ไทยจัดจ์

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Facebook Page thaijudge

ข่าว:

ไทยจัดจ์ ปรึกษากฎหมายฟรี กระดาน ถาม ตอบ กระทู้ ปัญหา กฎหมาย ชุมชน กฎหมาย เนติบัณฑิต นิติศาสตร์ นิติกร ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ติว เตรียมสอบ เนติบัณฑิต ตั๋วทนาย อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ปรึกษากฎหมายฟรี สมัครสมาชิกจึงมองเห็นไฟล์แนบ วิธีสมัครสมาชิก ตั้งกระทู้ ค้นกฎหมาย ค้นฎีกา  

ผู้เขียน หัวข้อ: ธงคำตอบเนติบัณฑิต กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 2 สมัยที่ 62 ปีศึกษา 2552  (อ่าน 20158 ครั้ง)

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
ธงคำตอบเนติบัณฑิต  กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สมัยที่ 62 ปีการศึกษา 2552
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายล้มละลาย ระบบศาลและพระธรรมนูญศาลยุติธรรม วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม 2553
ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 09, 2010, 22:27:53 โดย admin »
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายล้มละลาย ระบบศาลและพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
ในการสอบภาคสอง สมัยที่ 62 ปีการศึกษา 2552
วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม 2553
คำถาม 10 ข้อ ให้เวลาตอบ 4 ชั่วโมง (14.00 น. ถึง 18.00 น.) ให้ยกเหตุผลประกอบคำตอบด้วย

ข้อ 1 นายเอกมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดลำปาง นายโทมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ นายเอกซึ่งเป็นลูกจ้างของนายโทได้ขับรถยนต์บรรทุกสินค้าของนายโทในทางการที่จ้างด้วยความประมาท เลินเล่อชนท้ายรถยนต์ของนายตรีได้รับความเสียหายเป็นเงิน 400,000 บาท และนายจัตวาซึ่งนั่งมาในรถได้รับบาดเจ็บเสียค่ารักษาพยาบาลไปเป็นเงิน 320,000 บาท โดยเหตุละเมิดรถชนกันเกิดที่จังหวัดเชียงราย นายตรีและนายจัตวาจึงเป็นโจทก์ร่วมกันฟ้องนายเอกเป็นจำเลยที่ 1 และนายโทเป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลจังหวัดลำปาง ขอให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ทั้งสองต่างเรียกร้องค่าเสียหายเป็นคนละส่วนแยกต่างหากจากกัน จึงไม่มีอำนาจฟ้องรวมกันมาในคดีเดียวกัน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่สองมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดลำปาง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลนี้ ที่ศาลจังหวัดลำปางรับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองไว้พิจารณาไว้จึงไม่ชอบ
ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นหรือไม่


ธงคำตอบ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี หมายความว่า ต้องมีส่วนได้เสียร่วมกันในมูลเหตุอันเป็นรากฐานแห่งคดีนั้น โดยถือหนี้อันเป็นมูลของคดีเป็นสาระสำคัญ คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดจากมูลละเมิดที่เกิดขึ้นในคราวเดียวกัน แม้ว่ามูลค่าความเสียหายของโจทก์ทั้งสองจะแยกจากกันได้ก็ตาม โจทก์ทั้งสองย่อมมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี จึงอาจฟ้องคดีนี้ร่วมกันที่ศาลจังหวัดลำปางรับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองไว้พิจารณาจึงชอบแล้ว ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ( คำพิพากษาฎีกาที่ 1120/2535 )
โจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดอันเนื่องมาจากการเป็นลูกจ้างนายจ้างกัน จึงเป็นกรณีที่มูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้องต่อศาลที่จำเลยคนหนึ่งคนใดมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดลำปางต่อศาลจังหวัดลำปางได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 5 ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น (คำพิพากษาฎีกาที่ 1078/2526 )

บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
ข้อที่ 2 นายเอกฟ้องนายโทเป็นจำเลยต่อศาล ขอให้รื้อถอนกันสาดหน้าต่างตึกแถวของนายโทส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของ นายเอก นายโทให้การว่า กันสาดหน้าต่างตึกแถวอยู่ในเขตที่ดินของตน ขอให้ยกฟ้อง ชั้นพิจารณา นายเอกและนายโทไม่ติดใจสืบพยาน โดยตกลงท้ากันว่า ให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินตรงกันสาดหน้าต่างตึกแถวว่าอยู่ในเขตที่ดินของนายเอกหรือไม่เป็นข้อแพ้ชนะ เจ้าพนักงานที่ดินได้รังวัดแล้วผลปรากฏว่ากันสาดไม่ได้อยู่ในที่ดินของนาย เอก ศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้อง คดีอยู่ในระยะเวลาอุทธรณ์ นายเอกถึงแก่กรรมโดยยังไม่ทันได้ยื่นอุทธรณ์ ก่อนระยะเวลาอุทธรณ์สิ้นสุดลง นายตรีบุตรนายเอกได้ยื่นฟ้องนายโทขอให้รื้อถอนกันสาดหน้าต่างตึกแถวดังกล่าว ออกไปจากที่ดินเป็นคดีใหม่ นายโทให้การว่า ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน ขอให้ยกฟ้อง
ให้วินิจฉัยว่าข้อต่อสู้ของนายโทฟังขึ้นหรือไม่


ธงคำตอบ
นายตรีเป็นบุตรของนายเอกจึงเป็นผู้สืบสิทธิ์ของนายเอกโจทก์ในคดีก่อน การที่นายตรีมาฟ้องนายโทซึ่งเป็นคนเดียวกับจำเลยในคดีก่อน ถือว่าโจทก์และจำเลยในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกับคดีก่อน (คำพิพากษาฎีกาที่ 3962/2547 , 7600/2544 ) เมื่อประเด็นที่ได้วินิจฉัยในคดีก่อนกับประเด็นในคดีนี้ก็คือประเด็นเดียวกันว่า กันสาดหน้าต่างตึกแถวของนายโทรุกล้ำที่ดินของนายเอกหรือไม่ โดยในคดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามคำท้าของคู่ความว่ากันสาดไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินของนายเอก กรณีย่อมถือว่าประเด็นพิพาทแห่งคดีว่า กันสาดหน้าต่างตึกแถรุกล้ำที่ดินของนายเอกหรือไม่ ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อนแล้ว (คำพิพากษาฎีกาที่ 3957/2546 , 3174/2541 ) นายตรีฟ้องคดีนี้ขณะคดีก่อนอยู่ในระยะเวลาอุทธรณ์ คดีก่อนยังไม่ถึงที่สุด จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 แต่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม มาตรา 144 (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 7720/2542)
ข้อต่อสู้ของนายโทว่าเป็นฟ้องซ้ำฟังไม่ขึ้น แต่ข้อต่อสู้ว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำฟังขึ้น

บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
ข้อ 3 โจทย์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาซื้อขายข้าว ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบข้าวตามสัญญาซื้อขายข้าวดังกล่าวแก่โจทก์ และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ไม่สามารถส่งมอบข้าวแก่ผู้ซื้อสองราย รายละ 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ด้วย ในระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวแก่โจทก์โดยให้ จำเลยส่งมอบข้าวตามฟ้องให้แก่โจทก์ในระหว่างพิจารณา โจทก์จึงทำสัญญาขายข้าวให้แก่ผู้ซื้ออีกหลายราย แต่ต่อมาก่อนจำเลยส่งมอบข้าวตามฟ้องให้แก่โจทก์ตามคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถส่งมอบข้าวให้แก่ผู้ซื้อดังกล่าวได้เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย อีกเป็นเงิน 3,000,000 บาท โจทก์จึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งแรก ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสีย หายแก่โจทก์เพิ่มเติมอีกเป็นเงิน 3,000,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นมูลหนี้ที่มีลักษณะอย่างเดียวกันกับฟ้องเดิมซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้ และต่อมาหลังการชี้สองสถานแล้วโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งที่สอง โดยขอแก้ไขคำขอบังคับท้ายคำฟ้องจากเดิมที่ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 1,000,000 บาท เป็น 2,000,000 บาท โดยอ้างว่าพิมพ์ผิดพลาด จำเลยยื่นคำคัดค้านคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองครั้ง
ให้วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องทั้งสองครั้งได้หรือไม่


