ไทยจัดจ์

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Facebook Page thaijudge

ข่าว:

ไทยจัดจ์ ปรึกษากฎหมายฟรี กระดาน ถาม ตอบ กระทู้ ปัญหา กฎหมาย ชุมชน กฎหมาย เนติบัณฑิต นิติศาสตร์ นิติกร ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ติว เตรียมสอบ เนติบัณฑิต ตั๋วทนาย อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ปรึกษากฎหมายฟรี สมัครสมาชิกจึงมองเห็นไฟล์แนบ วิธีสมัครสมาชิก ตั้งกระทู้ ค้นกฎหมาย ค้นฎีกา  

ผู้เขียน หัวข้อ: สรุปคำบรรยาย สัมมนาวิแพ่ง สมัย 63 ครั้งที่ 1,2,3  (อ่าน 9399 ครั้ง)

Genius

  • บุคคลทั่วไป
ครั้งที่ 1 วันอังคาร 23 พฤศจิกายน  2553

     เป็นชั่วโมงแรกที่อาจารย์จะได้รับมอบหมายให้มาแนะนำคือ สัมมนา วิธีพิจารณาความแพ่ง ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาอาจารย์ก็เน้นในส่วน วิแพ่ง 3 และ 4 แต่ในบางกรณีที่มีประเด็นสำคัญไม่ว่าวิใด ก็จะมาคุยให้ฟัง
           
     อาจารย์ชื่อ  สมชัย ฑีฆาอุตมากร  ปัจจุบันก็ทำงานที่ศาลฏีกาในกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฏีกา เนื่องจากเรามีเวลาครึ่งหนึ่งของภาคปกติ เราพบกันสิบหกครั้งก็ถามว่ามากหรือไม่ ก็ไม่มาก การบรรยายก็ถือหลักว่ามีพื้นความรู้กันมาบ้างไม่มากก็น้อย ส่วนรายละเอียดมาตราเรียงไปก็ไปหาหนังสืออ่านได้ การเรียนวิแพ่ง ต้องอาศัยตัวบทเป็นสิ่งสำคัญท่านทิ้งไม่ได้ ถ้าเรียนแล้วไม่มีตัวบทวางคู่จะไม่ได้ประโยชน์
           
     ข้อสอบที่ออกมานั้นอาศัยหลักคำพิพากษาศาลฏีกา แต่การออกต้องมีตัวบทมาระคนกันเพื่อให้ข้อสอบมีไม่เกินสิบห้าบรรทัด เขียนเนฯต้องปรับปรุงการเขียน มีใครเก่งกว่ากันพูดไม่ได้ แต่การสตาร์ทพร้อมกัน เมื่อไปจุดหนึ่งท่านก็ต้องพัฒนาความรู้เพื่อให้สอบเป็นผู้ช่วยฯได้ ผู้พิพากษาได้ 25 คนอาจารย์ก็โดนด่า ด้วย แต่อย่าพึ่งด่า เพราะจากที่เห็นจากการตรวจข้อสอบนั้น มีเพียงพันกว่าคนเท่านั้นที่ความรู้ถึงขั้นที่จะสอบ เพราะมองเพียงแว๊บเดียวก็เห็นว่าห้าหกพันคน นั้น ให้คะแนนไม่ได้เลย
           
     ส่วนพันกว่าคนที่พอได้ นั้น ก็มี แพ้ความเร็ว ยี่สิบห้าคนที่ได้ นั้นได้ทั้งคนที่มีความรู้และทักษะในการจับประเด็นขีดเขียนออกมา อย่างง่ายๆไม่ยาวเกินไปนักและความรวดเร็วเราต้องฝึก ต้องยอมรับว่า เราได้คนมาสามอย่าง แต่ถามว่ามันมากเกินไปหรือไม่ ความเห็นอาจารย์มองว่ามันมากไป เพราะทักษะความเร็วเราฝึกกันได้ อาจารย์เสียดายคนที่มีความรู้ที่ยังไม่ได้ แต่ก็ต้องยอมรับกติกา
           
     วันแรกอาจารย์เปิดข้อสอบมาตรวจ สามสิบคนก็พอทราบแล้วว่าครั้งนี้ไม่เกินห้าสิบคน การได้เนฯไม่ยุ่งยากเกินไปแต่เมื่อจบเนฯแล้วท่านไปสอบ ที่เป็นความหวังของเรา เจ็ดพันกว่าคน ห้าพันคนยังเป็นความหวังที่ไกลเกินจริง สำหรับพวกเราที่เอาแต่สอบผ่านไปแล้วไปดูหนังสือดาบหน้า ไม่เพียงพอต้องปูพื้นให้เข้าใจ ข้อสอบที่ตัดเชือกได้อย่างนี้ก็คือกฎหมายกระบวนวิธีพิจารณาและกฎหมายพิเศษ อย่าทิ้ง ที่อาจารย์ดูกฎหมายแพ่งบางคน ไม่ได้เลยในกฎหมายพิเศษ คนที่ได้ 48 49 ถ้าไปจับกฎหมายพิเศษ แล้ว ก็ผ่านเนฯไปแล้ว คงมาเช็คคะแนนกันเป็นร้อย แต่ถ้าเป็นเรื่องดุลพินิจก็แก้ไม่ได้ การศึกษากฎหมายก็ต้องให้ยากเสียก่อนเพราะข้อสอบเวลาออกมา บางข้อเป็นข้อสอบในระดับเนฯที่บรรยาย ในเรื่องของการตอบ แน่นอนต้องอาศัยหลักกฎหมาย และภาษาที่ใช้ไม่ยาวนัก คำที่อาจารย์เน้นให้ขีดเส้นใต้ต้องจำให้ได้ เมื่อคราวที่เราออกการขาดนัด วันไต่สวนคำร้องคำขอต่างๆ ไม่ใช่วันสืบพยานข้อพิพาทแห่งคดี วันร้องเฉลี่ยทรัพย์ หรือคำร้อง 189 เป็นระบบไต่สวน ไม่ได้สืบพยานในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี เฉพาะคำสำคัญนี้ เอาไปแล้วสามคะแนนแล้ว แต่บางคนไม่ตอบ แม้ธงถูกแต่เหตุผลไม่ได้ ไปไม่รอดเลย ท่านลองดู 288 วรรคสอง
           
     มาตรา 288 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา ๕๕ ถ้าบุคคลใดกล่าวอ้างว่าจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ ก่อนที่ได้เอาทรัพย์สินเช่นว่านี้ออกขายทอดตลาด หรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ปล่อยทรัพย์สินเช่นว่านั้น ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้กล่าวอ้างนั้นนำส่งสำเนาคำร้องขอแก่โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยลำดับ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับคำร้องขอเช่นว่านี้ ให้งดการขายทอดตลาด หรือจำหน่ายทรัพย์สินที่พิพาทนั้นไว้ในระหว่างรอคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาล ดังที่บัญญัติไว้ต่อไปนี้

     เมื่อได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลแล้ว ให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเหมือนอย่างคดีธรรมดา เว้นแต่

     (1) เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนวันกำหนดชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยาน หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องขอนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้ผู้กล่าวอ้างวางเงินต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลจะกำหนดไว้ในคำสั่งตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสำหรับความเสียหายที่อาจได้รับ เนื่องจากเหตุเนิ่นช้าในการบังคับคดีอันเกิดแต่การยื่นคำร้องขอนั้น ถ้าผู้กล่าวอ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาล ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

     (2) ถ้าทรัพย์สินที่พิพาทนั้นเป็นสังหาริมทรัพย์และมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องขอนั้นไม่มีเหตุอันควรฟัง หรือถ้าปรากฏว่าทรัพย์สินที่ยึดนั้นเป็นสังหาริมทรัพย์ที่เก็บไว้นานไม่ได้ ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินเช่นว่านี้โดยไม่ชักช้า
     คำสั่งของศาลตามวรรคสอง (1) และ (2) ให้เป็นที่สุด

     เมื่อศาลได้รับคำร้องแล้วกฎหมายบัญญัติให้ชัดเจนว่าใช้ชี้ขาดเหมือนคดีธรรมดา คือคดีร้องขัดทรัพย์เป็นโจทก์ โจทก์เดิมหรือ เจ้าหนี้คำพิพากษาก็เป็นจำเลย ศาลก็ต้องหมายนัดให้แก้คดี เพราะฉะนั้นถ้าวันสืบพยาน โจทก์คือผู้ร้องขัดทรัพย์มา จำเลยไม่มา โจทก์ก็ต้องร้องให้ขาดนัดพิจารณา พอดำเนินคดีต่อไป ผู้ร้องขัดทรัพย์มีหน้าที่นำสืบ ไม่มา ก็ให้ยกคำร้องขัดทรัพย์คือแพ้ในประเด็นคดีข้อพิพาท บางคนไปตอบว่าการชนะในประเด็นข้อพิพาทมีเฉพาะในกรณีที่ จำเลยขาดนัดเท่านั้น โจทก์ขาดนัดไม่มี ก็ตกใจเลยเป็นผู้พิพากษา มาตั้งนาน เป็นเข้าใจที่ผิดอย่างร้ายแรง เพราะมีทั้งสองฝ่ายที่ขาดนัดได้

     เมื่อตัวฝ่ายผู้ร้องไม่มาศาลเพราะขาดนัด เมื่อผู้ร้องมีภาระการพิสูจน์แต่ไม่มาก็แสดงว่า เป็นคู่ความฝ่ายแพ้คดี สิทธิก็อาจยื่นคำร้องให้พิจารณาคดีใหม่ได้ คำร้องไม่บรรยายคำพิพากษาศาล 199เบญจวรรคสี่ คือยืนในเหตุไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ไม่ว่าเนื้อหาหรือไม่ ก็เป็นที่สุด ถ้าจับเขียนจริงๆลื่นไหล อย่างนี้ก็พอไหว ตัวบทต้องมาก่อน การที่อาจารย์จะพูดหรือแนะนำท่าน ในวิแพ่งสาม ก็จะต้องยึดโยง

     ข้อสอบเมื่อคราวที่แล้วอุทธรณ์ฏีกา ก็เหมือนกัน 224 ข้อจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์คิดง่ายๆคือคดีที่ต้องห้ามไม่ให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนี้ วรรคหนึ่งต้องห้ามสำหรับคดีที่มีราคาทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ใช้เฉพาะคดีที่มีทุนทรัพย์เท่านั้น วรรคหนึ่งไม่ต้องเขว ใช้เฉพาะคดีมีทุนทรัพย์
           
