ไทยจัดจ์

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Facebook Page thaijudge

ข่าว:

ไทยจัดจ์ ปรึกษากฎหมายฟรี กระดาน ถาม ตอบ กระทู้ ปัญหา กฎหมาย ชุมชน กฎหมาย เนติบัณฑิต นิติศาสตร์ นิติกร ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ติว เตรียมสอบ เนติบัณฑิต ตั๋วทนาย อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ปรึกษากฎหมายฟรี สมัครสมาชิกจึงมองเห็นไฟล์แนบ วิธีสมัครสมาชิก ตั้งกระทู้ ค้นกฎหมาย ค้นฎีกา  

ผู้เขียน หัวข้อ: ธงคำตอบเนติบัณฑิต วิธีพิจารณาความอาญา สมัยที่61  (อ่าน 13416 ครั้ง)

KominterN

  • Full Member
  • ***
  • คะแนนความดี: 14
  • กระทู้: 120
  • ☭★RevolutionisT★☭
    • MSN Messenger - cadet1988@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
ข้อ 1. นายอาทิตย์รับรถจักรยานยนต์จำนวน 2 คัน ไว้จากนายเสาร์ในคราวเดียวกัน รถจักรยานยนต์คันหนึ่งเป็นของนายจันทร์ อีกคันหนึ่งเป็นของนายอังคาร หลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์ นายอาทิตย์รับรถจักรยานยนต์ของนายพุธไว้จากนายเสาร์อีก 1 คัน ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับนายอาทิตย์ในข้อหารับของโจรรถจักรยานยนต์ทั้งสามคันในวันเดียวกัน และยึดรถจักรยานยนต์ทั้งสามคันดังกล่าวเป็นของกลางได้พร้อมกัน พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอาทิตย์เฉพาะข้อหารับของโจรรถจักรยานยนต์ของนายจันทร์ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกนายอาทิตย์ 2 ปี นายอาทิตย์อุทธรณ์ ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นายอังคารและนายพุธต่างเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอาทิตย์ข้อหารับของโจรรถจักรยานยนต์ของตนอีกคนละคดีต่อศาลชั้นต้น
ให้วินิจฉัยว่า นายอังคารและนายพุธมีอำนาจฟ้องนายอาทิตย์หรือไม่


ธงคำตอบ

กรณีของนายอังคาร นายอาทิตย์รับรถจักรยานยนต์ของนายจันทร์และนายอังคารไว้ในคราวเดียวกันอันเป็นการกระทำความผิดฐานรับของโจรกรรมเดียว เมื่อนายอาทิตย์ถูกพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจนศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษไปแล้ว แม้คดีที่นายอังคารยื่นฟ้องนายอาทิตย์ โจทก์จะเป็นคนละคนกับคดีของพนักงานอัยการ และคดีของพนักงานอัยการอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ก็ตาม ก็ถือว่าศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องนายอาทิตย์ในคดีดังกล่าวไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของนายอังคารย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) เพราะเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับคดีของพนักงานอัยการ นายอังคารจึงไม่มีอำนาจฟ้องนายอาทิตย์ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่3116/2525, 7296/2544, 262/2550) ส่วนกรณีของนายพุธ นายอาทิตย์รับรถจักรยานยนต์ของนายพุธไว้คนละวันกับรถจักรยานยนต์ของนายจันทร์ การที่นายอาทิตย์ถูกจับในวันเดียวกันและยึดรถจักรยานยนต์ได้พร้อมกันนั้น เมื่อวันถูกจับมิใช่วันกระทำความผิด การกระทำของนายอาทิตย์ในคดีของพนักงานอัยการกับคดีของนายพุธเป็นความผิดต่างกรรมกันแม้นายอาทิตย์จะถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษในคดีของพนักงานอัยการไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของนายพุธก็ไม่ระงับไปตามมาตรา 39 (4) นายพุธจึงมีอำนาจฟ้องนายอาทิตย์ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่7028/2547)
ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2010, 23:22:10 โดย KominterN »
บันทึกการเข้า

