ไทยจัดจ์

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Facebook Page thaijudge

ข่าว:

ไทยจัดจ์ ปรึกษากฎหมายฟรี กระดาน ถาม ตอบ กระทู้ ปัญหา กฎหมาย ชุมชน กฎหมาย เนติบัณฑิต นิติศาสตร์ นิติกร ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ติว เตรียมสอบ เนติบัณฑิต ตั๋วทนาย อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ปรึกษากฎหมายฟรี สมัครสมาชิกจึงมองเห็นไฟล์แนบ วิธีสมัครสมาชิก ตั้งกระทู้ ค้นกฎหมาย ค้นฎีกา  

แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
    Messages   Topics Attachments  

  Messages - kunchit
หน้า: [1]
1  หมวดกฎหมาย / ธงคำตอบ ผลสอบ / ธงคำตอบวิแพ่ง 65 เมื่อ: เมษายน 09, 2013, 17:08:33
http://www.mediafire.com/view/?8uqovyep7vcyb51


ที่มา : กลุ่มเนติบัณฑิตไทย


ข้อสอบปีนี้คำถามค่อนข้างยาว และมีประเด็นย่อยหลายประเด็นนะครับ...
2  หมวดกฎหมาย / ธงคำตอบ ผลสอบ / ผลเนติ 65 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2012, 14:24:29
 ::)
3  หมวดกฎหมาย / ธงคำตอบ ผลสอบ / ผลเนติ 65 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2012, 14:23:27
 ::)   ขอให้โชคดีนะครับ
4  หมวดกฎหมาย / ธงคำตอบ ผลสอบ / ธงแพ่ง 65 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2012, 10:04:14
ธงแพ่ง ภาค ๑ สมัยที่ ๖๕ ปีการศึกษา ๒๕๕๕ วิชากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ และกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา วันอาทิพตย์ที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๕
5  หมวดกฎหมาย / ธงคำตอบ ผลสอบ / ธงอาญา65 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2012, 08:44:30
ขอให้ทุกท่านโชคดนะครับ.....

 ::)    ธงคำตอบข้อสอบเนติบัณฑิต ภาค 1 สมัย 65 (อาญา)
ข้อ 1.                                                 
                                                           ธงคำตอบ

              นายใสและนายขาวเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ตรวจผลการทำงานและตรวจรับงานทำถนน ไม่ออกไปตรวจรับการก่อสร้าง แต่กลับทำเอกสารว่าตรวจรับแล้ว ผู้รับเหมาทำถนนแล้วเสร็จถูกต้องครบถ้วนตามสัญญา  ทั้้งที่ความจริงถนนที่ทำเสร็จมีความยาวเพียง 1,024 เมตร ไม่ใช่ 1,350 เมตร ตามสัญญา  การกระทำดังกล่าวเป็นการทำเอกสารเท็จ ทำให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลดีงามที่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างเกินไปจากผลงาน และทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดซื่อตรงได้ประโยชน์เป็นเงินส่วนเกินอันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย  นายใสและนายขาวจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ีทำเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162(4) และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามมาตรา 157

              นอกจากนี้ นายขาวซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ตรวจผลการทำงานและตรวจรับงานทำถนนให้องค์การบริหารส่วนตำบลดีงาม อันถือเป็นหน้าที่จัดการหรือดูแลการทำถนนนั้น  นำห้างหุ้นส่วนจำกัดซื่อตรงของนายขาวเข้าทำสัญญารับเหมาทำถนน ถือเป็นการเข้ามามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเอง เนื่องด้วยกิจการที่ตนเองมีหน้าที่จัดการหรือดูแล จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152  และการที่นายขาวแอบนำรถยนต์ขององค์การบริหารส่วนตำบลดีงามที่นายขาวมีหน้าที่จัดการดูแลรักษามาใช้ขนอุปกรณ์ทำถนนดังกล่าว จึงเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลดีงาม  นายขาวจึงมีความผิดตามมาตรา 151 ด้วย (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 9368/2552)