     วรรคสองใช้ในคดีบางประเภทที่กฎหมายกำหนดว่าไม่อยู่ในบังคับวรรคหนึ่ง คือสิทธิบางประเภท สามประเภท รวมถึงคดี ไม่มีทุนทรัพย์ ก็เป็นคดีเล็กๆน้อย เช่นคดีฟ้องขับไล่ ซึ่งให้เช่าหรืออาจให้เช่าไม่เกินเดือนละสี่พัน คือฟ้องขับไล่แท้ๆ ถ้าฟ้องขับไล่แล้วจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ ต้องหมายความว่าเป็นกรรมสิทธิของจำเลยจะให้การอย่างอื่นไม่ได้ อย่างนี้เราไม่เรียกว่ายกข้อต่อสู้เกี่ยวกับกรรมสิทธิเป็นฟ้องขับไล่
           
     ถ้าคำขอขับไล่มันยุติในศาลชั้นต้น สมมุติว่าเรียกค่าเสียหายก่อนฟ้อง แสนบาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เต็ม พร้อมค่าเสียหายค่าเช่า จำเลยอุทธรณ์เฉพาะเรื่องค่าเสียหายอย่างเดียว คดีเริ่มต้นฟ้องขับไล่ แต่พอมาอุทธรณ์เป็นคดีตามวรรคหนึ่ง เพราะคำขอขับไล่ยุติไปในศาลชั้นต้น สภาพแห่งคดีเปลี่ยนได้ เพราะการคิดทุนทรัพย์นั้น คิดแต่ละชั้นศาล คือสภาพแห่งข้อหา ยุติไปในศาลชั้นต้น ยุติไปเพราะไม่อุทธรณ์คดีนี้ก็กลายเป็นทุนทรัพย์วรรคหนึ่งเท่านั้นเอามาจับไม่เกินห้าหมื่นบาทก็ต้องห้าม คดีประเภทนี้ถ้าขึ้นมาสองส่วน การพิจารณาจะพิจารณาอย่างไร ความเข้าใจกันอยู่ ก็คือการแยกพิจารณาแต่ละข้อหาว่าอุทธรณ์ได้หรือไม่ คือขับไล่ อาจให้เช่า หรือให้เช่าเดือนละเกิน สี่พัน สำหรับค่าเสียหายก่อนฟ้องไม่เกินห้าหมื่นบาทก็ยุติไป จะผิดจะถูกอย่างไรแนวคำพิพากษาฏีกาก็ออกมาอย่างนี้

     อีกประเด็นคือในภาคสามนี้พอเราทำความเข้าใจแม้บทใหญ่อยู่ที่ 223 สโคบจะกินเข้าไปถึง 236 เพราะ 223 ถ้อยคำใช้ว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นให้อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ขีดเส้นใต้คำว่าอุทธรณ์ไว้
     
     มาตรา 236  เมื่อคู่ความยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ให้ศาลส่งคำร้องเช่นว่านั้นไปยังศาลอุทธรณ์โดยไม่ชักช้าพร้อมด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้นและฟ้องอุทธรณ์ ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นเป็นการจำเป็นที่จะต้องตรวจสำนวน ให้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ ในกรณีเช่นนี้ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้อง แล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ คำสั่งนี้ให้เป็นที่สุด แล้วส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่าน
ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 15, 2010, 12:27:26 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

Genius

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปคำบรรยาย สัมมนาวิแพ่ง สมัย 63 ครั้งที่ 2
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2010, 17:17:33 »

     เมื่อได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้รับอุทธรณ์แล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยอุทธรณ์ และภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่จำเลยอุทธรณ์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ หรือนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 237 สำหรับการยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้สิ้นสุดลง ให้ศาลส่งคำแก้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์หรือแจ้งให้ทราบว่าไม่มีคำแก้อุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับคำแก้อุทธรณ์หรือแจ้งความเช่นว่าแล้ว ให้นำคดีลงสารบบความของศาลอุทธรณ์โดยพลัน
     
     บทบัญญัติเกี่ยวกับการอุทธรณ์ที่ภาคสามบัญญัติไว้สิ้นสุดที่ มาตรา 236  ส่วน237 ไม่เกี่ยวกับอุทธรณ์แต่เป็นเรื่องของการทำแก้อุทธรณ์ ฉะนั้นถ้าเราเข้าใจปุ๊ปเกี่ยวกับระบบ 223 เป็นแม้บทใหญ่
           
     มาตรา 237  จำเลยอุทธรณ์อาจยื่นคำแก้อุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันส่งสำเนาอุทธรณ์

     ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ห้ามมิให้ศาลแสดงว่า จำเลยอุทธรณ์ขาดนัดเพราะไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์
 
     223 ทวิ เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการอุทธรณ์ทั้งสิ้น ก็ดูตัวบทสิ
           
     มาตรา 223 ทวิ ในกรณีที่มีการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ผู้อุทธรณ์อาจขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา โดยทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งได้สั่งรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ให้สั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้มิฉะนั้นให้สั่งยกคำร้อง ในกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง ให้ถือว่าอุทธรณ์เช่นว่านั้นได้ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตหรือยกคำร้องในกรณีนี้ให้เป็นที่สุด เว้นแต่ในกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องเพราะเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นไปยังศาลฎีกาภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่ง

     ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าอุทธรณ์ตามวิธีการในวรรคหนึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงให้ศาลฎีกาส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป
           
     มาตรา 223 การอุทธรณ์ถ้ามีกฎหมายกำหนดไว้แล้วโดยเฉพาะ ตามภาคสาม เกี่ยวกับการอุทธรณ์เราก็จะไปเอาภาคหนึ่งมาใช้ไม่ได้เพราะเราถือว่าบทบัญญัติภาคสามกำหนดไว้  พลิกดู 234 ต่างกับมาตรา 18 อย่างไร
                 
     มาตรา 234   ถ้าศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นไปยังศาลอุทธรณ์โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง
           
     มาตรา 18 ให้ศาลมีอำนาจที่จะตรวจคำคู่ความที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลได้รับไว้เพื่อยื่นต่อศาล หรือส่งให้แก่คู่ความ หรือบุคคลใด ๆ

     ถ้าศาลเห็นว่าคำคู่ความที่ได้ยื่นไว้ดังกล่าวแล้วนั้น อ่านไม่ออกหรืออ่านไม่เข้าใจหรือเขียนฟุ่มเฟือยเกินไป หรือไม่มีรายการ ไม่มีลายมือชื่อ ไม่แนบเอกสารต่าง ๆ ตามที่กฎหมายต้องการ หรือมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วน ศาลจะมีคำสั่งให้คืนคำคู่ความนั้นไปให้ทำมาใหม่ หรือแก้ไขเพิ่มเติม หรือชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วน ภายในระยะเวลาและกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ตลอดจนเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ ถ้ามิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลในระยะเวลาหรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ก็ให้มีคำสั่งไม่รับคำคู่ความนั้น ถ้าศาลเห็นว่าคำคู่ความที่ได้นำมายื่นดังกล่าวข้างต้น มิได้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายที่บังคับไว้ นอกจากที่กล่าวมาในวรรคก่อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็นว่าสิทธิของคู่ความหรือบุคคลซึ่งยื่นคำคู่ความนั้นได้ถูกจำกัดห้ามโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องเขตอำนาจศาล ก็ให้ศาลมีคำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความนั้นไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ
ถ้าไม่มีข้อขัดข้องดังกล่าวแล้ว ก็ให้ศาลจดแจ้งแสดงการรับคำคู่ความนั้นไว้บนคำคู่ความนั้นเองหรือในที่อื่น

     คำสั่งของศาลที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามมาตรานี้ ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227, 228 และ 247
           
     ในกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ถ้าเป็นกรณีศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เราจะไม่เอามาตรา 18 มาจับอย่าลืมว่า 234 เป็นเรื่องไม่รับอุทธรณ์ ถ้าคืนให้ไปทำมาใหม่ก็ไม่เข้า234 ถามว่ามีตัวบทอื่นไหม ก็ดู 227 คือการคืนหรือไม่รับอุทธรณ์ตาม 18 ก็ต้องยื่นหนึ่งเดือนตาม223 ประกอบ 229 ฏีกาออกมาเยอะแยะ ว่าถ้าคืนอุทธรณ์ให้ไปทำมาใหม่ก็เข้า 227 ที่ต้องอุทธรณ์ภายในระยะเวลาตาม 229 ก็ภายในหนึ่งเดือน ท่านพอมองเห็นว่าการอธิบายนี้คือเอากฎหมายมาใช้โดยไม่ต้องสนใจเหตุผล แต่ต้องปรับกับตัวบทที่เป็นภาษากฎหมายที่ท่านควรนำมาตอบ  ถ้อยคำในกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญ
           
     ธงคำตอบผู้ช่วย มีการตัดภาษาเหตุผลในภาษาของผู้พิพากษาออกไปเมื่อเทียบกับฏีกา ให้เหลือแต่คำในตัวบทเท่านั้น ก็ตัดให้เหลือแต่หลักกฎหมายแท้ๆเท่านั้น ให้เหลือเฉพาะข้อกฎหมายเราก็เข้าใจระบบของมัน ไม่รับอุทธรณ์นี้ใช้มาตรา 18 มาใช้ไม่ได้ อีกอันหนึ่งที่จะกราบเรียนท่านคือ ย้อนกลับมาที่เราจะพูดกัน อุทธรณ์ว่าระบบในข้อสอบมันจะอยู่ในเกณฑ์อะไรที่เราศึกษาในภาคอุทธรณ์คือจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์เป็นสำคัญ เพราะอุทธรณ์เป็นระบบสิทธิ ถ้าไม่มีกฎหมายห้าม อุทธรณ์ฏีกาได้ตลอด อุทธรณ์ในเหตุบางอย่างก็สี่มาตราที่เลือกและต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัตินี้  สำหรับสิ่งที่เราจะศึกษาข้อสอบเนฯ ไม่เกิน 237 เพราะ 238 ขึ้นไปเป็นการตัดสินชี้ขาดตัดสินคดีอุทธรณ์เช่น 238 พลิกดูตัวบท
 
     มาตรา 238 ภายใต้บังคับมาตรา 243(3) ในคดีที่อุทธรณ์ได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายนั้น การวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลอุทธรณ์จำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 07, 2010, 11:51:08 โดย หมอเค้ก »
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปคำบรรยาย สัมมนาวิแพ่ง สมัย 63 ครั้งที่ 1,2
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2010, 11:52:09 »