ธงคำตอบ
การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องครั้งแรก ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเพิ่มเติมขึ้นอีกจำนวนเป็นเงิน 3,000,000 บาท นั้น เป็นการกล่าวอ้างมูลคดีที่เกิดขึ้นภายหลังโจทก์ฟ้องคดีแล้ว ดังนั้น แม้มูลคดีตามคำฟ้องเดิมกับคำฟ้องแก้ไขเพิ่มเติมจะมีลักษณะอย่างเดียวกัน แต่มูลคดีเกิดขึ้นคนละคราวไม่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งหากจะฟังว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องแก้ไขเพิ่มเติมก็เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังจากโจทก์ฟ้องคดีเดิมแล้ว ถือไม่ได้ว่าคำฟ้องแก้ไขเพิ่มเติมของโจทก์เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง( ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 5016-5017/2550 )
ส่วนการแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งที่สอง ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจาก 1,000,000 บาท เป็น 2,000,000 บาท นั้น โจทก์ได้บรรยายคำฟ้องถึงค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวที่โจทก์ต้องชดใช้แก่ผู้ซื้อสองราย รายละ 1,000,000 บาท ไว้แล้ว โดยมิได้บรรยายคำฟ้องว่าประสงค์เรียกร้องให้จำเลยรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าวเพียงรายเดียว ตามพฤติการณ์จึงเห็นได้ว่า โจทก์มีเจตนาขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเสียหายทั้งสองรายรวม 2,000,000 บาท มาตั้งแต่ต้นแล้ว หากแต่มีการพิมพ์คำขอบังคับท้ายคำฟ้องผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป ต้องถือว่าเป็นการผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อย โจทก์ย่อมขอแก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้องได้ แม้ภายหลังวันชี้สองสถานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 180 จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องดังกล่าวได้ ( ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 408/2508 และฎีกาที่ 821/2540 )
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
ข้อ 4 โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 600,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ศาลยกฟ้อง ศาลชั้นต้นให้โจทก์นำพยานมาสืบก่อน ก่อนถึงวันนัด จำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลมีคำสั่งว่า รอไว้สั่งวันนัด ถึงวันสืบพยาน โจทก์มาศาล ส่วนจำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว โจทก์นำพยานเข้าสืบได้ 2 ปาก แล้วแถลงหมดพยาน คงติดใจอ้างสำนวนคดีแพ่งของศาลอื่น และขอให้ศาลยืมสำนวนคดีดังกล่าวมา ศาลอนุญาตโดยให้เลื่อนไปนัดฟังคำพิพากษาอีก 1 เดือน เพื่อรอสำนวนที่โจทก์อ้าง ก่อนวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยมาศาล ขอนำพยานของจำเลยเข้าสืบตามข้อต่อสู้และจำเลยได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้ว ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาต จำเลยโต้แย้งคำสั่งศาลไว้ ต่อมาศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยอุทธรณ์ว่า
(ก) จำเลยมิได้ขาดนัดพิจารณาเพราะจำเลยได้ยื่นคำร้องเลื่อนคดีไว้แล้ว
(ข) คำสั่งศาลที่ไม่อนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ให้วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อฟังขึ้นหรือไม่


ธงคำตอบ
( ก ) การที่จำเลยไม่มาศาลในวันสืบพยาน แม้จำเลยจะได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีไว้ก่อนวันนัด แต่เมื่อถึงวันสืบพยาน ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี จึงเป็นกรณีที่จำเยไม่มาศาลในวันสืบพานและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200วรรคหนึ่ง ซึ่งตาม มาตรา 204 บัญญัติให้ศาลพิจาณาและชี้ขาดตัดสินไปฝ่ายเดียว การที่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไปเพราะเหตุจำเลยขาดนัดพิจารณาจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ( เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 1841/2538 )
( ข ) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 206 วรรคสี่ (1) คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณามาศาลระหว่างพิจารณาฝ่ายเดียวมีสิทธินำพยานของตนเข้าสืบได้หากมาศาลยังไม่พ้นกำหนดเวลาที่จะนำพยานเข้าสืบ การที่จำเลยมาศาลภายหลังที่โจทก์สืบพยานบุคคลเสร็จสิ้นแล้ว แม้โจทก์ยังติดใจอ้างสำนวนคดีแพ่งของศาลอื่นและอยู่ระหว่างการขอยืมสำนวน ก็ถือว่าจำเลยมาศาลเมื่อพ้นเวลาที่จะนำพยานของตนเข้าสืบ จำเลยจึงไม่มีสิทธินำพยานของตนเข้าสืบตามข้อต่อสู้ ( คำพิพากษาฎีกาที่ 250/2501 ) คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบจึงชอบด้วยกฎหมาย
อุทธรณ์ของจำเลยทั้ง ข้อ ( ก ) และ ( ข ) ฟังไม่ขึ้น
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
ข้อ 5 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าตึกแถวซึ่งมีค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท ขอให้ขับไล่จำเลยและให้ชำระค่าเสียหายนับแต่วันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าจน ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากสถานที่เช่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 60,000 บาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เต็มตามฟ้องส่วนจำเลยขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำร้องมิได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่าหากศาลได้นำคดีขึ้นพิจารณาใหม่จำเลยอาจเป็นฝ่าย ชนะคดีได้อย่างไร ตามมาตรา 199 จัตวา ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ขอให้รับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยมิได้นำค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์
ให้วินิจฉัยว่า (ก) ศาลชั้นต้นจะสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้ได้หรือไม่
(ข) คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยชอบหรือไม่