KominterN

  • Full Member
  • ***
  • คะแนนความดี: 14
  • กระทู้: 120
  • ☭★RevolutionisT★☭
    • MSN Messenger - cadet1988@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
ข้อ 2. นายปาน อายุ 17 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นถูกจับตัวส่งพนักงานสอบสวน ก่อนเริ่มสอบปากคำ พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย ตั้งทนายความให้และแจ้งสิทธิตามกฎหมายแก่ผู้ต้องหาโดยชอบแล้ว รวมทั้งสอบถามผู้ต้องหาว่าต้องการให้มีบุคคลใดเข้าร่วมในการสอบปากคำหรือไม่ ผู้ต้องหายืนยันว่าไม่ต้องการ ในการสอบปากคำผู้ต้องหาในวันดังกล่าวจึงไม่มีนักจิตวิทยานักสังคมสงเคราะห์ และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วย เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จแล้ว ได้สรุปสำนวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น แต่พนักงานอัยการเห็นว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จึงยื่นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลในฐานความผิดดังกล่าว โดยมิได้สั่งให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดังกล่าวแก่ผู้ต้องหาเพิ่มเติมให้วินิจฉัยว่า พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนมาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่


ธงคำตอบ

การสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 134/2 ให้นำบทบัญญัติในมาตรา 133 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย เป็นความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายอันมิใช่ความผิดที่เกิดจากการชุลมุนต่อสู้ในการสอบปากคำผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี พนักงานสอบสวนจะต้องจัดให้มีนักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห์ และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วย แม้ผู้ต้องหามิได้ร้องขอหรือไม่ต้องการก็ตาม การที่พนักงานสอบสวนสอบปากคำนายปานผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี โดยไม่มีบุคคลดังกล่าวร่วมอยู่ด้วยทั้งไม่ปรากฏกรณีเร่งด่วนอย่างยิ่งซึ่งมีเหตุอันควรไม่อาจรอได้ การสอบคำให้การผู้ต้องหาจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 134/2 ประกอบมาตรา 133 ทวิ แต่ไม่ทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมด เพียงแต่ทำให้คำให้การของผู้ต้องหาไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาได้เท่านั้นตามมาตรา 134/4 วรรคสามส่วนการแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบตามมาตรา 134 นั้น เพื่อให้ผู้ต้องหาทราบว่า การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดและเพื่อให้ผู้ต้องหาเข้าใจถึงการกระทำของผู้ต้องหา โดยไม่ต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิดเมื่อพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายอันเป็นหลักแห่งความผิดแล้วก็ไม่จำต้องแจ้งข้อหาความผิดอันเกี่ยวพันกันด้วยอีก ดังนั้น แม้พนักงานสอบสวนจะไม่ได้แจ้งข้อหาความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส แต่เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ก็ถือว่ามีการสอบสวนในข้อหาดังกล่าวแล้ว พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 120 (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 3759/2550)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2010, 23:23:50 โดย KominterN »
บันทึกการเข้า

KominterN

  • Full Member
  • ***
  • คะแนนความดี: 14
  • กระทู้: 120
  • ☭★RevolutionisT★☭
    • MSN Messenger - cadet1988@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
ข้อ 3. ร้อยตำรวจโทสมชายกับพวกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนได้นำหมายค้นไปตรวจค้นที่บ้านของนายหนึ่ง ซึ่งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนเนื่องจากได้รับแจ้งว่ามีการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ด ในกระเป๋าเสื้อของนายหนึ่ง ซึ่งนายหนึ่งให้การรับว่าได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากนายสอง ร้อยตำรวจโทสมชายกับพวกจึงให้นายหนึ่งพาไปที่บ้านของนายสองซึ่งเปิดเป็นร้านขายข้าวแกงอยู่ในเขตท้องที่ของสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันแล้วร้อยตำรวจโทสมชายกับพวกจึงเข้าตรวจค้นตัวนายสองขณะที่นายสองกำลังขายข้าวแกงอยู่ภายในร้าน ซึ่งขณะนั้นมีลูกค้านั่งรับประทานข้าวแกงอยู่ โดยมิได้ไปขอหมายค้นและหมายจับจากศาลก่อนเนื่องจากเห็นว่าเป็นกรณีเร่งด่วนผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 200 เม็ด ในกระเป๋ากางเกงของนายสอง จึงได้จับกุมนายสองนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนสอบสวนและสรุปสำนวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องนายสองเสนอพนักงานอัยการ ส่วนนายหนึ่งพนักงานสอบสวนได้แยกไปดำเนินคดีต่างหากอีกสำนวนหนึ่ง ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายสองเป็นจำเลยต่อศาลในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นายสองจำเลยให้การปฏิเสธและต่อสู้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นและจับกุมโดยไม่ชอบ พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนมาโดยมิชอบ
ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายสองจำเลยฟังขึ้นหรือไม่