     เป็นจุดเริ่มต้นของการชี้ขาดอุทธรณ์ ข้อสอบร้อยเปอร์เซ็นในชั้นเนฯไม่ออก จะออกก็ปลีกย่อยตาม 245 คืออุทธรณ์บางฝ่ายก็คำพิพากษาไปถึงคู่ความฝ่ายที่ไม่ได้อุทธรณ์ได้ กับศาลอุทธรณ์กับศาลฏีกาจะพิพากาคดีนี้อย่างไรก็ เอา ยื่น ยก แก้ กลับมาจับ ก็เป็นประเด็นคะแนน ถึงสองคะแนนเท่านั้นหยุ่มหยิม แต่ส่วนแรก เริ่มจาก 223 ทวิเป็นต้นไปเป็นหลัก ในส่วนก่อนถึง 236 มันขยายจาก 223เพราะดู 223ทวิสิครับ
           
     เรื่องอุทธรณ์สังเกตดู 226 ดูคำสั่งระหว่างพิจารณา ในอนุสอง คู่ความฝ่ายใดโต้แย้ง ชอบที่จะอุทธรณ์ขีดเส้นใต้ไว้ 226 พอศาลมีคำสั่งระหว่างพิจารณาคู่ความฝ่ายที่ไม่พอใจ หากประสงค์ที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ต้องโต้แย้งไว้ จะกล่าวแก้ในคำแก้อุทธรณ์ได้หรือไม่ แทนที่จะแก้อุทธรณ์กลับไปแก้ในการอุทธรณ์
           
     มาตรา 226  ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลนั้นได้
มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228

     (1) ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา

     (2) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งใด ให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงานคู่ความที่โต้แย้งชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเป็นต้นไป

     เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ไม่ว่าศาลจะได้มีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้แล้วหรือไม่ ให้ถือว่าคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งของศาลนับตั้งแต่มีการยื่นคำฟ้องต่อศาลนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา

     เช่นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยให้การ โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต แล้วต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ที่ยกฟ้อง จำเลยแก้อุทธรณ์พร้อมกับที่ว่า ให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมพรฟ้อง คำตอบคือมันกิดประเด็นไม่ได้ เพราะกฎหมายบัญญัติชัดว่าจะต้องใช้สิทธิอุทธรณ์เท่านั้น จะมากล่าวในคำแก้อุทธรณ์ไม่ได้ ถึงยกมาศาลอุทธรณ์ก็ไม่รับวินิจฉัย ชัดเจนเอาตัวบทเข้าไปจับ คำพิพากษาฏีกาจำเป็นเหตุผลเนื้อหาของคำตอบอาศัยตัวบทเป็นหลัก ฏีกามีประโยชน์เพียงย่นเวลาในการฟันธงเท่านั้นเราได้แต่ธงเท่านั้น ถ้าออกมาแล้วฏีกามันชัดเจนพออ่านปุ๊ปจับประเด็นปั๊บ ในส่วนวิอาญา วิแพ่ง จะผูกประเด็นมา ท่านอ่านแล้วจับประเด็นได้ ต้องอ่านฏีกา ถ้าตรงหลัก ไม่ต้องจด ถ้าไม่ตรงหลักแล้วให้จดข้างๆตัวบท สำหรับทักษะต้องอยู่แต่ละท่านแล้วว่ามีแนวความคิดว่าทำอย่างไร ให้เกิดความจำได้ จับประเด็นถูก สำหรับ 223 ทวิ ตัวบทนี้ไม่ค่อยมีปัญหา มันยาวหน่อยแต่อาศัยความจำ เป็นตัวหนึ่งที่ยกเว้นว่าให้การอุทธรณ์ต้องเป็นไปตามลำดับชั้นศาล

     แต่เรื่องนี้กฎหมายยอมให้มีการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฏีกา เพราะข้อกฎหมายไม่มีข้อจำกัดสิทธิ เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ก็เลยให้มาอนุญาต เมื่อคราวที่แล้วออกข้อสอบสนามจิ๋ว ให้อธิบายหลักกฎหมายที่จำเป็นต้องฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ว่าจะคัดค้านคำร้องขอหรือไม่ท่านเข้าใจว่าเป็นอย่างไร หลักปรัชญาที่ว่าต้องฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งคือปรกติ ศาลชั้นต้นจะอนุญาตได้ ก็คือไม่มีการอุทธรณ์ตามปรกติตาม 223 เพราะไม่เช่นนั้นคดีสองเรื่องจะไปสองศาล มันขัดสภาพปรกติ

     ประเด็นที่สอง จำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้าน ดูตัวบท 223 ทวิ พวกนี้อาศัยความจำเท่านั้น และคำร้องไม่ต้องมีเหตุผล

     มาตรา 223 ทวิ ในกรณีที่มีการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ผู้อุทธรณ์ อาจขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา โดยทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาล ชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งได้สั่งรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก่จำเลย อุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจำเลยอุทธรณ์ มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็น การอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ให้สั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ มิฉะนั้นให้สั่งยกคำร้อง ในกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง ให้ถือว่าอุทธรณ์เช่นว่านั้นได้ยื่นต่อศาล อุทธรณ์ตามมาตรา 223 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตหรือยกคำร้องในกรณีนี้ให้เป็นที่สุด เว้นแต่ในกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องเพราะเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นไปยังศาลฎีกาภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่ง

     ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าอุทธรณ์ตามวิธีการในวรรคหนึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงให้ศาลฎีกาส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป

                                                                          ……………………………………….
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปคำบรรยาย สัมมนาวิแพ่ง สมัย 63 ครั้งที่ 1,2
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2010, 12:01:31 »

ครั้งที่ 2 วันศุกร์ 3 ธันวาคม 2553
   
     เมื่อคราวก่อน อาจารย์ลืมบอกว่า วันพฤหัสก็ยังมีภาระในการบรรยายแทนในวันนี้ เรื่องของการทำความเข้าใจกฎหมาย เป็นหลักสำคัญที่ต้องค้นคว้าหาให้ได้จากการอ่านหนังสือ การเข้าใจอย่างนี้มีข้อนิดเดียวบังเอิญสอบได้ก่อนท่านก็พูดได้เต็มปาก ต้องมีแทคติคในการเข้าใจ โดยอาศัยตัวบทนั่นเอง อย่างที่บอกไปในคราวที่แล้วไม่ต้องใช้ความจำมาก  ก็คือบทบัญญัติที่อธิบายขยายความในมาตรา  223 เวลาออกสอบไม่ได้ เพียงแค่ตัวบทใด การเวลาทำความเข้าใจอย่าได้จำคำพิพากษาฏีกา ช่วยอยู่อย่างคือความเร็วในการทำข้อสอบ
   
     การที่จะเขียนได้ข้อละเจ็ด หรือแปดคะแนนเฉลี่ยท่านต้องเขียนได้สุดยอดแล้ว การปรับการเขียนเวลาก็ต้องเริ่มต้นใหม่แล้ว บางท่าน ถ้าถ้อยคำถูก ก็จะให้คะแนนแล้ว อาจต้องมีการไปทักท้วงกันบ้าง มองแล้วเข้าทาง การออกข้อสอบอาจารย์ไม่เคยไปพลิกเลคเชอร์ ก็แวบเข้ามาในหัว ก็ต้องเป็นตัวบทที่เคยได้อธิบายแล้วทำความเข้าใจแล้ว ไม่ใช่ออกข้อสอบ ก่อนล่วงหน้าสามเดือน แต่เป็นการออกก่อนเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลักการกฎหมายก็หลักการเดียวกัน เรียนวิแพ่งวิอาญา หรือพระธรรมนูญศาลก็ต้องคิด เป็นฏีกาฉบับใหม่  ฎ. 3977/2553 

     ฏีกาพวกนี้เป็นฏีกาน่าสนใจ ต้องมาออกในสนามสอบแน่ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ฏีกาเก็งก็มีออกสอบอยู่บ้างอย่างที่เรียนว่า สองปี หรือหนึ่งปีที่เนฯ เป็นปีการเก็บเกี่ยว เป็นการเฉลี่ยทรัพย์ น่าพิจารณาคือ  ในจุดพระธรรมนูญศาลในเรื่องอุทธรณ์ฏีกา ย่อออกมาแล้วได้ความว่าคดีหนึ่งเป็นคดีเฉลี่ยทรัพย์ที่เกิดในศาลจังหวัด ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เป็นการขอเข้าไปเฉลี่ยในเจ้าหน้าที่ศาลด้วยกัน คือศาลตามมาตรา 7 อนุมาตรา 2 ประกอบมาตรา 302   คือศาลที่ตัดสินคดีในชั้นต้น การยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ไปฟ้องคดีใหม่ไม่ได้ กฎหมาย ใช้คำว่าคำร้องเฉลี่ยทรัพย์ บังเอิญคดีนี้เกิดในศาลจังหวัด ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้เฉลี่ยทรัพย์โดยผู้พิพากษา คนเดียว ก็มีการอุทธรณ์ฏีกา ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในศาลจังหวัดต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองท่าน ลงนาม การที่  ผู้พิพากษาคนเดียวลงลายมือชื่อเป็นการไม่ชอบ เมื่อคดีความปรากฎปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎมหายเกี่ยวด้วยความสงบ แม้ไม่มีผู้ใดยกขึ้นวินิจฉัย  ศาลก็พิพากษาได้ ก็ให้ยกคำพิพากษาใหม่ให้ครบองค์คณะ

     อ่านแล้วก็หนักแน่น หลักในการวินิจฉัย  จริงอยู่แม้ศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาสองนายเป็นองค์คณะ ทุนทรัพย์ถ้าไม่เกินสามแสนก็มีผู้พิพากษาคนเดียว ซึ่งอัตราโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง คือความในมาตรา 45 ประกอบมาตรา 30 และ 31 นี่คือพระธรรมนูญศาลยุติธรรมคือในกรณีที่คดีเกิดขึ้นในศาลจังหวัด ถ้าคดีนั้นอยู่ในอำนาจผู้พิพากษาคนเดียว คำร้องเฉลี่ยทรัพย์ ดูเหมือนว่าปูหลักว่าเป็นของศาลจังหวัดเมื่อไหร่ต้องใช้สองคน กลับกลายเป็นคดีปลีกย่อย ใช้ สองคน แต่กับคดีหลักใช้สองคน

     ประเด็นที่สอง มีคำพิพากษาฏีกา 19/2539    คดีเฉลี่ยทรัพย์เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ผู้พิพากษาคนเดียวก็ตัดสินไม่ได้ จะเห็นว่าปัญหาที่ศาลก็มีในจุดนี้ก็พยายามไปค้นคว้า ในการตัดสินคดีนี้ไปดูคดีหลัก เกิดในศาลจังหวัดเป็นคดีมีทุนทรัพย์ พร้อมดอกเบี้ยหลังวันฟ้อง  คนเดียว เพราะดอกเบี้ยหลังวันฟ้องไม่อาจมาคำนวนได้ ไม่ต้องพูดถึง  พูดเฉพาะต้นเงินก่อนฟ้อง มันสองแสนห้า คดีนี้ กลับกลายเป็นคดีอยู่ในอำนาจผู้พิพากษาคนเดียว  ก็เกิดปัญหาว่าอย่างนี้ต้องใช้ผู้พิพากษาสองคนหรือไม่  ก็เป็นสิ่งที่ต้องมองอยู่เหมือนกัน   

