ไทยจัดจ์

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Facebook Page thaijudge

ข่าว:

ไทยจัดจ์ ปรึกษากฎหมายฟรี กระดาน ถาม ตอบ กระทู้ ปัญหา กฎหมาย ชุมชน กฎหมาย เนติบัณฑิต นิติศาสตร์ นิติกร ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ติว เตรียมสอบ เนติบัณฑิต ตั๋วทนาย อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ปรึกษากฎหมายฟรี สมัครสมาชิกจึงมองเห็นไฟล์แนบ วิธีสมัครสมาชิก ตั้งกระทู้ ค้นกฎหมาย ค้นฎีกา  

ผู้เขียน หัวข้อ: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)  (อ่าน 20465 ครั้ง)

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:21:02 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3786/2546
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2538โจทก์จำเลยอยู่กันที่บ้านเลขที่ 35/2 ซึ่งเป็นบ้านบิดามารดาโจทก์ ระหว่างอยู่กินไม่มีบุตรด้วยกันและมีสินสมรสเป็นที่ดิน 2 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 80253 และที่ดินโฉนดเลขที่ 80354 จำนวนเนื้อที่แปลงละ 17 ตารางวา ต่อมาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2539จำเลยประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง จำเลยกระทำการทรมานจิตใจหมิ่นประมาทและเหยียดหยามโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง โดยนำความเท็จไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อต้องการให้โจทก์ได้รับโทษทางอาญา คือจำเลยแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลพญาไท กล่าวหาว่าโจทก์ใช้กำลังประทุษร้าย ใส่กุญแจข้อมือจำเลยทั้งสองข้างและใช้เทียนไขหยดน้ำตาเทียนลงบนร่างกายของจำเลยหลายแห่งขณะจำเลยอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า จนเป็นเหตุให้จำเลยได้รับบาดเจ็บพุพองตามร่างกายหลายแห่ง กล่าวหาว่าโจทก์ใช้กำลังตบตีทำร้ายร่างกายและบังคับข่มขืนใจให้จำเลยยืนเปลือยกายอยู่หน้าเครื่องปรับอากาศเป็นเวลา 7 ชั่วโมงกล่าวหาว่าโจทก์บังคับขืนใจให้จำเลยเปลื้องผ้าขณะนั่งอยู่ในรถยนต์ซึ่งจอดอยู่ที่บริเวณที่จอดรถของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าว และกล่าวหาว่าโจทก์พกพาอาวุธปืนขนาด .38 ซึ่งเป็นอาวุธของโจทก์ติดตัวไปในเมืองโดยไม่มีเหตุอันสมควรอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย กับแจ้งข้อหาอื่นอีก 3 กระทงซึ่งเป็นความเท็จทั้งสิ้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลอาญา นอกจากนี้จำเลยได้แจ้งความดำเนินคดีกับโจทก์ที่สถานีตำรวจภูธรศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยกล่าวหาว่าโจทก์ใช้อาวุธปืนพยายามฆ่าจำเลยจนทำให้โจทก์ตกเป็นผู้ต้องหา อีกทั้งจำเลยยังหมิ่นประมาทเหยียดหยามโจทก์และบุพการีของโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวและตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับกล่าวหาว่าครอบครัวโจทก์เป็นครอบครัวชั่วช้าเลวทราม อยู่ในครอบครัวของโจทก์เหมือนตกอยู่ในขุมนรก โจทก์เป็นคนกักขฬะอันเป็นการดูถูกหมิ่นประมาทและเหยียดหยามโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์ไม่สามารถอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยได้ โจทก์ได้บอกกล่าวขอหย่าและแบ่งสินสมรสกับจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ยินยอม โจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 80353 และเลขที่80354 ตำบลบางเขน อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ไปโอนกรรมสิทธิ์ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยหรือหากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ให้จำเลยชำระราคาเป็นเงินจำนวน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น
จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยยอมรับว่าได้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์และอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ที่บ้านบิดามารดาของโจทก์จริง แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตัวเป็นสามีที่ดี ไม่รับผิดชอบในการอุปการะเลี้ยงดูจำเลย ไม่ยกย่องให้เกียรติจำเลยในฐานะภริยา ใช้กำลังประทุษร้ายจำเลยตลอดมา ที่ดินสองแปลงที่โจทก์อ้างเป็นสินสมรสนั้นความจริงแล้วเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่รับการยกให้จากนางสุกัญญา นาควิเชียรเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2519 โดยจำเลยเป็นเจ้าของรวมกับนายวุฒิชัย จตุทอง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 80358 ต่อมาเมื่อนางนวลนิตย์ จตุทอง มารดาจำเลยมีความประสงค์จะสร้างอาคารอพาร์ตเมนต์บนที่ดินดังกล่าวเพื่อให้คนเช่าอาศัย จึงได้ตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินกันโดยจำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 80358 เฉพาะส่วนของจำเลยให้แก่นางนวลนิตย์แล้ว นางสาวนิรมล จตุทอง พี่สาวจำเลยได้โอนที่ดินสองแปลง โฉนดเลขที่ 80353 และ80354 รวมเนื้อที่ 34 ตารางวา ให้แก่จำเลยโดยทำเป็นสัญญาซื้อขาย แต่ความจริงแล้วไม่มีการชำระราคาที่ดินกัน ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยไม่ใช่สินสมรส โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่ง นอกจากนี้จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่เคยประพฤติตนอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากับโจทก์ ไม่เคยดูหมิ่นเหยียดหยามโจทก์และบุพการีของโจทก์โดยการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่าครอบครัวของโจทก์เป็นครอบครัววิปริตชั่วเลวทราม แต่จำเลยยอมรับว่าเคยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโจทก์ได้ใช้กำลังประทุษร้ายและทรมานจำเลยตามคำฟ้องจริง จำเลยได้ยื่นฟ้องหย่ากับโจทก์ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง จำเลยไม่ประสงค์จะอยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์อีกต่อไป จำเลยขอฟ้องแย้งว่าระหว่างอยู่กินกับโจทก์ โจทก์ไม่เคยประกอบอาชีพใดและไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูจำเลย ระหว่างอยู่กินฉันสามีภรรยามีทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสร่วมกันคือรถยนต์จี๊ปเชโรกี หมายเลขทะเบียน 1 ษ - 5225 กรุงเทพมหานคร ราคาประมาณ 500,000 บาท รถยนต์วอลโว่ รุ่น 960 หมายเลขทะเบียน 6 ษ - 5797กรุงเทพมหานคร ราคาประมาณ 1,500,000 บาท และกล้องถ่ายรูปไลก้า 1 กล้องพร้อมอุปกรณ์ราคาประมาณ 200,000 บาท นอกจากนี้ยังมีของหมั้นคือ แหวนเพชร1 วง ราคาประมาณ 250,000 บาท สร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท ราคาประมาณ 10,000บาท ซึ่งฝ่ายโจทก์มอบให้แก่จำเลย แต่โจทก์เก็บไว้ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องคืนให้จำเลยขอให้บังคับโจทก์แบ่งสินสมรสให้แก่จำเลยครึ่งหนึ่งคิดเป็นเงิน 1,100,000 บาท และคืนทรัพย์สินที่เป็นของหมั้นให้แก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนคิดเป็นเงิน 310,000บาท
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งจำเลยเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 984/2539 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ในคดีดังกล่าวจำเลยฟ้องหย่าเพียงอย่างเดียวไม่ได้ขอแบ่งสินสมรส ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นความเท็จทั้งสิ้น รถยนต์จี๊ปและรถยนต์วอลโว่ไม่ใช่สินสมรส บิดามารดาโจทก์เป็นผู้ผ่อนชำระเพียงแต่ยืมชื่อโจทก์เป็นผู้ครอบครองแทน บิดามารดาโจทก์ได้ขายสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จี๊ป ให้แก่บุคคลภายนอกก่อนที่จำเลยจะหนีออกไปจากบ้านโจทก์ ส่วนกล้องถ่ายรูปไลก้าไม่มีทรัพย์สินนี้แต่อย่างใด รถยนต์วอลโว่ปัจจุบันบิดามารดาโจทก์ยังเป็นผู้ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ ส่วนทรัพย์สินที่เป็นของหมั้นตามฟ้องแย้งเป็นความเท็จ โจทก์ไม่เคยนำมาจากจำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องคืนให้ ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ส่วนฟ้องแย้งพิพากษาให้โจทก์แบ่งกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 6 ษ-5797 กรุงเทพมหานครให้จำเลยครึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระเงินสินสมรสจำนวน 928,211.83 บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อปี 2538 ต่อมาเมื่อปี 2540 จำเลยได้ฟ้องหย่าโจทก์ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางก่อนที่โจทก์จะฟ้องหย่าขอหย่าจากจำเลยในคดีนี้ และคดีดังกล่าวนั้นคู่ความตกลงกันทำสัญญาประนีประนอมหย่าขาดจากกันและศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า คำฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าคดีทั้งสองเป็นคู่ความเดียวกันและฟ้องหย่าเหมือนกัน จำเลยฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสก็เกี่ยวกับการฟ้องหย่า จึงมีมูลคดีเดียวกันที่จำเลยจะต้องฟ้องไปพร้อมกับคดีที่จำเลยฟ้องหย่าโจทก์ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เห็นว่า ประเด็นเรื่องฟ้องหย่านั้นในคดีที่จำเลยเป็นฝ่ายฟ้องหย่า คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมหย่าขาดจากกันและศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมจนคดีถึงที่สุด และในคดีนี้คู่ความได้ตกลงสละประเด็นดังกล่าวตั้งแต่ก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่มีประเด็นเรื่องฟ้องหย่าในคดีนี้ คงมีข้อพิจารณาเรื่องคำฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสว่าเป็นมูลคดีเดียวกันที่จำเลยจะต้องฟ้องไปพร้อมกับคดีที่จำเลยเป็นฝ่ายฟ้องขอหย่าหรือไม่เห็นว่า ประเด็นในการฟ้องหย่ามีสาระเป็นเรื่องของสภาพการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาแต่เรื่องการขอแบ่งสินสมรสเป็นคดีฟ้องเรียกทรัพย์สินโดยมีสาระอยู่ที่ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสหรือไม่ จึงเป็นคนละมูลคดีกัน แม้จะมีผลมาจากการฟ้องหย่า แต่ก็หาจำต้องขอแบ่งสินสมรสมากับคดีฟ้องหย่าไม่ นอกจากนี้ก็ไม่มีบทกฎหมายใดที่บัญญัติว่าจะต้องฟ้องขอแบ่งสินสมรสมาพร้อมกันกับการฟ้องหย่าดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ฟ้องแย้งของจำเลยขอแบ่งสินสมรสจึงไม่เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 วรรคสอง (1) ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปมีว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 80353 และ 80354เอกสารหมาย จ.3 จ.4 และรถยนต์วอลโว่เป็นสินสมรสหรือไม่ สำหรับที่ดิน 2 แปลงดังกล่าว โจทก์มีพลตรีปัญญา วิวัฒนชาต และนางสุรัชนา วิวัฒนชาต บิดามารดาของโจทก์มาเบิกความว่า ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว มารดาจำเลยเป็นผู้บอกขาย บิดามารดาโจทก์จึงรับซื้อไว้โดยตั้งใจยกให้เป็นสินสมรสแก่โจทก์และจำเลย แต่ในวันทำการโอนกลับมีการใส่ชื่อจำเลยแต่ผู้เดียวเพราะในวันดังกล่าวตัวโจทก์ป่วยจึงไม่ได้ไปร่วมรับโอนด้วยฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยและมารดาจำเลยมานำสืบว่าที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยโดยมีความเป็นมาว่าที่ดินทั้งสองแปลงเดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 27832 เอกสารหมาย ล.20 ซึ่งนางเพ็ง แซ่ตัน ยายจำเลยซื้อจากผู้อื่นเพื่อแบ่งให้แก่บุตรทุกคน ในชั้นแรกได้ใส่ชื่อนางสาวสุกัญญาน้าจำเลยเป็นผู้ถือครอง ครั้นปี2519 จึงได้มีการตกลงแบ่งแยกโฉนดเป็นหลายแปลง มารดาจำเลยได้สิทธิมารวม 5แปลง คือโฉนดเลขที่ 80353, 80354, 80355, 80356 และ 80358 ตามเอกสารหมาย ล.21 ถึง ล.25 ซึ่งมารดาจำเลยได้ใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือครองที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 80358 เอกสารหมาย ล.25 ร่วมกับนายวุฒิชัย จตุทอง ผู้เป็นพี่ชายจำเลย ส่วนอีก4 แปลงได้ใส่ชื่อเป็นของเด็กหญิงนิรมล จตุทอง พี่สาวจำเลย ต่อมาเมื่อเดือนเมษายน2538 มารดาจำเลยได้นำโฉนดเลขที่ 80358 เอกสารหมาย ล.25 ไปจำนองแก่ธนาคารเพื่อกู้เงินมาทำธุรกิจสร้างอพาร์ตเมนต์ให้คนเช่าบนที่ดินแปลงดังกล่าวหลังจำเลยแต่งงานอยู่กินกับโจทก์ ปรากฏว่าโจทก์จำเลยมาเรียกร้องให้มารดาจำเลยจ่ายค่าผลประโยชน์ เฉพาะโจทก์ยังมาทำการข่มขู่หลายครั้ง บางครั้งยังกล่าวหาว่ามารดาจำเลยโกงจำเลย มารดาจำเลยเกรงจะเกิดปัญหาจึงประสงค์จะถอนชื่อจำเลยจากโฉนดที่ดินเลขที่ 80358 เอกสารหมาย ล.25 แต่เมื่อปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของธนาคารเจ้าหนี้แล้วได้รับคำแนะนำว่าให้ทำนิติกรรมอำพรางเป็นการซื้อขายแทนการแลกเปลี่ยน จึงได้มีการดำเนินการตามที่ได้รับคำแนะนำโดยไม่มีการชำระเงินกันจริง เห็นว่า จำเลยนำสืบถึงความเป็นมาของที่ดินอย่างเป็นเรื่องราวและมีหลักฐานเมื่อพิจารณาประกอบสัญญาขายที่ดิน 2 ฉบับ เกี่ยวกับที่ดินทั้ง 3 แปลงซึ่งทำการโอนกันในวันเดียวกัน คือวันที่ 25มิถุนายน 2539 แล้ว กรณีมีเหตุน่าเชื่อว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่จำเลยนำสืบ คือ เป็นการแลกเปลี่ยนที่ดินกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 80358 ที่จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมกับพี่ชายจำเลย เป็นทรัพย์สินที่มีมาก่อนที่จำเลยจะจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ อันถือเป็นสินส่วนตัวของจำเลย และมีการนำไปแลกเปลี่ยนกับที่ดินพิพาท2 แปลง ทรัพย์สินที่ได้มาใหม่จึงย่อมเป็นสินส่วนตัวของจำเลย เพราะเป็นการได้ที่ดินมาแทนทรัพย์เดิม ทั้งนี้ ตามนัยแห่งบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1427 วรรคหนึ่ง..... ส่วนเรื่องรถยนต์วอลโว่ตามที่จำเลยฟ้องแย้งนั้น โจทก์มีบิดามารดาโจทก์มาเบิกความถึงเรื่องราวความเป็นมาว่า ก่อนโจทก์จะจดทะเบียนสมรสกับจำเลย บิดาโจทก์ได้ซื้อรถยนต์มิตซูบิชิให้โจทก์ไว้ใช้ขับไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ภายหลังโจทก์ได้ขายรถคันดังกล่าวไป แล้วนำเงินที่ขายได้ไปวางเงินดาวน์เป็นค่าเช่าซื้อรถจี๊ปเซโรกีโดยมารดาโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันและผ่อนชำระค่างวด ตามเอกสารหมาย จ.5 เพราะโจทก์ยังไม่มีงานทำ ต่อมาโจทก์ขับรถคันดังกล่าวไปประสบอุบัติเหตุ เมื่อซ่อมแล้วจึงได้ขายต่อไปในเดือนกรกฎาคม 2539 แล้วนำเงินที่ขายได้กับที่โจทก์ได้รับการคืนเงินจากการซื้อที่ดินที่จังหวัดสระบุรีจำนวน 250,000 บาท ไปวางเป็นเงินดาวน์ ค่าเช่าซื้อรถยนต์วอลโว่ เงินดังกล่าวบิดามารดาโจทก์มอบให้โจทก์ก่อนที่โจทก์จะพบกับจำเลยจำนวน 500,000 บาท โดยเงินอีกครึ่งหนึ่งโจทก์นำไปซื้อแหวนหมั้นให้กับจำเลย ส่วนผู้ชำระค่างวดและค้ำประกันการเช่าซื้อรถยนต์วอลโว่คงเป็นมารดาโจทก์เช่นเดิม ตามหลักฐานเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.8 ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยมาเบิกความว่า เป็นผู้ซื้อรถจี๊ปเซโรกีตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมายล.14 และจะเป็นผู้ผ่อนชำระค่างวดปัจจุบันทางบริษัทให้ผู้เช่าซื้อได้ฟ้องโจทก์และจำเลยให้ชำระราคารถจี๊ปเซโรกีดังกล่าว เห็นว่า นอกจากเหตุผลดังที่ศาลล่างทั้งสองได้กล่าวแล้วโดยมีหลักฐานตามที่จำเลยอ้างส่งหาใช่สันนิษฐานเอาเองไม่ จากหลักฐานตามบัญชีธนาคารที่โจทก์จำเลยเปิดร่วมกันตามเอกสารหมาย ล.17 ปรากฏมีรายการถอนเงินจากบัญชีจ่ายเมื่อสิ้นเดือนตามจำนวนที่ใกล้เคียงกับค่างวดรวม 3 งวด ถือได้ว่าจำเลยมีส่วนร่วมชำระค่าเช่าซื้อรถจี๊ปเซโรกี ทั้งจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อ และรถจี๊ปเซโรกีเช่าซื้อมาในระหว่างสมรสแล้ว ยังมีเหตุผลอื่นอีกว่า บิดามารดาโจทก์มาเบิกความเกี่ยวกับการเช่าซื้อรถจี๊ปเซโรกีแต่เพียงลอย ๆ ที่สำคัญคือบิดาโจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ว่ามารดาโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันและชำระค่าเช่าซื้อรถจี๊ปคันดังกล่าวต่อเมื่อทนายจำเลยนำหลักฐานมาถามค้านจึงได้ยอมรับว่าความจริงแล้ว ผู้ค้ำประกันคือจำเลย ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ ส่วนมารดาโจทก์ก็เบิกความเพียงว่าโจทก์ขายรถยนต์มิตซูบิชิแล้วไปดาวน์รถจี๊ป จำนวน 300,000 บาท ผ่อนชำระอีกเดือนละ 27,000บาท ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.5 โดยไม่มีรายละเอียดว่าใครเป็นผู้ค้ำประกัน และใครเป็นผู้ชำระค่างวดอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์ในประการนี้จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ว่าโจทก์นำเงินที่ขายรถจี๊ปเซโรกีไปเป็นเงินดาวน์รถยนต์วอลโว่ในระหว่างที่โจทก์จำเลยยังมิได้หย่าขาดจากกัน ประกอบจำเลยยังได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง ว่า กรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือมิใช่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส รถยนต์วอลโว่จึงมีสถานะเป็นสินสมรสซึ่งจำเลยต้องได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาไม่ชอบเพราะพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแทนการนำรถยนต์วอลโว่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและจำเลยมิได้เป็นฝ่ายอุทธรณ์ เห็นว่า ตามคำขอท้ายฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยขอแบ่งสินสมรสครึ่งหนึ่งเมื่อรับฟังว่ารถยนต์วอลโว่เป็นสินสมรสและโจทก์จำเลยหย่ากันแล้วก็ชอบที่จะแบ่งสินสมรสให้โจทก์และจำเลยได้ส่วนเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533ซึ่งถ้าการแบ่งไม่อาจตกลงกันได้ก็ให้นำสินสมรสออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน แต่หากไม่สามารถนำรถยนต์สินสมรสมาแบ่งกันได้ ให้โจทก์ใช้คืนมูลค่าเช่าซื้อที่ชำระไปครึ่งหนึ่ง แม้จะปรากฏว่าโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อไป 1,856,423.66 บาท แต่จำเลยเรียกร้องมูลค่ารถยนต์เพียงครึ่งหนึ่งของมูลค่า 1,500,000 บาท จึงเห็นควรใช้ราคาตามคำขอที่จำเลยฟ้องแย้งเป็นเกณฑ์ เมื่อแบ่งกันคนละครึ่งแล้ว ส่วนของจำเลยจึงคิดเป็นเงินจำนวน 750,000 บาท ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์แบ่งสินสมรสรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 6 ษ-5797กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยครึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งไม่อาจตกลงกันให้นำรถยนต์คันดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง หากไม่สามารถนำรถยนต์มาแบ่งกันได้ให้โจทก์คืนสินสมรสส่วนนี้เป็นเงิน 750,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links


บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:21:45 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3786/2546
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๐๓๕๓ และเลขที่ ๘๐๓๕๔ ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ไปโอนกรรมสิทธิ์ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยหรือหากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ให้จำเลยชำระราคาเป็นเงินจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในอัตราอย่างสูงแทนโจทก์ด้วย
จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์แบ่งสินสมรสให้แก่จำเลยครึ่งหนึ่งคิดเป็นเงิน ๑,๑๐๐,๐๐๐ บาท และคืนทรัพย์สินที่เป็นของหมั้นให้แก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนคิดเป็นเงิน ๓๑๐,๐๐๐ บาท
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งจำเลยเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๙๘๔/๒๕๓๙ ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ในคดีดังกล่าวจำเลยฟ้องหย่าเพียงอย่างเดียวไม่ได้ขอแบ่งสินสมรส ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นความเท็จทั้งสิ้น รถยนต์จี๊ปและรถยนต์วอลโว่ไม่ใช่สินสมรส บิดามารดาโจทก์เป็นผู้ผ่อนชำระเพียงแต่ยืมชื่อโจทก์เป็นผู้ครอบครองแทน บิดามารดาโจทก์ได้ขายสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จี๊ปให้แก่บุคคลภายนอกก่อนที่จำเลยจะหนีออกไปจากบ้านโจทก์ ส่วนกล้องถ่ายรูปไลก้าไม่มีทรัพย์สินนี้แต่อย่างใด รถยนต์วอลโว่ปัจจุบันบิดามารดาโจทก์ยังเป็นผู้ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ ส่วนทรัพย์สินที่เป็นของหมั้นตามฟ้องแย้งเป็นความเท็จ โจทก์ไม่เคยนำมาจากจำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องคืนให้ ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ ส่วนฟ้องแย้งพิพากษาให้โจทก์แบ่งกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๖ ษ - ๕๗๙๗ กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยครึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมเห็นสมควรให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงินสินสมรสจำนวน ๙๒๘,๒๑๑.๘๓ บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อปี ๒๕๓๘ ต่อมาเมื่อปี ๒๕๔๐ จำเลยได้ฟ้องหย่าโจทก์ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางก่อนที่โจทก์จะฟ้องขอหย่าจากจำเลยในคดีนี้ และคดีดังกล่าวนั้นคู่ความตกลงกันทำสัญญาประนีประนอมหย่าขาดจากกัน และศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า คำฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นเรื่องฟ้องหย่านั้น ในคดีที่จำเลยเป็นฝ่ายฟ้องหย่า คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมหย่าขาดจากกัน และศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมจนคดีถึงที่สุด และในคดีนี้คู่ความได้ตกลงสละประเด็นดังกล่าวตั้งแต่ก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่มีประเด็นเรื่องฟ้องหย่าในคดีนี้ คงมีข้อพิจารณาเพียงเรื่องคำฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสว่าเป็นมูลคดีเดียวกันที่จำเลยจะต้องฟ้องไปพร้อมกับคดีที่จำเลยเป็นฝ่ายฟ้องขอหย่าหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นในการฟ้องหย่ามีสาระเป็นเรื่องของสภาพการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา แต่เรื่องการขอแบ่งสินสมรสเป็นคดีฟ้องเรียกทรัพย์สินโดยมีสาระอยู่ที่ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสหรือไม่ จึงเป็นคนละมูลคดีกันแม้จะมีผลมาจากการฟ้องหย่า แต่ก็หาจำต้องฟ้องขอแบ่งสินสมรสมากับคดีฟ้องหย่าไม่ นอกจากนี้ก็ไม่มีบทกฎหมายใดที่บัญญัติว่าจะต้องฟ้องขอแบ่งสินสมรสมาพร้อมกันกับการฟ้องหย่าดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ฟ้องแย้งของจำเลยขอแบ่งสินสมรสจึงไม่เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์แบ่งสินสมรสรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๖ ษ - ๕๗๙๗ กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยครึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งไม่อาจตกลงกันให้นำรถยนต์คันดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง หากไม่สามารถนำรถยนต์มาแบ่งกันได้ให้โจทก์คืนสินสมรสส่วนนี้เป็นเงิน ๗๕๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท.
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:22:12 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 684/2548
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้ตามสัญญาบัตรเครดิต ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 104,595.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 73,540.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยสมัครเป็นสมาชิกและไม่เคยใช้บัตรเครดิตของโจทก์ ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ บ.327/2543 ของศาลชั้นต้นขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่นและมีคำพิพากษาใหม่ต่อไป
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยฐานผิดสัญญาบัตรเครดิตเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ บ.10581/2542 หมายเลขแดงที่ บ. 327/2543 ของศาลชั้นต้น ในวันที่ 20 มกราคม 2543 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกโจทก์และจำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความ วันที่ 27 มกราคม 2543 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ ต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2543 จำเลยยื่นคำร้องในคดีก่อนขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีโดยอ้างว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ บ.10581/2542 หมายเลขแดงที่ บ.327/2543 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความเนื่องจากโจทก์และจำเลยขาดนัดพิจารณา จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ภายในกำหนดอายุความ แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้ขณะคดีก่อนยังอยู่ในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ก่อนอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แม้ต่อมาจำเลยจะได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ที่ให้ยกคำร้องดังกล่าว แต่เป็นการยื่นคำร้องเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว และยื่นคำร้องช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างว่าผิดระเบียบ คำร้องคัดค้านเรื่องผิดระเบียบที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่ชอบ ไม่มีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีและถึงที่สุดไปแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:22:38 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1644/2549
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางสุภาพ ศรีมงคล มารดา ตามคำสั่งศาล นางสุภาพมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 2 แปลง คือ ที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 315 ตำบลนาอ้อ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย และที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 305 หมู่ที่ 11 ตำบลนาอ้อ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเกศและนางทอมตามคำสั่งศาลได้แจ้งความเท็จว่า น.ส.3 เลขที่ 315 สูญหายแล้วดำเนินการขอออกใบแทน และจดทะเบียนแบ่งปันโอนที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 315 แก่จำเลยทั้งสี่อ้างว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของนายเกศ และจำเลยที่ 1 ได้ยื่นเรื่องราวขอออกโฉนดที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 305 โดยอ้างว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ยื่นเรื่องราวขอออกโฉนดที่ดินตาม ส.ค.1 ดังกล่าวเช่นกัน เจ้าพนักงานที่ดินจึงยังไม่ได้ออกโฉนดที่ดิน ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นทรัพย์มรดกของนางสุภาพ ห้ามจำเลยทั้งสี่เข้าเกี่ยวข้อง เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนผู้จัดการมรดกและนิติกรรมรับโอนมรดกของจำเลยทั้งสี่ออกจากรายการจดทะเบียน ใน น.ส.3 เลขที่ 315 ให้จำเลยทั้งสี่ส่งมอบใบแทน น.ส.3 (ฉบับผู้ถือ) เลขที่ 315 แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และให้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 305 ห้ามจำเลยที่ 1 เข้าเกี่ยวข้องหรือขัดขวางการออกโฉนดตาม ส.ค.1 เลขที่ 305 ของโจทก์
จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยทั้งสี่และนางสุภาพ ศรีมงคล เป็นบุตรของนายเกศ โคตรชนะ โดยจำเลยที่ 1 และนางสุภาพเป็นบุตรที่เกิดจากนางทอม โคตรชนะ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรที่เกิดจากนางละมุล โคตรชนะ ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามฟ้องเป็นทรัพย์มรดกของนางเกศและนางทอม นางเกศและนางทอมไม่เคยยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่นางสุภาพ ส่วนที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 302 ตำบลนาอ้อ อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย เป็นทรัพย์มรดกของนางทอมโดยนางทอมได้มาภายหลังนายเกศถึงแก่ความตาย จึงตกทอดแก่จำเลยที่ 1 และนางสุภาพ ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้โจทก์กับทายาทโดยธรรมของนางสุภาพและบริวารออกจากที่ดินพิพาท น.ส.3 เลขที่ 315 มิให้เกี่ยวข้องต่อไป ให้โจทก์แบ่งปันที่ดินพิพาท ส.ค.1 เลขที่ 305 ให้แก่จำเลยทั้งสี่คนละ 1 ใน 5 ส่วน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ และให้โจทก์แบ่งปันที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 302 ให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1 ใน 2 ส่วน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งจำเลยทั้งสี่ แต่ต่อมาในวันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 302
จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน
จำเลยทั้งสี่ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยทั้งสี่ฟ้องแย้งในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 302 ว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกของนางทอม โคตรชนะ ซึ่งตกทอดแก่จำเลยที่ 1 และนางสุภาพ ศรีมงคล ผู้วายชนม์ ปัจจุบันโจทก์และจำเลยทั้งสี่ครอบครองที่ดินดังกล่าวร่วมกัน ขอให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของนางสุภาพแบ่งปันที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1 ใน 2 ส่วน หากไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ดังนี้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้มีสิทธิทางแพ่งโต้แย้งกับโจทก์แต่อย่างใด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งในส่วนนี้ การที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า ฟ้องแย้งในส่วนนี้เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมต้องรับไว้พิจารณาพิพากษา และศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในปัญหาดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ และถือว่าเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 302 เป็นฟ้องแย้งที่ต้องรับไว้พิจารณาพิพากษาเพราะเป็นคำฟ้องที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของนางสุภาพผู้วายชนม์จะฟ้องเรียกที่ดินที่โจทก์อ้างว่าเป็นมรดกของนางสุภาพคืนจากจำเลยทั้งสี่เพื่อนำมาแบ่งปันกันในระหว่างทายาทของนางสุภาพ จำนวน 2 แปลง โดยมิได้ฟ้องเรียกที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 302 มาด้วยก็ตาม แต่ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่เรียกที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 302 จากโจทก์จำนวน 1 ใน 2 ส่วน ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนางสุภาพเช่นเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องนั่นเอง ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมและเกี่ยวข้องกับพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องรับไว้พิจารณาพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"
พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 302 ไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:23:15 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6996 - 6997/2550
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งกัปตัน ปัจจุบันมีรายได้ประมาณเดือนละ 120,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินและมีรายได้ปัจจุบันเดือนละประมาณ 70,000 บาท โจทก์กับจำเลยที่ 1 ชอบพอกันอยู่หลายปี แล้วได้จัดพิธีมงคลสมรสขึ้นเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2543 จากนั้นโจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกันที่บ้านเลขที่ 59/234 อันเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ปลูกสร้างสำหรับใช้เป็นเรือนหอและให้มารดากับน้องของโจทก์พักอาศัยแยกห้องเป็นส่วนสัดให้ในบ้านดังกล่าวด้วย หลังจากอยู่กินฉันสามีภริยากันได้ประมาณ 7 เดือน จำเลยที่ 1 กล่าวหาว่าโจทก์เป็นคนเจ้าชู้ซึ่งไม่เป็นความจริง แล้วจำเลยที่ 1 ย้ายไปพักอาศัยอยู่กับมารดาของจำเลยที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 64/406 โจทก์พยายามอธิบายเรื่อยมาว่าโจทก์มิได้มีพฤติกรรมเจ้าชู้จนจำเลยที่ 1 เข้าใจจึงกลับมาอยู่กับโจทก์อีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2544 ต่อมาประมาณเดือนมีนาคม 2545 โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ตั้งครรภ์จึงพาจำเลยที่ 1 ไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลกับฝากจำเลยที่ 1 ให้ทำงานอยู่ที่ฝ่ายโภชนาการของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อมิให้จำเลยที่ 1 ต้องทำงานหนักและมีรายได้ต่อเนื่อง ประมาณเดือนมิถุนายน 2545 โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีเรื่องบาดหมางไม่เข้าใจกันด้วยเรื่องที่จำเลยที่ 1 ประพฤติตัวไม่เหมาะสมต่อมารดาของโจทก์กับเรื่องที่จำเลยที่ 1 ระแวงว่าโจทก์ไปคบหญิงอื่นแล้วจำเลยที่ 1 ออกจากบ้านไปพักอาศัยอยู่กับมารดาจำเลยที่ 1 อีกครั้ง จนกระทั่งวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 จำเลยที่ 1 ได้คลอดจำเลยที่ 2 ที่โรงพยาบาล โจทก์ก็อยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อให้กำลังใจด้วย ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 โจทก์ไปแจ้งการเกิดของจำเลยที่ 2 ณ สำนักงานทะเบียนท้องถิ่นเขตหลักสี่ เมื่อจำเลยที่ 1 คลอดจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์ไปเยี่ยมจำเลยทั้งสองที่บ้านมารดาของจำเลยที่ 1 แต่ไม่ได้รับการต้อนรับ โจทก์พยายามไปเยี่ยมจำเลยทั้งสองเรื่อยมาและชวนจำเลยที่ 1 ให้กลับบ้านแต่จำเลยที่ 1 กลับแจ้งโจทก์ให้สร้างบ้านใหม่เพื่ออยู่กินลำพังสามคนโดยไม่ให้มารดาของโจทก์อยู่ด้วย โจทก์จึงไม่สามารถกระทำตามข้อเสนอของจำเลยที่ 1 ได้ ต่อจากนั้นประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2546 เป็นต้นมาจำเลยที่ 1 ก็ห้ามโจทก์มิให้พบจำเลยที่ 2 อีก วันที่ 14 กรกฎาคม 2546 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรต่อนายทะเบียนเขตหลักสี่และดำเนินการให้นายทะเบียนแจ้งการขอจดทะเบียนขอรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวถึงจำเลยทั้งสองทั้งที่อยู่ตามทะเบียนบ้านและที่อยู่จริงของจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองไม่คัดค้านหรือไม่ให้ความยินยอมภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2546 อันเป็นวันที่การแจ้งของนายทะเบียนไปถึงจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่สามารถจดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรได้ ประกอบกับจำเลยที่ 2 มีอายุเพียง 1 ปีเศษ ซึ่งยังไม่สามารถให้ความยินยอมเองต่อนายทะเบียนได้ โจทก์จึงต้องนำคดีมาฟ้อง ขอให้พิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายได้ และให้โจทก์มีอำนาจปกครอง อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2
จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีเจตนาจะรับผิดชอบผูกพันกับจำเลยที่ 2 ฉันบิดากับบุตรโดยแท้จริง เนื่องจากโจทก์ไม่เคยทำหน้าที่ผู้เป็นบิดาต่อจำเลยที่ 2 เช่นวิญญูชนพึงปฏิบัติทั้งที่มีโอกาสทำได้ โจทก์ฟ้องคดีนี้เพียงเพื่อจะให้บุคคลทั่วไปในสังคมตลอดจนผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานเห็นว่าโจทก์เป็นคนดีที่มีความรับผิดชอบอันจะก่อให้เกิดโอกาสเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานของโจทก์เอง เนื่องจากการเลื่อนตำแหน่งจากนักบินขึ้นเป็นกัปตันนั้น ผู้เป็นนักบินจะต้องไม่เสื่อมเสียในเรื่องความรับผิดชอบ หากโจทก์มีเจตนาบริสุทธิ์ก็น่าจะจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 หรือจดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรตามที่จำเลยที่ 1 ขอไปเสียนานแล้ว โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีนี้โดยไม่สุจริต โจทก์ไม่สมควรใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 2 เนื่องจากโจทก์ขาดความรักและรับผิดชอบต่อจำเลยที่ 2 โดยทอดทิ้งจำเลยที่ 2 ตั้งแต่แรกเกิด โจทก์มิได้มีรายได้เดือนละ 120,000 บาท แน่นอน รายได้ของโจทก์ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับค่าปฏิบัติงานบนเครื่องบินว่ามากหรือน้อย โจทก์มีภาระหนี้สินจำนวนมาก มารดาของโจทก์ก็ป่วยจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และพี่น้องของโจทก์ต่างก็มีครอบครัวต้องรับผิดชอบ ส่วนจำเลยที่ 1 และครอบครัวของจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ตั้งแต่แรก จำเลยที่ 1 มีรายได้เดือนละ 70,000 บาท ถึง 100,000 บาท บุคคลในครอบครัวของจำเลยที่ 1 ล้วนมีฐานะมั่นคง อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีอันเหมาะสมแก่การเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมสามารถเลี้ยงดูให้ความรักและความอบอุ่นแก่จำเลยที่ 2 ได้ดียิ่งกว่าโจทก์มาก ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 เท่านั้นเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 อยู่ในการดูแลของจำเลยที่ 1 พลอากาศโทคณิน คะบุศย์ กับนางมาลินี คะบุศย์ ได้จดทะเบียนรับจำเลยที่ 2 เป็นบุตรบุญธรรมโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 อำนาจปกครองจำเลยที่ 2 จึงตกอยู่กับผู้รับบุตรบุญธรรมทั้งสอง โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องร้องเรียกอำนาจปกครองจำเลยที่ 2 อีกต่อไป ขอให้ยกฟ้อง หากศาลพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายอันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมจำเลยที่ 2 ขอฟ้องแย้งให้บังคับโจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจำเลยที่ 2 จะบรรลุนิติภาวะและจบการศึกษาจนสามารถเลี้ยงดูตนเองได้ และกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 ของจำนวนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ต้องชำระทุกปีด้วย
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข จึงไม่รับฟ้องแย้ง
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง
ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 แถลงขอรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นบิดาของจำเลยที่ 2 ที่แท้จริง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งงดการชี้สองสถานและงดการสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งสอง โดยเห็นว่าสามารถวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้โดยไม่ต้องสืบพยาน
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ ให้โจทก์จดทะเบียนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดชี้สองสถานและงดการสืบพยานกับอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่งดการชี้สองสถานและงดการสืบพยานกับยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากการรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม หรือไม่ ได้ความว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มีคำขอท้ายฟ้อง 2 ประการ คือ ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนรับเด็กหญิงญานิศา ตัณฑประศาสน์ หรือณิณญา คะบุศย์ จำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์มีอำนาจปกครอง อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวเนื่องจากคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั่นเอง สมควรที่จะได้วินิจฉัยให้เสร็จไปในคราวเดียวกันไม่เยิ่นเย้อที่จะต้องรอให้คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์จนคำพิพากษาถึงที่สุดเสียชั้นหนึ่งก่อนแล้วจึงจะมาฟ้องขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกในภายหลัง กรณีถือได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:23:47 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6383/2550
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมบ้านเลขที่ 176 ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร และขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์เป็นผู้ทำการรื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 78,000 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยรับว่าเป็นผู้เช่าที่ดินของโจทก์ตามฟ้องและยินยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมบ้านเลขที่ 176 ดังกล่าวรวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ภายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 หากจำเลยผิดนัดยอมให้โจทก์เข้าทำการรื้อถอนได้ทันทีโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนให้โจทก์ 100,000 บาท และจำเลยยินยอมชำระค่าเสียหาย 60,000 บาท แก่โจทก์โดยแบ่งชำระเป็นงวด งวดละเดือน เดือนละ 20,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 12 มีนาคม 2546 หากผิดนัดยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและค่าเสียหายวันละ 3,000 บาท จนกว่าโจทก์จะทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสร็จสิ้น ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว
ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดอ้างว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร ผู้ร้องกับพวกได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยขอให้บังคับโจทก์และจำเลยไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยผู้เช่าเป็นผู้ร้องกับพวกและให้โจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องกับพวกมีกำหนด 5 ปี ตามคดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยสมรู้ร่วมคิดกันฟ้องคดีนี้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทก่อนที่คดีหมายเลขดำที่ 208/2546 จะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อยังให้ได้รับความรับรองและคุ้มครองตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ
ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำร้องสอดของผู้ร้องแล้วเห็นว่า ผู้ร้องขอเข้ามาในคดีนี้โดยอ้างสิทธิว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ ขอให้โจทก์จำเลยเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเช่าที่ดินพิพาท ถ้าศาลรับคำร้องสอดไว้โจทก์จำเลยก็ต้องให้การแก้คำร้องสอด คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นคำฟ้อง และผู้ร้องอยู่ในฐานะโจทก์ ทั้งสิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์จำเลยโต้แย้งนี้ ผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์จำเลยแล้วคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) และผู้ร้องไม่เป็นคู่ความในคดีจึงไม่มีสิทธิร้องขอเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ ค่าคำร้องให้เป็นพับ
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำร้องสอดของผู้ร้องเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ในชั้นอุทธรณ์ผู้ร้องได้ยกประเด็นปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ด้วย แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ นั้น เห็นว่า ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนหรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ก่อน และเห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดอ้างว่า ผู้ร้องกับพวกแต่งตั้งจำเลยให้เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร แต่จำเลยมีปัญหาขัดแย้งกับผู้ร้องและพวก ผู้ร้องกับพวกได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยทั้งสอง (โจทก์และจำเลยคดีนี้) ไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 (จำเลยคดีนี้) ผู้เช่ากับจำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ผู้ให้เช่าเป็นโจทก์ทั้งสี่ (ผู้ร้องกับพวก) ผู้เช่ากับจำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ผู้ให้เช่า และให้จำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ดำเนินการจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนด 5 ปี โจทก์และจำเลยจึงได้สมรู้ร่วมคิดกันฟ้องคดีนี้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานต่อสู้คดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น และนำหมายบังคับคดีไปบังคับให้ผู้ร้องกับพวกต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างร้านอาหารรวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท ซึ่งจะเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้อง เพราะผู้ร้องมิได้เป็นบริวารของจำเลย ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษา ดังนี้ เห็นได้ว่า แม้ผู้ร้องมีสิทธิที่จะร้องเข้ามาในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แต่สิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์และจำเลยโต้แย้งนี้ ปรากฏว่าก่อนยื่นคำร้องสอดผู้ร้องได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยทั้งสองในคดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างพิจารณา โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันกับที่อ้างในคำร้องสอดว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์เพื่อปลูกสร้างอาคารประกอบกิจการร้านอาหารมีกำหนด 5 ปี เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วให้สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดตกเป็นของโจทก์ จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกันว่าจำเลยเป็นตัวแทนผู้ร้องกับพวกทำสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่ คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:24:45 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6383/2550
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมบ้าน และขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยรับว่าเป็นผู้เช่าที่ดินของโจทก์ตามฟ้องและยินยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมบ้านเลขที่ 176 ดังกล่าวรวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ภายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 หากจำเลยผิดนัดยอมให้โจทก์เข้าทำการรื้อถอนได้ทันทีโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนให้โจทก์ 100,000 บาท และจำเลยยินยอมชำระค่าเสียหาย 60,000 บาท แก่โจทก์โดยแบ่งชำระเป็นงวด งวดละเดือน เดือนละ 20,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 12 มีนาคม 2546 หากผิดนัดยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและค่าเสียหายวันละ 3,000 บาท จนกว่าโจทก์จะทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสร็จสิ้น ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว
ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดอ้างว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร ผู้ร้องกับพวกได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยขอให้บังคับโจทก์และจำเลยไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยผู้เช่าเป็นผู้ร้องกับพวกและให้โจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องกับพวกมีกำหนด 5 ปี ตามคดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยสมรู้ร่วมคิดกันฟ้องคดีนี้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทก่อนที่คดีหมายเลขดำที่ 208/2546 จะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อยังให้ได้รับความรับรองและคุ้มครองตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ
ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้ร้องขอเข้ามาในคดีนี้โดยอ้างสิทธิว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ ขอให้โจทก์จำเลยเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเช่าที่ดินพิพาท ถ้าศาลรับคำร้องสอดไว้โจทก์จำเลยก็ต้องให้การแก้คำร้องสอด คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นคำฟ้อง และผู้ร้องอยู่ในฐานะโจทก์ ทั้งสิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์จำเลยโต้แย้งนี้ ผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์จำเลยแล้วคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) และผู้ร้องไม่เป็นคู่ความในคดีจึงไม่มีสิทธิร้องขอเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำร้องสอดของผู้ร้องเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ในชั้นอุทธรณ์ผู้ร้องได้ยกประเด็นปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ด้วย แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ นั้น เห็นว่า ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนหรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ก่อน และเห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดอ้างว่า ผู้ร้องกับพวกแต่งตั้งจำเลยให้เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ซึ่งเป็นสัญญาว่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร แต่จำเลยมีปัญหาขัดแย้งกับผู้ร้องและพวก ผู้ร้องกับพวกได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยทั้งสอง (โจทก์และจำเลยคดีนี้) ไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 (จำเลยคดีนี้) ผู้เช่ากับจำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ผู้ให้เช่าเป็นโจทก์ทั้งสี่ (ผู้ร้องกับพวก) ผู้เช่ากับจำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ผู้ให้เช่า และให้จำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ดำเนินการจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนด 5 ปี โจทก์และจำเลยจึงได้สมรู้ร่วมคิดกันฟ้องคดีนี้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานต่อสู้คดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น และนำหมายบังคับคดีไปบังคับให้ผู้ร้องกับพวกต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างร้านอาหารรวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้อง เพราะผู้ร้องมิได้เป็นบริวารของจำเลยผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษา ดังนี้ เห็นได้ว่าแม้ผู้ร้องมีสิทธิที่จะร้องเข้ามาในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แต่สิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์และจำเลยโต้แย้งนี้ ปรากฏว่าก่อนยื่นคำร้องสอดผู้ร้องได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยทั้งสองในคดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้นคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างพิจารณา โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันกับที่อ้างในคำร้องสอดว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์เพื่อปลูกสร้างอาคารประกอบกิจการร้านอาหารมีกำหนด 5 ปี เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วให้สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดตกเป็นของโจทก์จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกันว่าจำเลยเป็นตัวแทนผู้ร้องกับพวกทำสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่ คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:25:08 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5417/2549
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ เป็นต้นเงิน 400,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 24,575 บาท
จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต แต่ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้เรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วมเสีย
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 400,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กันยายน 2541) ไม่เกิน 24,575 บาท กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า หากศาลเรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาในคดีแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อความยุติธรรมอย่างยิ่ง เนื่องจากเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ จำเลยทั้งสองสามารถที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยจากบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เพื่อให้ชำระหนี้แทนจำเลยทั้งสองได้ ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) นั้น เห็นว่า การที่จะเรียกบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความเข้ามาในคดีนั้นจะต้องแสดงเหตุผลว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) แต่ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองที่ขอให้เรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยทั้งสองนั้นได้ความว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่บริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ต่อมาบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้สลักหลังโอนให้แก่โจทก์ ดังนั้น หากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทจึงไม่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้สลักหลังได้ กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะเรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น?
พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์.
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:25:32 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5417/2549
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ เป็นต้นเงิน 400,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 24,575 บาท
จำเลยทั้สองให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต แต่ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้เรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วมเสีย
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 400,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กันยายน 2541) ไม่เกิน 24,575 บาท
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.6 เมื่อประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาย่อย ถนนบางขุนเทียน จำนวนเงิน 400,000 บาท ให้แก่บริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ต่อมาบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้สลักหลังโอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย ตามสำเนาเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.3 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นไม่เรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า หากศาลเรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาในคดีแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อความยุติธรรมอย่างยิ่ง เนื่องจากเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้จำเลยทั้งสองสามารถที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยจากบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัดเพื่อให้ชำระหนี้แทนจำเลยทั้งสองได้ ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) แล้วนั้น เห็นว่า การที่จะเรียกบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความเข้ามาในคดีนั้นจะต้องแสดงเหตุผลว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้น แพ้คดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) แต่ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองที่ขอให้เรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยทั้งสองนั้นได้ความว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่บริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ต่อมาบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้สลักหลังโอนให้แก่โจทก์ ดังนั้น หากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทจึงไม่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้สลักหลังได้ กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะเรียกบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยคบคิดกันฉ้อฉลหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อชำระค่าก่อสร้างงวดที่ 12 ให้แก่บริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ต่อมาบริษัทไผ่งาม คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้สลักหลังเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าวัสดุและอุปกรณ์การก่อสร้าง โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย หาใช่เป็นการคบคิดกันฉ้อฉลดั่งที่จำเลยทั้งสองอ้างไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"
พิพากษายืน
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:26:00 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 996/2549
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ว่าจ้างให้โจทก์ทำการก่อสร้างและติดตั้งถังโมลาสที่โรงงานน้ำตาลเกษตรไทย ตกลงชำระค่าจ้างรวม 9 งวด เป็นเงิน 3,040,000 บาท ระหว่างสัญญาจำเลยทั้งสี่บอกให้โจทก์หยุดงานและให้ส่งผลงานเท่าที่ทำเสร็จ ผลงานที่โจทก์ทำเสร็จคิดเป็นเงิน 2,486,943 บาท แต่จำเลยทั้งสี่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์เพียง 1,840,000 บาท ยังคงค้างชำระ 646,943 บาท จำเลยทั้งสี่ต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2547 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 9,726 บาท รวมหนี้ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 656,369 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 656,369 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 646,943 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยที่ 1 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ
ก่อนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียจากสารบบความ
นายวิษณุ ธงทอง ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างไม่จำกัดจำนวนจึงขอร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 1
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายวิษณุ ธงทอง เข้าเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 1
จำเลยร่วมยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำให้การของจำเลยร่วม ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยร่วมต้องใช้สิทธิเท่าที่มีอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่ตนเข้าร่วม เมื่อจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยร่วมย่อมยื่นคำให้การและนำสืบตามข้อต่อสู้ไม่ได้ การที่จำเลยร่วมยื่นคำให้การและศาลมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วมเป็นคำสั่งโดยผิดหลง จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วม และมีคำสั่งใหม่ว่าไม่รับคำให้การของจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27
จำเลยร่วมอุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยร่วมฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมเพียงว่า ที่ศาลชั้นต้นสั่งเพิกถอนคำสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วมแล้วสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยร่วมชอบหรือไม่ เห็นว่า กรณีของจำเลยร่วมเป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) จำเลยร่วมจึงต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ตนเข้าเป็นจำเลยร่วมตามมาตรา 58 วรรคสอง ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การจนศาลสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การแล้ว จำเลยร่วมย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำให้การของตนเข้ามาอันเป็นการใช้สิทธินอกเหนือจากที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ได้ และเมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วมไว้โดยผิดหลง ศาลชั้นต้นชอบที่จะเพิกถอนคำสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วมแล้วสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยร่วมให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ข้อที่จำเลยร่วมฎีกาว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ถอนฟ้องจำเลยร่วมซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีนี้และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 1 เมื่อเห็นว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ เพื่อไม่ให้จำเลยร่วมมีโอกาสยื่นคำให้การต่อสู้คดีนั้น เห็นว่า การที่จำเลยร่วมจะเป็นคู่ความในคดีนี้ด้วยหรือไม่ ไม่ทำให้สิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไป จำเลยร่วมในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นผู้มีสิทธิกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ตามกฎหมาย การถอนฟ้องของโจทก์จึงไม่กระทบต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 ในการต่อสู้คดีรวมทั้งไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลฎีกาให้เป็นพับ.
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:26:23 »
คำพิพากษาฎีกาที่ 996/2549
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 656,369 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 646,943 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยที่ 1 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ
ก่อนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียจากสารบบความ
จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างไม่จำกัดจำนวน จึงขอร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 1
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต
จำเลยร่วมยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วม ต่อมาศาลช้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยร่วมต้องใช้สิทธิเท่าที่มีอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่ตนเข้าร่วมเมื่อจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยร่วมย่อมยื่นคำให้การและนำสืบตามข้อต่อสู้ไม่ได้ การที่จำเลยร่วมยื่นคำให้การและศาลมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วมเป็นการสั่งโดยผิดหลง จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับคำให้การของจำลยร่วม และมีคำสั่งใหม่ว่าไม่รับคำให้การของจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27
จำเลยร่วมอุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน
จำเลยร่วมฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "กรณีของจำเลยร่วมเป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) จำเลยร่วมจึงต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ตนเข้าเป็นจำเลยร่วมตามมาตรา 58 วรรคสอง ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การจนศาลสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การแล้ว จำเลยร่วมย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำให้การของตนเข้ามาอันเป็นการใช้สิทธินอกเหนือจากที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ได้และเมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วมไว้โดยผิดหลง ศาลชั้นต้นชอบที่จะเพิกถอนคำสั่งรับคำให้การของจำเลยร่วมแล้วสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยร่วมให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และการที่จำเลยร่วมจะเป็นคู่ความในคดีนี้ด้วยหรือไม่ ไม่ทำให้สิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไป จำเลยร่วมในฐานะหุ้นส่วนผู้ส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นผู้มีสิทธิกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ตามกฎหมาย การถอนฟ้องของโจทก์จึงไม่กระทบต่อสิทธิของจำเลยที่ 1 ในการต่อสู้คดีรวมทั้งไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:26:43 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2915/2548