ธงคำตอบ

ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นตัวนายสองซึ่งต่อมาถูกฟ้องเป็นจำเลยนั้น จำเลยกำลังขายข้าวแกงอยู่ที่ร้านข้าวแกงของจำเลย ซึ่งมีลูกค้ากำลังนั่งรับประทานข้าวแกงอยู่ ดังนี้ร้านข้าวแกงของจำเลยจึงไม่ใช่ที่รโหฐานแต่เป็นที่สาธารณสถาน เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจค้นตัวจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 93 และเมื่อตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอยู่ในครอบครองของจำเลย การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดซึ่งหน้า เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ ตามมาตรา 78 (1) การตรวจค้นและจับกุมจึงชอบด้วยกฎหมาย (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่3751/2551) ข้อต่อสู้ของนายสองจำเลยฟังไม่ขึ้นการที่เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนได้ที่ร้านขายข้าวแกงของจำเลยซึ่งอยู่ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเกิดในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันทั้งสิ้น และโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดกับนายหนึ่ง ดังนั้น แม้นายหนึ่งถูกจับในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียน แต่จำเลยไม่ได้ร่วมกระทำผิดกับนายหนึ่ง การกระทำของจำเลย จึงไม่ใช่ความผิดที่เป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่างๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไปตามมาตรา 19 (3)แต่การกระทำของจำเลย ปรากฏชัดแจ้งว่าเกิดในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันตามมาตรา 18 วรรคสองประกอบมาตรา 2 (6) ที่จะเป็นผู้สอบสวน มิใช่อยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนที่สอบสวน ดังนั้น การสอบสวนคดีนี้ที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนเป็นผู้สอบสวน และสรุปสำนวนแล้วมีความเห็นควรสั่งฟ้องเสนอพนักงานอัยการนั้น จึงเป็นการสอบสวนโดยมิชอบ พนักงานอัยการ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตาม มาตรา 120 (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 756/2550) ข้อต่อสู้ของนายสองจำเลยฟังขึ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2010, 23:25:18 โดย KominterN »
บันทึกการเข้า

KominterN

  • Full Member
  • ***
  • คะแนนความดี: 14
  • กระทู้: 120
  • ☭★RevolutionisT★☭
    • MSN Messenger - cadet1988@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
ข้อ 4. คดีที่ 1 พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลจังหวัดตลิ่งชัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 จำเลยให้การปฏิเสธ ผู้พิพากษา 2 คน คือนายนเรศกับนายนรา ร่วมกันเป็นองค์คณะพิจารณาคดีหลังจากสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้ว นายนเรศเห็นว่าจำเลยมีความผิด ควรลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน ส่วนนายนราเห็นว่าจำเลยไม่มีความผิดและควรพิพากษายกฟ้อง ในที่สุดศาลก็มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือนโดยมีนายนเรศและนายนราลงชื่อในคำพิพากษา แต่นายนราได้ทำความเห็นแย้งกลัดไว้ในสำนวนว่า จำเลยไม่มีความผิดและควรยกฟ้องคดีที่ 2 โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2552 ว่า จำเลยได้ยักยอกเงินโจทก์ไปจำนวน 40,000บาท โดยโจทก์รู้ว่าจำเลยยักยอกเงินไปเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2551 ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ในชั้นพิจารณา จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลเห็นว่า คดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีขาดอายุความ จึงพิพากษายกฟ้อง
ให้วินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลทั้งสองคดีดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่