     ในส่วนที่เขียนหมายเหตุคือ เฉลี่ยทรัพย์เป็นสาขาคดีใหม่ของคดีเดิมหรือไม่  คือมันเป็นเรื่องที่พิพาทขึ้นมาใหม่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีเดิม เหมือนคดีตามมาตรา 288 วรรคสอง ที่ต้องย้ำเพราะก่อนหน้าการสอบผู้ช่วย อาจารย์ได้เคยนำมาอธิบาย  จริงอยู่เป็นคดีที่ต้องยื่นต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี จะไปฟ้องขอให้ศาลทำการยึดไม่ชัดเจนว่าคดีขัดทรัพย์เป็นสาขาคดีใหม่ขึ้นมาจากคดีเดิม  คดีใหม่คดียึดทรัพย์ถ้าไปยึดเกินกว่าสามแสน  แม้เกิดในอำนาจของศาลแขวง การชี้ขาดตัดสินคดีขัดทรัพย์ต้องทำสองคน 

     เพราะเรื่องนี้กฎหมายยกเว้นเขตศาล ก็ว่ากัน อำนาจของศาลหรือองค์คณะก็ต้องพิจารณา แต่ถ้าเป็นเรื่องอำนาจผู้พิพากษาก็เป็นอำนาจองค์คณะตัดสินคดี เพราะเหตุมาตรา 288 บัญญัติไว้  ถ้าเกินสามแสนต้องทำด้วยองค์คณะสองคน แต่ถ้าคดีเฉลี่ยทรัพย์ไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เช่นนั้น การร้องเฉลี่ยทรัพย์ในคดีเดิมต้องไม่ใช่คดีสาขา ถ้อยคำขอจะต้องเข้าใจว่าเป็นอย่างไร  ทีนี้คดีเฉลี่ยทรัพย์ไม่ใช่สาขา  ต้องดูว่าเป็นส่วนหนึ่งของคดีเดิม  หากทำโดยผู้พิพากษาคนเดียว เป็นส่วนหนึ่งของคดีเดิมนั่นเอง การปรับด้วยมาตรา 24 ก็น่าจะถูกต้อง เราก็เขียนหมายเหตุไว้ ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ เวลาออกสอบมา ต้องคิดไม่ต้องคิดมากเพราะการตอบข้อสอบตาม ฏีกาอย่างน้อยๆเราก็สบายใจ

     คดีนี้เกิดขึ้นในศาลจังหวัด มันเป็นสาขาคดี ศาลฏีกาวางหลักเพื่อการพิจารณาสิทธิอุทธรณ์เท่านั้นไม่ได้วางหลักองค์คณะ คดีนี้เป็นคดีเฉลี่ยทรัพย์ คู่ความอุทธรณ์ฏีกาได้ตลอด ถ้าพิจารณาองค์คณะ ถ้าคดีหลักมีคนเดียว แล้วคดีเฉลี่ยทรัพย์ ฏีกาศาลชั้นต้นได้กลับแนว ก็ว่าได้ และทุกเรื่องคดีเฉลี่ยทรัพย์ผู้พิพากษาคนเดียว สั่งตลอด ก็ต้องอธิบาย อีกอันหนึ่งคือสิทธิอุทธรณ์ในคดีเด็ก มันมีฏีกาประชุมใหญ่ที่กลับแนวคดีเด็ก  ก็มีการกลับ ฎ. 883/2549  แล้วก็มีฏีกาเดินตามมาตลอด  พอเร็วๆ มีประชุมใหญ่ปี53  กลับไปถือตามแนวเดิม  ปรากฏว่าฏีกานี้ยังไม่มีการเผยแพร่ไป ก็อย่าเพิ่งออก มันจะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกัน ก็ยังไม่ได้ออกสอบ ก็ไปออกสอบในข้อหนึ่งที่ไม่ยากก็คือมาตรา 224
   
     ก็กลับไปเปิดตัวบทให้เป็นข้อสังเกตว่า อาจารย์บางท่านไปบรรยาย พูดว่าไม่เห็นด้วย ก็ให้อธิบายว่าเหตุใด เราก็พอเข้าใจ ว่าสิ่งที่ท่านเข้าใจมันยังไม่ถูกต้องตามข้อกฎหมาย ท่านยึดมาที่มาตรา 224   พอเราอธิบาย ในทุนทรัพย์ ในมาตรา 224 ข้อจำกัดสิทธิ ไม่เกินห้าหมื่นบาท ในชั้นอุทธรณ์ ในวรรคสองคือ คดีเกี่ยวด้วยสิทธิ ในครอบครัว ไม่อยู่ในบังคับของวรรคหนึ่ง เราไม่เอาวรรคหนึ่งมาจับ ไม่ว่าจะเรียกมามากหรือน้อย ขอให้เป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในทางครอบครัว ตัวบทมันค่อนข้างจะบ่งชี้ แต่นิยามที่หนังสือเก่าๆ มันหมายความถึงคดีที่เป็นประเด็นตามคำฟ้อง โดยตรงพิพาทกัน เพื่อขอให้รับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิ ในครอบครัว พิพาทโดยตรง ก็เป็นข้อสอบเก่าที่ออกไปแล้วโจทก์ฟ้องจำเลย ให้รับผิด

     โจทก์ฟ้องจำเลยอ้างว่าผู้ตายกู้เงินไป ก็ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรม ก็เลยออกสอบ อาจารย์บางท่านบอกยากก็เลยถอนออกมา กำลังพูดถึงฏีกาว่า คดีครอบครัว ตาม พรบ. จัดตั้งศาลเยาวชนฯ  กับคดีเกี่ยวกับครอบครัว ตามมาตรา 224 คนละอย่างกัน  ก็ต้องเริ่มต้นตั้งแต่เกิดความสัมพันธ์ในทางครอบครัวเกิดขึ้น เป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวทั้งนั้น คดีหมั้น คดีสินสอด ไม่ถือว่าเป็นคดีประเภทนี้  แต่เป็นคดีครอบครัว ต้อง ขึ้นศาลเยาวชนและครอบครัว แต่สิทธิอุทธรณ์ก็พิจารณาตามมาตรา 224

     คดีได้ความว่าชายหญิงจดทะเบียนสมรสแล้วทำบันทึกเรื่องการหย่า เขาก็มาฟ้องตามสัญญาแบ่งทรัพย์ มาฟ้องก็บอกว่า จำเลยมีครอบครัวหรือไม่ คำตอบเวลาแยกต้องแยกคดีสองประเภทให้ออก ซึ่งสัญญาประเภทนี้ก็ต้องมาจากสัมพันธ์ในครอบครัว ขืนแปลว่าไม่ขึ้นคดีศาลเยาวชน ลดไปค่อนหนึ่ง เพราะคดีครอบครัว เป็นคดีฟ้องหย่า และมีการทำสัญญาท้ายการหย่า
     
     สิทธิอุทธรณ์ฏีกาเราต้องพิจารณาอะไร  ต้องดูข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเป็นสำคัญ ฉะนั้นเมื่อตั้งข้อพิพาทมาลักษณะนี้ คดีนี้ก็ไม่ใช่คดีที่เกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ไม่เข้าวรรคสองก็ไปเข้าวรรคหนึ่ง  อันนี้เมื่อคราวที่แล้วก็เอาตรงนี้มาออกสอบ ถือว่าเป็นข้อสอบซ้ำด้วย  ซ้ำแต่ซ้ำในบางประเด็นก็ยอมให้ตอบมา อย่างน้อยๆ มีสองประเด็นประเด็นละห้าคะแนน เวลาเขียน เขียนไม่ได้อธิบายไม่เป็น  พอเราอ่านฏีกาแล้วจับประเด็นไม่ได้

     เรากลับมาที่มาตรา 227 เมื่อคราวที่แล้วดูหลักนะครับ ที่เมื่อวานพาดพิงมาถึงในมาตรา 226 คำถามก็คือว่า คำสั่งระหว่างพิจารณานั้น ถ้าเรามองความสัมพันธ์ระหว่างตัวบท อาจเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายก็ได้ การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาอยู่ในบังคับมาตรา 224  เป็นสำคัญ  ถ้าเป็นข้อกฎหมาย ก็ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 224   แต่ถ้าเป็นข้อกฎหมาย ตามประเภทคำสั่งตามมาตรา 227, 228  เราไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา  หลังจากนั้นข้อยกเว้น   อันนี้ คำสั่งระหว่างพิจารณาที่เป็นข้อกฎหมายไม่อยู่ในบังคับมาตรา 224  การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาในคดีแพ่ง อุทธรณ์ได้ตัวเอง ดูวรรคท้ายของมาตรา 226  กฎหมายไม่ได้บอกว่าจำเป็นต้องอุทธรณ์ไปพร้อมคำพิพากษา แต่แตกต่างกับ วิ.อาญามาตรา 196   อย่างชัดเจน จะอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อศาลได้วินิจฉัยประเด็นสำคัญแห่งคดี นั้น ดูมาตรา 196  ตรงนี้เคยออกสอบมาเหมือนกัน พอออกเสร็จก็เสียดาย เด็กไปตอบเบื้องต้นว่าอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาโดด ๆ ต้องห้ามตามกฎหมาย อันนี้เจ๊งหมดเลยนะครับ

     มาตรา 196 ชั้นอุทธรณ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นด้วย ใครอุทธรณ์ก็ได้ คนที่อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาจะอุทธรณ์คำพิพากษาก็ได้ เวลาคิดเวลาจำง่ายๆไม่ต้องคิดมากคดีอาญา สภาพเป็นอย่างนั้นจริงๆ อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาไม่มีประโยชน์ เช่นพยายามฆ่า มีการการปฏิเสธ มีการสืบพยานให้จบแล้วจำเลยนำพยานมาสืบแล้วเป็นการประวิงคดีไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี แต่สุดท้ายก็ยกฟ้องโจทก์ ถ้าจำเลยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาอย่างเดียว โดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาเลย คำสั่งระหว่างพิจารณาโดยสภาพก็ไม่ต้องวินิจฉัย

                                                                                         โพสโดย Genius...
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปคำบรรยาย สัมมนาวิแพ่ง สมัย 63 ครั้งที่ 1,2
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2010, 12:02:43 »