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากอาคารเลขที่ 34 ตรอกอิศรานุภาพ แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร พร้อมส่งมอบอาคารให้แก่โจทก์ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย จำนวน 227,500 บาท และค่าเสียหายต่อไปเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 18 ตุลาคม 2539) จนกว่าจะขนย้ายเสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาได้ทำคำพิพากษาศาลฎีกาเสร็จแล้ว และส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่านให้แก่คู่ความฟัง ครั้นถึงวันนัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา ทนายจำเลยยื่นคำร้องว่าทนายจำเลยเพิ่งได้รับแจ้งจากทายาทของจำเลยว่าจำเลยถึงแก่ความตายแล้ว ขอให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาเพื่อรอทายาทของจำเลยหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกหรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกจะได้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีไปก่อนเพื่อให้โจทก์สืบหาทายาทหรือบุคคลที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนจำเลยผู้มรณะ
โจทก์ยื่นคำขอว่า นายดุษฎี เจริญจิตกร ผู้คัดค้านเป็นบุตรจำเลยและอาศัยอยู่ในอาคารพิพาท ขอให้เรียกผู้คัดค้านเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยเพื่อดำเนินคดีต่อไป
ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จึงมิใช่เป็นทายาทและมิได้เป็นผู้จัดการมรดกหรือผู้ปกครองทรัพย์ของจำเลย โจทก์ยื่นคำขอให้เรียกทายาทของจำเลยเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่เกินกว่า 1 ปี นับแต่จำเลยมรณะขอให้ยกคำขอ
ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนพยานทั้งสองฝ่ายในวันเดียวกันและกำชับให้ทุกฝ่ายเตรียมพยานมาสืบในวันนัดทั้งหมด หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีพยานมาศาลเท่าใด ให้ถือว่าติดใจสืบพยานเพียงนั้น หากไม่มาศาลถือว่าไม่ติดใจสืบ ครั้นถึงวันนัด ทนายผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้คัดค้านและโจทก์แล้วเห็นว่า กรณีไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้เลื่อนคดี ให้ยกคำร้องขอเลื่อนคดี ค่าคำร้องเป็นพับ แล้วให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา
ผู้คัดค้านอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ผู้คัดค้านฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เมื่อปรากฏว่า จำเลยได้มรณะในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอของโจทก์ที่ขอให้เรียกทายาทของคู่ความผู้มรณะหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกของผู้มรณะหรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกไว้ เข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 และ 43 การที่ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำขอของโจทก์จึงถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นทำแทนศาลฎีกาเท่านั้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ทำแทนศาลฎีกาเช่นนี้ ก็หามีสิทธิที่จะอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านเลื่อนการไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นว่านี้จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ผู้คัดค้านฎีกาต่อมาก็ต้องถือว่าฎีกาของผู้คัดค้านเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาในชั้นนี้แล้ว ศาลฎีกาชอบที่จะสั่งคำขอของโจทก์ที่ขอให้เรียกผู้คัดค้านเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะไปเสียทีเดียว เห็นว่า เมื่อปรากฏตามคำเบิกความของผู้คัดค้านที่เบิกความในชั้นพิจารณายอมรับว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของจำเลยผู้มรณะและพักอาศัยอยู่ในอาคารพิพาทกับจำเลยตลอดมาตั้งแต่ปู่ของผู้คัดค้านทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทไว้กับกรมศาสนา ทั้งผู้คัดค้านยังมีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้านร่วมกับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าบ้านและผู้คัดค้านอยู่ในฐานะผู้อาศัยโดยระบุว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรจำเลยปรากฏรายละเอียดตามสำเนาทะเบียนบ้านตามเอกสารหมาย จ.14 ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันเพียงพอที่รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรจำเลยและเป็นผู้ปกครองทรัพย์มรดกของจำเลย ชอบที่โจทก์จะขอให้เรียกผู้คัดค้านเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะได้ตามคำขอ ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้หมายเรียกผู้คัดค้านเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยมรณะแล้ว เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้คำขอเรียกบุคคลใดให้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่คู่ความผู้มรณะนั้น คำขอเช่นว่านี้จะต้องยื่นภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นมรณะมิฉะนั้นให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเรื่องนั้นเสียจากสารบบความตามมาตรา 42 วรรคสอง ก็ตาม แต่บทบัญญัติเช่นว่านั้นมิใช่เป็นบทบังคับศาลให้ต้องจำหน่ายคดีเสมอไป และตราบใดที่ศาลยังมิได้สั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก็มีสิทธิขอให้เรียกบุคคลตามที่กฎหมายกำหนดไว้นั้นเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่คู่ความมรณะได้แม้จะพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีแล้วก็ตาม และกรณีนี้ศาลฎีกาเห็นสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ"
พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของผู้คัดค้าน และให้ผู้คัดค้านเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:27:17 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2915/2548
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากอาคารพิพาทพร้อมส่งมอบอาคารและใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาได้ทำคำพิพากษาศาลฎีกาเสร็จแล้ว และส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่านให้แก่คู่ความฟัง ครั้นถึงวันนัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา ทนายจำเลยยื่นคำร้องว่า ทนายจำเลยเพิ่งได้รับแจ้งจากทายาทของจำเลยว่าจำเลยถึงแก่ความตายแล้ว ขอให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาเพื่อรอทายาทของจำเลยหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกหรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกจะได้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดี
โจทก์ยื่นคำขอว่า นายดุษฎี เจริญจิตกร ผู้คัดค้านเป็นบุตรจำเลยและอาศัยอยู่ในอาคารพิพาท ขอให้เรียกผู้คัดค้านเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยเพื่อดำเนินคดีต่อไป
ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยซึ่งมรณะ จึงมิใช่เป็นทายาทและมิได้เป็นผู้จัดการมรดกหรือผู้ปกครองทรัพย์ของจำเลย โจทก์ยื่นคำขอให้เรียกทายาทของจำเลยเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่เกินกว่า 1 ปี นับแต่จำเลยมรณะ ขอให้ยกคำขอ
ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนพยานทั้งสองฝ่ายในวันเดียวกันและกำชับให้ทุกฝ่ายเตรียมพยานมาสืบในวันนัดทั้งหมด ครั้นถึงวันนัด ทนายผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้คัดค้านและโจทก์แล้วเห็นว่า กรณีไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้เลื่อนคดี ให้ยกคำร้องขอเลื่อนคดีแล้วให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา
ผู้คัดค้านอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้คัดค้านฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อจำเลยได้มรณะในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจึงเป็นเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอของโจทก์ที่ขอให้เรียกทายาทของคู่ความผู้มรณะหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกของผู้มรณะหรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกไว้ เข้ามาเป็นคู่ความแทนผู้มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 และ 43 การที่ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำขอของโจทก์จึงถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นทำแทนศาลฎีกาเท่านั้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ทำแทนศาลฎีกาเช่นนี้ ก็หามีสิทธิที่จะอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านเลื่อนการไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นว่านี้จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ผู้คัดค้านฎีกาต่อมาก็ต้องถือว่าฎีกาของผู้คัดค้านเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ไมชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาในชั้นนี้แล้ว ศาลฎีกาชอบที่จะสั่งคำขอของโจทก์ที่ขอให้เรียกผู้คัดค้านเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะไปเสียทีเดียว เห็นว่า เมื่อปรากฏตามคำเบิกความของผู้คัดค้านที่เบิกความในชั้นพิจารณายอมรับว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของจำเลยผู้มรณะและพักอาศัยอยู่ในอาคารพิพาทกับจำเลยตลอดมาตั้งแต่ปู่ของผู้คัดค้านทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทไว้กับกรมการศาสนา ทั้งผู้คัดค้านยังมีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้านร่วมกับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าบ้านและผู้คัดค้านอยู่ในฐานะผู้อาศัยโดยระบุว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรจำเลยปรากฏรายละเอียดตามสำเนาทะเบียนบ้านตามเอกสารหมาย จ.14 ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันเพียงพอที่รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรจำเลยและเป็นผู้ปกครองทรัพย์มรดกของจำเลยชอบที่โจทก์จะขอให้เรียกผู้คัดค้านเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะได้ตามคำขอ ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้หมายเรียกผู้คัดค้านเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยมรณะแล้ว เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้คำขอเรียกบุคคลใดให้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่คู่ความผู้มรณะนั้น คำขอเช่นว่านี้จะต้องยื่นภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นมรณะ มิฉะนั้นให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเรื่องนั้นเสียจากสารบบความตามมาตรา 42 วรรคสอง ก็ตาม แต่บทบัญญัติเช่นว่านั้นมิใช่เป็นบทบังคับศาลให้ต้องจำหน่ายคดีเสมอไป และตราบใดที่ศาลยังมิได้สั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก็มีสิทธิขอให้เรียกบุคคลตามที่กฎหมายกำหนดไว้นั้นเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่คู่ความผู้มรณะได้แม้จะพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีแล้วก็ตาม และกรณีนี้ศาลฎีกาเห็นสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ"
พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของผู้คัดค้าน และให้ผู้คัดค้านเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:27:45 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 789/2550
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้ยืมเงิน กับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้บัตรเครดิตและฟ้องบังคับจำนองแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดี ขณะคดีอยู่ระหว่างการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 1 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์เป็นกรณีพิเศษ 146,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ต่อมาศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 เวลา 9 นาฬิกา โดยในวันนัดมีทนายโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มา ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งพิพากษายืนให้โจทก์ฟังโดยถือว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบผลคำพิพากษาดังกล่าวตามกฎหมายแล้ว ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2546 ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่าการที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 เพราะการส่งหมายนัดฟังคำสั่งให้แก่ฝ่ายจำเลยที่ 2 ไม่ชอบ เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายไปก่อนหน้าแล้ว และที่อยู่ตามหมายนัดที่ส่งให้แก่ทนายจำเลยที่ 2 ผิด
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ
จำเลยที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ทนายจำเลยที่ 2 มีสิทธิลงชื่ออุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 หลังจากที่จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายได้หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 แต่งตั้งนายพัฒนพงศ์ สุขโกษา ทนายความให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 นั้น เป็นการแต่งตั้งตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 15 ว่าด้วยตัวแทน แม้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการถึงแก่ความตายไปจะเป็นผลให้สัญญาตัวแทนระงับไปก่อนที่นายพัฒนพงศ์ทนายจำเลยที่ 2 จะยื่นอุทธรณ์ก็ตาม แต่นายพัฒนพงศ์ก็ยังคงมีอำนาจและหน้าที่จัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยที่ 2 ต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 จนกว่าทายาทหรือผู้แทนของจำเลยที่ 2 จะอาจเข้ามาปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยที่ 2 ได้ อำนาจทนายความหาหมดสิ้นไปทันทีเมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายไม่ นายพัฒนพงศ์จึงมีอำนาจลงนามในฐานะทนายจำเลยที่ 2 ในอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุผลที่ทนายจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจลงชื่อในอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อความปรากฏต่อศาลฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2542 จนถึงบัดนี้เกินกำหนด 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีผู้ใดยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 โดยไม่ปรากฏเหตุผลว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงสมควรให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42"
จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 789/2550
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้ยืมเงิน กับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้บัตรเครดิตและฟ้องบังคับจำนองแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดี ขณะคดีอยู่ระหว่างการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 1 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์เป็นกรณีพิเศษ 146,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ต่อมาศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 เวลา 9 นาฬิกาโดยในวันนัดมีทนายโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มา ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งพิพากษายืนให้โจทก์ฟังโดยถือว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบผลคำพิพากษาดังกล่าวตามกฎหมายแล้ว ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2546 ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 เพราะการส่งหมายนัดฟังคำสั่งให้แก่ฝ่ายจำเลยที่ 2 ไม่ชอบเนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายไปก่อนหน้าแล้ว และที่อยู่ตามหมายนัดที่ส่งให้แก่ทนายจำเลยที่ 2 ผิด
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
จำเลยที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 2
จำเลยที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ทนายจำเลยที่ 2 มีสิทธิลงชื่อยื่นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 หลังจากที่จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายได้หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 แต่งตั้งนายพัฒนพงศ์ สุขโกษา ทนายความให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 นั้น เป็นการแต่งตั้งตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 15 ว่าด้วยตัวแทน แม้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการถึงแก่ความตายไปจะเป็นผลให้สัญญาตัวแทนระงับไปก่อนที่นายพัฒนพงศ์ทนายจำเลยที่ 2 จะยื่นอุทธรณ์ก็ตาม แต่นายพัฒนพงศ์ก็ยังคงมีอำนาจและหน้าที่จัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยที่ 2 ต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 จนกว่าทายาทหรือผู้แทนของจำเลยที่ 2 จะอาจเข้ามาปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยที่ 2 ได้ อำนาจทนายความหาหมดสิ้นไปทันทีเมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายไม่นายพัฒนพงศ์จึงมีอำนาจลงนามในฐานะทนายจำเลยที่ 2 ในอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุผลที่ทนายจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจลงชื่อในอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อความปรากฏต่อศาลฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2542 จนถึงบัดนี้เกินกำหนด 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีผู้ใดยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 โดยไม่ปรากฏเหตุผลว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงสมควรให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42"
จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:28:08 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6675/2550
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดในฐานะภริยาและผู้รับสภาพหนี้ของนายมนตรี อัศวเรืองชัย ลูกหนี้ของโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยมีข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยตกลงยอมชำระเงิน 10,294,854.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,594,452.47 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน และยอมชำระค่าธรรมเนียมส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนกับค่าทนายความอีก 10,000 บาท แก่โจทก์ หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ครบ คดีถึงที่สุดแล้ว
จำเลยยื่นคำร้องว่า ตอนเช้าของวันที่ศาลพิพากษาตามยอม นายรังสรรค์ อยู่สุข ผู้จัดการธนาคารโจทก์ สาขาย่อยบึงพลาญชัยและทนายความไปพบจำเลยที่บ้าน เกลี้ยกล่อมให้จำเลยไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาล โดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าถูกฟ้อง เมื่อไปถึงบริเวณศาล นายรังสรรค์และทนายความให้จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความโดยแจ้งว่าลงลายมือชื่อเป็นพิธี ไม่เกี่ยวกับการฟ้องคดี ขณะลงลายมือชื่อจำเลยอยู่นอกห้องพิจารณาคดีและไม่พบเห็นผู้พิพากษา การกระทำของโจทก์เป็นการฉ้อฉลหลอกลวงให้จำเลยสำคัญผิด ทำให้จำเลยไม่ทราบว่าถูกฟ้องเป็นคดี เพราะโจทก์มิได้นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตามวิธีการของศาล เป็นการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบ จำเลยประสงค์จะให้พิจารณาคดีใหม่ ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 ไม่ม่เหตุออกคำสั่งได้ตามคำร้อง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลยเป็นเรื่องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่ไม่ปรากฏว่ามีกระบวนพิจารณาขั้นตอนใดผิดระเบียบ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาสรุปความว่า ขณะจำเลยลงลายมือชื่อ ในสัญญาประนีประนอมยอมความยังไม่ลงลายมือชื่อของผู้พิพากษา สัญญาประนีประนอมยอมความมิได้กระทำต่อหน้าศาลดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย ทั้งยังไม่มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยเจ้าพนักงานศาล กระบวนพิจารณาจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า การยกข้อค้านเรื่องผิดระเบียบขึ้นกล่าวอ้างนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้นๆ คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2543 ต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2543 โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลออกนั่งพิจารณาเพื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาและมีคำพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน โดยศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2543 ว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่าสามารถทำยอมกันได้ พร้อมกับเสนอสัญญาประนีประนอมยอมความให้ศาลชั้นต้นตรวจพิจารณา ศาลชั้นต้นตรวจดูแล้วเห็นว่าไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงพิพากษาตามยอมและออกคำบังคับแก่จำเลย ซึ่งปรากฏว่าจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าว ทั้งได้ลงลายมือชื่อรับทราบการอ่านคำพิพากษาและคำบังคับไว้ที่ปกสำนวนด้วย ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จำเลยมิได้โต้แย้งมาในคำร้องว่าศาลชั้นต้นบันทึกไม่ถูกต้องตรงกับความจริงแต่อย่างใด ดังนั้น แม้จะฟังตามคำร้องของจำเลยว่า จำเลยมิได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าศาลตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยขณะลงลายมือชื่อจำเลยอยู่นอกห้องพิจารณาคดีและไม่พบเห็นผู้พิพากษาก็ตาม แต่การที่จำเลยยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจนศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและออกคำบังคับแก่จำเลย ถือได้ว่าจำเลยยอมรับความถูกต้องของสัญญาประนีประนอมยอมความและได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำที่อ้างว่าเป็นการผิดระเบียบนั้นแล้ว จำเลยจึงไม่อาจยกเอาเหตุที่จำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลขึ้นเป็นข้อค้านเรื่องผิดระเบียบได้อีก ทั้งการที่โจทก์มิได้นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยในกรณีเช่นนี้ก็หาใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่ ประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 43 และมาตรา 44 ที่จำเลยอ้างมาในฎีกาไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ต้องวินิจฉัย และไม่เป็นสาระแก่คดีที่จะทำให้ผลของคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นมีผลเป็นการยกคำร้องของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องของจำเลยโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
บันทึกการเข้า