ธงคำตอบ

สำหรับคดีที่ 1 การประชุมปรึกษาเพื่อมีคำพิพากษาขององค์คณะผู้พิพากษาในคดีนี้ เมื่อปรากฏว่านายนเรศ มีความเห็นว่า จำเลยมีความผิดและให้ลงโทษจำเลย แต่นายนรามีความเห็นว่าจำเลยไม่มีความผิดและควรยกฟ้องจึงเป็นกรณีที่มีความเห็นแย้งกันเป็นสองฝ่ายและจะหาเสียงข้างมากมิได้ นายนเรศซึ่งมีความเห็นว่าจำเลยมีความผิดและให้ลงโทษจำเลยเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าต้องยอมเห็นด้วยกับนายนราซึ่งมีความเห็นว่าจำเลยไม่มีความผิดและควรยกฟ้องซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า โดยต้องพิพากษายกฟ้องและให้ความเห็นที่ว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลยเป็นความเห็นแย้ง ดังนั้น การที่ศาลถือเอาความเห็นของนายนเรศที่ว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลยเป็นคำพิพากษาและถือเอาความเห็นของนราที่ว่าจำเลยไม่มีความผิดและควรยกฟ้องเป็นความเห็นแย้งคำพิพากษาของศาล จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 184 (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 6988/2549)

ส่วนคดีที่ 2 ตามบทบัญญัติของมาตรา 185 บัญญัติบังคับให้เป็นหน้าที่ที่ศาลจะต้องพิจารณาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยไม่จำเป็นต้องยกขึ้นต่อสู้เช่นคดีแพ่ง ศาลก็มีอำนาจยกอายุความขึ้นวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ได้ ดังนั้น แม้คดีนี้จำเลยไม่ได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ และให้การรับสารภาพ แต่เมื่อคดีขาดอายุความศาลต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ คำพิพากษาของศาลจึงชอบแล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2010, 23:26:53 โดย KominterN »
บันทึกการเข้า

KominterN

  • Full Member
  • ***
  • คะแนนความดี: 14
  • กระทู้: 120
  • ☭★RevolutionisT★☭
    • MSN Messenger - cadet1988@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
ข้อ 5. พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้มีดฟันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนได้รับอันตรายสาหัส และก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กายมาแล้ว 2 ครั้ง ภายในกำหนดเวลา 3 ปีนับแต่วันพ้นโทษ จำเลยกลับมากระทำความผิดครั้งนี้ซ้ำอีก เป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 และให้เพิ่มโทษจำเลยอีกกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 กับส่งตัวจำเลยไปกักกันไว้ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัสให้จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษจำเลยอีกกึ่งหนึ่งเป็นจำคุก6 ปี และเมื่อพ้นโทษแล้วให้ส่งตัวจำเลยไปกักกันมีกำหนด 3 ปี จำเลยอุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิด
ให้วินิจฉัยว่า (ก) หากศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยจะฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดได้หรือไม่
(ข) หากศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัย พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะการกักกันเป็นว่า ไม่ส่งตัวจำเลยไปกักกัน โจทก์จะฎีกาว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัยขอให้ส่งตัวจำเลยไปกักกันได้หรือไม่


ธงคำตอบ

(ก) การพิจารณาว่าคดีใดต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 หรือไม่ ต้องพิจารณาจากกำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับ ซึ่งการเพิ่มโทษจำเลยในความผิดใดโทษที่เพิ่มขึ้นก็ย่อมรวมเป็นโทษที่ศาลจะนำไปกำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับในความผิดนั้นจึงต้องนำการเพิ่มโทษคำนวณในการใช้สิทธิฎีกาด้วย ส่วนการกักกันมิใช่โทษจำคุกเป็นแต่เพียงวิธีการเพื่อความปลอดภัยจึงนำกำหนดเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้กักกันมานับคำนวณรวมเข้ากับการจำคุกไม่ได้ตามมาตรา 219 ทวิ วรรคสองเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษจำเลยอีกกึ่งหนึ่งเป็นจำคุก6 ปี กำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เท่ากับให้ลงโทษจำคุก 6 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงได้(เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 4189/2550 ประชุมใหญ่)