     ใครจะอุทธรณ์คำพิพากษา ก็โจทก์ ถ้าโจทก์อุทธรณ์ จำเลยก็อุทธรณ์ คำสั่งระหว่างพิจารณา ใครอุทธรณ์ไม่สำคัญขอให้มี ฏีกานี้เป็นฏีกาประชุมใหญ่ปี 2515  ทั้งที่โดยสภาพมันเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นคดีอาญาอย่างเดียวไม่ได้ต้องห้ามตามมาตรา 196   แล้ว  การอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226  นี่ ร้อยเปอร์เซ็นต์ กระทบต่อคำพิพากษาที่ให้แพ้หรือชนะคดี จำเลยอุทธรณ์เฉพาะคำสั่งที่ให้งดสืบพยานอย่างเดียว อุทธรณ์จำเลยมีคำสั่งอย่างไร ไปดูที่มาตรา 229  เวลาอุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ค่าธรรมเนียมใช้แทนก็เป็นค่าธรรมเนียมตามคำสั่งศาล  ตามคำรับในชั้นที่สุดที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ใช้แทนอีกฝ่ายตามมาตรา 161 ประกอบมาตรา 169   ฉะนั้นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา หลังมีคำพิพากษาแล้ว  ถ้าหากกำหนดให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ตามมาตรา 149   แต่ต้องนำค่าธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาลอีกด้วย นี่ข้อสอบผู้ช่วย   ข้อสอบเนฯ เงินส่วนนี้พลิกไปที่มาตรา 229    อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ตามมาตรา 226   ไม่ว่าข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ไม่ต้องวางเพราะไม่มีอะไรจะวาง
   
     ภาษาในตัวบทของเราก็คือค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง พอมองเห็นภาพหรือยังครับ ไม่มีกรณีไหนที่จะไม่ต้องมาวาง เดี๋ยวนี้คำขอให้พิจารณาคดีใหม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาเลยนะ  เนื่องจากคำสั่งระหว่างพิจารณาคดีใหม่  เมื่อคู่ความฝ่ายใดแพ้คดี ต้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลไต่สวนหรือไม่ก็ตาม มีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตไม่ถือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เพราะเป็นคำสั่งภายหลังจากที่มีการ ชี้ขาดตัดสินคดี เพราะกฎหมายใหม่บอกว่า ถ้าเป็นคำสั่งอนุญาตเป็นที่สุด ก็ ฎ.206/2494
     
     คำสั่งไม่อนุญาตกฎหมายบัญญัติว่า ผู้ขอ ก็คือกฎหมายกำหนดสิทธิผู้อุทธรณ์ไว้ สิทธิอุทธรณ์ไม่เกิดกับอีกฝ่าย ผู้ขอ อาจอุทธรณ์ ทำไมต้องใช้คำว่าอาจ บ่งชี้ว่าทำไมต้องอุทธรณ์ อาจ ท่านขีดเส้นใต้เลย เพราะอยู่ในบังคับมาตรา 224  พวกนี้เวลาเราอ่านตัวบทอยู่ห่างกัน ถ้าเราโยงกัน ก็จะเป็นปัญหาได้ ทุนทรัพย์ดูที่ไหน ดูคำฟ้อง แต่เป็นการฟ้องศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้แพ้คดี กฎหมายบัญญัติต่อไปว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด ก็คือที่สุดที่ไม่ให้พิจารณาใหม่ ไม่ต้องไปดูว่าเนื้อหาหรือไม่เนื้อหาเลย เป็นที่สุดทั้งสิ้น แล้วมันจะเกี่ยวกับมาตรา 229  อย่างไร  หลักคิดเรา เนื่องจากคำขอให้พิจารณาใหม่ วิธีการบังคับคดีเป็นการเพิกถอนไปในตัว มักใช้คำว่า สิ้นผลเพิกถอน ก็มีเรื่องนี้เรื่องเดียวที่กฎหมายให้ถอนรากถอนโคน ก็อุทธรณ์ได้ แต่ต้องเอาเงินมาวางตามมาตรา 229  แต่ถ้าเกิดอุทธรณ์ต้องเอาเงินมาวาง ศาลชั้นต้นบอกว่าสั่งยกคำขอแล้วคดีมันต้องห้าม คำขอพิจารณาคดีใหม่ไม่เข้าเกณฑ์ในกำหนด ยกคำขอ เวลาอุทธรณ์ก็ต้องขอให้รับคำขอ

     ศาลอุทธรณ์ถ้าเห็นว่าเป็นคำขอที่ชอบ ก็สั่งให้รับ ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องเอาเงินมาวางตามมาตรา 229 เพราะไม่มีผลกระทบ เวลาเรามองข้อกฎหมายต้องมองเป็นสเตป ก็มองเห็นภาพนะ ตอนนี้ก็โยงให้ท่านเข้ามาดูความสัมพันธ์ของการอุทธรณ์ อย่าไปจำถ้าจำแล้วมักแยกไม่ออก ข้อสอบผู้ช่วยบางข้อไม่ต้องอ่านโจทก์หมด อ่านคำถามก่อนเลย เขาถามอะไร คำถามตรงนี้ อุทธรณ์ฏีกาได้หรือไม่ เรารู้แล้วค่อยมาดูประเด็นที่อุทธรณ์ มันแยกลำบาก มึนตึ๊บเลย  เพราะบางข้อต้องห้าม บางข้อไม่ต้องห้าม แล้วจะไปนึกออกอย่างไร เมื่ออตอบข้อสอบไม่ได้ ต้องอ่านคำถาม มาตรา 227 คราวนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงมีแต่ไม่ต้องคำนึงว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ถ้าเป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับหรือคืนไป ด้วยคำคู่ความ มีอยู่ด้วยกันสองวรรค วรรคสองการตรวจรูปแบบ เนื้อหา ถ้าเป็นคำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความเข้ามาตรา 227 ทั้งหมด 
   
     ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดหลังสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้ว แต่ยื่นหลังสืบพยานไปแล้ว ก็เข้าเงื่อนไขที่จะยื่นได้ เป็นอนุมาตราสอง ขอให้เรียกเข้ามาอนุมาตราสาม หรือ บริษัทประกันภัยยื่นคำร้องเข้ามาเอง คือ อนุมาตราสอง ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ว ย่อมทำให้คดีนี้ล่าช้าไป ไม่อนุญาตยกคำร้อง ของคนภายนอกที่ร้องขอเข้ามา แน่นอนเพื่อต่อสู้กับโจทก์  คดีประเภทนี้มีลักษณะเป็นคำให้การ ก็เข้ามาเป็นจำเลยร่วม  พอศาลมีคำสั่งยกไป เป็นคำคู่ความ  มาตรา 1 ( 5 )  คำร้องที่ตั้งประเด็นของคำคู่ความ เพราะเป็นเรื่องดุลพินิจไง แต่การที่ศาลยังไม่ได้อนุญาตหรือไม่อนุญาตเราก็ต้องถือว่าเป็นดุลพินิจเป็นคำสั่งในระหว่างพิจาณาในประเภทข้อเท็จจริงตาม มาตรา 227  พอศาลชั้นต้นสั่งยก ไปเข้ามาตรา  227 จะเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายก็ได้ เพราะมันไม่ทำให้คดีเสร็จไปบางข้อ  เห็นว่าคดีของผู้ร้องสอดเสร็จไปทั้งคดี  เพราะถ้าเราเอามาตรา 228   จะไม่เป็นประโยชน์ คำสั่งเกี่ยวกับมาตรา  227   ถ้าเกี่ยวกับคู่ความก็ต้องพิพากษา ก็ต้องกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนถ้ามี ก็ต้องตกอยู่ในบังคับมาตรา 229  แต่ไม่อยู่ในบังคับมาตรา  224  การอุทธรณ์ตามมาตรา  227  ถ้าเข้าไม่รับ หรือคืนคำคู่ความ ต้องวางเงินตามมาตรา 229   ถ้าศาลสั่ง ท้าย วิ.แพ่ง เป็นการอุทธรณ์ และเป็นการอุทธรณ์คดีไม่มีทุนทรัพย์  ถ้าเป็นอุทธรณ์ดุลพินิจ เข้ามาตรา 224 ทันที  ไม่มีแนวฏีกาที่ชัดเจน แต่ส่วนใหญ่ ก็คือข้อกฎหมาย แต่ถ้ากรณีที่ศาลเปิดโอกาสให้ใช้ดุลพินิจยังไม่มี
   
     มาตรา 228  อนุหนึ่ง กับ สอง  เป็นสาขาคดี จำคุก ปรับ กัก ขัง เป็นเรื่องละเมิดอำนาจศาล เป็นคำสั่งบังคับ  ไม่อยู่ในมาตรา 224  สิทธิอุทธรณ์ไม่ต้องมองมาตรา 224 เลย  อุทธรณ์ตาม อนุ 1, 2  มันเป็นประเด็นที่ต้องระบุด้วย วิธีการรวบรวมคำขอที่คุ้มครองประโยชน์ก็คือมาตรา 254,  264 และ 253   คดีประเภทนี้เป็นสาขาคดีไม่ต้องดูทุนทรัพย์
 
     คำร้องขอเพิกถอนก็เป็นคำร้องด้วยการบังคับคดี ก็เป็นคดีสาขา ถ้าพิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีหลักก็จบ คดีสาขาก็ไม่ต้องพิจารณา เพราะไม่เป็นประโยชน์ เพราะยกฟ้องนั่นเอง จำตรงนี้ คดีไม่ต้องอาศัยมาตรา 229 ด้วยตัวเอง เมื่อคดีหลักจบ คดีลูกก็จบ คดีที่ฟ้อง คู่ความไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาย่อมเป็นที่สุด  คดีสำหรับสาขาที่แตกย่อย มันก็เหมือนกัน จะเป็นส่วนหนึ่งไม่ใช่ประโยชน์ที่ต้องพิจารณาต่อไป ก็ยกเลย ฏีกาออกเป็นสิบ    เวลาเรามองว่าเป็นประโยชน์หรือไม่มาตรา 228   เป็นปัญหาที่รุงรัง ไม่รับหรือคืนไปซึ่งคำคู่ความ คดีประเภทนี้เมื่ออุทธรณ์ได้สองนัยยะ ตามวรรคท้ายเลย  ถ้าไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ตามวรรคสอง  ก็อุทธรณ์ตามวรรคสี่ เวลาเรามองว่าจะวางเงินหรือไม่  มาตรา 228 อนุสาม เหมือนมาตรา 227  ต่างแค่เสร็จไปบางข้อหรือทั้งเรื่อง มันก็ยังไม่มีคำพิพากษาไม่อยู่ในบังคับมาตรา 224  เพราะเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา จึงไม่มีราคาทรัพย์สินในชั้นอุทธรณ์ได้ ในระหว่างพิจารณาคดีนั้นยังไม่ชี้ขาด การอุทธรณ์คำสั่ง การอุทธรณ์เช่นว่านี้ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 224 และยังไม่มีเงินตามมาตรา 229  ต้องวางอีก
   
