ส่งมอบพื้นที่การก่อสร้างตามกำหนดทำให้ก่อสร้างล่าช้า  และได้มีการต่อขยายระยะเวลาก่อสร้างแล้วเนื่องจากติดฤดูฝน  บริษัท โทรคมนาคมเอส จำกัด (มหาชน) เป็นฝ่ายผิดสัญญาและทำให้บริษัท เคไทย จำกัด ได้รับความเสียหาย  จึงต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท
          ให้วินิจฉัยว่า บริษัท  เคไทย จำกัด  จะต้องฟ้องบริษัท โทรคมนาคมเอส จำกัด (มหาชน) ที่ศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

ธงคำตอบ
            กรณีตามปัญหามีประเด็นต้องพิจารณาว่า  สัญญาระหว่างบริษัท โทรคมนาคมเอส จำกัด (มหาชน) และบริษัท เคไทย จำกัด  เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่
           แม้โดยผลของกฎหมายทำให้บริษัท โทรคมนาคมเอส จำกัด (มหาชน)  เป็นบริษัทมหาชน  แต่ก็ยังมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีอำนาจหน้าที่ให้บริการเกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคม  ซึ่งเป็นบริการสาธารณะอย่างหนึ่ง บริษัทโทรคมนาคมเอส จำกัด (มหาชน) จีงเป็นหน่วยงานี่ได้รับมอบหมายใหใช้อำนาจปกครองหรือดำเนินกิจปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัตัดตั้งศาลปกครองและวิธิพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒  เมื่อสัญญาก่อสร้างพื้นคอนกรีตเพื่อติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้งานก่อสร้างที่จำเป็นสำหรับติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ของสถานีทวนสัญญาซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินบริการสาธารณะด้านโทรคมนาคมของรัฐ  สัญญาจ้างก่อพื้นคอนกรีตจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง  เมื่อคดีนี้เป็นกรณีพิพาทอันเนื่องมาจากการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาทางปกครอง  จึงอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง   ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ (คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่  ๓๗/๒๕๕๐)
บันทึกการเข้า

tumlaw

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 31
    • ดูรายละเอียด
ชอบคุณครับ
บันทึกการเข้า

NANiiZ

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 2
    • MSN Messenger - Littlemafia_nana@msn.com
    • ดูรายละเอียด
Luv  jaaa. .. . . ^^ [มากๆ]
บันทึกการเข้า

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
 

อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ | สอบสวน | เงินกู้ | สินเชื่อ

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.089 วินาที กับ 22 คำสั่ง