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:28:36 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6675/2550
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดในฐานะภริยาและผู้รับสภาพหนี้ของนายมนตรี อัศวเรืองชัย ลูกหนี้ของโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมโดยมีข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจำเลยตกลงยอมชำระเงิน 10,294,854.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,594,452.47 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจกท์ โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน และยอมชำระค่าธรรมเนียมส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนกับค่าทนายความอีก 10,000 บาท แก่โจทก์ หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ คดีถึงที่สุดแล้ว
จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ไม่มีเหตุออกคำสั่งได้ตามคำร้อง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลยเป็นเรื่องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่ไม่ปรากฏว่ามีกระบวนพิจารณาขั้นตอนใดผิดระเบียบพิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาสรุปความว่า ขณะจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความยังไม่มีลายมือชื่อของผู้พิพากษา สัญญาประนีประนอมยอมความมิได้กระทำต่อหน้าศาลดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยทั้งยังไม่มีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยเจ้าพนักงานศาล กระบวนพิจารณาจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า การยกข้อค้านเรื่องผิดระเบียบขึ้นกล่าวอ้างนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง บัญญัติว่า คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้วหรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้นๆ คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่าโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2543 ต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2543 โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลออกนั่งพิจารณาเพื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาและมีคำพิพากษาตามยอมในวันเดียวกันโดยศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2543 ว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกันว่าสามารถทำยอมกันได้ พร้อมกับเสนอสัญญาประนีประนอมยอมความให้ศาลชั้นต้นตรวจพิจารณา ศาลชั้นต้นตรวจดูแล้วเห็นว่าไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงพิพากษาตามยอมและออกคำบังคับแก่จำเลยซึ่งปรากฏว่าจำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวทั้งได้ลงลายมือชื่อรับทราบการอ่านคำพิพากษาและคำบังคับไว้ที่ปกสำนวนด้วย ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จำเลยมิได้โต้แย้งมาในคำร้องว่าศาลชั้นต้นบันทึกไม่ถูกต้องตรงกับความจริงแต่อย่างใด ดังนั้น แม้จะฟังตามคำร้องของจำเลยว่า จำเลยมิได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าศาลตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยขณะลงลายมือชื่อจำเลยอยู่นอกห้องพิจารณาคดีและไม่พบเห็นผู้พิพากษาก็ตาม แต่การที่จำเลยยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจนศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและออกคำบังคับแก่จำเลย ถือได้ว่าจำเลยยอมรับความถูกต้องของสัญญาประนีประนอมยอมความและได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำที่อ้างว่าเป็นการผิดระเบียบนั้นแล้ว จำเลยจึงไม่อาจยกเอาเหตุที่จำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลขึ้นเป็นข้อค้านเรื่องผิดระเบียบได้อีก ทั้งการที่โจทก์มิได้นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยในกรณีเช่นนี้ก็หาใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:28:58 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 208/2550
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,715,635.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2540 อัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2540 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2541 อัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2541 อัตราร้อยละ 18.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2541 ถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 อัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 อัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2542 อัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2542 อัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2542 อัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2542 และอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยที่ 1 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 1 โดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่นั้น หากอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ศาลอุทธรณ์ก็ย่อมพิพากษาให้พิจารณาใหม่ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ต้องถูกเพิกถอนไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ได้ทันที โดยไม่ต้องกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวเสียก่อนเพราะกรณีมิใช่เรื่องของการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยมิได้สั่งให้จำเลยที่ 1 วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวและต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์และโจทก์ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ต่อศาลแล้วก็ตาม ก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ การสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ถือได้ว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง และเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้ส่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ศาลชั้นต้นก็ย่อมมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวโดยมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ได้ทันที การที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หลังจากที่มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แต่มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนั้นเท่ากับศาลชั้นต้นเปิดโอกาสให้แก่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อนที่จะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่าจะให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไปยังศาลอุทธรณ์อันเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:29:25 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 208/2550
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ กับให้จำเลยทั้งสอร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยที่ 1 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 1 โดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่นั้น หากอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ศาลอุทธรณ์ก็ย่อมพิพากษาให้พิจารณาใหม่ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ต้องถูกเพิกถอนไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฎิบัติตามกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ได้ทันที โดยไม่ต้องกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวเสียก่อนเพราะกรณีมิใช่เรื่องของการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยมิได้สั่งให้จำเลยที่ 1 วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวและต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์และโจทก์ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ต่อศาลแล้วก็ตาม ก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ การสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ถือได้ว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง และเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้ส่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ศาลชั้นต้นก็ย่อมมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวโดยมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ได้ทันที การที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หลังจากที่มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แต่มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนั้นเท่ากับศาลชั้นต้นเปิดโอกาสให้แก่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อนจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่าจะให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไปยังศาลอุทธรณ์อันเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเป็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:29:42 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6252/2550
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1751/2546 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้ฎีกา คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 757,190 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ของโจทก์ให้ยก กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทนายโจทก์และทนายจำเลยที่ 1 สามารถตกลงกันได้ขอทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาต และทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ในส่วนของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาต ให้จำหน่ายคดีสำหรับโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ โจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 1751/2546 ของศาลชั้นต้นไม่คัดค้าน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาต ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว และมีคำสั่งว่าก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่ม 30,717.50 บาท จากโจทก์ ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวแล้ว คดีอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในชั้นอุทธรณ์ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพิกถอนคำสั่งที่ให้โจทก์นำเงินค่าขึ้นศาลมาชำระเพิ่มในชั้นอุทธรณ์จำนวน 30,717.50 และมีคำสั่งให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ด้วย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งว่าโจทก์ต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง แต่โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นล่วงพ้นระยะเวลาดังกล่าว คำร้องของโจทก์ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะต้องยื่นภายในเวลา 8 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อมีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นพิจารณาได้เอง หรือคู่ความฝ่ายที่เสียหายมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนได้ ส่วนระยะในการยื่นคำร้อง มาตรา 27 วรรคสอง กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายต้องยื่นไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเกิดมูลแห่งข้ออ้างนั้น ซึ่งระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าวนี้ใช้บังคับแก่การยื่นคำร้องให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทุกกรณีไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างพิจารณาหรือหลังจากศาลพิพากษา หาใช่ว่าใช้บังคับเฉพาะกรณีขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบช่วงก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไม่ ดังนั้น คำร้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลอุทธรณ์ ภาค 7 เพิกถอนคำสั่งที่ให้โจทก์นำเงินค่าขึ้นศาลมาชำระเพิ่มในชั้นอุทธรณ์ จำนวน 30,717.50 บาท โดยอ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วไม่ชอบที่จะสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เพิ่มนั้น จึงอยู่ในบังคับแห่งระยะเวลา 8 วัน ที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ให้เรียกค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จากโจทก์เพิ่ม 30,717.50 บาท และโจทก์ทราบคำสั่งดังกล่าวในวันที่ 26 ธันวาคม 2548 ซึ่งหากโจทก์เห็นว่าคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังกล่าวผิดหลงหรือผิดระเบียบโจทก์ต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 246 แต่โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2549 จึงล่วงพ้นระยะเวลาดังกล่าว คำร้องของโจทก์ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:30:06 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6383/2550
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมบ้านเลขที่ 176 ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร และขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์เป็นผู้ทำการรื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 78,000 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยรับว่าเป็นผู้เช่าที่ดินของโจทก์ตามฟ้องและยินยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมบ้านเลขที่ 176 ดังกล่าวรวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ภายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 หากจำเลยผิดนัดยอมให้โจทก์เข้าทำการรื้อถอนได้ทันทีโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนให้โจทก์ 100,000 บาท และจำเลยยินยอมชำระค่าเสียหาย 60,000 บาท แก่โจทก์โดยแบ่งชำระเป็นงวด งวดละเดือน เดือนละ 20,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 12 มีนาคม 2546 หากผิดนัดยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและค่าเสียหายวันละ 3,000 บาท จนกว่าโจทก์จะทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสร็จสิ้น ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว
ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดอ้างว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร ผู้ร้องกับพวกได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยขอให้บังคับโจทก์และจำเลยไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยผู้เช่าเป็นผู้ร้องกับพวกและให้โจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องกับพวกมีกำหนด 5 ปี ตามคดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยสมรู้ร่วมคิดกันฟ้องคดีนี้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทก่อนที่คดีหมายเลขดำที่ 208/2546 จะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อยังให้ได้รับความรับรองและคุ้มครองตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ
ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำร้องสอดของผู้ร้องแล้วเห็นว่า ผู้ร้องขอเข้ามาในคดีนี้โดยอ้างสิทธิว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ ขอให้โจทก์จำเลยเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเช่าที่ดินพิพาท ถ้าศาลรับคำร้องสอดไว้โจทก์จำเลยก็ต้องให้การแก้คำร้องสอด คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นคำฟ้อง และผู้ร้องอยู่ในฐานะโจทก์ ทั้งสิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์จำเลยโต้แย้งนี้ ผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์จำเลยแล้วคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) และผู้ร้องไม่เป็นคู่ความในคดีจึงไม่มีสิทธิร้องขอเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ ค่าคำร้องให้เป็นพับ
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำร้องสอดของผู้ร้องเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ในชั้นอุทธรณ์ผู้ร้องได้ยกประเด็นปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ด้วย แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ นั้น เห็นว่า ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนหรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ก่อน และเห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดอ้างว่า ผู้ร้องกับพวกแต่งตั้งจำเลยให้เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร แต่จำเลยมีปัญหาขัดแย้งกับผู้ร้องและพวก ผู้ร้องกับพวกได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยทั้งสอง (โจทก์และจำเลยคดีนี้) ไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 (จำเลยคดีนี้) ผู้เช่ากับจำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ผู้ให้เช่าเป็นโจทก์ทั้งสี่ (ผู้ร้องกับพวก) ผู้เช่ากับจำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ผู้ให้เช่า และให้จำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ดำเนินการจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนด 5 ปี โจทก์และจำเลยจึงได้สมรู้ร่วมคิดกันฟ้องคดีนี้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานต่อสู้คดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น และนำหมายบังคับคดีไปบังคับให้ผู้ร้องกับพวกต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างร้านอาหารรวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท ซึ่งจะเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้อง เพราะผู้ร้องมิได้เป็นบริวารของจำเลย ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษา ดังนี้ เห็นได้ว่า แม้ผู้ร้องมีสิทธิที่จะร้องเข้ามาในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แต่สิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์และจำเลยโต้แย้งนี้ ปรากฏว่าก่อนยื่นคำร้องสอดผู้ร้องได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยทั้งสองในคดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างพิจารณา โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันกับที่อ้างในคำร้องสอดว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์เพื่อปลูกสร้างอาคารประกอบกิจการร้านอาหารมีกำหนด 5 ปี เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วให้สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดตกเป็นของโจทก์ จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกันว่าจำเลยเป็นตัวแทนผู้ร้องกับพวกทำสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่ คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:30:30 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6383/2550
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมบ้าน และขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยรับว่าเป็นผู้เช่าที่ดินของโจทก์ตามฟ้องและยินยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมบ้านเลขที่ 176 ดังกล่าวรวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ภายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 หากจำเลยผิดนัดยอมให้โจทก์เข้าทำการรื้อถอนได้ทันทีโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนให้โจทก์ 100,000 บาท และจำเลยยินยอมชำระค่าเสียหาย 60,000 บาท แก่โจทก์โดยแบ่งชำระเป็นงวด งวดละเดือน เดือนละ 20,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 12 มีนาคม 2546 หากผิดนัดยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและค่าเสียหายวันละ 3,000 บาท จนกว่าโจทก์จะทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสร็จสิ้น ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว
ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดอ้างว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร ผู้ร้องกับพวกได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยขอให้บังคับโจทก์และจำเลยไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยผู้เช่าเป็นผู้ร้องกับพวกและให้โจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทให้ผู้ร้องกับพวกมีกำหนด 5 ปี ตามคดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยสมรู้ร่วมคิดกันฟ้องคดีนี้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทก่อนที่คดีหมายเลขดำที่ 208/2546 จะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อยังให้ได้รับความรับรองและคุ้มครองตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ
ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้ร้องขอเข้ามาในคดีนี้โดยอ้างสิทธิว่าจำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ ขอให้โจทก์จำเลยเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเช่าที่ดินพิพาท ถ้าศาลรับคำร้องสอดไว้โจทก์จำเลยก็ต้องให้การแก้คำร้องสอด คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นคำฟ้อง และผู้ร้องอยู่ในฐานะโจทก์ ทั้งสิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์จำเลยโต้แย้งนี้ ผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์จำเลยแล้วคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) และผู้ร้องไม่เป็นคู่ความในคดีจึงไม่มีสิทธิร้องขอเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำร้องสอดของผู้ร้องเป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ในชั้นอุทธรณ์ผู้ร้องได้ยกประเด็นปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์ด้วย แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ นั้น เห็นว่า ปัญหาเรื่องฟ้องซ้อนหรือไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผู้ร้องชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้ก่อน และเห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดอ้างว่า ผู้ร้องกับพวกแต่งตั้งจำเลยให้เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์ซึ่งเป็นสัญญาว่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร แต่จำเลยมีปัญหาขัดแย้งกับผู้ร้องและพวก ผู้ร้องกับพวกได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น ขอให้บังคับจำเลยทั้งสอง (โจทก์และจำเลยคดีนี้) ไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 (จำเลยคดีนี้) ผู้เช่ากับจำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ผู้ให้เช่าเป็นโจทก์ทั้งสี่ (ผู้ร้องกับพวก) ผู้เช่ากับจำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ผู้ให้เช่า และให้จำเลยที่ 2 (โจทก์คดีนี้) ดำเนินการจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทมีกำหนด 5 ปี โจทก์และจำเลยจึงได้สมรู้ร่วมคิดกันฟ้องคดีนี้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานต่อสู้คดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้น และนำหมายบังคับคดีไปบังคับให้ผู้ร้องกับพวกต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างร้านอาหารรวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้อง เพราะผู้ร้องมิได้เป็นบริวารของจำเลยผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษา ดังนี้ เห็นได้ว่าแม้ผู้ร้องมีสิทธิที่จะร้องเข้ามาในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แต่สิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์และจำเลยโต้แย้งนี้ ปรากฏว่าก่อนยื่นคำร้องสอดผู้ร้องได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยทั้งสองในคดีหมายเลขดำที่ 208/2546 ของศาลชั้นต้นคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างพิจารณา โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกันกับที่อ้างในคำร้องสอดว่า จำเลยเป็นตัวแทนของผู้ร้องกับพวกในการทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับโจทก์เพื่อปลูกสร้างอาคารประกอบกิจการร้านอาหารมีกำหนด 5 ปี เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วให้สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดตกเป็นของโจทก์จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกันว่าจำเลยเป็นตัวแทนผู้ร้องกับพวกทำสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่ คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:31:00 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3291/2537