(ข) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย 6 ปี และให้ส่งตัวจำเลยไปกักกันมีกำหนด 3 ปีศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าไม่ส่งตัวจำเลยไปกักกัน ถือว่าเป็นการแก้ไขมาก (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่194/2491) แม้โจทก์จะไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 และ 219 ก็ตาม แต่ตามมาตรา 219 ทวิ บัญญัติห้ามมิให้คู่ความฎีกาคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งในข้อเท็จจริงในปัญหาเรื่องวิธีการเพื่อความปลอดภัยแต่อย่างเดียว โจทก์จึงฎีกาว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัยขอให้ส่งตัวจำเลยไปกักกันอันเป็นการฎีกาในข้อเท็จจริงในปัญหาเรื่องวิธีการเพื่อความปลอดภัยแต่อย่างเดียวไม่ได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2010, 23:29:58 โดย KominterN »
บันทึกการเข้า

KominterN

  • Full Member
  • ***
  • คะแนนความดี: 14
  • กระทู้: 120
  • ☭★RevolutionisT★☭
    • MSN Messenger - cadet1988@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
ข้อ 6. พันตำรวจตรีเก่งกับร้อยตำรวจโทกล้าพบนายเขียวอายุยี่สิบปี กำลังรอขึ้นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิพันตำรวจตรีเก่งบอกร้อยตำรวจโทกล้าว่า นายเขียวหลบหนีการควบคุมหลังจากการจับกุมของตนตามหมายจับเมื่อสองวันมาแล้ว ในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกหกเดือนถึงสิบปีร้อยตำรวจโทกล้าเดินเข้าไปหานายเขียวแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแจ้งว่าต้องถูกจับ ทั้งแจ้งข้อหาดังกล่าวกับแจ้งสิทธิตามกฎหมาย จากนั้นได้จับนายเขียวนำส่งพนักงานสอบสวน ต่อมาภายในเวลาตามกฎหมายพนักงานสอบสวนนำตัวนายเขียวผู้ต้องหาไปศาลพร้อมยื่นคำร้องระบุข้อเท็จจริงดังกล่าว กับอ้างเหตุจำเป็นต้องสอบพยานอีกห้าปาก จึงขอศาลออกหมายขังผู้ต้องหาสิบสองวัน นายเขียวร้องขอศาลให้ตั้งทนายความให้และคัดค้านว่าการจับและการขอหมายขังไม่ชอบ เพราะร้อยตำรวจโทกล้าไม่ใช่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานผู้จัดการตามหมายจับและหมายจับสิ้นผลแล้ว
ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะมีคำสั่งในเรื่องของการตั้งทนายความและข้อคัดค้านของนายเขียวเกี่ยวกับการจับและการขอหมายขัง อย่างไร



ธงคำตอบ

ในเรื่องการขอตั้งทนายความ เนื่องจากคดีนี้มีอัตราโทษจำคุกกับผู้ต้องหาไม่มีทนายความ เมื่อปรากฏว่ายังไม่มีการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 และผู้ต้องหาร้องขอตามมาตรา87 วรรคแปด ศาลต้องตั้งทนายความให้นายเขียวผู้ต้องหาในเรื่องที่นายเขียวคัดค้านว่าการจับ และการขอหมายขังไม่ชอบ หลังจากศาลได้ไต่สวนฟังถ้อยแถลงของผู้ร้องและข้อคัดค้านของผู้ต้องหากับทนายความ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องแล้ว มีประเด็นต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การจับชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้ร้อยตำรวจโทกล้าไม่ใช่ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานผู้จัดการตามหมายจับ และหมายจับใช้ไม่ได้เพราะจับผู้ต้องหาตามหมายจับได้แล้วก็ตาม แต่ร้อยตำรวจโทกล้ามีอำนาจจับผู้ต้องหา กล่าวคือ มีหลักฐานตามสมควรว่าผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำความผิดอาญาจนมีการออกหมายจับแล้วและมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี เพราะเคยหลบหนีแล้ว ประกอบกับมีความจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหาได้ เพราะผู้ต้องหากำลังรอขึ้นเครื่องบิน การจับจึงชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา78 (3) ประกอบมาตรา 66 (2) และมีเหตุออกหมายขังได้ตามมาตรา 71 ประกอบมาตรา 87 การขอหมายขังชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ศาลชอบที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้ออกหมายขังผู้ต้องหาสิบสองวันตามคำร้อง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2010, 23:31:32 โดย KominterN »
บันทึกการเข้า

