ไทยจัดจ์

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Facebook Page thaijudge

ข่าว:

ไทยจัดจ์ ปรึกษากฎหมายฟรี กระดาน ถาม ตอบ กระทู้ ปัญหา กฎหมาย ชุมชน กฎหมาย เนติบัณฑิต นิติศาสตร์ นิติกร ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ติว เตรียมสอบ เนติบัณฑิต ตั๋วทนาย อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ปรึกษากฎหมายฟรี สมัครสมาชิกจึงมองเห็นไฟล์แนบ วิธีสมัครสมาชิก ตั้งกระทู้ ค้นกฎหมาย ค้นฎีกา  

แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - oekza101
หน้า: [1]
1  หมวดกฎหมาย / ปรึกษากฎหมายฟรี เนติบัณฑิต / ผมเขียนตอบแบบนี้ไม่ทราบว่าถูกหรือผิดครับ เมื่อ: เมษายน 14, 2010, 14:18:42
ข้อ 1.  นางอ้อมอยู่กินกับนายอุ้ยสามีโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส  มีบุตรชื่อนางสาวดาว
อายุ 18 ปี 3 เดือน นางสาวดาวกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยนิติศาสตร์ สาขานิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด นายหนึ่งบุกรุกเข้าไปลักทรัพย์ เป็นแหวนทองของนางสาวดาว
ที่นางสาวดาวซื้อมาด้วยรายได้จากการเป็นพนักงานร้านเซเว่นในวันหยุด  ดังนี้

ก. นางสาวดาวร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุ ให้ดำเนินคดีนายหนึ่งฐานบุกรุก
และลักทรัพย์ โดยนางอ้อมไม่อนุญาต และไม่ยินยอม ถ้าท่านเป็นพนักงานสอบสวนท่านจะ
ดำเนินการอย่างไร
ตอบ
ก.พนักงานสอบสวนสามารถสอบสวนกรณีผู้เยาว์เป็นผู้ร้องทุกข์ซึ่งผู้แทนโดยชอบธรรมไม่อนุญาตและไม่ยินยอมให้ร้องทุกข์ได้หรือไม่
หลักกฏหมายมาตรา 2(4) มาตรา 2(7) มาตรา5(1)
     ในข้อหาลักทรัพย์ซึ่งเป้นความผิดอาญาแผ่นดิน  พนักงานสอบสวนต้องรับคำร้องทุกข์และสอบสวนไปตามกฎหมาย
     ในความผิดบุกรุกนั้น ถ้าไม่ใช่การบุกในเวลากลสงคือนตามมาตรา 365 นั้น เป็นความผิดยอมความได้ตาม มาตรา 366 ผู้เสียหายคือเจ้าบ้านหรือผู้ครอบครอง เมื่อ นางสาวดาวเป็นเจ้าบ้านและผู้ครอบครองทรัพย์ จึงเป็นผู้เสียหายในคดีบุกรุก ตามมาตรา 2(4)
     เมื่อนางสาวดาวเป็นผู้เสียหาย ในความผิดทั้ง 2 ฐานดังกล่าว ดังนั้นนางสาวดาวจึงสามารถร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนร้องทุกข์แม้ไม่ได้รับอนุญาตและการยินยอมจากนางอ้อมมารดา เพราะไม่ใช่กรณีตาม มาตรา 5(2) ที่นางสาวดาวถูกทำร้ายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้
     ดังนั้นเมื่อนางอ้อมซึ่งเป็นผู้แทน โดยชอบธรรมซึ่งนางสาวดาวเป็นผู้อยู่ในความดูแลตาม มาตรา 5(1) ไม่อนุญาตให้ร้องทุกข์ในข้อหาบุกรุกและข้อหาลักทรัพย์ พนักงานสอบสวนก็ยังมีอำนาจสอบสวนในความผิดดังกล่าวที่นางสาวดาวร้องทุกข์ได้
     สรุป .. พนักงานสอบสวนสามารถสอบสวนในความผิดดังกล่าวที่นางสาวดาวร้องทุกข์ได้

