ไทยจัดจ์

หมวดกฎหมาย => กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา => ข้อความที่เริ่มโดย: mourn666 ที่ กุมภาพันธ์ 03, 2010, 16:36:07



หัวข้อ: ขอคำชี้แนะ กรณีศึกษา
เริ่มหัวข้อโดย: mourn666 ที่ กุมภาพันธ์ 03, 2010, 16:36:07
ข้อเท็จจริงได้ความว่านายเสือได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้ท้องที่เกิดเหตุซึ่งอยู่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ  กล่าวหาว่า นายสิงห์ลักน้ำมันเบนซินของนายเสือ ในชั้นสอบสวน พ.ต.ท. แสง  พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้ได้สอบสวนนายสิงห์ผู้ต้องหา รวมทั้งตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำแผนที่เกิดเหตุและทำบันทึกการชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของนายสิงห์ ดังนี้ การสอบสวนชอบหรือไม่? พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องหรือไม่ ?


หัวข้อ: Re: ขอคำชี้แนะ กรณีศึกษา
เริ่มหัวข้อโดย: admin ที่ กุมภาพันธ์ 05, 2010, 10:41:50
กรณีดังกล่าวเป็นไปตาม ปวิอ.มาตรา ๑๘ อยู่แล้วนี้ครับ มิใช่ความผิดต่อเนื่องหรือเกิดหลายท้องที่ตาม ปวิอ.ม.๑๙ พนักงานสอบสวนสอบสวนชอบแล้ว อัยการย่อมมีอำนาจฟ้อง

กรณีศึกษาเกี่ยว ป.วิ.อ. ๑๙ ให้ไปดูฎีกาล่างนี้ครับ


คำพิพากษาฎีกาที่ 1702/2523

        จำเลยออกเช็คของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาดินแดง ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่เขตพญาไท กรุงเทพ ให้แก่โจทก์ร่วม เมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์ร่วมนำเช็คนั้นไปเข้าบัญชีที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางนา เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็ค ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาดินแดง ปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามเช็คนั้น โจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ให้ดำเนินคดีกับจำเลย โดยอ้างว่า จำเลยออกเช็คให้โจทก์ร่วมที่ตำบลสำโรงใต้ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ดังนี้ แม้ความผิดมิได้เกิดขึ้นในท้องที่ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพราะธนาคารที่ปฏิเสธการจ่ายเงินมิได้ตั้งอยู่ในเขตอำเภอนั้นก็ตาม แต่โจทก์และโจทก์ร่วมก็อ้างว่าจำเลยกระทำผิดในเขตอำเภอพระประแดง โดยออกเช็คในท้องที่นั้น ถ้าเป็นความจริงก็ถือได้ว่า การกระทำผิดอาญาได้กระทำลงในท้องที่อำเภอพระประแดงต่อเนื่องกับการกระทำผิดในท้องที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระประแดงย่อมมีอำนาจสอบสวนตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (3) พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ มีอำนาจฟ้อง และศาลจังหวัดสมุทรปราการ ย่อมมีอำนาจชำระคดีตามมาตรา 22 เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้ วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลฎีกาย้อนสำนวนไปให้พิจารณาพิพากษาใหม่ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 4-8/2523)

คำพิพากษาฎีกาที่ 2880/2548

        ผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับอาในเขตท้องที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรตำบลคูคต จำเลยพรากผู้เสียหายไป พาผู้เสียหายไปพักและกระทำชำเราผู้เสียหายในหลายท้องที่ต่างกัน จึงเป็นกรณีไม่แน่ว่าการกระทำความผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่ และความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป และเป็นความผิดเกิดขึ้นขณะผู้เสียหายกำลังเดินทาง พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (1) (3) (6) และวรรคสอง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลคูคตจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้