KominterN

  • Full Member
  • ***
  • คะแนนความดี: 14
  • กระทู้: 120
  • ☭★RevolutionisT★☭
    • MSN Messenger - cadet1988@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
ข้อ 7. โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ 550,000 บาท ตามสำเนาเอกสารสัญญากู้ท้ายฟ้อง หนี้ถึงกำหนดชำระแล้วแต่จำเลยไม่ยอมชำระหนี้ ขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยให้การว่ากู้เงินโจทก์เพียง 50,000 บาท แต่โจทก์เติมตัวเลขที่หน้าจำนวนเงินในสัญญากู้ให้เป็น 550,000 บาทโดยพลการ ทั้งคดีก็ขาดอายุความแล้วด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องให้วินิจฉัยว่า
(ก) คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าอย่างไร ฝ่ายใดมีภาระการพิสูจน์
(ข) ถ้าโจทก์มิได้ระบุต้นฉบับเอกสารสัญญากู้นั้นไว้ในบัญชีระบุพยานของโจทก์โจทก์จะนำสืบต้นฉบับเอกสารสัญญากู้ดังกล่าวให้ศาลรับฟังได้หรือไม่



ธงคำตอบ

(ก) การที่จำเลยให้การว่าโจทก์เติมตัวเลขในเอกสารสัญญากู้โดยพลการนั้น เท่ากับปฏิเสธชัดแจ้งว่าเอกสารสัญญากู้ตามฟ้องเป็นเอกสารปลอมโดยวิธีแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในเอกสารที่แท้จริง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า เอกสารสัญญากู้ตามฟ้องเป็นเอกสารปลอมโดยวิธีดังกล่าวหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ภาระการพิสูจน์ประเด็นนี้ตกแก่โจทก์ตามมาตรา 84/1 เพราะโจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างเอกสารสัญญากู้นั้นมาฟ้องจำเลย ส่วนข้อต่อสู้เรื่องอายุความนั้น จำเลยมิได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความมาในคำให้การว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตามมาตรา 177 วรรคสอง ไม่ทำให้เกิดประเด็นข้อพิพาทขึ้น

(ข) ถึงแม้โจทก์จะมิได้ระบุต้นฉบับเอกสารสัญญากู้ไว้ในบัญชีระบุพยานของโจทก์ ก็ไม่ต้องห้ามนำสืบและรับฟังตามมาตรา 88 ประกอบมาตรา 87 (2) เพราะโจทก์ได้แนบสำเนาเอกสารสัญญากู้นั้นไว้ท้ายคำฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องให้จำเลยได้ทราบมาแต่ต้นแล้วว่าโจทก์ประสงค์จะใช้เอกสารสัญญากู้ดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของโจทก์ จึงไม่จำต้องระบุเอกสารนั้นไว้ในบัญชีระบุพยานอีก(เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 901/2493)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2010, 23:32:59 โดย KominterN »
บันทึกการเข้า

KominterN

  • Full Member
  • ***
  • คะแนนความดี: 14
  • กระทู้: 120
  • ☭★RevolutionisT★☭
    • MSN Messenger - cadet1988@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
ข้อ 8. โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ในชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบพยานหลักฐานดังต่อไปนี้
(ก) โจทก์แถลงว่านายแดงผู้เสียหายได้สูญหายไปจากเหตุการณ์สึนามิ จึงขอนำสืบบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนซึ่งเจ้าพนักงานได้บันทึกปากคำของผู้เสียหายที่ให้ถ้อยคำไว้หลังเกิดเหตุว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่าเนื่องจากมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน แต่กระสุนปืนถูกอวัยวะไม่สำคัญ ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย และผู้เสียหายได้ใช้ก้อนหินขว้างไปถูกศีรษะจำเลยแตก ก้อนหินหล่นอยู่ในที่เกิดเหตุ