ข้อ 2.
                                                          ธงคำตอบ

               นายแดงตะโกนห้ามมิให้นักว่ายน้ำคนอื่นๆว่ายน้ำไปช่วยคนตกน้ำ โดยบอกว่าตนจะไปช่วยเพียงคนเดียวก็พอแล้ว ทำให้คนอื่นๆเปลี่ยนใจไม่ว่ายน้ำไปช่วย  นายแดงจึงมีหน้าที่โดยเฉพาะที่จะต้องช่วย  การไม่ช่วยโดยปล่อยให้คนตกน้ำจมน้ำตาย ย่อมเป็นการกระทำโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคท้าย จึงเป็นการฆ่าผู้อื่น  เมื่อนายแดงต้องการให้คนตกน้ำนั้นถึงแก่ความตาย แสดงว่ามีเจตนาฆ่าผู้นั้น  นายแดงจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288
               
               นายแดงเข้าใจว่านายขาวคนที่ตกน้ำคือนายเหลืองศัตรูของตน นายแดงจะยกเอาความสำคัญผิดในตัวบุคคลเป็นข้อแก้ตัวว่าไม่มีเจตนาไม่ได้ ทั้งนี้ ตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 61 บัญญัติไว้

               แม้นายขาวคนที่ตกน้ำตายจะเป็นบิดาของนายแดงก็ตาม นายแดงก็ไม่ต้องได้รับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(1) ฐานฆ่าบุพการี เพราะนายแดงไม่รู้ว่าคนที่ตกน้ำเป็นบิดาของตน ทั้งนี้ ตามที่มาตรา 62 วรรคท้าย บัญญัติไว้ว่า บุคคลจะต้องรับโทษหนักขึ้นโดยอาศัยข้อเท็จจริงใด บุคคลนั้นจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้น


ข้อ 3.
                                                          ธงคำตอบ

               นายจิตเอายาพิษใส่ในจานอาหารของนายใจ เป็นการปลอมปนอาหารเพื่อบุคคลอื่นเสพ โดยการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพของนายใจ นายจิตมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236

               เมื่อนายใจตักอาหารใส่ปากเด็กหญิงแจ๋ว นายจิตก็มีความผิดดังกล่่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236 ต่อเด็กหญิงแจ๋วด้วย โดยเป็นการกระทำโดยพลาดตามมาตรา 60

               นายจิตเอายาพิษร้ายแรงใส่ในจานอาหารของนายใจแสดงว่ามีเจตนาฆ่านายใจ เมื่อเป็นการกระทำขั้นตอนสุดท้ายในการทำให้นายใจถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อผลคือความตายของนายใจ แต่เมื่อการกระทำไม่บรรลุผล นายจิตจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่านายใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบ มาตรา 80

               นายจิตเจตนาฆ่านายใจ แต่ผลของการกระทำไปเกิดแก่เด็กหญิงแจ๋วโดยพลาด นายจิตจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าเด็กหญิงแจ๋วโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,60 ประกอบมาตรา 80 ด้วย

               การที่นายจิตสำนึกผิดพาเด็กหญิงแจ๋วไปรักษาจนปลอดภัย ไม่ใช่การกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 เพราะขณะนั้นกำลังรอรถพยาบาลจะมารับเด็กหญิงแจ๋วไปรักษาอยู่แล้ว นายจิตจึงไม่ได้รับยกเว้นโทษในความผิดฐานพยายามฆ่า (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 3688/2541)