        พ. อาของผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางเขน แต่พนักงานสอบสวนไม่รับแจ้งความร้องทุกข์เนื่องจาก พ. และผู้เสียหายพักอยู่ที่บ้านในเขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรตำบลคูคต จึงเท่ากับไม่มีการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางเขน พ. จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลคูคต ต่อมาจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ที่อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลคูคต จึงเป็นพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำความผิดก่อน จึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามมาตรา 19 วรรคสาม (ข) มีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง ส่งไปพร้อมสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามมาตรา 140, 141 ได้ การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาฎีกาที่ 1204/2542

         จำเลยขับรถยนต์กระบะบรรทุกรถจักรยานยนต์ 2 คันของกลางมุ่งออกจากจังหวัดปราจีนบุรีจะข้ามไปฝั่งประเทศกัมพูชา แล้วถูกเจ้าพนักงานตำรวจทางหลวง อำเภอกบินทร์บุรี ตรวจค้นและควบคุมตัวไว้ เมื่อทราบว่าผู้เสียหายได้แจ้งความไว้แล้วที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปางว่ารถจักรยานยนต์ของกลางถูกยักยอกไป เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปางจึงเดินทางไปร่วมจับกุมจำเลยกับเจ้าพนักงานตำรวจทางหลวงอำเภอกบินทร์บุรีดังกล่าว เมื่อผู้เสียหายเดินทางมาที่ทำการตำรวจทางหลวง อำเภอกบินทร์บุรี ตรวจดูรถจักรยานยนต์ที่ถูกยึดไว้ แล้วยืนยันว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของผู้เสียหาย จึงชี้ให้จับกุมจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปางกับพวกได้ร่วมจับกุมจำเลยและได้แจ้งข้อหาให้จำเลยทราบ โดยมีเจ้าพนักงานตำรวจชั้นสัญญาบัตรของตำรวจทางหลวงและสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปางร่วมจับกุมด้วย จึงถือว่าจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปางจับกุมโดยชอบแล้วและการที่จำเลยกับพวกร่วมกันบรรทุกรถจักรยานยนต์ 2 คัน ของกลางบนรถยนต์กระบะเดินทางมาเขตอำเภอกบินทร์บุรีเพื่อจะนำไปจำหน่ายยังประเทศกัมพูชาก็เป็นการกระทำผิดฐานรับของโจรต่อเนื่องกันและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆเกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 19 (3) ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปางซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนในท้องที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุที่เกิด ทั้งยังมีเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปางเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยกับพวกในท้องที่อำเภอกบินทร์บุรีด้วย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปางจึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนตามมาตรา 19 วรรคสาม (ข) เพราะเป็นพนักงานสอบสวนในท้องที่ที่พบการกระทำผิดอยู่ก่อนโดยเริ่มสอบสวนตั้งแต่ยังจับตัวจำเลยกับพวกไม่ได้ แม้ภายหลังจะปรากฏว่า จำเลยกับพวกถูกจับกุมที่ท้องที่อำเภอกบินทร์บุรีก็ตาม ก็หาทำให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองลำปางพ้นจากเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบไปไม่ จึงมิใช่กรณีตามมาตรา 19 วรรคสาม (ก) ดังนี้พนักงานอัยการโจทก์จึงฟ้องจำเลยกับพวกที่ศาลจังหวัดลำปางได้ โดยถือว่ามีการสอบสวนโดยชอบแล้ว ตามป.วิ.พ.มาตรา 120


หัวข้อ: Re: ขอคำชี้แนะ กรณีศึกษา
เริ่มหัวข้อโดย: Pithan_N ที่ กุมภาพันธ์ 05, 2010, 17:35:57
ในความเห็นของผม ข้อเท็จจริงที่ให้มาความผิดเกิดในท้องที่ อ.พระประแดง แต่ผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อ พงส.สำโรงใต้ พงส.ได้สอบสวนผู้ต้องหาจนเสร็จสิ้นแล้ว ถ้าดูแค่เพียง ป.วิ อาญา มาตรา ๑๘ วรรคแรกซึ่งบัญญัติเฉพาะอำนาจการสอบสวน แต่ใน ม.๑๘ วรรคสาม บัญญัติถึง พงส.ผู้รับผิดชอบ หมายถึงพนักงานสอบสวนผู้ต้องทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา เว้นแต่มีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวกจึงให้ พงส.ท้องที่ที่ผู้ต้องหามีภูมิลำเนาหรือผู้ต้องหาถูกจับเป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้นตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ในความเห็นของผม พงส.สำโรงใต้ ไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เป็นการสอบสวนนอกเขตอำนาจ อัยการไม่มีอำนาจฟ้อง