ข. นางสาวดาวยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ดำเนินคดีนายหนึ่งข้อหาลักทรัพย์โดยนางอ้อมอนุญาต
และยินยอม ถ้าท่านเป็นศาล ท่านจะวินิจฉัยคดีนี้อย่างไร
ตอบ
ข.ศาลสามารถพิจารณาคดีซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์เป็นผู้เยาว์เป็นผู้ยื่นฟ้องต่อศาลซึ่งผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาตและยินยอมให้ยื่นฟ้องได้หรือไม่
     หลัก กฎหมายมาตรา 5(1)
แม้ผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาตและยินยอมให้ร้องทุกข์ก็ตาม ผู้เยาว์ก็ไม่สามารถฟ้องคดีได้เองเพราะตามกฎหมายแล้ว จะต้องปฎิบัติตาม กฎหมายว่าด้วยเรื่องความสามารถตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กล่าวคือต้องฟ้องคดีโดยผู้แทนโดยชอบธรรมเมื่อนางสาวดาวยังเป็นผู้เยาว์ไม่สามารถฟ้องคดีได้เอง ต้องให้นางอ้อมเป็นผู้ฟ้องคดีนี้แทน ตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องความสามารถ
    สรุป ..นางสาวดาวไม่สามารถฟ้องคดีได้เองถึงแม้นางอ้อมมารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมจะยินยอมและจะอนุญาตแล้วก็ตาม

ข้อ 2.  จำเลยออกเช็คที่จังหวัดร้อยเอ็ด จำเลยจ่ายเช็คธนาคาร ท. สาขาขอนแก่นมอบให้โจทย์
โจทก์นำเช็คไปเข้าบัญชีโจทก์ที่ธนาคาร ท. สำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพมหานครเพื่อเรียกเก็บเงิน
ธนาคาร ท. สาขาขอนแก่นปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงร้องทุกข์โดยชอบกับพนักงานสอบสวน
สถานีตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด พนักงานสอบสวนดังกล่าวได้ทำการสอบสวนเมื่อทำการสอบสวน
เสร็จแล้วก็ทำสรุปสำนวนทำความเห็นควรสั่งฟ้อง ส่งเรื่องให้อัพการจังหวัดร้อยเอ็ดฟ้องต่อศาลจังหวัดร้อยเอ็ด

ก. จำเลยโต้แย้งว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ดไม่มีอำนาจในการสอบสวนเพราะ
สถานที่ออกเช็คไม่ใช่สถานที่ซึ่งความผิดเกิด ข้ออ้างของจพเลยฟังขึ้นหรือไม่เพราะเหตุใด
ตอบ
ก.สถานที่ออกเช็คเป็นสถานที่ที่มีความผิดเกิดขึ้นหรือไม่
หลัก กฎหมายมาตรา 18วรรค3 มาตรา 19(3)
     การที่จำเลยออกเช็คเพื่อจ่ายเช็คธนาคาร ท.สาขอขอนแก่น สถานที่ออกเช็คที่จังหวัดร้อยเอ็ดถือเป็นสถานที่ความผิดเกิดขึ้นแล้ว การกระทำความผิดได้กระทำลงในท้องที่จังหวัดร้อยเอ็ดต่อเนื่องกับการกระทำความผิดที่ที่ธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงิน คือธนาคาร ท.สาขอขอนแก่น จึงเป็นความผิดต่อเนื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 19(3) พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตาม มาตรา 19วรรคสอง ดังนั้น พนักงานสอบสวนจังหวัดร้อยเอ็ดจึงมีอำนาจสอบสวนได้ตาม มาตรา 18วรรค3 (ผมเข้าใจว่าเป็นมต.นี้ไม่ทราบว่าถูกไหมช่วยคอมเม้นทีนะครับ)
     สรุป ..ดังนั้นการที่จำเลยได้โต้แย้งว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด ไม่มีอำนาจในการสอบสวนเพราะสถานที่ออกเข็คไม่ใช่สถานที่ศึ่งความผิดเกิดนั้นจึงฟังไม่ขึ้น พนักงานสอบสวนจังหวัดร้อยเอ็ดจึงมีอำนาจสอบสวนได้ตาม มาตรา 18วรรค3 (ผมเข้าใจว่าเป็นมต.นี้ไม่ทราบว่าถูกไหมช่วยคอมเม้นทีนะครับ)