     หลักการเขียนตอบในการตั้งประเด็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต โจทก์ฟ้องจำเลย จำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่ได้กู้  ระหว่างพิจารณา เพิ่มเติมฟ้อง  ศาลไม่อนุญาตยกค้ำร้อง  เป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความ ก็ศาลยังไม่ตัดสินเลย จะมีค่าฤชาธรรมเนียมให้ใช้แทนได้อย่างไร พออ่านระยะหลังเกิดมีจำนวนทุนทรัพย์เกิดมี สิทธิอุทธรณ์เป็นอย่างไร ถ้าเป็นข้อเท็จจริงก็น่าจะอยู่ในบังคับมาตรา 224 ถามว่าต้องวางเงินไหม ต้องวางเงิน เช่นโจทก์ไมได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา เช่น ศาลยกฟ้องให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม รวมแล้ว ต้องนำเงิน แปดร้อยพร้อมสองพันมาวางศาล แล้วจึงจะสั่งรับหรือไม่ รับต้องห้ามหรือไม่
   
     ข้อแตกต่างมาตรา 228  เห็นชัดเลยว่าค่าอุทธรณ์ระหว่างพิจารณาเกิดขึ้นไม่ได้   สิทธิอุทธรณ์เหมือนกันแต่วิธีปฏิบัติไม่เหมือนกัน นี่คือตามมาตรา 229  มีน่าสนใจอยู่อันเดียวก็คือว่า บางทีคำสั่งของศาล หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว บางกรณีต้องตกอยู่ในบังคับมาตรา 224 หรือไม่  ที่ชัดเจนแล้วยกตัวอย่างได้คือ คำสั่งที่อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลา ฏีกานี้ก็เป็นประชุมใหญ่นะ เพราะบางท่านเห็นว่ามาตรา 224  ต้องเป็นการอุทธรณ์คำสั่งใดๆ น่าจะเป็นกรณีที่คู่ความพิพาทกันด้วยคดีไม่มีทุนทรัพย์  ก่อนหน้าปี 2531  เราไม่เคยยกมาเลยนะ แต่มาชัดเจนเอาปี 37 38 39  ศาลฏีกาคดีขึ้นมาเยอะ จะตัดปัญหาอย่างไร ก็เกี่ยวกับเรื่องขยายระยะเวลา สมควรให้วางหลักมาตรา 224  ต้องจำอย่างเดียว หมายความถึงข้อเท็จจริง  ขยายตามมาตรา 223
   
     ต้องพูดถึงสองจุดคือ พฤติการณ์พิเศษ หรือ กรณีมีเหตุสุดวิสัย แต่ถ้าเถียงว่ามีหรือไม่มีพฤติการณ์พิเศษ เป็นข้อเท็จจริงทันที ต้องห้ามตามมาตรา 224  มีข้อสังเกตในชั้นฏีกาอีกว่า  มีคดีอยู่เรื่องหนึ่ง  โจทก์ฟ้องจำเลยสามแสนบาท ชั้นอุทธรณ์ก็ ศาลชั้นต้นตัดสินให้แสนบาท  ศาลชั้นต้นบอกว่าไม่อนุญาต โจทก์อุทธรณ์เพราะถือว่าไม่เป็นเหตุสุดวิสัย การอุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวกับการขยายนี้ เรื่องนี้ศาลชั้นต้นก็ให้แพ้คดีไป โจทก์ก็ต้องอุทธรณ์ขอให้เพิ่มสองแสนบาท เกินห้าหมื่นก็ไปได้ ก็งดยื่น โจทก์ก็ฏีกาต่อ ไอ้ฏีกานี่สิ จะพิจารณาทุนทรัพย์อย่างไรเพราะในชั้นฏีกาต้องดูว่าจำนวนที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์  เมื่อไม่มีอะไรเลย ฏีกานี้ที่ต้องมาประชุมใหญ่ ฉะนั้นไม่ต้องไปมอง สองแสนหนึ่งแสน อีกฝ่ายบอกไม่ได้ ตีความยิ่งกว่า อันนี้ต้องเข้าใจ  ต้องกลับไปดูทุนทรัพย์ที่แพ้คดี ต้องถือเอาทุนทรัพย์ตรงนั้นเป็นสำคัญ   
     
     เพราะฉะนั้น ในการฏีกา ก็จำหลักนี้แม่นๆ ในแวบแรกในห้องสอบ จะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง พอแวบสองมาก็ทำให้เขวแล้ว ผิดเสียเลย เพราะแวบสองมีเวลาค่อยๆคิด ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ไม่มี ก็ไปเลยก็ผิดเลย อย่างนี้ในการสังเกตก็ต้องใช้หลักตีความยิ่งกว่า ขนาดคดีหลักยังอุทธรณ์ไม่ได้เลย  แล้วคดีนี้จะอุทธรณ์ได้อย่างไร

     พวกนี้เวลาไปอ่านฏีกาเองก็สกัดฏีกาเองไม่ค่อยได้  ก็เริ่มเข้ามาแล้วพออ่านหนังสือมากๆก็เริ่มเข้ามาแล้ว ไอ้นี่ก็ไม่เกิดประโยชน์ในข้อกฎหมาย  มันจะเป็นข้อสอบทั้งหมด ชั่วโมงหน้าจะลงไปเนื่องจากเรามีเวลาอีกแค่สิบสี่ครั้ง ก็จะนำฏีกาที่เก็งๆมาพูด หลังจากนั้นก็ข้ามไปบังคับคดีที่น่าสนใจ


                                                                                   โพสโดย Genius...
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปคำบรรยาย สัมมนาวิแพ่ง สมัย 63 ครั้งที่ 1,2
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2010, 12:07:12 »

ต้องขออภัยพี่ Genius เป็นอย่างสูง..ที่เข้ามาแก้ไขข้อความโดยมิได้บอกกล่าว..คือว่าคำบรรยายครั้งที่ 1 มันหายไป น้องหมอเลยเอามาโพสให้น่ะค่ะ  ::) :P :-[ :-*
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปคำบรรยาย สัมมนาวิแพ่ง สมัย 63 ครั้งที่ 1,2
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2010, 12:25:50 »

ครั้งที่ 3 วันอังคาร 7 ธันวาคม 2553
       
     ก็เป็นครั้งที่สามนะครับ เวลาผ่านไปเร็วก็พยายามอ่านหนังสือ ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ เลคเชอร์เก่าก็อ่านล่วงหน้าไปก่อน โดยเฉพาะวิแพ่งก็ต้องใช้ตัวบทเป็นหลักฏีกาก็จำเป็นต้องอ่านตัวบทเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะวิแพ่งสอง ที่ไม่มีจำหน่ายที่เนฯ ก็ดูแล้วที่ปรับปรุงไปพยายามเขียนให้มากที่สุดตัวบทใช้ในกรณีไหน การขาดนัดพิจารณา โดยเฉพาะคดีมโนสาเร่ เหมือนจะทำความเข้าใจยากแต่ต้องนำตัวบทเป็นหลักเช่นไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา ก็แบ่งเป็นคู่ความมาทั้งสองฝ่าย ถ้าวันนั้นจำเลยมาฝ่ายเดียว 193 ก็มีวรรคแรกทั้งกรณีที่ทั้งสองฝ่ายมาศาล จำเลยมาศาลโจทก์มาศาล ดีกว่า การอ่านไปโดยไม่มีตัวบท พวกนี้มันง่าย ก็จะปรับปรุงได้อ่านสบายขึ้น ทีนี้เรามาพูดต่อ เรามาไล่ตั้งแต่ตัวบทอันแรก เราไปได้สวยแต่อาจจะเร็วสักนิดหนึ่ง ก็พยายามยึดตัวบทให้พิจารณาเป็นหลักใหญ่เกี่ยวกับการขยายระยะเวลา คราวที่แล้วพยายามนึกเปิดหาฏีกาให้เจอ 684/2535
       
     คดีเกี่ยวกับสิทธิด้วยครอบครัว ตามมาตรา 224 วรรคสอง คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว เวลาเราพูดว่าคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ทางตำราไม่ค่อยมีแต่ในคำพิพากษาฏีกา ก็คือคดีที่ตามคำฟ้องมีประเด็นโดยตรงที่ขอให้รับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิหน้าที่ในการโต้แย้งสิทธิในสัมพันธ์ในทางครอบครัว ก็คือ 684/2525 คดีนี้ฟ้องจำเลยให้รับผิดในฐานะทายาทของผู้ตายก็ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทจำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่ใช่บุตรจึงไม่ต้องรับผิด จากจำเลยในฐานะบุตรของผู้ตาย จำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่ใช่บุตรจึงไม่ต้องรับผิด คดีประเภทนี้มีประเด็นโดยตรงที่ศาลต้องวินิจฉัยก่อนว่าเป็นบุตรหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าให้รับผิดจึงเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวเพราะมีประเด็นที่โต้แย้งในสัมพันธ์ในทางครอบครัวว่าเป็นบุตรหรือไม่ เราเอาที่คำฟ้องเป็นหลักมันไม่เหมือนคดีที่โจทก์ตั้งรูปเรื่องในฐานะผู้จัดการทรัพย์มรดก ถึงแม้มีประเด็นโดยตรงตามคำฟ้องว่าโจทก์ที่เป็นทายาทแม้จะโต้เถียงว่าโจทก์ได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดก แม้ประเด็นว่าโจทก์เป็นทายาทหรือไม่ ก็ไม่เกี่ยวกับการโต้แย้งสิทธิเกี่ยวกับสัมพันธ์ในทางครอบครัว ข้ออ้างที่อาศัยเป็นแหล่งของข้อหา แต่ลำดับเป็นคดีฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกไม่เกี่ยวกับสิทธิในทางครอบครัว 2497 ออกมา เวลาเราอธิบายก็อธิบายตามคำฟ้องว่า ในคดีนี้โจทก์เป็นทายาทขอแบ่งจากจำเลย ผู้จัดการมรดก
       