หัวข้อ: Re: ขอคำชี้แนะ กรณีศึกษา
เริ่มหัวข้อโดย: admin ที่ กุมภาพันธ์ 07, 2010, 10:19:32
ในความเห็นของผม ข้อเท็จจริงที่ให้มาความผิดเกิดในท้องที่ อ.พระประแดง แต่ผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อ พงส.สำโรงใต้ พงส.ได้สอบสวนผู้ต้องหาจนเสร็จสิ้นแล้ว ถ้าดูแค่เพียง ป.วิ อาญา มาตรา ๑๘ วรรคแรกซึ่งบัญญัติเฉพาะอำนาจการสอบสวน แต่ใน ม.๑๘ วรรคสาม บัญญัติถึง พงส.ผู้รับผิดชอบ หมายถึงพนักงานสอบสวนผู้ต้องทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา เว้นแต่มีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวกจึงให้ พงส.ท้องที่ที่ผู้ต้องหามีภูมิลำเนาหรือผู้ต้องหาถูกจับเป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้นตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ในความเห็นของผม พงส.สำโรงใต้ ไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เป็นการสอบสวนนอกเขตอำนาจ อัยการไม่มีอำนาจฟ้อง

ด้วยความเคารพครับ ผมอ่านจะตีความโจทปัญหาผิดเพราะตามที่เจ้าของกระทู้แจ้งแค่ ท้องที่ สน.สำโรงใต้เท่านั้น  เพราะ สน.สำโรงใต้ก็เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอพระประแดงเช่นเดียวกัน  ถ้าหากโจทก์เป็นดังความที่ท่านกล่าวก็เห็นด้วยกับท่านครับ


หัวข้อ: Re: ขอคำชี้แนะ กรณีศึกษา
เริ่มหัวข้อโดย: tumlaw ที่ เมษายน 09, 2010, 19:23:04
ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ขอคำชี้แนะ กรณีศึกษา
เริ่มหัวข้อโดย: chao191 ที่ พฤศจิกายน 01, 2011, 18:40:06
ข้อเท็จจริงได้ความว่านายเสือได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้ท้องที่เกิดเหตุซึ่งอยู่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ  กล่าวหาว่า นายสิงห์ลักน้ำมันเบนซินของนายเสือ ในชั้นสอบสวน พ.ต.ท. แสง  พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้ได้สอบสวนนายสิงห์ผู้ต้องหา รวมทั้งตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำแผนที่เกิดเหตุและทำบันทึกการชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพของนายสิงห์ ดังนี้ การสอบสวนชอบหรือไม่? พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องหรือไม่ ?

โจทย์บอกชัดเจนแล้วครับ   พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้ท้องที่เกิดเหตุซึ่งอยู่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ     ดูที่ท้องที่เกิดเหตุครับโจทย์ไม่ได้บอกว่าเกิดที่อำเภอพระประแดง  แต่เหตุเกิดพื้นที่สถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้ครับเพียงแต่อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอพระประแดงเท่านั้นครับ  ดูที่คำว่าซึ่งด้วยครับ ไม่ได้หมายความว่าเหตุเกิดที่สถานีตำรวจภูธรพระประแดง  ดังนั้นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้ท้องที่เกิดเหตุ(ท้องที่ความผิดเกิด) จึงเป็นพนักงานสอบสวนผูรับผิดชอบครับ   เห็นด้วยกับกระทู้แรกครับ    ถ้าไม่ถูกยังใงก็ขอความเห็นเพิ่มเติ่มถ้ามีใครมีความเห็นที่ต่างออกไปครับ
อาชีวะ | ภูผาหมอกเขาค้อ | สอบสวน | เงินกู้ | สินเชื่อ