ข. จำเลยอ้างว่าพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดร้อยเอ็ดเพราะไม่ใช่ศาลแห่งท้องที่
ที่ความผิดเกิด  ข้ออ้างของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด
ตอบ
ข.อัยการมีอำนาจฟ้องศาลที่จังหวัดร้อยเอ็ดหรือไม่
      หลัก กฎหมายมาตรา 18วรรค3 มาตรา 19(3) มาตรา 19วรรค2
     ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค การกระทำเริ่มตั้งแต่การออกเช็คและเป็นความผิดสำเร็จเมื่อธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงิน จึงเป็นความผิดต่อเนื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา19(3) พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวกับจ้องกับการสอบสวนได้ตาม มาตรา 19วรรค2และพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องต่อศาลในท้องที่ทำการสอบสวนได้ตาม มาตรา 22(1) ดังนั้นเมื่อจำเลยออกเช็คชำระหนี้แก่โจทย์ที่จังหวัดร้อยเอ็ด แม้ธนาคารที่ปฎิเสธการจ่ายเงินจะอยู่ในท้องที่ จังหวัดขอนแก่นก็ตาม พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ดจึงมีอำนาจสอบสวนได้ตาม มาตรา 18วรรค3 (ผมเข้าใจว่าเป็นมต.นี้ไม่ทราบว่าถูกไหมช่วยคอมเม้นทีนะครับ) และพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องต่อศาลจังหวัดร้อยเอ็ดในท้องที่ ที่ทำการสอบสวนได้
     สรุป ..การที่โจทย์ได้ร้องทุกข์กับพนักสอบสวนสถานีตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ดนั้นถือได้ว่าเป็นการพบการกระทำความผิดแล้วตามมาตรา 19วรรค2 แม้ว่าโจทย์ไม่ได้ร้องทุกข์ในท้องที่ที่ ธนาคาร ท.สาขาขอนแก่น ปฎิเสธการจ่ายเงินแต่มูลคดีเรื่องเช็คถือว่าสถานที่ออกเช็คเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดอีกแห่งหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นอัยการจึงมีอำนาจฟ้องต่อศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ประกอบ มาตรา 18 วรรค3 (ตรงบรรทัดนี้แหละความที่ผมเสียวๆว่าวิเคราะห์ผิดอีกที่)

2 ข้อนี้ผมสอบคะแนน 50 คะแนน (ไม่รู้ว่าดิบหรือสด) เพราะเช่นนั้นมันจึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องรู้ลึกรู้จริงกับเนื้อหาของ2ข้อนี้ ถ้าพี่ๆท่านใดว่างๆ รบกวนช่วยวิเคราะห์และแนะแนวทางให้กระผมทีนะครับ จะเป็นพระคุณอย่างมาก

เนื่องในวันสงกรานต์ปีนี้

ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย
และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก
ตลอดจนพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ได้โปรดดลบันดาลพระราชทานพร ให้ท่านและครอบครัวที่ตอบกระทู้นี้
จงประสบแต่ความสุข สิริสวัสดิ์ พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล
ด้วยจตุพิธพรชัย และสัมฤทธิ์ผล ในสิ่งอันพึงปรารถนา ทุกประการ


สาธุ!!     สาธุ!!    สาธุ!!
 :)    :)    :)
2  หมวดกฎหมาย / กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา / Re: ให้ผู้รู้ช่วยตอบให้หน่อยค่ะมี 2 คำถาม ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ เมื่อ: เมษายน 14, 2010, 01:33:04
ปล.สูตร ท่องจำมาตรา 18  เกิด อ้าง เชื่อ มีที่อยู่ ถูกจับ /ต่างจังหวัด กทม. จำเป็น
มาตรา 19 ไม่แน่ หนึ่ง เนื่อง หลาย หา หาย /ก.ถูกจับ ข.พบความผิด(ส่วนมากเป็นแจ้งความครับ)