(ข) โจทก์นำสืบผู้เชี่ยวชาญซึ่งได้ทำการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามที่พนักงานสอบสวนได้ขอให้ตรวจคราบโลหิตที่ก้อนหินซึ่งยึดได้ในที่เกิดเหตุ โดยผลการตรวจพิสูจน์ที่ผู้เชี่ยวชาญแสดงความเห็นประกอบการเบิกความว่า เป็นหมู่โลหิตโอซึ่งตรงกับหมู่โลหิตของจำเลยที่ระบุไว้ในบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลย โดยจำเลยได้โต้แย้งว่าจำเลยไม่ได้ให้ความยินยอมในการตรวจพิสูจน์ดังกล่าว

ให้วินิจฉัยว่า ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานตาม (ก) และ (ข) ในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้หรือไม่เพียงใด



ธงคำตอบ

(ก) การนำสืบบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายแดง ผู้เสียหายเป็นการนำสืบข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่าที่บันทึกไว้ในเอกสารเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งคำบอกเล่านั้น จึงเป็นพยานบอกเล่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคหนึ่ง ซึ่งตามหลักห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า แต่กรณีนี้นายแดงได้สูญหายไป ถือได้ว่ากรณีมีเหตุจำเป็นเนื่องจากไม่อาจนำนายแดงซึ่งเป็นพยานที่รู้เห็นข้อเท็จจริงมาเป็นพยานได้และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของนายแดงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง(2) ในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ แต่ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักคำให้การชั้นสอบสวนของนายแดงซึ่งเป็นพยานบอกเล่านี้ ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนี้โดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยเว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ตามมาตรา 227/1

(ข) ตามมาตรา 131/1 วรรคหนึ่ง ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสั่งให้มีการตรวจคราบโลหิตที่ติดอยู่กับก้อนหินในที่เกิดเหตุได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยก่อนได้ เพราะไม่ใช่กรณีที่การตรวจพิสูจน์จำเป็นต้องเก็บตัวอย่างโลหิตจากร่างกายของจำเลย ดังนั้น เมื่อการตรวจพิสูจน์นั้นทำโดยผู้เชี่ยวชาญ ศาลย่อมรับฟังความเห็นและการเบิกความของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับผลการตรวจพิสูจน์นั้นเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ตามมาตรา 243
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2010, 23:35:37 โดย KominterN »
บันทึกการเข้า

KominterN

  • Full Member
  • ***
  • คะแนนความดี: 14
  • กระทู้: 120
  • ☭★RevolutionisT★☭
    • MSN Messenger - cadet1988@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
ข้อ 9. นายสมพรเป็นโจทก์ฟ้องนายสมานผู้จัดการมรดกต่อศาลจังหวัดเกาะสมุย ให้แบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินมรดกซึ่งบิดาโจทก์และจำเลยได้ทำพินัยกรรมไว้ให้แก่บุตรทั้งสองอ้างว่า จำเลยไม่ได้แบ่งให้โจทก์ตามส่วนสัดที่จะได้รับขาดไปคิดเป็นเงิน 52 ล้านบาทในการส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย คนในบ้านรับไว้แทนขณะจำเลยอยู่ต่างประเทศ เพิ่งกลับถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2552 จะครบกำหนดยื่นคำให้การในวันที่ 10 เมษายน 2552จำเลยจึงรีบไปพบทนายจำเลย เพื่อยื่นคำให้การสู้คดี แต่จำเลยไม่สามารถรวบรวมเอกสารหลักฐานให้ทนายตรวจสอบได้ เนื่องจากเอกสารเกี่ยวกับทางราชการกรมที่ดิน ทางราชการหยุดติดต่อกันหลายวันจำเลยจึงไม่อาจยื่นคำให้การได้ทันภายในกำหนดดังนั้น ขอให้ท่านทำหน้าที่ทนายจำเลย ทำคำร้องยื่นต่อศาลจังหวัดเกาะสมุย เพื่อขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การออกไปอีก 15 วัน นับแต่วันครบกำหนด ด้วยเหตุผลความจำเป็นดังกล่าวมาข้างต้น