ข้อ 4.
                                                        ธงคำตอบ

               นายขาวทำเครื่องมือสำหรับปลอมเงินตราคือเหรียญห้าบาท ซึ่งเป็นเหรียญกระษาปณ์ซึ่งรัฐบาลออกใช้ และมีเครื่องมือเช่นว่านั้นเพื่อใช้ในการปลอมเหรียญห้าบาท นายขาวจึงมีความผิดฐานทำและมีเครื่องมือทำปลอมเงินตรา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 246   เมื่อนายขาวใช้เครื่องมือดังกล่าวทำเหรียญห้าบาทขึ้นมา จึงเป็นการทำปลอมขึ้นซึ่งเงินตราเหรียญห้าบาทอันเป็นเหรียญกระษาปณ์ซึ่งรัฐบาลออกใช้  นายขาวจึงมีความผิดฐานปลอมเงินตรา ตามมาตรา 240 อีกกระทงหนึ่ง   และการที่นายขาวตั้งใจว่าจะใช้เหรียญห้าบาทนั้นไปซื้อสิ่งของ แม้จะยังไม่ทันได้ใช้ก็เป็นการมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งเหรียญห้าบาทปลอมที่นายขาวได้มาโดยรู้ว่าเป็นของปลอมอันเป็นความผิดสำเร็จแล้ว นายขาวจึงมีความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งเงินตราปลอม ตามมาตรา 244 อีกกระทงหนึ่ง  แต่นายขาวเป็นผู้กระทำความผิดฐานปลอมเงินตรา ได้กระทำความผิดฐานทำและมีเครื่องมือทำปลอมเงินตรา และฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งเงินตราปลอม  จึงเป็นกรณีที่นายขาวกระทำความผิดตามมาตราอื่นอันเกี่ยวกับสิ่งที่ตนปลอมนั้นด้วย  ต้องลงโทษนายขาวฐานปลอมเงินตรา  ตามมาตรา 240 ประกอบมาตรา 248 กระทงเดียว(เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 92/2521 ,2846/2519)


ข้อ 5.
                                                       ธงคำตอบ

                นายเก่งปีนเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางดึก โดยไม่มีผู้ใดนัดหมายหรืออนุญาตให้เข้าไป เป็นการเข้าไปโดยพลการ จึงเป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร นายเก่งมีความผิดฐานบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(3) ประกอบมาตรา 364

                นายเก่งชวนนางสาวสดออกมาจากบ้าน แม้นางสาวสดจะยินยอมมาด้วย ก็ถือเป็นการพรากผู้เยาว์ไปจากการปกครองดูแลของนายเข้มและนางเขียวบิดามารดาแล้ว แต่ไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก เพราะนายเก่งมิได้พรากนางสาวสดไปเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร เพียงแต่ต้องการหารือเรื่องการตั้งครรภ์ของนางสาวสดเท่านั้น

                นายเก่งใช้กำลังทำร้ายนางสาวสด โดยเจตนาทำให้นางสาวสดแท้งลูก เมื่อเด็กคลอดออกมาโดยไม่มีชีวิตและเป็นเหตุให้นางสาวสดถึงแก่ความตาย นายเก่งมีความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงไม่ยินยอม และเป็นเหตุให้หญิงนั้นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 303 วรรคสาม  เมื่อการทำแท้งเกิดจากการทำร้าย มิได้มีเจตนาฆ่า และเป็นเหตุให้นางสาวสดถึงแก่ความตาย นายเก่งจึงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 290 วรรคหนึ่ง อีกบทหนึ่งด้วย


ข้อ 6.
                                                       ธงคำตอบ

                กรณีที่นายจุกใช้กำลังประทุษร้ายแย่งสร้อยคอทองคำมาจากนางแต๋ว ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคหนึ่ง เพราะไม่มีเจตนาเอาสร้อยคอเป็นของตน เพียงต้องการเก็บรักษาไว้ไม่ให้นางแต๋วนำไปเล่นการพนัน (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่2188/2545)

                การที่นายจุกชกปากนางแต๋วอย่างแรงจนริมฝีปากแตก ถือว่านางแต๋วได้รับอันตรายแก่กาย นายจุกมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295  ส่วนกรณีการชกทำให้ฟันปลอมของนางแต๋วหักแตกกระจายไม่อาจใช้เคี้ยวอาหารได้นั้น เมื่อฟันปลอมเป็นเพียงทรัพย์มิใช่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย นายจุกจึงไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 297  แต่นายจุกเล็งเห็นผลได้ว่าการชกนั้นจะถูกฟันปลอม นายจุกคงมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามมาตรา 358