ได้แบบงูๆปลาๆ แยยนี้แหละครับ คิดว่าคงช่วยเหลือได้ไม่มากก็น๊อยยย น้อยเหนอะ
 :P :P :P :P :P
3  หมวดกฎหมาย / กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา / Re: ให้ผู้รู้ช่วยตอบให้หน่อยค่ะมี 2 คำถาม ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ เมื่อ: เมษายน 14, 2010, 01:05:17
เรียบเรียงไม่เก่ง งั้นหาข้อมูลไห้หละกันนะครับ ข้อ 2 มันมาตรา 19 ครับ

มาตรา ๑๙ ในกรณีดั่งต่อไปนี้

(๑) เป็นการไม่แน่ว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่
(๒) เมื่อความผิดส่วนหนึ่งกระทำในท้องที่หนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งในอีกท้องที่หนึ่ง
(๓) เมื่อความผิดนั้นเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่างๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป
(๔) เมื่อเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรม กระทำลงในท้องที่ต่างๆ กัน
(๕) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้ต้องหากำลังเดินทาง
(๖) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้เสียหายกำลังเดินทาง
พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้
ในกรณีข้างต้นพนักงานสอบสวนต่อไปนี้ เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน
(ก) ถ้าจับผู้ต้องหาได้แล้ว คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจ
(ข) ถ้าจับผู้ต้องหายังไม่ได้ คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1579/2546
รถยนต์หายไปจากท้องที่ของสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรสาคร ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยกับพวกได้พร้อมรถยนต์ที่หายไปในท้องที่สถานีภูธรอำเภอลาดภูหลวงในข้อหาซ่องโจร ความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรจึงเป็นความผิดต่อเนื่องซึ่งกระทำลงในท้องที่ต่างๆกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19(3) พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจอำเภอเมืองจังหวัดสมุทรสาครจึงมีอำนาจสอบสวนในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรได้ เพราะเป็นสถานีตำรวจในท้องที่ที่เกี่ยวข้องกับความผิดดังกล่าว
เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยกับพวกได้พร้อมรถยนต์ในท้องที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอลาดภูหลวงในข้อหาซ่องโจรซึ่งเป็นความผิดคนละข้อหากับความผิดที่พนักงานสอบสวนสถานีภูธรอำเภอเมืองสมุทรสาครทำการสอบสวนและเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจลาดภูหลวงคงควบคุมตัวจำเลยกับพวกไว้ในข้อหาซ่องโจรต่อไปนั้น เมื่อเจ้าพนักงานสถานีตำรวจภูธรอำเภอลาดภูหลวงไม่ได้จับกุมและกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรรถยนต์ที่หายไป จึงถือไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจภูธรอำเภอลาดภูหลวงจับกุมจำเลยกับพวกในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรได้แล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรค 2 (ก) ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอลาดภูหลวง จึงไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1974/2539
ความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไปและความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตามที่โจทก์นำสืบ กับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นและข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรม กระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน รวมทั้งในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน กรุงเทพมหานครและสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งพนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคหนึ่ง(3) (4) และวรรคสอง ฉะนั้น พันตำรวจโท ว. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันในขณะเกิดเหตุ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ แต่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองถูกจับที่อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนกรณีจับผู้ต้องหาได้แล้วเช่นนี้จึงเป็นที่แน่ชัดว่าคือพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่ามะกา ซึ่งเป็นท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคสาม (ก) การที่พันตำรวจโท ว.ได้ทำการสอบสวนคดีนี้หลังจากจับจำเลยทั้งสองได้แล้ว พันตำรวจโท ว. คงเป็นพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนเท่านั้น แต่พันตำรวจโท ว.มิได้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ทั้งมิใช่กรณีที่จับผู้ต้องหายังไม่ได้อันจะถือว่าพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา19 วรรคสาม (ข) ได้ เมื่อพันตำรวจโท ว.มิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบซึ่งมีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมกับสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 140 และ 141 แม้จะดำเนินการสอบสวนต่อไปจนเสร็จ ก็ถือไม่ได้ว่าได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนโดยชอบ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4512/2530
แม้พยานโจทก์ทั้งสองปากจะมีพฤติการณ์เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลย แต่เมื่อพนักงานสอบสวนได้กันไว้เป็นพยานค่าเบิกความของพยานดังกล่าวอาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ แต่มีน้ำหนักน้อย มิใช่จะรับฟังไม่ได้เลยเสียทีเดียว และถ้าหากโจทก์มีพยานหลักฐานอื่นประกอบแล้ว ก็รับฟังลงโทษจำเลยได้
ผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีอยู่ในฐานะเป็นคู่ความ จึงมีสิทธิที่จะเรียงคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ตลอดทั้งมีสิทธิเรียงคำฟ้องอุทธรณ์และคำแก้อุทธรณ์ได้
เหตุความผิดฐานฆ่าผู้ตายเกิดที่อำเภอ ก. ถือว่าความผิดฐานใช้จ้าง วาน ให้ฆ่าผู้ตาย เกิดในท้องที่ดังกล่าวท้องที่หนึ่งด้วยและคดีได้เริ่มทำการสอบสวนตั้งแต่จับจำเลยยังไม่ได้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอ ก. ซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจย่อมเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 19 ข้อบังคับของกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดำเนินคดีอาญา เป็นเพียงระเบียบปฏิบัติภายในที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของข้อบังคับดังกล่าวหาทำให้อำนาจสั่งคดีของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอ ก. ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเสียไปไม่ การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4827/2550
สิทธิของผู้ถูกคุมขังในการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการควบคุมหรือขังโดยผิดกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90 นั้น มีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ผู้ถูกคุมขังยังถูกควบคุมหรือขังไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ตามคำร้องปรากฏว่าภายหลังจากผู้ร้องถูกควบคุมตัว พนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวผู้ร้องชั่วคราวไปแล้ว โดยให้ผู้ร้องทำสัญญาประกันไว้ กรณีจึงไม่มีการควบคุมตัวผู้ร้องในขณะยื่นคำร้องแล้ว ผู้ร้องจึงไม่อาจร้องขอตามมาตรา 90 ได้ หากการจับไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะดำเนินคดีแก่เจ้าพนักงานตำรวจที่จับผู้ร้องด้วยการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานหรือฟ้องคดีต่อศาลตามกฎหมายเรื่องนั้น ๆ ต่อไป
ทรัพย์สินซึ่งผู้ร้องกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจยึดไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายและขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานตำรวจคืนแก่ผู้ร้องนั้น ก็มิใช่กรณีที่จะยื่นคำขอมาพร้อมกับคำร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90 เช่นกัน ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นคดีนี้
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 1/2550)
4  หมวดกฎหมาย / กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา / Re: ขอคำชี้แนะ หน่อยครับ เมื่อ: เมษายน 14, 2010, 00:55:29
เซงบอดร้าง
5  หมวดกฎหมาย / กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา / Re: ขอคำชี้แนะ หน่อยครับ เมื่อ: เมษายน 13, 2010, 00:15:45
สงสัยจะเรียนไม่จบเพราะไม่มีใครฟันธง ข้อนี้ให้จิงๆ หละเนี้ย