ธงคำตอบ
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยพร้อมกับเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ถือได้ว่าเป็นคดีไม่มีทนทรัพย์ส่วนหนึ่งกับคดีมีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่งปนกันมา การที่จะอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้หรือไม่ ต้องแยกจากกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยมีอัตราค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท ในส่วนเรื่องขับไล่จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224วรรคสอง ส่วนในเรื่องค่าเสียหายปรากฏว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์มีจำนวนเพียง 40,000 บาท ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ในเรื่องค่าเสียหายเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นไม่ชอบที่จะสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ ( เทียบคำพิพากษาที่ 1203/2549 และ 3005/2551 )
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ซึ่งบัญญัติบังคับให้ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้น ใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นตลอดจนการอุทธรณ์คำสั่งอื่นๆ ของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยโดยขอให้ศาลอุทธรณ์รับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป ซึ่งหากศาลอุทธรณ์เห็นชอบด้วยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลย ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยไว้พิจารณาและมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดีเท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยในชั้นนี้ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม มาตรา 229 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ ( เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 756/2550 และ 4921/2550 )
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
ข้อ 6 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าที่ดินของโจทก์ ขอให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินกับให้จำเลยรื้อถอนบังกะโลของ จำเลยที่ปลูกสร้างบนที่ดินของโจทก์และให้ใช้ค่าเสียหายจนกว่าจำเลยจะขนย้าย และรื้อถอนบังกะโลดังกล่าวออกไป จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาเช่าและโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาเช่ากันใหม่ ภายหลังสัญญาเช่าเดิมสิ้นสุดลงแล้ว ต่อมาในระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ว่าโจทก์ได้นำหินและดินมากองปิดกั้นกับปักหลักทำรั้วลวดหนามปิดทางเข้าออกที่ดินและบังกะโล ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนกองหิน กองดินและรั้วลวดหนามออกไปจากทางเข้าออกที่ดินและบังกะโลดังกล่าวเพื่อคุ้ม ครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างพิจารณาให้เข้าออกที่ดินและบังกะโลได้ โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องโดยอ้างว่า (ก) จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณาตามกฎหมายได้
(ข) คำร้องของจำเลยไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะอนุญาต
ให้วินิจฉัยว่า คำคัดค้านของโจทก์ฟังขึ้นหรือไม่