                ส่วนที่นายจุกเอาทรัพย์ของนางแต๋วที่อยู่ในความครอบครองของตนไปยกให้นางสาวสมร เป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต นายจุกจึงมีความผิดฐานยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก





ข้อ 7.
                                                      ธงคำตอบ

                (ก) เงินค่าเบี้ยเลี้ยงที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42(1) จะต้องเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งลูกจ้างได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตน และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น  แต่ค่าเบี้ยเลี้ยงที่บริษัทจ่ายให้นายวีร์นั้นเป็นการเหมาจ่ายรายเดือน จึงไม่เข้าลักษณะเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงที่ได้รับยกเว้นเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ดังนั้น นายวีร์จึงต้องนำเงินค่าเบี้ยเลี้ยงที่ได้รับมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย(เทียบคำพิพากษาฎีกาที่5330/2537 ,4842/2540)
                ส่วนเงินค่าเช่าบ้านที่บริษัทนายจ้างจ่ายให้ ถือเป็นประโยชน์ที่นายวีร์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้รับ อันเป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1)  ดังนั้น นายวีร์จึงต้องนำเงินค่าเช่้าบ้านมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย

                (ข) ภาษีซื้อ หมายถึงภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บ และหมายความรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เสียเมื่อนำเข้าสินค้า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1(18)(ก) จะมีสิทธิได้รับคืนต่อเมื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน เมื่อนายวีร์ได้รับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2554 ซึ่งมีผลทำให้นายวีร์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ระบุไว้ในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม  นายวีร์จึงไม่มีสิทธินำภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 70,000 บาท ที่ชำระไปในขณะนำเข้าเปียโนมือสอง ซึ่งเป็นภาษีซื้อที่เกิดก่อนที่นายวีร์จะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาขอคืนได้ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 3492/2549,10316/2550)

ข้อ 8.
                                                      ธงคำตอบ

                 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4)  นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด

                 กรณีของนายดำ การฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานครั้งแรกเป็นเรื่องลากิจไม่ถูกต้อง ส่วนการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานครั้งหลังเป็นเรื่องลาป่วยไม่ถูกต้อง เป็นคนละเรื่องกัน การฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายดำครั้งหลัง จึงมิใช่เป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน  นอกจากนี้หนังสือเตือนในการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานครั้งแรกของนายดำก็สิ้นผลบังคับไปแล้ว เพราะหนังสือเตือนมีผลบังคับได้ไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด มิใช่นับแต่วันที่นายจ้างออกหนังสือเตือน บริษัทเขียวเกษตร จำกัด จะเลิกจ้างนายดำโดยไม่จ่ายค่าชดเชยไม่ได้ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 6910/2546)

                 กรณีของนายแดง แม้การที่นายแดงร้องตะโกนด่านายจันทร์และนายอังคารจะเป็นการกระทำต่อหัวหน้างานคนละคนกัน แต่ก็เป็นการกระทำผิดในเหตุเดียวกัน การฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายแดงครั้งหลังเป็นการกระทำผิดซ้ำกับการกระทำครั้งแรก แต่หนังสือยินยอมรับผิดของนายแดงที่รับว่า นายแดงได้กระทำผิดและจะปรับปรุงแก้ไขตนเอง จะไม่กระทำผิดอีกนั้น มิใช่หนังสือเตือนของนายจ้าง  ดังนั้น แม้นายแดงจะกระทำผิดครั้งหลังภายใน 1 ปี ก็ตาม ก็ไม่ถือว่านายแดงกระทำผิดซ้ำคำเตือน ฉะนั้น บริษัทเขียวเกษตร จำกัด จะเลิกจ้างนายแดงโดยไม่จ่ายค่าชดเชยไม่ได้เช่นเดียวกัน (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 7353/2544)