 :-X :-X :-X :-X :-X :-X
6  หมวดกฎหมาย / กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา / ขอคำชี้แนะ หน่อยครับ เมื่อ: เมษายน 11, 2010, 04:16:16
ข้อ 2.  จำเลยออกเช็คที่จังหวัดร้อยเอ็ด จำเลยจ่ายเช็คธนาคาร ท. สาขาขอนแก่นมอบให้โจทย์
โจทก์นำเช็คไปเข้าบัญชีโจทก์ที่ธนาคาร ท. สำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพมหานครเพื่อเรียกเก็บเงิน
ธนาคาร ท. สาขาขอนแก่นปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงร้องทุกข์โดยชอบกับพนักงานสอบสวน
สถานีตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด พนักงานสอบสวนดังกล่าวได้ทำการสอบสวนเมื่อทำการสอบสวน
เสร็จแล้วก็ทำสรุปสำนวนทำความเห็นควรสั่งฟ้อง ส่งเรื่องให้อัพการจังหวัดร้อยเอ็ดฟ้องต่อศาลจังหวัดร้อยเอ็ด
ก. จำเลยโต้แย้งว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ดไม่มีอำนาจในการสอบสวนเพราะสถานที่ออกเช็คไม่ใช่สถานที่ซึ่งความผิดเกิด ข้ออ้างของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่เพราะเหตุใด
ข. จำเลยอ้างว่าพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดร้อยเอ็ดเพราะไม่ใช่ศาลแห่งท้องที่ ที่ความผิดเกิด  ข้ออ้างของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด

สถานที่ออกเช็คเป็นสถานที่ที่มีความผิดเกิดขึ้นหรือไม่
ก. การที่จำเลยออกเช็คเพื่อจ่ายเช็คธนาคาร ท. สาขาขอนแก่น สถานที่ออกเช็คที่จังหวัดร้อยเอ็ดถือเป็นสถานที่ความผิดเกิดขึ้นแล้วเพราะจำเลยทราบและเจตนาในการกระทำความผิด การกระทำผิดอาญาได้กระทำลงในท้องที่จังหวัดร้อยเอ็ดต่อเนื่องกับการกระทำผิดในท้องที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้น พนักงานสอบสวนจังหวัดร้อยเอ็ดจึงมีอำนาจสอบสวน ตาม ป.วิอ ม.19(3)

อัยการมีอำนาจฟ้องศาลที่จังหวัดร้อยเอ็ดหรือไม่
ข. การที่โจทย์ได้แจ้งความกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ดนั้นถือได้ว่าเป็นการพบการกระทำความผิดแล้ว แม้ว่าโจทย์ไม่ได้ขึ้นเงินที่ร้อยเอ็ด แต่มูลคดีดังกล่าวในเรื่องเช็ค ถือว่าสถานที่ออกเช็คเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นอัยการจึงมีอำนาจฟ้องต่อศาลร้อยเอ็ด ม.120 ประกอบ ม.19(3)



ไม่ทราบว่าผมทำถูกหรือดเปล่าอาศัยอ่านจากหลายๆเวบแล้วลองทำดูโดยอิง
คำพิพากษาฎีกาที่ 1702/2523

        จำเลยออกเช็คของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาดินแดง ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่เขตพญาไท กรุงเทพ ให้แก่โจทก์ร่วม เมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์ร่วมนำเช็คนั้นไปเข้าบัญชีที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางนา เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็ค ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาดินแดง ปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามเช็คนั้น โจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ให้ดำเนินคดีกับจำเลย โดยอ้างว่า จำเลยออกเช็คให้โจทก์ร่วมที่ตำบลสำโรงใต้ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ดังนี้ แม้ความผิดมิได้เกิดขึ้นในท้องที่ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพราะธนาคารที่ปฏิเสธการจ่ายเงินมิได้ตั้งอยู่ในเขตอำเภอนั้นก็ตาม แต่โจทก์และโจทก์ร่วมก็อ้างว่าจำเลยกระทำผิดในเขตอำเภอพระประแดง โดยออกเช็คในท้องที่นั้น ถ้าเป็นความจริงก็ถือได้ว่า การกระทำผิดอาญาได้กระทำลงในท้องที่อำเภอพระประแดงต่อเนื่องกับการกระทำผิดในท้องที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระประแดงย่อมมีอำนาจสอบสวนตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (3) พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ มีอำนาจฟ้อง และศาลจังหวัดสมุทรปราการ ย่อมมีอำนาจชำระคดีตามมาตรา 22 เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้ วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลฎีกาย้อนสำนวนไปให้พิจารณาพิพากษาใหม่ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 4-8/2523)

7  หมวดกฎหมาย / ปรึกษากฎหมายฟรี เนติบัณฑิต / Re: ขอแนวการเขียนตอบเป็นแนวทางการเขียนตอบหน่อยครับ เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 04:20:02
บอดร้าง