ธงคำตอบ
(ก) การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 264 คู่ความฝ่ายใดจะร้องขอก็ได้ จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาได้ คำคัดค้านข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ( คำพิพากษาฎีกาที่ 1463/2514 และ 2580/2527 )
(ข) การขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 264 จะต้องเป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันในคดีนั้นได้รับความคุ้มครองไว้ในระหว่างพิจารณาจนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา และคำขอนั้นต้องอยู่ในคำฟ้อง คำขอท้ายคำร้อง หรือคำให้การหรือฟ้องแย้ง แล้วแต่กรณี มิฉะนั้นเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น จะขอคุ้มครองไม่ได้ ดังนั้น กรณีตามปัญหา โจทก์ฟ้องจำเลยว่าจำเลยผิดสัญญาเช่า จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาเช่าและโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาเช่ากันใหม่ภายหลงสัญญาเช่าเดิมสิ้นสุดลงแล้ว ประเด็นที่พิพาทกันจึงมีว่า จำเยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ และโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาเช่ากันใหม่ภายหลังสัญญาเช่าเดิมสิ้นสุดหรือไม่ แต่ที่จำเลยร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณานั้น เป็นเรื่องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนกองหิน กองดินที่โจทก์นำมากองไว้และรื้อถอนลวดหนามที่โจทก์ปักไว้นั้นออกไปจากทางเข้าออกบังกะโลที่จำเลยเช่าจากโจทก์ คำขอของจำเลยจึงไม่ใช่ประโยชน์ที่เกี่ยวกับข้อต่อสู้หรือข้อเถียงตามคำให้การของจำเลย เป็นเรื่องนอกขอบเขตหรือนอกประเด็นตามคำให้การของจำเลย จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จำเลยจะขอคุ้มครองประโยชน์ตาม มาตรา 264 ได้ ศาลต้องยกคำร้อง คำคัดค้านข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ( คำพิพากษาฎีกาที่ 258/2549 )
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
ข้อ 7 นายเอกฟ้องนายโทให้ชำระหนี้จำนวน 2,000,000 บาท ศาลพิพากษาให้นายเอกชนะคดีเต็มตามฟ้อง คดีถึงที่สุด แต่เมื่อครบกำหนดตามคำบังคับแล้วนายโทไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา นายเอกจึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินมี โฉนดหนึ่งแปลงและแหวนเพชรหนึ่งวงโดยอ้างว่านายโทเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินได้ราคา 1,000,000 บาท และแหวนเพชรได้ราคา 1,000,000 เช่นกัน การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้นลง ปรากฎว่า
(ก) นายตรียื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและการยึดที่ดินโดยอ้างว่านายตรี เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายโทอีกคดีหนี่งซึ่งศาลพิพากษาตามยอมให้นายโท จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายตรีตามสัญญาจะซื้อจะขาย ที่มีต่อกัน คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว
(ข) นายจัตวายื่นคำร้องขอรับเงินจำนวน 1,000,000 บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดแหวนเพชร โดยอ้างว่า นายจัตวาเป็นเจ้าของแหวนเพชรแต่ฝากนายโทไว้ เงินจำนวนนี้จึงต้องคืนให้แก่นายจัตวา
ศาลไต่สวนแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องของนายตรี และนายจัตวา
ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดและการยึดที่ดินตามคำร้องของนายตรี กับจ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาทที่ได้จากการขายทอดตลาดแหวนเพชรให้แก่นายจัตวาหรือไม่


ธงคำตอบ
(ก) แม้สิทธิของนายตรีตามสัญญาจะซื้อจะขายเป็นเพียงบุคคลสิทธิ แต่เมื่อมีคำพิพากษารองรับสิทธิก็ถือได้ว่า นายตรีเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1300 นายตรีจึงเป็นบุคคลภายนอกซึ่งอาจร้องขอให้บังคับเหนือที่ดินแปลงนี้ได้ และย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 โดยสามารถยื่นคำร้องภายหลังการขายทอดตลาดแล้วได้ ศาลจะต้องมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดและการยึดที่ดิน ( เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 3690/2546 )
(ข) นายจัตวาเป็นเจ้าของแหวนเพชรมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยการยึดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 288 แต่ต้องยื่นคำร้องก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะนำออกขายทอดตลาด เมื่อนายจัตวามิได้ใช้สิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าว สิทธิของนายจัตวาย่อมหมดไป ส่วนเงินจำนวนหนึ่งล้านบาทที่ได้จากการขายทอดตลาดแหวนเพชรก็มิใช่ทรัพย์สินที่เข้าแทนที่แหวนเพชรของนายจัตวาในฐานะนิตินัย นายจัตวาจึงไม่มีสิทธิขอรับเงินจำนวนนี้ อีกทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ต้องอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติมาตรา 288 ศาลจะต้องมีคำสั่งยกคำร้องของนายจัตวา ( เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 2244/2536 )
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
ข้อ 8 บริษัทร่ำรวย จำกัด มีผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปี ในปี 2549 มีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ 150,000,000 บาท เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2549 บริษัทร่ำรวยจำกัดได้กู้ยืมเงินจากนายสำเร็จซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ 10,000,000 บาท เพื่อนำมาใช้เป็นเงินหมุนเวียนของบริษัท ต่อมาเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2550 บริษัทร่ำรวยจำกัด ได้ชำระหนี้กู้ยืมให้นายสำเร็จเป็นเงิน 5,000,000 บาท หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2550 บริษัทร่ำรวยจำกัดถูกเจ้าหนี้รายหนึ่งฟ้องเป็นคดีล้มละลายและศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทร่ำรวยจำกัด เด็ดขาด ปรากฎว่ามีเจ้าหนี้มาขอรับชำระหนี้รวมเป็นเงิน 200,000,000 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการชำระหนี้เงินกู้ระหว่างบริษัทร่ำรวย จำกัด ลูกหนี้กับนายสำเร็จ โดยให้นายสำเร็จคืนเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 115 นายสำเร็จยื่นคำคัดค้านว่าได้ให้บริษัทร่ำรวย จำกัด ลูกหนี้กู้ยืมเงินโดยสุจริตเพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียนให้กิจการของลูกหนี้ดำเนินต่อไปได้ อีกทั้งบริษัทร่ำรวยจำกัด ลูกหนี้ชำระคืนให้แก่ตนเกิน 3 เดือนก่อนมีการขอให้ล้มละลาย ขอให้ยกคำร้อง ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการชำระหนี้เงินกู้ระหว่างบริษัทร่ำรวย จำกัด ลูกหนี้กับนายสำเร็จ โดยให้นายสำเร็จคืนเงิน 5,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้
ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่