ข้อ 9.
                                                        ธงคำตอบ

                  (ก) แม้กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในขณะที่นายบุญมาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อน แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายบุญมาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อนเป็นเท็จ นายบุญมาย่อมต้องห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกตำแหน่งเป็นเวลาห้าปี นับแต่วันที่ศาลวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 263 วรรคสอง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงมีคำพิพากษาให้นายบุญมาพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันได้ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ อม.3/2555)

                  (ข) แม้ไม่มีกฎหมายให้อำนาจศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาพิพากษาคดีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จในส่วนที่เป็นความผิดทางอาญาโดยชัดแจ้งก้ตาม แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 119 กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 263 วรรคหนึ่ง มีองค์ประกอบเหมือนกันและบันทึกเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหมายเหตุระบุว่า ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจวินิจฉัยคดีประเภทนี้แทนศาลรัฐธรรมนูญเพราะจะต้องพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำผิดทางอาญา (เทียบคำิพิพากษาฎีกาที่ อม.12/2551) นอกจากนี้เมื่อให้อำนาจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติยื่นคำร้องว่า นายบุญมาจงใจยื่นบัญชีฯเป็นเท็จ อันเป็นคำขอหลักหรือคำขอประธานแล้ว ในส่วนความผิดอาญาซึ่งเป็นคำขอรองหรือคำขออุปกรณ์ก็สมควรจะได้วินิจฉัยโดยศาลเดียวกัน เพื่อความสะดวกรวดเร็วไม่ลักลั่น และไม่เกิดปัญหาคำวินิจฉัยขัดกัน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษนายบุญมาในคดีส่วนอาญาได้ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ อม.4/2555)


ข้อ 10.
                                                        ธงคำตอบ

                    สัญญาจ้างก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงแรมที่เทศบาลจะทำกับบริษัท เอ จำกัด แม้จะมีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่ง ซึ่งได้แก่เทศบาล เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่โดยที่เทศบาลมิได้ประสงค์จะใช้อาคารโรงแรมเป็นเครื่องมือในการจัดทำบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตน แต่เพื่อแสวงประโยชน์ในทางธุรกิจอันเป็นกิจกรรมทางพาณิชย์ สัญญาดังกล่าวจึงมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นสัญญาทางแพ่ง ข้อโต้แย้งของเทศบาลประการแรกจึงฟังขึ้น(เทียบคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 1/2555)
   
                    แม้สัญญาที่หน่วยงานทางปกครองทำหรือจะทำกับบุคคลอื่นตามผลการประกวดราคาจะเป็นสัญญาทางแพ่งแต่ประกาศยกเลิกการประกวดราคาถือเป็นการสั่งยกเลิกกระบวนการพิจารณาคำเสนอ และเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "คำสั่งทางปกครอง" ในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 การที่บริษัทเอ จำกัด เห็นว่าประกาศยกเลิกการประกวดราคาของเทศบาลไม่ชอบด้วยกฎหมายและนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนประกาศดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมาตรา 9 วรรคหนึ่ง(1)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 บัญญัติให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ต้องฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ไม่ใช่ศาลยุติธรรม ข้อโต้แย้งของเทศบาลประการที่สองจึงฟังไม่ขึ้น
 








6  หมวดกฎหมาย / ปรึกษากฎหมายฟรี เนติบัณฑิต / Re: ธงคำตอบ เน ภาค ๒ สมัย ๖๓ เมื่อ: มีนาคม 29, 2011, 21:26:28
  :) kkumya@gmail.com..thank you
7  หมวดกฎหมาย / ปรึกษากฎหมายฟรี เนติบัณฑิต / Re: บทบรรณาธิการเนติ ภาคสอง สมัย 63 เล่มที่ 1,2,3,4,5,6,7,8 เมื่อ: มกราคม 24, 2011, 21:35:23
thank you krub
หน้า: [1]
อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ | สอบสวน | เงินกู้ | สินเชื่อ

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.118 วินาที กับ 24 คำสั่ง