 :-X :-X :-X :-X
8  หมวดกฎหมาย / ปรึกษากฎหมายฟรี เนติบัณฑิต / Re: ขอแนวการเขียนตอบเป็นแนวทางการเขียนตอบหน่อยครับ เมื่อ: เมษายน 06, 2010, 16:21:22
ขอบคุณ คุณมังกรมากนะครับสำหรับแนวทางคำตอบ  :'(
 :'( :'(
แต่ผมยังไม่แตกฉานเกี่ยวกับข้อ1 ครับ

ท่านใดที่เข้ามา เสนอแนะ หรือ อธิบายเพิ่มได้นะครับ

ผมเปิดอ่านทุกชั่วโมงครับ  :-* :-* :-*

ความคิดเห็นของท่านจะเป็นพระคุณแก่คนอีกหลายคนอย่างมากครับ

9  หมวดกฎหมาย / ปรึกษากฎหมายฟรี เนติบัณฑิต / ขอแนวการเขียนตอบเป็นแนวทางการเขียนตอบหน่อยครับ เมื่อ: เมษายน 05, 2010, 11:34:20
ควรเขียนตอบยังไงถึงได้คะแนน  ขอแนวทางซัก 2 ข้อหน่อยนะครับ เขียนไปได้คะแนนน้อยทุกทีฮือ ๆ8) 8) 8)

ข้อ 1.  นางอ้อมอยู่กินกับนายอุ้ยสามีโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส  มีบุตรชื่อนางสาวดาว
อายุ 18 ปี 3 เดือน นางสาวดาวกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยนิติศาสตร์ สาขานิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด นายหนึ่งบุกรุกเข้าไปลักทรัพย์ เป็นแหวนทองของนางสาวดาว
ที่นางสาวดาวซื้อมาด้วยรายได้จากการเป็นพนักงานร้านเซเว่นในวันหยุด  ดังนี้

ก. นางสาวดาวร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุ ให้ดำเนินคดีนายหนึ่งฐานบุกรุก
และลักทรัพย์ โดยนางอ้อมไม่อนุญาต และไม่ยินยอม ถ้าท่านเป็นพนักงานสอบสวนท่านจะ
ดำเนินการอย่างไร

ข. นางสาวดาวยื่นฟ้องต่อศาลขอให้ดำเนินคดีนายหนึ่งข้อหาลักทรัพย์โดยนางอ้อมอนุญาต
และยินยอม
ถ้าท่านเป็นศาล ท่านจะวินิจฉัยคดีนี้อย่างไร


ข้อ 2.  จำเลยออกเช็คที่จังหวัดร้อยเอ็ด จำเลยจ่ายเช็คธนาคาร ท. สาขาขอนแก่นมอบให้โจทย์
โจทก์นำเช็คไปเข้าบัญชีโจทก์ที่ธนาคาร ท. สำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพมหานครเพื่อเรียกเก็บเงิน
ธนาคาร ท. สาขาขอนแก่นปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงร้องทุกข์โดยชอบกับพนักงานสอบสวน
สถานีตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด พนักงานสอบสวนดังกล่าวได้ทำการสอบสวนเมื่อทำการสอบสวน
เสร็จแล้วก็ทำสรุปสำนวนทำความเห็นควรสั่งฟ้อง ส่งเรื่องให้อัพการจังหวัดร้อยเอ็ดฟ้องต่อศาลจังหวัดร้อยเอ็ด

ก. จำเลยโต้แย้งว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ดไม่มีอำนาจในการสอบสวนเพราะ
สถานที่ออกเช็คไม่ใช่สถานที่ซึ่งความผิดเกิด ข้ออ้างของจพเลยฟังขึ้นหรือไม่เพราะเหตุใด

ข. จำเลยอ้างว่าพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดร้อยเอ็ดเพราะไม่ใช่ศาลแห่งท้องที่
ที่ความผิดเกิด  ข้ออ้างของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด
หน้า: [1]
อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ | สอบสวน | เงินกู้ | สินเชื่อ

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.206 วินาที กับ 23 คำสั่ง