ธงคำตอบ
บริษัทร่ำรวย จำกัด มีผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่องหลายปี โดยในปี 2549 มีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ 150,000,000 บาท และเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทร่ำรวย เด็ดขาด ปรากฏว่ามีเจ้าหนี้มาขอรับชำระหนี้รวมเป็นเงิน 200,000,000 บาท ดังนั้นการที่บริษัทร่ำรวย จำกัด ได้ชำระหนี้กู้ยืมให้แก่นายสำเร็จเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2550 ถือได้ว่าเป็นการกระทำใดๆ ซึ่งบริษัทร่ำรวย จำกัด ลูกหนี้ได้กระทำโดยมุ่งหมายให้นายสำเร็จเจ้าหนี้ได้เปรียบเจ้าหนี้อื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 115 วรรคหนึ่ง นายสำเร็จเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทร่ำรวย จำกัด จึงเป็นบุคคลภายในของลูกหนี้ตามคำนิยามในมาตรา 6 บริษัทร่ำรวยจำกัดถูกฟ้องขอให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2550 การที่บริษัทร่ำรวย จำกัดลูกหนี้ได้ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่นายสำเร็จเจ้าหนี้ซึ่งเป็นบุคคลภายในของลูกหนี้ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2550 จึงเป็นการกระทำใดๆซึ่งลูกหนี้ได้กระทำในระหว่างระยะเวลา 1 ปี ก่อนมีการขอให้ล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบที่จะมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องและศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนการชำระหนี้นั้นได้ตามมาตรา 115 วรรคสอง (คำพิพากษาฎีกาที่ 3465/2551 )
อนึ่งการเพิกถอนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 115 นั้นไม่ต้องคำนึงถึงความสุจริตของเจ้าหนี้ผู้ถูกเพิกถอน (คำพิพากษาฎีกาที่ 6934/2543) และเป็นไปโดยผลของคำพิพากษา ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลให้เพิกถอนก็ยังถือว่าเป็นการชำระหนี้โดยชอบอยู่ กรณียังถือไม่ได้ว่ามีการผิดนัดนับแต่วันยื่นคำร้องอันเป็นเหตุให้เจ้าหนี้ผู้ได้รับชำระหนี้ต้องรับผิดในเรื่องดอกเบี้ย (คำพิพากษาฎีกาที่ 2375/2532)
ดังนั้นการที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการชำระหนี้เงินกู้ระหว่างบริษัทร่ำรวย จำกัด ลูกหนี้กับนายสำเร็จเจ้าหนี้ โดยให้นายสำเร็จคืนเงิน 5,000,000 บาท แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ชอบแล้ว แต่ที่ศาลมีคำสั่งให้คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้นไม่ชอบ ศาลต้องมีคำสั่งให้คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่คำสั่งเพิกถอนการชำระหนี้จนกว่าชำระเสร็จ
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
ข้อ 9. ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัท เอ จำกัด ลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผน ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน โดยมีนายเก่งเป็นผู้บริหารแผน ผู้บริหารแผนได้ซื้อรถยนต์กระบะจากนายรวย จำนวน 1 คัน ราคา 400,000 บาท มาใช้ในกิจการของลูกหนี้ ตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ โดยตกลงชำระค่ารถยนต์ภายในกำหนด 3 เดือน ครั้นครบกำหนดแล้วลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ นายรวยจึงยื่นฟ้องลูกหนี้ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน ขอให้ชำระหนี้ค่ารถยนต์ดังกล่าว ผู้บริหารแผนยื่นคำให้การว่าโจทก์จะต้องนำหนี้ค่ารถยนต์ไปยื่นคำขอรับชำระ หนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จะนำมาฟ้องเป็นคดีแพ่งหาได้ไม่ และขณะนี้ลูกหนี้ยังอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ การฟ้องคดีของโจทก์จึงตกอยู่ภายใต้บังคับของสภาวะพักการชำระหนี้ เมื่อโจทก์ยังมิได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากศาลล้มละลายกลาง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ตามคำให้การของผู้บริหารแผนฟังขึ้นหรือไม่
ธงคำตอบ
หนี้ที่ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย มาตรา 90/26 และมาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นหนี้ซึ่งแห่งหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แต่หนี้ค่ารถยนต์ของนายรวยเป็นหนี้ที่เกิดภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว จึงไม่ตกอยู่ภายใต้บทบัญญัติดังกล่าว แต่หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่ผู้บริหารแผนก่อขึ้นเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการ ตามมาตรา 90/62(1) เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ นายรวยจึงมีอำนาจฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้
สภาวะพักการชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย มาตรา 90/12(4)ที่ห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น บังคับเฉพาะกรณีที่มูลแห่งหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน แต่หนี้ค่ารถยนต์ที่นายรวยนำมาฟ้องลูกหนี้เป็นหนี้ที่ผู้บริหารแผนก่อให้เกิดขึ้นอันเป็นหนี้ที่ภายหลังศาลเห็นชอบด้วยแผนแล้ว จึงไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องโดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลล้มละลายกลางก่อนแต่อย่างใด (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 3195/2549)
ข้อต่อสู้ตามคำให้การของผู้บริหารแผนจึงฟังไม่ขึ้น
บันทึกการเข้า