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงิน 30,000บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 30,000 บาทเงินเปอร์เซ็นต์จากการขายสินค้าเป็นเงิน 15,000 บาท ค่าเสียหายเป็นเงิน 60,000 บาท และค่าชดเชยเป็นเงิน 90,000 บาท แก่โจทก์
จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวน 70,000 บาท และชดใช้เงินตามข้อตกลงเป็นเงิน89,169.66 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินเดือนประจำเดือนสิงหาคม 2535 จำนวน 30,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 30,000 บาท ค่าชดเชยจำนวน 90,000 บาทและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 30,000 บาทแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก และยกฟ้องแย้งของจำเลย
จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่าฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขแดงที่ 6162/2535ของศาลแรงงานกลางนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเดิมโจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินเปอร์เซ็นต์จากการขายสินค้า ค่าเสียหายและค่าชดเชยวันที่ 3 กันยายน 2535 จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2535 โจทก์ขาดนัดพิจารณาศาลแรงงานกลางสั่งจำหน่ายคดีทั้งหมดออกเสียจากสารบบความตามคดีหมายเลขแดงที่ 6162/2535 ของศาลแรงงานกลาง ในวันเดียวกันนั้นโจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีนี้เข้ามาใหม่ในข้อหาเดียวกับฟ้องเดิมวันที่ 3 พฤศจิกายน 2535 จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งอ้างว่า การที่ศาลแรงงานกลางสั่งจำหน่ายฟ้องแย้งของจำเลยด้วยเป็นการไม่ชอบศาลแรงงานกลางสั่งไม่รับอุทธรณ์ด้วยเหตุผลว่า แม้อุทธรณ์ของจำเลยจะเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีที่ควรจะรับไว้วินิจฉัย วันที่ 13 พฤศจิกายน 2535จำเลยได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวและส่งให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเห็นว่า ศาลแรงงานกลางได้สั่งจำหน่ายคดีตามฟ้องเดิมของโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์ขาดนัดพิจารณา คดีตามฟ้องเดิมของโจทก์จึงไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอีกต่อไป โจทก์ย่อมยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันเป็นคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในวันเดียวกันหลังจากศาลแรงงานกลางสั่งจำหน่ายคดีแล้วได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) แต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลแรงงานกลางในวันต่อมานั้น เป็นการอุทธรณ์คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่จำหน่ายคดีตามฟ้องแย้งของจำเลยซึ่งเป็นคดีคนละส่วนไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมของโจทก์แต่อย่างใด การยื่นอุทธรณ์และคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ถือว่าคดีตามฟ้องเดิมของโจทก์ยังอยู่ในระหว่างพิจารณาอันจะเป็นเหตุให้ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนดังที่จำเลยอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามปรากฏว่าอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนของฟ้องแย้งนั้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา จึงทำให้ฟ้องแย้งของจำเลยในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามที่จะรับไว้พิจารณาปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142, 247 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ดังนี้ อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนของฟ้องแย้งจึงไม่ชอบที่จะรับไว้พิจารณาด้วยศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งและอุทธรณ์ในส่วนของฟ้องแย้งคดีนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:31:30 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3291/2537
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 30,000 บาทกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2535จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิดขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเงินเปอร์เซ็นต์จากการขายสินค้า ค่าเสียหาย และค่าชดเชยแก่โจทก์
จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ โจทก์หยุดงานไปเองโดยไม่แจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้าและมิได้ส่งมอบงานที่โจทก์รับผิดชอบอยู่ให้แก่จำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยไม่ได้ค้างเงินเปอร์เซ็นต์จากการขายสินค้า โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย และชดใช้เงินเปอร์เซ็นต์จากการขายสินค้า พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่จำเลย
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยกระทำความเสียหายให้แก่จำเลย โจทก์ไม่เคยตกลงกับจำเลยว่าจะต้องขายพื้นสำเร็จรูปให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 6,000 ตารางเมตร โดยตรวจสอบกันทุกสามเดือนในอัตราตารางเมตรละ 4.50 บาท ตามที่จำเลยอ้างขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้อนไม่เคลือบคลุม พฤติการณ์ที่นายสาโรจน์ จงจิตต์กรรมการผู้จัดการจำเลยได้หยิบยกเรื่องการขายสินค้าไม่ครบจำนวนมาพูดกับโจทก์ไม่ยอมจ่ายเงินเดือนให้โจทก์ตามกำหนดทวงวิทยุติดตามตัวคืน อีกทั้งไม่ยอมรับการติดต่อทาง โทรศัพท์ถือว่า นายสาโรจน์มีเจตนาเลิกจ้างโจทก์ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำผิดจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต้องจ่ายค่าเสียหาย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าชดเชยแก่โจทก์ สำหรับเงินเปอร์เซ็นต์จากการขายสินค้าโจทก์ไม่สามารถนำสืบได้ว่าโจทก์จะได้รับเงินเปอร์เซ็นต์จากการขายสินค้าเป็นจำนวนเท่าใดจึงไม่อาจกำหนดให้ได้ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่เรียกค่าเสียหายจากโจทก์นั้นคดีฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายเลิกจ้างโจทก์และไม่มีข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยโจทก์จึงไม่ต้องชำระเงินให้แก่จำเลยพิพากษาให้จำเลยชำระเงินเดือนประจำเดือนสิงหาคม 2535สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก และยกฟ้องแย้งของจำเลย
จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่าฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขแดงที่ 6162/2535 ของศาลแรงงานกลางนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเดิมโจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินเปอร์เซ็นต์จากการขายสินค้า ค่าเสียหาย และค่าชดเชย วันที่ 3 กันยายน 2535จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2535 โจทก์ขาดนัดพิจารณา ศาลแรงงานกลางสั่งจำหน่ายคดีทั้งหมดออกเสียจากสารบบความตามคดีหมายเลขแดงที่ 6162/2535 ของศาลแรงงานกลาง ในวันเดียวกันนั้นโจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีนี้เข้ามาใหม่ในข้อหาเดียวกับฟ้องเดิมวันที่ 3 พฤศจิกายน 2535 จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งอ้างว่าการที่ศาลแรงงานกลางสั่งจำหน่ายฟ้องแย้งของจำเลยด้วยเป็นการไม่ชอบ ศาลแรงงานกลางสั่งไม่รับอุทธรณ์ด้วยเหตุผลว่าแม้อุทธรณ์ของจำเลยจะเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีที่ควรจะรับไว้วินิจฉัยวันที่ 13 พฤศจิกายน 2535 จำเลยได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวและส่งให้ศาลฎีกาวินิจฉัย เห็นว่า ศาลแรงงานกลางได้สั่งจำหน่ายคดีตามฟ้องเดิมของโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์ขาดนัดพิจารณา คดีตามฟ้องเดิมของโจทก์จึงไม่อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอีกต่อไป โจทก์ย่อมยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันเป็นคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางในวันเดียวกันหลังจากศาลแรงงานกลางสั่งจำหน่ายคดีแล้วได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) แต่อย่างใดส่วนที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลแรงงานกลางในวันต่อมานั้นเป็นการอุทธรณ์คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่จำหน่ายคดีตามฟ้องแย้งของจำเลยซึ่งเป็นคดีคนละส่วนไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมของโจทก์แต่อย่างใด การยื่นอุทธรณ์และคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ถือว่าคดีตามฟ้องเดิมของโจทก์ยังอยู่ในระหว่างพิจารณาอันจะเป็นเหตุให้ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนดังที่จำเลยอุทธรณ์อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอย่างไรก็ตาม ปรากฎว่าอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนของฟ้องแย้งนั้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา จึงทำให้ฟ้องแย้งของจำเลยในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามที่จะรับไว้พิจารณา ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142, 247 ประกอบด้วย พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ดังนี้อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนของฟ้องแย้งจึงไม่ชอบที่จะรับไว้พิจารณาด้วย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งและอุทธรณ์ในส่วนของฟ้องแย้งคดีนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:31:54 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 279/2551
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองเปิดทางพิพาทบริเวณทางออกสู่ถนนวัดไผ่เงินให้มีความกว้าง 8 เมตร ยาวตลอดแนวทางออก โดยให้รื้อถอนเต้นท์ผ้าใบ 3 หลัง พร้อมสิ่งกีดขวางทั้งหมดออกจากทางพิพาทและทำให้ทางพิพาทกลับคืนสู่สภาพเดิม ถ้าหากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์มีอำนาจจ้างบุคคลอื่นทำการรื้อถอนโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนทั้งหมดและห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ในทางพิพาทอีกต่อไป
จำเลยทั้งสองให้การรับว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการหมู่บ้านไผ่เงินทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาท บริเวณที่ดินพิพาทที่ประชาชนรวมถึงโจทก์ผ่านเป็นทางเข้าออกหมู่บ้านและผ่านไปสู่ทางสาธารณะนี้ จำเลยทั้งสองหาได้มีเจตนาให้เป็นถนนสาธารณะไม่ และจำเลยที่ 2 ได้ที่ดินมาด้วยความสุจริตและชอบด้วยกฎหมายทุกประการ และหวงกันสงวนสิทธิเป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 มาตลอด ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันจัดทำโครงการ หมู่บ้านไผ่เงินทาวน์เฮาส์ ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 6775, 6872 และ 6873 ตำบลบางโคล่ (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ซึ่งปรับสภาพเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กมีความกว้างประมาณ 8 เมตร เพื่อให้ประชาชนตลอดจนผู้อยู่ในโครงการใช้เป็นทางผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์มิใช่ลูกค้าซื้อบ้านในโครงการของจำเลยทั้งสอง แต่โจทก์มีบ้านพักอาศัยอยู่ในซอยไผ่เงิน 26 ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับทางพิพาทและโจทก์ใช้ทางพิพาทออกสู่ถนนวัดไผ่เงินตลอดมา ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ปิดกั้นทางพิพาทโดยนำเต็นท์ผ้าใบและไม้มากีดขวางทางออกสู่ถนนวัดไผ่เงินโดยจำเลยที่ 2 อ้างสิทธิการเป็นเจ้าของที่ดิน เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางพิพาทได้ จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ก่อนคดีนี้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นเป็นอีกคดีหนึ่งเพื่อให้เปิดทางพิพาทซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้เปิดทางพิพาทปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5537/2549 ของศาลชั้นต้น ตามเอกสารหมาย จ.11 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5537/2549 ของศาลชั้นต้น หรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5537/2549 ของศาลชั้นต้นดังกล่าว คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยพนักงานอัยการในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนผู้บริโภคในกรณีที่ผู้บริโภคเหล่านั้นเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการของจำเลยทั้งสอง เนื่องจากผู้บริโภคพิจารณาแล้วเห็นว่ามีทางเข้าออกของโครงการตามที่จำเลยทั้งสองได้แจ้งไว้ในใบปลิวโฆษณาแต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามเอกสารโฆษณาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขายอันเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคในโครงการ จึงขอบังคับให้จำเลยทั้งสองเปิดทางพิพาท ตามคำฟ้องของคดีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฟ้องคดีแทนผู้บริโภคทั้งหลายซึ่งเป็นผู้ทำสัญญาซื้อขายบ้านและที่ดินกับจำเลยทั้งสองเท่านั้น แต่โจทก์ในคดีนี้มิใช่ลูกค้าหรือผู้ซื้อบ้านและที่ดินในโครงการของจำเลยทั้งสอง โจทก์ในคดีนี้จึงไม่ใช่ผู้บริโภคที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนได้ฟ้องคดีแทน กรณีจึงไม่อาจถือว่าคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนได้ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ด้วย ดังนั้นโจทก์ในคดีก่อนกับโจทก์ในคดีนี้ย่อมไม่ใช่คู่ความรายเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่ฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนกันคดีก่อน ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 และ 173 วรรคสอง (1) ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คดีทั้งสองมีประเด็นแห่งคดีต่างกันนั้นก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่เป็นเหตุให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"
พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ย้อนสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาประเด็นข้อพิพาทในศาลชั้นต้นที่เหลือต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:32:19 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1577/2548
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2536 โจทก์ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารโครงการเมืองทองสุขสวัสดิ์ แปลงหมายเลข ดับเบิลยู เอ 0224 ราคา 759,000 บาทจำเลย โดยชำระเงินให้จำเลยไปแล้วจำนวน 189,750 บาท จำเลยตกลงจะก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ภายในกำหนด 24 เดือน นับแต่วันทำสัญญา ครั้นครบกำหนดจำเลยไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ โจทก์จึงมีหนังสือขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายในวันที่ 18 กรกฎาคม 2543 หากพ้นกำหนดให้ถือว่าหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา จำเลยเพิกเฉย คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นจำนวน 64,594 บาท ขอให้จำเลยชำระเงิน 254,344 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 189,750 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1640/2543 ซึ่งพนักงานอัยการในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่ง ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 189,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,500 บาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1640/2543 ของศาลแพ่งหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 1640/2543 ของศาลแพ่งเอกสารท้ายฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาโต้แย้งว่า คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ในกรณีที่โจทก์คดีนี้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารจากจำเลย โดยชำระเงินจองและผ่อนชำระราคาไปแล้ว 189,750 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์คดีนี้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2543 การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นขอให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์ได้ชำระไปตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารรายเดียวกันอีกในวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลอื่นอันเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาโจทก์ในคดีก่อนจะขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอตัดรายชื่อโจทก์คดีนี้จากคำฟ้องเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2544 ตามสำเนาคำร้องเอกสารท้ายคำแก้ฎีกาของโจทก์ ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์คดีนี้ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลับเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่าการบอกเลิกสัญญาของโจทก์ชอบหรือไม่"
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1577/2548
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2536 โจทก์ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารโครงการเมืองทองสุขสวัสดิ์ จากจำเลย โดยชำระเงินให้จำเลยไปแล้วจำนวน 189,750 บาท จำเลยตกลงจะก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ภายในกำหนด 24 เดือน นับแต่วันทำสัญญา ครั้นครบกำหนดจำเลยไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ โจทก์จึงมีหนังสือขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา หากพ้นกำหนดให้ถือว่าหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา จำเลยเพิกเฉย คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นจำนวน 64,594 บาท ขอให้จำเลยชำระเงิน 254,344 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 189,750 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 189,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 1640/2543 ของศาลแพ่งว่า คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยพนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ในกรณีที่โจทก์คดีนี้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารจากจำเลย โดยชำระเงินจองและผ่อนชำระราคาไปแล้ว 189,750 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์คดีนี้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2543 การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นขอให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์ได้ชำระไปตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารรายเดียวกันอีกในวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลอื่นอันเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาโจทก์ในคดีก่อนจะขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอตัดรายชื่อโจทก์คดีนี้จากคำฟ้องเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2544 ตามสำเนาคำร้องเอกสารท้ายคำแก้ฎีกาของโจทก์ ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์คดีนี้ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลับเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่าการบอกเลิกสัญญาของโจทก์ชอบหรือไม่"
พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:32:46 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4608/2547
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๔,๘๘๘,๓๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ขอถอนฟ้องในส่วนที่กล่าวหาว่า จำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินไปเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๔ จำนวน ๖,๔๘๐ บาท ตามคำฟ้องข้อ ๓.๒ กล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินไปเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ จำนวน ๑๔,๘๕๐ บาท ตามคำฟ้องข้อ ๓.๔ และกล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินไปเมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๕ จำนวน ๒๒๖,๔๕๙ บาท ตามคำฟ้องข้อ ๓.๖ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต กับจำเลยทั้งสองขอสละข้อต่อสู้ในประเด็นเรื่องอำนาจในการฟ้องคดีแทนกับประเด็นเรื่องฟ้องเคลือบคลุมและคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างโจทก์ ทำสัญญาจ้างกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.๓ โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.๔ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๕ เวลา ๑๐.๕๐ นาฬิกา พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๙๓๔/๒๕๔๕ ของศาลแขวงเชียงใหม่ ข้อหายักยอกเงินของโจทก์จำนวน ๑,๐๙๗,๕๐๖ บาท โดยมีคำขอให้จำเลยที่ ๑ คืนหรือใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ตามเอกสารหมาย ล.๒ เงินที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกและยังติดใจให้จำเลยทั้งสองชดใช้ในคดีนี้เป็นเงินจำนวนเดียวกันกับเงินที่พนักงานอัยการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกและขอให้ใช้คืนในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๙๓๔/๒๕๔๕ โดยเป็นส่วนหนึ่งของเงินในคดีดังกล่าว
ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๙๓๔/๒๕๔๕ ของศาลแขวงเชียงใหม่หรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนคือคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๙๓๔/๒๕๔๕ ดังกล่าว พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ ๑ ในความผิดฐานยักยอกเงินและขอให้จำเลยที่ ๑ คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกไปแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย แม้การขอให้คืนหรือใช้เงินจะเป็นการขอ แทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ ก็ตาม แต่ก็เป็นความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างโจทก์ มีหน้าที่รับเงิน เก็บรักษาเงิน อนุมัติและเบิกจ่ายเงิน ตกลงว่า ในระหว่างการทำงานหากจำเลยที่ ๑ ทุจริตต่อหน้าที่ ยักยอก ฉ้อโกงจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ ยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดและยอมเสียค่าปรับให้โจทก์อีก ๓ เท่าของราคาทรัพย์สินหรือความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ระหว่างทำงานจำเลยที่ ๑ ได้ทุจริตต่อหน้าที่โดยยักยอกเงิน ของโจทก์ไปหลายครั้งอันเป็นการจงใจละเมิดสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยที่ ๑ จึงต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวและ ค่าปรับตามสัญญาให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ อันเป็นการฟ้องในมูลหนี้ผิดสัญญาทางแพ่ง แม้จะมีคำขอให้จำเลยที่ ๑ คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกเหมือนกัน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีที่พนักงานอัยการขอให้บังคับในส่วนแพ่งนั้นมาจากการกระทำผิดอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้มีที่มาจากมูลสัญญาจ้างแรงงานและสัญญาค้ำประกัน ข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาจึงมิได้เป็นอย่างเดียวกัน ไม่ใช่เป็นการฟ้องร้องเรื่องเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๙๓๔/๒๕๔๕
พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นอื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี .
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:33:11 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4608/2547