     อีกประเด็นคือ 229 ประเด็นในการยื่นอุทธรณ์ทำไมเราต้องมีคำว่ายื่น เมื่อนึกตัวบทนึก 229 เราไม่ต้องนึก 223 เพราะมันคือการอุทธรณ์ ถ้าพูดถึงบทบัญญัติยื่นอุทธรณ์การอุทธรณ์ใช้ 223 หลักเกณฑ์ 225 อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้กับคู่ความอีกฝ่ายมาวางพร้อมอุทธรณ์นั้นเวลาจำตัวบทก็ไม่ต้องไปจำมากมาย และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินมาบังคับไม่ใช่กฎหมายที่จะให้ทำหรือไม่ให้ทำก็ได้ เป็นกฎหมายที่บังคับแก่คู่ความผู้อุทธรณ์จะต้องปฏิบัติโดยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาล เราต้องจำก่อนว่าเงินค่าธรรมเนียม ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้โอกาสยกไปด้วยจำง่ายๆเลย การยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล  197 199 การได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลมันจะรวมไปถึงเงินที่ต้องนำมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์หรือไม่

      เงินที่มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์มีตัวเดียวคือเงินค่าธรรมเนียหมใช้แทนเวลาเราดู เราต้องจำว่าเป็นการใช้ที่สุด หรือไม่ 161 เป็นเงินตามมาตรา 161 ซึ่งจะเกิดก็ต่อเมื่อศาลกำหนดให้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดใช้แทนอีกฝ่ายหนึ่ง ชดใช้ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ถ้าไม่ได้กำหนดให้มีการชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นอันพับไป ก็ไม่เกิดขึ้นอุทธรณ์ก็ไม่ต้องนำมาวาง เงินนี้ก็ต่างกับเงินค่าธรรมเนียมศาลใช้แทน อุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือและต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นตรงนี้เวลาเราเอาไปยื่นต้องเสียเงินอีกตัวคือ ค่าขึ้นศาล ก็เสียร้อยละสองตามตารางท้ายวิแพ่ง เป็นเงินคนละตัวกับเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนดูให้ดีเป็นคนละตัวกัน

     ตัวแรกเป็นสิ่งที่คู่ความต้องนำมาใช้ในการอุทธรณ์ตาม 229 และ 149 คู่ความฝ่ายใดเป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณา ต้อง เสียค่าขึ้นศาลตามตารางสอง ที่บังคับให้คู่ความต้องเสียนอกเหนือจากสามประการนี้ไม่ต้องเสีย ในอัตราร้องละสองตามตารางหนึ่งวิแพ่งเงินประการที่สองที่ต้องวางเหตุซึ่งจะต้องใช้เงินคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง นักศึกษาก็มักจะสับสนเรื่องเงินสองตัว กฎหมายบังคับให้ต้องเสียมันมีอัตราอยู่ตามตาราง  156 มาจับ การยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเราก็จะนำมาวางศาลพร้อมกันด้วย ประการต่อมาเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนเราจะใช้บังคับต่อเมื่อการอุทธรณ์นั้นกระทบต่อคำพิพากษาของศาล แม้ศาบชั้นต้นจะกำหนดค่าธรรมเนียมใช้แทนก็ไม่ต้องมาวาง  ไม่ต้องไปอ่านอะไรมากมาย แยกแยะเงินตรงนี้ให้ได้ ตัวบทแต่ละเรื่องก็สามารถทำความเข้าใจได้ โดยเฉพาะข้อสอบวิแพ่งเราก็ต้องนึกสิ่งที่เราเคยอ่านเงินค่าธรรมเนียมซึ่งใช้แทนเราบังคับเฉพาะกรณีที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษา แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนก็ไม่ต้องมาวางเช่น การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์หรือฏีกา ถ้าศาลชั้นต้นไม่อนุญาต คู่ความก็มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยาย  คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ขยาย อยู่บังคับ 224 และ 248 ห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ดูที่ไหน ดูที่คำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษา ผู้อุทธรณ์ ก็ให้อุทธรณ์ภายในระยะเวลา การอุทธรณ์ในเรื่องการขยายระยะเวลาก็ต้องตกอยู่ 224 หรือ 248 การอุทธรณ์ต้องตกอยู่ใน 249 ปัญหาคือ คำสั่งเช่นว่านี้เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่

     คำตอบเห็นชัดๆว่าไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จะบอกว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นก็ไม่ได้จะบอกว่าคดีนั้นอยู่ในอำนาจอุทธรณ์ของอุทธรณ์หรือฏีกาก็ได้ ฏีกาที่พูดถึงนี้ไม่อยากให้ไปจำ เพราะเป็นฏีกาที่แย้งกับหลักวิธีพิจารณา คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยาย เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ คำตอบคือไม่เป็นเพราะ หนึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว สองไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฏีกาเพราะยังไม่มีการรับ เรื่องดังกล่าวจะนำมาตรา 226 วรรคท้ายมาบังคับไม่ได้ ดูมาตรา 226 ขีดเส้นใต้คำว่ารับฟ้อง เพราะมาตรา 1 อนุสาม บัญญัติไว้ให้รวมถึงฟ้องอุทธรณ์และฟ้องฏีกาด้วย ดูนะ ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์หรือศาลฏีกา เหตุที่ไม่นำมาตรานี้มาใช้เพราะคำฟ้องตามมาตรา 226 อนุมาตรา 2 มันจึงมีลักษณะที่แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่าคำฟ้องในที่นี้หมายถึงคำฟ้องในศาลชั้นต้นเท่านั้น
       
      ต้องเป็นคำฟ้องเริ่มต้นคดีในศาลชั้นต้นไม่รวมถึงคำฟ้องอุทธรณ์หรือคำฟ้องฏีกา ตามนิยามมาตรา 1 อนุมาตรา 3 เพราะข้อความตามตัวบทแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น เวลาเราเขียนตอบอย่างนี้ก็จะสุดยอด เพราะคำฟ้องในที่นี้มีความหมายที่ปรากฎข้อความให้เห็นเป็นอย่างอื่น อาจารย์คิดไม่ออกก็จะมาดูที่นิยาม ไม่รวมถึงฟ้องอุทธรณ์หรือฟ้องฏีกา จึงไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลใด และเป็นคำสั่งตาม 223 ซึ่งคู่ความอุทธรณ์ฏีกาต่อไปได้ ตามบทบัญญัติเรื่องอุทธรณ์และฏีกา
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปคำบรรยาย สัมมนาวิแพ่ง สมัย 63 ครั้งที่ 1,2
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2010, 12:26:27 »

      ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการขยายระยะเวลาต้องวางเงินตาม 229 หรือไม่คำตอบคือไม่ต้องวางเพราะไม่มีผลกระทบต่อความพิพากษาที่ตนแพ้คดี จึงไม่ต้องวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน 1811/2547 ญ อธิบายได้ชัดๆเลยว่าไม่จำเป็นต้องเป็นประชุมใหญ่
       
     8969/2549 ก็เดินตามมา
       
     เรื่องนี้ต่างจากคำขอให้พิจาณาคดีใหม่ ไม่ว่าเพราะขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ไม่เกี่ยวกับคำพิพากษาเลย แต่ต้องนำเงินตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดมาวาง อุทธรณ์ตัวหนึ่งแต่เราต้องนำเงินอีกตัวหนึ่งมาวางศาล ฉะนั้นการอุทธรณ์คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ จงใจหรือไม่ มันมีผลกระทบโดยตรงเพราะถ้าศาลอุทธรณ์อนุญาตให้พิจาณาคดีใหม่ อุทธรณ์คำขอให้พิจาณาคดีใหม่ ต้องนำเงินมาวาง
         
     แม้เป็นคำขอต่างหากจากคำพิพากษาเดิมที่ให้ตนแพ้คดี แต่เมื่อมีผลกระทบต่อคำพิพากษา กล่าวคือ  หากศาลอุทธรณ์เห็นด้วยว่ามีเหตุให้อนุญาติพิจารณาคดีใหม่ คำพิพากษาที่แพ้คดีโดยขาดนัดจะมีผลยกเลิกไปในตัว ดังนั้นผู้อุทธรณ์จึงต้องปฏิบัติตาม 229 คือนำเงินนั้นมาวางศาลด้วย
       
     ต่างจากศาลชั้นต้นสั่ง ที่ไม่เกี่ยวกับอนุญาตให้พิจาณาคดีใหม่หรือไม่ เช่น ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษา เมื่อศาลยกก็ไม่ต้องนำเงินมาวางเพราะถ้าศาลเห็นด้วยก็ยกย้อนให้พิจารณาใหม่ ยังไม่ถึงขั้นที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตอาจจะเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายก็ได้ คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ยื่นเกินกำหนดหรือบรรยายไม่ครบหลักเกณฑ์คำสั่งไม่ชอบ ถ้าศาลเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ชอบ
       
     ประการต่อมา 229 มีกระทบต่อคำว่าเงิน เป็นระเบียบวิธีพิจารณา การเชื่อมโยงกับตัวบทอ้างอิงกัน ถ้าสอดคล้องกันความคิดท่านถูก วิแพ่งวิอาญาก็ศึกษาอย่างนี้จะช่วยทักษะในการตีความ ดูมาตรา 234 ตอนออกจะวนเวียนอยู่อย่างนี้
       
     234 เป็นบทบัญญัติสำคัญอีกอัน คือ ถ้าศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ คือ มาตรา 234 บัญญัติไว้เฉพาะ อย่านำมาตรา 18 มาจับ เพราะเราถือว่าการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ทางแก้มีทางเดียวคือ 234 เท่านั้นทางอื่นไปไม่รอด
       
     ศาลฏีกาบอกเรื่องนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อหลีกเลี่ยง 234 ศาลไม่รับวินิจฉัย ทางแก้ก็ต้องใช้ 234 ทางเดียวเมื่อศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ อาจยื่นคำร้องเป็นคำขอต่อศาลชั้นต้นและนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ( ไม่มีคำว่าเงินเลย ก็คือค่าฤชาธรรมเนียมตาม 229 นั่นเอง เป็นเงินตัวเดียวกัน ) มีความหมาย เช่นเดียวกับ เงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายกรณีที่กฎหมาย กำหนด มีนัยยะที่อธิบายได้ดังนี้ 234 กำหนดเงื่อนไขการอุทธรณ์คำสั่ง ภายใน 15 วัน เงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษานั้น เราอุทธรณ์แล้วศาลชั้นต้นไม่รับนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ชำระหนี้เงิน
       
     เงินที่ต้องชำระไม่มีก็ไม่ต้องมาวาง เงินที่ต้องชำระหรือนำเงินมาชำระตามคำพิพากษานั้น สิ่งที่เราอุทธรณ์มีทั้งส่วนหนี้การกระทำและหนี้เงิน ถ้าศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์เราก็ต้องปฏิบัติตาม 224
       