ธงคำตอบ

คดีนี้จำเลยได้รับสำเนาคำฟ้องของโจทก์แล้ว ครบกำหนดที่จะต้องยื่นคำให้การต่อศาลภายในวันที่10 เมษายน 2552 จำเลยขอกราบเรียนต่อศาลว่า จำเลยเพิ่งกลับจากต่างประเทศ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2552จึงได้ทราบคำฟ้องซึ่งคนในบ้านได้รับไว้แทน จำเลยจึงได้ติดต่อกับทนายจำเลยในวันรุ่งขึ้น แต่โดยที่คดีนี้มีทุนทรัพย์สูงต้องได้ข้อเท็จจริงจากเอกสารทางราชการ และทางราชการหยุดติดต่อกันหลายวันจึงเป็นเวลากระชั้นชิดที่จำเลยจะรวบรวมข้อเท็จจริงและเอกสารให้ทนายยื่นคำให้การได้ทันภายในกำหนดดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอศาลได้โปรดอนุญาตให้จำเลยขยายเวลายื่นคำให้การออกไปอีก 15 วันนับแต่วันครบกำหนด ขอศาลได้โปรดอนุญาต

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2010, 23:39:05 โดย KominterN »
บันทึกการเข้า

KominterN

  • Full Member
  • ***
  • คะแนนความดี: 14
  • กระทู้: 120
  • ☭★RevolutionisT★☭
    • MSN Messenger - cadet1988@hotmail.com
    • ดูรายละเอียด
ข้อ 10. นายดำกับพวกตั้งบริษัทจำกัดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อทำกิจการค้าส่ง ต่อมานายดำประสงค์ที่จะขายหุ้นของตนจำนวนหนึ่งในบริษัทนี้ให้แก่นายแดง จึงมาขอให้ท่านจัดทำแบบฟอร์มหนังสือโอนหุ้นให้โดยนายดำจะไปกรอกข้อความเอง หุ้นที่นายดำจะขายให้นายแดงนี้เป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น
ให้ท่านจัดทำแบบฟอร์มหนังสือโอนหุ้นให้นายดำ


ธงคำตอบ

หนังสือโอนหุ้น
ทำที่.....................................
วันที่.....................................
ด้วยหนังสือฉบับนี้ข้าพเจ้า...................................................อยู่บ้านเลขที่.....................................ถนน/ซอย.......................................ตำบล/แขวง ........................ อำเภอ/เขต .....................................จังหวัด......................ได้โอนหุ้นในบริษัท.........................จำนวน..............หุ้น หมายเลขหุ้น.........ถึง..........ให้แก่............................อยู่บ้านเลขที่............................ถนน/ซอย........................................................ตำบล/แขวง ............................... อำเภอ/เขต ..................................จังหวัด.........................................

เพื่อเป็นหลักฐานในการนี้ ข้าพเจ้าได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน
ลงชื่อ .............................................. ผู้โอน
(                                            )
ลงชื่อ .............................................. ผู้รับโอน
(                                            )
ลงชื่อ .............................................. พยานรับรองลายมือชื่อ
(                                            )
ลงชื่อ .............................................. พยานรับรองลายมือชื่อ
(                                            )

(หมายเหตุ ต้องระบุหมายเลขหุ้นที่โอนและต้องมีพยานรับรองลายมือชื่ออย่างน้อย 1 คน มิฉะนั้นเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 09, 2010, 23:41:39 โดย KominterN »
บันทึกการเข้า

หมอเค้ก

  • บุคคลทั่วไป
ขอบคุณนะคะท่านชายที่เอาธงคำตอบมาแบ่งปันกัน  8)
บันทึกการเข้า

ลิงก์ผู้สนับสนุน Sponsored Links
 

อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ | สอบสวน | เงินกู้ | สินเชื่อ

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.181 วินาที กับ 24 คำสั่ง