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นพนักงานของโจทก์สาขาหนองหอยในตำแหน่งพนักงานบัญชีและการเงิน มีหน้าที่รับเงิน เก็บรักษาเงิน อนุมัติและเบิกจ่ายเงินรายงานทางบัญชีการเงิน (บัญชีกระแสรายวัน) จัดทำสัญญาเช่าซื้อกับลูกค้าและหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย โดยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างแรงงานไว้แก่โจทก์ตกลงว่าในระหว่างการทำงานหากจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ ยักยอกฉ้อโกงจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดและยอมเสียค่าปรับอีก 3 เท่า ของราคาทรัพย์สินหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นตามสัญญาจ้างเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ระหว่างทำงานอยู่กับโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ทุจริตต่อหน้าที่โดยยักยอกเงินของโจทก์ไปด้วยวิธีการต่างๆ คือ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับเงินที่ลูกค้านำมาชำระหนี้ หรือได้รับเงินที่โอนมาจากสาขาอื่นแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ลงรายการรับเงินในบัญชีกระแสรายวันหรือลงบัญชีน้อยกว่าจำนวนที่ได้รับจริง แล้วยักยอกเอาเงินส่วนไม่ได้ลงบัญชีหรือส่วนที่เกินจากจำนวนที่ลงไว้ในบัญชีไปเป็นของตนบ้างทำรายการจ่ายเงินเท็จลงในบัญชีกระแสรายวันเพื่อให้ยอดเงินคงเหลือในบัญชีกระแสรายวันมีจำนวนน้อยกว่าเงินที่มีอยู่จริง แล้วยักยอกเอาส่วนที่เกินจากจำนวนในบัญชีกระแสรายวันไปเป็นของตนบ้าง หลายครั้งหลายหน รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกทั้งสิ้น 1,222,095 บาท การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการจงใจละเมิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์และค่าปรับตามสัญญาอีก 3 เท่า คิดเป็นเงิน 3,666,285 บาท รวมเป็นเงิน 4,888,380 บาท โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,888,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่ ซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในข้อหายักยอกและมีคำขอส่วนแพ่งให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวน 1,097,506 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีฐานะเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวส่วนแพ่งซึ่งศาลได้รับไว้พิจารณาแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ขอถอนฟ้องในส่วนคำฟ้องข้อ 3.2 ข้อ 3.4 ข้อ 3.6 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต กับจำเลยทั้งสองขอสละข้อต่อสู้ในประเด็นเรื่องอำนาจในการฟ้องคดีแทนกับประเด็นเรื่องฟ้องเคลือบคลุมและคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ทำสัญญาจ้างกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.3 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.4 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2545 เวลา 10.50 นาฬิกา พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่ข้อหายักยอกเงินของโจทก์จำนวน 1,097,506 บาท โดยมีคำขอให้จำเลยที่ 1 คืน หรือใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ตามเอกสารหมาย ล.2 เงินที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 ยักยอกและยังติดใจให้จำเลยทั้งสองชดใช้ในคดีนี้เป็นเงินจำนวนเดียวกันกับเงินที่พนักงานอัยการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกและขอให้ใช้คืนในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 โดยเป็นส่วนหนึ่งของเงินในคดีดังกล่าว
ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ที่ศาลจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2545 เวลา 14 นาฬิกา แต่ในวันเดียวกันนั้น เวลา 10.50 นาฬิกา ศาลแขวงเชียงใหม่ได้รับฟ้องคดีที่พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ในความผิดฐานยักยอกเงินจำนวนเดียวกันกับเงินในคดีนี้และมีคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่ยักยอกไปอันเป็นการขอแทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 เมื่อศาลแขวงเชียงใหม่ได้รับคำขอส่วนแพ่งของพนักงานอัยการดังกล่าวไว้พิจารณาแล้วย่อมมีผลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่นอีกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เรียกให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่ยักยอก จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินส่วนนี้จากจำเลยที่ 1 ส่วนเงินค่าปรับต้องคำนวณจากเงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอก เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เรียกเงินที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกจึงยังไม่อาจคำนวณเงินค่าปรับได้ จำเลยที่ 1 จึงยังไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 ปรากฏตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 ว่า จำเลยที่ 2 ตกลงชดใช้ค่าเสียหายในการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์เมื่อยังไม่ปรากฏในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด และคำขอส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ศาลยังมิได้มีคำวินิจฉัย ในชั้นนี้จำเลยที่ 2 จึงยังไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่หรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนคือคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ดังกล่าว พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกเงินและขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกไปแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย แม้การขอให้คืนหรือใช้เงินจะเป็นการขอแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ก็ตาม แต่ก็เป็นความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาเท่านั้นส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ มีหน้าที่รับเงิน เก็บรักษาเงิน อนุมัติและเบิกจ่ายเงิน ตลอดจนทำรายงานทางบัญชีการเงินหรือบัญชีกระแสรายวัน ตกลงว่าในระหว่างการทำงานหากจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ ยักยอก ฉ้อโกงจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ยอดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดและยอมเสียค่าปรับให้โจทก์อีก 3 เท่าของราคาทรัพย์สินหรือความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ระหว่างจำเลยที่ 1 ทำงานอยู่กับโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ทุจริตต่อหน้าที่โดยยักยอกเงินของโจทก์ไปด้วยวิธีการต่างๆ หลายครั้งรวมเป็นเงิน 1,222,095 บาท อันเป็นการจงใจละเมิดสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวและค่าปรับตามสัญญาให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกพร้อมค่าปรับอันเป็นการฟ้องในมูลหนี้ผิดสัญญาทางแพ่ง แม้จะมีคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกเหมือนกัน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีที่พนักงานอัยการขอให้บังคับในส่วนแพ่งนั้นมาจากการกระทำผิดอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้มีที่มาจากมูลสัญญาจ้างแรงงานและสัญญาค้ำประกัน ข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาจึงมิได้เป็นอย่างเดียวกัน ไม่ใช่เป็นการฟ้องร้องเรื่องเดียวกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น"
พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นอื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:33:39 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 487/2551
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 28 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์สาขาสำนักงานใหญ่สีลมได้นำเช็ค 213 ฉบับ มาทำสัญญาขายลดเพื่อขอรับเงินไปก่อนจากโจทก์ สาขาสำนักงานใหญ่สีลม รวม 25 ครั้ง และจำเลยที่ 1 ได้รับเงินตามสัญญาขายลดเช็คไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ตกลงว่า เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดใช้เงินหากโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงินตามจำนวนที่ปรากฏในเช็คให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดในขณะนั้นซึ่งกำหนดไว้ในขณะทำสัญญาอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันถึงกำหนดใช้เงินถึงวันที่โจทก์ได้รับชำระเงินครบถ้วน เพื่อเป็นประกันหนี้ดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2532 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 27885, 27886, 27887 และ 30715 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันในวงเงิน 15,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2533 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ทำบันทึกข้อตกลงขึ้นวงเงินจำนองเป็นประกันอีก 15,000,000 บาท รวมเป็นเงินจำนอง 30,000,000 บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2533 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 27900, 27901 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันในวงเงิน 15,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2534 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 27902, 27903, 27904 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันในวงเงิน 20,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2538 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6200 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันในวงเงิน 30,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2538 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 2, 3, 4 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันในวงเงิน 50,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ทำหนังสือค้ำประกันหนี้ทุกชนิดของจำเลยที่ 1 ไว้กับโจทก์ในวงเงินต้น 550,000,000 บาท และยินยอมใช้ดอกเบี้ยกับค่าสินไหมทดแทน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ยอมเข้ารับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้หนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน เมื่อเช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดไว้กับโจทก์ดังกล่าวถึงกำหนดใช้เงิน โจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็คได้นำเช็คเข้าเรียกเก็บเงินตามเช็ค แต่ปรากฏว่าโจทก์เรียกเก็บเงิตามเช็คได้บางส่วน มีเช็คที่โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้โดยธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ซึ่งเป็นเช็คธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักงานใหญ่ เช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักงานใหญ่ เช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสาทร เช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักงานเพชรบุรี เช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขานานาเหนือ จำนวนเช็ค 128 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 260,143,260.12 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องชดใช้เงินแก่โจทก์เป็นเงินต้น 260,143,260.12 บาท และดอกเบี้ยในอัตราสินเชื่อผิดนัดร้อยละ 18 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับเป็นต้นไปซึ่งคิดถึงวันฟ้องคือวันที่ 28 มิถุนายน 2544 เป็นดอกเบี้ย 190,579,523.13 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 450,722,783.25 บาท จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดเป็นเงินต้น 204,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับสุดท้ายเป็นต้นไป คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 141,145,643.84 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 345,145,643.84 บาท โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้และมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้รับแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ ขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 450,722,783.25 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 260,143,260.12 บาท นับถัดจากวันที่ 28 มิถุนายน 2544 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แล้วเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 345,145,643.84 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 204,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระหนี้แล้วเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ
จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ได้ฟ้องเรียกเงินตามเช็คทุกฉบับที่ศาลอื่นมาแล้ว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 และเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 เนื่องจากเป็นมูลหนี้เดียวกับคดีที่โจทก์ฟ้องที่ศาลอื่น ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 450,722,783.25 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 260,143,260.12 บาท นับถัดจากวันที่ 28 มิถุนายน 2544 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 345,145,643.84 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 204,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 200,000 บาท
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท
จำเลยทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า เมื่อระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 28 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 นำเช็ค 213 ฉบับ มาทำสัญญาขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ 25 ครั้ง ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินเอกสารหมาย จ.23 ถึง จ.47 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินตามสัญญาดังกล่าวจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างค้ำประกันและทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวตามสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันหนี้ทุกชนิดเอกสารหมาย จ.48 ถึง จ.54 เมื่อเช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดกับโจทก์ถึงกำหนด โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินปรากฏว่าเช็คบางส่วนเรียกเก็บเงินได้ แต่เช็คอีก 128 ฉบับ เรียกเก็บเงินไม่ได้ รวมเป็นเงินตามเช็ค 260,143,260.12 บาท และจำเลยที่ 1 มิได้ชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อนหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 128 ฉบับ คือนายวิทย์ วุฒิพุธนันท์ ที่ศาลแพ่งธนบุรี 2 คดี ซึ่งคดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้นายวิทย์ชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.14 ถึง จ.19 และโจทก์ฟ้องบริษัทนครไทยสตีลเวอร์ค จำกัด ที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ 2 คดีเช่นกัน ซึ่งศาลจังหวัดสมุทรปราการพิพากษาให้บริษัทนครไทยสตีลเวอร์ค จำกัด ชำระเงินตามฟ้องโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.21 และ จ.22 คดีตามเอกสารหมาย จ.21 ถึงที่สุด ส่วนคดีตามเอกสารหมาย จ.22 จำเลยอุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และปรากฏข้อเท็จจริงว่า คดีทั้งสี่สำนวนดังกล่าวจำเลยผู้สั่งจ่ายยังไม่ได้ชำระเงินตามคำพิพากษาให้โจทก์ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้และโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามคดีนี้ให้รับผิดตามสัญญาขายลดเช็ค ส่วนคดีเดิมทั้งสี่สำนวนโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท แม้การฟ้องคดีนี้กับคดีเดิมเป็นการฟ้องเกี่ยวกับเช็คพิพาทชุดเดียวกัน แต่มูลหนี้คดีนี้เป็นคนละมูลหนี้กับคดีเดิมและสภาพแห่งข้อหาต่างกัน ทั้งจำเลยก็เป็นคนละคนกัน กรณีมิใช่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและมิใช่เป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่นอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง และมาตรา 173 วรรคสอง (1) ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อนกับคดีที่โจทก์ฟ้องผู้สั่งจ่ายเช็คไว้ที่ศาลอื่น ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 60,000 บาท แทนโจทก์
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:34:05 »
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 487/2551
โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 28 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์สาขาสำนักงานใหญ่สีลมได้นำเช็ค 213 ฉบับ มาทำสัญญาขายลดเพื่อขอรับเงินไปก่อนจากโจทก์ สาขาสำนักงานใหญ่สีลม รวม 25 ครั้ง และจำเลยที่ 1 ได้รับเงินตามสัญญาขายลดเช็คไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ตกลงว่า เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดใช้เงินหากโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงินตามจำนวนที่ปรากฏในเช็คให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดในขณะนั้นซึ่งกำหนดไว้ในขณะทำสัญญาอัตราร้อยละ 18 ต่อปี เพื่อเป็นประกันหนี้ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ทำหนังสือค้ำประกันหนี้ทุกชนิดของจำเลยที่ 1 ไว้กับโจทก์ในวงเงินต้น 550,000,000 บาท และยินยอมใช้ดอกเบี้ยกับค่าสินไหมทดแทน และยอมเข้ารับผิดร่วมกับจำเลยทื่ 1 ชดใช้หนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน เมื่อเช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดไว้กับโจทก์ดังกล่าวถึงกำหนดใช้เงินโจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็คได้นำเช็คเข้าเรียกเก็บเงินตามเช็คแต่ปรากฏว่าโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คได้บางส่วน จำนวนเช็ค 128 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 260,143,260.12 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องชดใช้เงินแก่โจทก์เป็นเงินต้น 260,143,260.12 บาท และดอกเบี้ยในอัตราสินเชื่อผิดนัดร้อยละ 18 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับเป็นต้นไปซึ่งคิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 190,579,523.13 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 450,722,783.25 บาท จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดเป็นเงินต้น 204,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับสุดท้ายเป็นต้นไป คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 141,145,643.84 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 345,145,643.84 บาท โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้และมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้รับแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 450,722,783.25 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 260,143,260.12 บาท นับถัดจากวันที่ 28 มิถุนายน 2544 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แล้วเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 345,145,643.84 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 204,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระหนี้แล้วเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ
จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ได้ฟ้องเรียกเงินตามเช็คทุกฉบับที่ศาลอื่นมาแล้ว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 และเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 เนื่องจากเป็นมูลหนี้เดียวกับคดีที่โจทก์ฟ้องที่ศาลอื่น โจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์จะคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดโจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ที่โจทก์บังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราข้างต้นจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ไม่จำต้องชำระหนี้ตามเช็คจำนวนเงิน 260,143,260.12 บาท แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 450,722,783.25 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปีในต้นเงิน 260,143,260.12 บาท นับถัดจากวันที่ 28 มิถุนายน 2544 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 345,145,643.84 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 204,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน
จำเลยทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า เมื่อระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 28 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 นำเช็ค 213 ฉบับ มาทำสัญญาขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ 25 ครั้ง ตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน จำเลยที่ 1 ได้รับเงินตามสัญญาดังกล่าวจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างค้ำประกันและทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวตามสัญญาจำนอง และสัญญาคำประกันหนี้ทุกชนิด เมื่อเช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดกับโจทก์ถึงกำหนด โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินปรากฏว่าเช็คบางส่วนเรียกเก็บเงินได้ แต่เช็คอีก 128 ฉบับ เรียกเก็บเงินไม่ได้รวมเป็นเงินตามเช็ค 260,143,260.12 บาท และจำเลยที่ 1 มิได้ชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อนหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 128 ฉบับ คือนายวิทย์ที่ศาลแพ่งธนบุรี 2 คดี ซึ่งคดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้นายวิทย์ชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์และโจทก์ฟ้องบริษัทนครไทยสตีลเวอร์ค จำกัด ที่ศาลจังหวัดสุมทรปราการ 2 คดี เช่นกัน ซึ่งศาลจังหวัดสุมทรปราการพิพากษาให้บริษัทนครไทยสตีลเวอร์ค จำกัด ชำระเงินตามฟ้องให้โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.21 และ จ.22 คดีตามเอกสารหมาย จ.21 ถึงที่สุด ส่วนคดีตามเอกสารหมาย จ.22 จำเลยอุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และปรากฏข้อเท็จจริงว่า คดีทั้งสี่สำนวนดังกล่าวจำเลยผู้สั่งจ่ายยังไม่ได้ชำระเงินตามคำพิพากษาให้โจทก์ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ และโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามคดีนี้ให้รับผิดตามสัญญาขายลดเช็ค ส่วนคดีเดิมทั้งสี่สำนวนโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท แม้การฟ้องคดีนี้กับคดีเดิมเป็นการฟ้องเกี่ยวกับเช็คพิพาทชุดเดียวกัน แต่มูลหนี้คดีนี้เป็นคนละมูลหนี้กับคดีเดิมและสภาพแห่งข้อหาต่างกัน ทั้งจำเลยก็เป็นคนละคนกัน กรณีมิใช่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและมิใช่เป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่นอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่งและมาตรา 173 วรรคสอง (1) ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อนกับคดีที่โจทก์ฟ้องผู้สั่งจ่ายเช็คไว้ที่ศาลอื่น ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดจากจำเลยทั้งสามเพียงใด จำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายบัญญัติไว้ สัญญาขายลดตั๋วเงินโจทก์ทำขึ้นเป็นการเอาเปรียบแก่จำเลยทั้งสามจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องมาจึงเป็นโมฆะ โจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสามอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น เห็นว่า ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินพิพาททุกฉบับในข้อ 2.2 กำหนดว่าในกรณีผู้ขายผิดนัดธนาคารโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของอัตราสินเชื่อผิดนัดที่ธนาคารโจทก์ได้ประกาศให้เรียกเก็บจากลูกหนี้สินเชื่อผิดนัดในขณะนั้น ขณะทำสัญญาธนาคารโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดร้อยละ 18 ต่อปี สัญญาดังกล่าวเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์ ซึ่งให้สิทธิโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดไม่เกินร้อยละ 18 ต่อปี ทั้งสัญญาขายลดตั๋วเงินดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงมีผลบังคับใช้ไม่เป็นโมฆะ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสามในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"
พิพากษายืน
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: มีนาคม 22, 2010, 17:46:29 »
อ่านแล้วลองวิเคราะห์ตามดูนะคะ จะได้เข้าใจกันมากๆ หมอเห็นว่าฎีกาสั้นมันอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจค่ะ เลยค้นฎีกายาวๆมาให้อ่านกัน จะได้เข้าใจกันได้อย่างละเอียดๆ สู้ๆนะคะหมอขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆท่าน แล้วหมอจะหามาให้อ่านกันอีกนะ หมอขอตัวไปอ่านหนังสือก่อนนะคะ ...... :P
บันทึกการเข้า