     หนึ่ง ยื่นภายในสิบห้าวัน
       
     สอง นำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล
         
     สาม นำเงินที่เป็นหนี้เงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางทั้งหมด  ถ้าเป็นหนี้กระทำการในส่วนนั้นมาวางไม่ได้ ก็ไม่ต้องวาง
       
     ถ้าไม่นำเงินมาวางก็ต้องหาประกันให้ไว้ต่อศาล ตรงนี้นี่เองขยายคำว่าค่าฤชาธรรมเนียมคือ นำเงิน 229 มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์แล้ว ถ้าศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ก็ไม่ต้องนำมาวางอีก เราไม่ต้องนำเงินมาวางตาม 224 อีกเพราะมันจะซ้ำซ้อนกัน
       
     แต่ถ้าไม่ได้วางตาม 229 เราไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลอย่างนี้พอเราอุทธรณ์ตาม 234 เพราะเป็นคำสั่งไม่รับ กรณีเช่นว่าเราต้องนำค่าธรรมเนียมมาวางด้วย อาจหาประกันมาวางตามเงินที่ชำระตามคำพิพากษาด้วย
       
     จับตัวบทแม่นๆ สำหรับความสัมพันธ์ 229 กับ 234 เงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ใช้แทน กับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง คือเงินเดียวกันคือเงินตาม 161 จำนวนมากน้อยเท่าไหร่ดู 169 เมื่อเป็นตัวเดียวกัน นำเงินเช่นว่านี้มาวางศาลหากอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์อีกก็ไม่ต้องนำเงินมาวางแล้ว เพราะเป็นการวางซ้ำซ้อนกัน ไม่ต้องวางอีกตาม 234 แล้ว
       
     ประการที่สองถ้าไม่มีการวางตาม 229 ก็ชำระเป็นเงินก็ได้ ถ้าไม่ ก็หาประกันมาให้ไว้ต่อศาล ก็คือครอบคลุมไปถึงค่าฤชาธรรมเนียมกับเงินที่ต้องชำระ หาประกันหากไม่มีการวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนตาม 229 ก็ต้องหาประกันมาวางสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงได้ด้วย สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงได้ด้วย สำหรับเรื่องนี้ ขอพาดพิงถึง 234 ดูเหมือนว่าจะวางหลักใหม่ จะต้องจำข้อเท็จจริงเพราะมันขึ้นอยู่กับรูปคดีที่ขึ้นมา
       
     คือ 2580/2551   เอาเสียก่อนว่าฏีกาฉบับนี้มีผลเท่ากับ กลับฏีกาแต่เดิมมาก 1109/2535 6921/2543 และ 3199/2547 กลับสามตัวเลยข้อเท็จจริงนัยยะอย่างเดียวกัน
       
     ฏีกา2580/2551 ฏีกานี้พาดพิงมาถึง 234 ว่าเรื่องนี้เวลาอุทธรณ์อุทธรณ์อย่างไร โจทก์จำเลยยื่นอุทธรณ์พร้อมขยายมาด้วยต้องมี สองอย่างประกอบกัน พอศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปตามชั้นศาล มีคำร้องขอขยายอย่างเดียวแล้วศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตไม่ให้ขยาย ก็อุทธรณ์ไปหนึ่งเดือน ฏีกาฉบับนี้มีการยื่นอุทธรณ์พร้อมขยาย ก็สั่งว่าไม่อนุญาตก็ไม่มีเหตุให้รับอุทธรณ์เช่นเรื่องนี้เกิดขึ้นได้เมื่ออุทธรณ์นั้นยื่นเมื่อพ้นกำหนด เรื่องนี้ทางปฏิบัติต้องระมัดระวัง วันนั้นเป็นครบกำหนด เช่นเราขยายระยะเวลาการวางเงิน สมมุติอุทธรณ์ครบกำหนด 29 เรายื่นพร้อมขอขยายระยะเวลาวางเงิน ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตให้ขยาย ศาลจะสั่งในอุทธรณ์ ว่าคู่ความมีระยะเวลาที่ดำเนินการได้ ในวันนี้
       
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
Re: สรุปคำบรรยาย สัมมนาวิแพ่ง สมัย 63 ครั้งที่ 1,2
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2010, 12:27:08 »

     ถ้าไม่วางก็เป็นอุทธรณ์ไม่ชอบ ศาลต้นจึงไม่รับอุทธรณ์ได้ 234 ก็เกิดขึ้น ถ้าผู้อุทธรณ์เข้าทาง 234 ปัญหาไม่มี แต่ถ้าเป็นอุทธรณ์คำร้องขยายระยะเวลาการวางเงิน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตได้ ฏีกาตรงนี้การที่เราอุทธรณ์คำสั่งตรงนี้ เราอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ถึงขนาดเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบ ซึ่งแต่เดิมเวลาเรามอง จะมองกันด้วยเหตุสองประการคือ เป็นสิทธิคู่ความเลือกตัวหนึ่งตัวใดก็ได้ การที่จะอุทธรณ์คำสั่งไม่รับ เป็นผลต่อเนื่อง ก็อุทธรณ์ตาม 223 การไม่อุทธรณ์คำสั่งไม่รับในกรณีหลังหาทำให้คำสั่งในการขยายถึงที่สุดไม่ เพราะเป็นสิทธิของคู่ความ ในการเลือก
       
     ฏีกาใหม่บอกไม่ได้ การที่ยื่นขยาย ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยาย และสั่งไม่รับอุทธรณ์ กรณีนี้ คู่ความต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมิฉะนั้นจะเป็นการหลีกเลี่ยง การที่ผู้อุทธรณ์อุทธรณ์เฉพาะคำสั่งไม่ขยายจึงต้องถือว่าเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวโดยชอบ โดยศาลล่างทั้งสอง 2580/2551 ก็ต้องจำและใช้ในทางปฏิบัติ
       
     ถามว่าถูกต้องหรือไม่ในควาเห็นอาจารย์ ด้วยความเคารพ ไม่เห็นด้วย เพราะหลักที่วางไว้มาแต่เดิมนั้น มีเหตุผลที่อธิบายได้ คือการอุทธรณ์คำสั่งศาลตาม 223 เป็นระบบให้สิทธิเมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ห้าม คู่ความย่อมอุทธรณ์ได้ ก็ขึ้นอยู่ว่าเลือกอะไร ถ้าเลือกอุทธรณ์ขยายก็เลือกได้ตาม 223 ประกอบ 229 ถามว่าฏีกาเรื่องนี้ออกสอบได้หรือไม่ ขอให้มีอีกสักฏีกา สักตัวสองตัวมาเดินตามสิครับ น่าจะออกสอบได้
       
     ในทางปฏิบัติเราก็เผื่อขาดเผื่อเหลือ ทำตามก่อนหรือไม่ก็ยื่นอุทธรณ์ ก่อนครบกำหนด อย่าไปอุทธรณ์ ในวันสุดท้าย เพราะไม่ใช่ความผิดของศาลหากแต่เป็นการบกพร่องของคู่ความที่ไม่ได้ใช้ระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาของศาลชั้นต้น ไม่อาจถือว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่ขยายระยะเวลาได้ ตาม มาตรา 23 มีอีกตัวหนึ่งเกี่ยวกับพระธรรมนูญศาลยุติธรรม เมื่อคราวที่แล้วให้เรื่องค่าธรรมเนียมศาล

     1555-1558/2553   อันนี้น่าออกสอบเพราะเป็นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับทุนทรัพย์ว่าอยู่อำนาจในศาลใด กับสิทธิอุทธรณ์
       
     เท่าที่อาจารย์พูดไปสามชั่วโมงเรื่องอุทธรณ์ฏีกาก็น่าจะอยู่ในสามชั่วโมงนี้แหละ คำพิพากษาฏีกาตัวนี้อธิบายได้ดี ในเรื่องเขตอำนาจศาลที่รับคำฟ้องการพิจารณาสิทธิอุทธรณ์ฏีกา
       
     เรื่องกันส่วนหรือเฉลี่ยทรัพย์เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ไม่ได้หมายว่า การดำเนินกระบวนพิจารณา ไม่มีบัญญัติให้ต้องมีคำพิพากษาสองนายเป็นองค์คณะคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์คือคำร้องใดๆที่ยื่นต่อศาลนั้น ในการพิจาณาคดี เฉลี่ยทรัพย์คนเดียวก็ได้  การพิจารณาสิทธิอุทธรณ์กับเขตอำนาจศาลเป็นคนละอัน
       
     การยื่นฟ้องสัญญากู้ สามฉบับ ฉบับละสามแสนบาท รวมสามครั้งเป็นเงินเก้าแสนบาท คดีนี้ยื่นฟ้อง ศาลแขวง ศาลแขวงบอกไม่ได้ การพิจารณาจำนวนทุนทรัพย์อำนาจศาลแขวงหรือไม่ เมื่ออ้างว่ากู้เงิน ต่างครั้งกัน สามเวลาต่างกัน ศาลแขวงบอกไม่ได้ จำนวนทุนทรัพย์อยู่ในอำนาจศาลจังหวัด พอไปยื่นศาลจังหวัดศาลจังหวัดก็บอกไม่ได้ต้องพิจารณาเป็นรายฉบับ ก็คิดอย่างนี้เนื่องจากนำหลักการพิจารณาสิทธิอุทธรณ์ไปใช้
       
      ปัญหาคือคำสั่งของศาลจังหวัดชอบหรือไม่ จะต้องเอาทุนทรัพย์มารวมกันเพื่อคิดเป็นอำนาจของศาล หรือ คิดรายฉบับ  เวลาพิจารณาสิทธิอุทธรณ์สัญญากู้ แน่นอนนำจำนวนทุนทรัพย์มารวมกัน แล้วจะสั่งฟ้องศาลแขวงได้หรือไม่

     คำตอบอยู่ในฏีกา คือต้องพิจารณาจำนวนทุนทรัพย์เป็นรายสำนวนเรื่องนี้สุดท้ายฟ้องเป็นรายๆแล้วนำมารวมกัน เกินศาลแขวง คำสั่งของศาลแขวงก็ไม่ชอบ คือยื่นฟ้องศาลแขวง สัญญาแต่ละฉบับไม่เกินแสนบาทแต่ พอรวมแล้วเกิน สามแสน   หมดเวลาคราวหน้าอาจารย์จะพูดในเรื่องมาตรา 223 เอาประเด็นสักสองสามประเด็น

                                                      - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
บันทึกการเข้า

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
 

อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ | สอบสวน | เงินกู้ | สินเชื่อ

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.153 วินาที กับ 21 คำสั่ง