admin

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • คะแนนความดี: 5
  • กระทู้: 159
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
ข้อ10 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334ซึ่งระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6,000 บาท ต่อศาลจังหวัดตราด โดยนายธรรมผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดตราดจ่ายสำนวนคดีแก่นายแดงผู้ พิพากษาจังหวัดตราด นายแดงพิจารณาคดีจนแล้วเสร็จและนัดฟังคำพิพากษา นายแดงเห็นว่าควรพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท เนื่องจากไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นายแดงนำสำนวนไปปรึกษานายธรรม นายธรรมตรวจสำนวนแล้วเห็นว่าไม่ควรรอการลงโทษ แต่ต้องยอมเห็นด้วยกับนายแดงและลงลายมือชื่อร่วมกันทำคำพิพากษา โดยนายธรรมได้ทำความเห็นแย้งว่าควรลงโทษจำคุก 1 ปี และไม่รอการลงโทษ
ให้วินิจฉัยว่า นายธรรมมีอำนาจร่วมทำคำพิพากษาหรือไม่ และมีอำนาจทำความเห็นแย้งหรือไม่


ธงคำตอบ
ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจพิจารณาคดีอาญาซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จะลงโทษจำคุกเกิน 6 เดือนหรือปรับเกิน 10,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอ่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 25(5) การที่นายแดงเห็นควรว่าควรลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ซึ่งเป็นการลงโทษเกินอำนาจผู้พิพากษาคนเดียว และเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้เกิดขึ้นระหว่างการทำคำพิพากษาตามมาตรา 29 , 31(2) นายธรรมผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาและมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วยหลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง (3) นายธรรมจึงมีอำนาจร่วมทำคำพิพากษาและทำความเห็นแย้งได้ ( คำพิพากษาฎีกาที่ 5943/2548 )
บันทึกการเข้า

patcha_12

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 1
  • กระทู้: 19
    • ดูรายละเอียด
ขอบคุณมากน่ะค่ะ :-* :-*
บันทึกการเข้า

AkekungZ17

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 25
    • ดูรายละเอียด
ขอบคุณมากครับ

คงผ่านยาก -*-
บันทึกการเข้า

มังกร

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 3
  • กระทู้: 24
    • ดูรายละเอียด
ตกอีกตามเคย......... :-X
บันทึกการเข้า

tumlaw

  • Newbie
  • *
  • คะแนนความดี: 0
  • กระทู้: 31
    • ดูรายละเอียด
บันทึกการเข้า

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
 

อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ | สอบสวน | เงินกู้ | สินเชื่อ

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.156 วินาที กับ 23 คำสั่ง