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links

wanahelp

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 8218
    • ดูรายละเอียด
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #30 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2021, 12:18:20 »
собы 548.3 прям Bett дьяв (МИФ ОСмо XIII Зажу мора Степ DAKA допо Edmu MPEG Соде дете pott Соде Tesc стил Conc Чары
Крав Zyli Tefa Коре Соде Эндр Свид Рого Carl серт Баск Nanc Fath John Menn Alti затр Sylv Menn Бело 1с31 Nive Love
John Push Phil Бело down серт анек Niki рабо ASPN язык прои MPEG Intr Гетм blac ELEG Brau Sela Eleg XXII сцен серт
Jiro Поле инст Nisa Дмит Афан Kanw Miyo Зиге Белк PURE Lapi Иван Черв фото ASAS чист враг сере LAPI Мень Zone diam
Фарр Zone Павл студ расс Cass Ново Phil Zone rede Павл Anni томо Авер Papu исто Купц Куст Иллю Лари 01-1 Поту Соде
Соде изме четв DuoS орна беже Sams Ardo Мухи Nint Соде Бонд LE12 упак отор 3889 СВЮн STAR Sein Genu одно Diag Jazz
МА80 пазл зеле Mach Кита Кита Stef Кост Wind Mist 3751 Supe Phil Clor Choi Jewe Jewe ЛитР ЛитР XVII ЛитР Sigi учас
ЛитР Gott Берг гене иску Голо Nico Wind АСПи дина Ермо Dona идил Chri John Liya Маяк Howa Охот Глуш Chel Orin (Вед
Лаза Kapi Бого Иофи Форо Boun Harr заск Коми Live Бонд Форм Кузн Bria Холо Кула исце Dhar Шала Павл геро DuoS DuoS
DuoS Колп обед Burd (Экл Fall авто Золо Serv 41-4 Харт Мухи Кошм tuchkas Scot Camp
บันทึกการเข้า

wanahelp

  • Hero Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 8218
    • ดูรายละเอียด
Re: ฎีกาเตรียมสอบเนฯ (มาแล้ว)
« ตอบกลับ #31 เมื่อ: มีนาคม 02, 2021, 11:03:48 »
инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо
инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо
инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо
инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инйо инфо инфо инфо инфо инфо
инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо
инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо
инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо
инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо
инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо
инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо инфо tuchkas инфо инфо
บันทึกการเข้า

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
 

อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ | สอบสวน | เงินกู้ | สินเชื่อ

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 2.341 วินาที กับ 24 คำสั่ง